คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 38 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 3 - ป่าแห่งเสียงกระซิบ / ครึ่งหลัง (ซานดร้า)


     อัพเดท 24 พ.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 38 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 3 - ป่าแห่งเสียงกระซิบ / ครึ่งหลัง (ซานดร้า) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 106 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


PART V: TWO PEARLS
Chapter 3: The Murmuring Forest - Part 2 (Sandra)

ภาคที่ 5: เพิร์ลทั้งสอง
บทที่ 3: ป่าแห่งเสียงกระซิบ - ครึ่งหลัง (ซานดร้า)



เธอดูเหมือนของจริง
รสชาติของเธอนั้นก็เช่นของจริง
ที่รักพลาสติกปลอมๆ ของฉัน

- Radiohead, Green Plastic Trees


 
พรรณไม้เขียวชอุ่มเลื้อยคดเคี้ยวคลุมผืนดินสีมืดในป่าดงดิบ หนาแน่นเสียจนปกคลุมผิวดินไว้หมดสิ้นเหลือเพียงทางเดินแคบๆ อากาศนั้นชื้นจนกลายเป็นร้อนอบอ้าวแทบหายใจไม่ออกอยู่ตลอดเวลา กระแสลมเขตร้อนพัดหลังคาใบไม้ของป่าดงดิบให้สั่นไหว ส่งเสียงครวญกระซิบซาบก้องราวกับมีชีวิต

หญิงสาวคนหนึ่งเดินท่องไปในหมู่ไม้หนาพลางก้าวข้ามเถาวัลย์ที่เลื้อยทับกันแออัดราวกับพรมคลุมพื้นดินอย่างระมัดระวัง ชุดสีอ่อนจางของเธอดูราวกับจะส่องสว่างท่ามกลางบรรยากาศสีเขียว ปกปิดทุกส่วนของร่างกายเว้นแต่ศีรษะกับใบหน้า และเส้นผมยาวสลวยที่ตกลงปรกหลังเป็นลอนคลื่นสีทอง ผิวเนื้อที่ปรากฏให้เห็นนั้นถูกคลุมด้วยม่านหยาดน้ำบางๆ และเสื้อผ้าที่เปียกชื้นก็ลู่แนบเนื้อ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแห้งสนิทในป่าฝนแห่งนี้

หญิงสาวหยุดนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง เธอรู้สึกตัวได้ว่ามีบางสิ่งเข้ามาใกล้ จึงได้จ้องมองเข้าไปในม่านไม้อย่างระแวดระวัง

เงามืดเงาหนึ่งมุ่งหน้ามาทางหญิงสาว ก่อนจะกลับกลายเป็นภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมผ้าคลุมสีเขียวเหลือบทราย เมื่อเห็นเธอ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรงเข้ามาหา อารามเร่งรีบทำให้แทบสะดุดพรรณไม้ที่ขึ้นระเกะระกะ

เมื่อมาถึงตัวแล้ว เขาก็รีบพูดกับหญิงสาวอย่างรวดเร็วแทบไม่ทันหายใจ

"ท่านหญิง"

หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่ตอบอะไร ก่อนจะขานรับ

"เอลาซัล"

* ชายหนุ่มกลั้นหายใจ

"เพิร์ลเหรอ" เขาเอ่ย "เพิร์ล...เพิร์ลใช่มั้ย"

"เอลาซัล..." เธอพึมพำ

ชายหนุ่มรีบก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะโอบเธอไว้

"ในที่สุดผมก็ได้เจอเพิร์ล เจอเพิร์ลก่อนผู้หญิงคนนั้น"

หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างเรียบเฉย ปล่อยให้ชายหนุ่มเอื้อมมือลูบคลื่นผมที่เป็นประกาย

"เพิร์ลช่างอ่อนโยนเหลือเกิน" เขากระซิบ "ไม่เหมือนกับผู้หญิงคนนั้นเลยซักนิด" *

หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง ชายหนุ่มดูเหมือนจะตั้งสติได้แล้วจึงคว้ามือของเพิร์ล

"ต้องรีบไปแล้ว" เขารีบพูด "ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะมา"

ชายหนุ่มชักดาบออกมาก่อนจะเริ่มเดินไปพลางฟันเถาวัลย์และสุมทุมพุ่มไม้ที่ขึ้นขวางทาง

"จะพาข้าไปไหน" หญิงสาวถาม

"ไปที่เครื่องย้ายห้วงมิติ" เขาตอบ "ใกล้กับโรงสวดภาวนา คงจะไปถึงพรุ่งนี้เย็น"

ร่างของหญิงสาวสั่นน้อยๆ และชายหนุ่มก็รู้สึกได้

"ไม่ต้องห่วงหรอก" เขาพูดเบาๆ พร้อมกับบีบมือของเธอ "ผมอยู่นี่แล้วเพิร์ล ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น"



ผ่านไปกว่าสัปดาห์แล้วหลังจากเอลาซัลออกจากเมืองมหาวิทยาลัย เขารีบเดินทางไปที่หอคอยแห่งเลย์เรสผ่านทิวเขาอันกันดาร แต่ก็ไม่อาจแกะรอยซานดร้าหรือตามเธอทันได้เลย หญิงสาวฉลาดที่จะลบร่องรอยของเธออย่างที่ทำเป็นประจำเสมอ และเขาก็เดาว่าเธอคงจะออกเดินทางตอนกลางคืนด้วย ทว่าชายหนุ่มยังคงมุ่งหน้าต่อไปอย่างดื้อรั้น แทบไม่ยอมหยุดพักนอนหรือกินอะไร จนไปถึงหอคอยได้ภายในเวลาที่คาดไว้

ชายหนุ่มใช้เครื่องย้ายห้วงมิติมาจนถึงป่าดงดิบครึ้มทางตอนใต้ ทว่าการเดินทางช่วงนี้ก็ยากลำบากขึ้นด้วย เขาสังเกตเห็นร่องรอยที่แสดงว่ามีมนุษย์ผ่านมาทางนี้อยู่ลางๆ และเดาว่าน่าจะเป็นซานดร้าเพราะรอยยังใหม่อยู่ เขารู้สึกเหมือนตามมาถูกทางแล้ว แต่ก็ยังต้องเร่งรีบขึ้นเช่นกันเพราะเขาไม่เคยชินกับภูมิประเทศแบบนี้ การกรุยทางฝ่าสุมทุมพุ่มไม้ระเกะระกะนั้นเหน็ดเหนื่อยและเชื่องช้าจนน่าโมโห

และแล้วในวันที่สาม ชายหนุ่มก็ไม่พบร่องรอยของซานดร้าเลย แม้จะพยายามค้นหาอย่างละเอียดเท่าไรก็ไม่มีทางตามต่อไปได้ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยเขาจึงได้หยุดพักอีกครึ่งวันก่อนจะเดินทางต่อไป แต่ในวันถัดมาก็ดูเหมือนจะสำเร็จ เขาพบร่องรอยใหม่ให้ตามต่อไปอีกครั้ง แม้จะไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็นร่องรอยของซานดร้าหรือไม่ แต่การตามร่องรอยเหล่านั้นไปเป็นเงื่อนงำเดียวที่เขามีอยู่เท่านั้น สังหรณ์ที่สามารถสัมผัสชาวจูมิด้วยกันได้บอกเขาว่าร่องรอยนั้นเป็นของชาวจูมิ และพวกมันก็นำเขามาพบเพิร์ลแทนที่จะเป็นซานดร้า

แม้จะตกตะลึงในทีแรก ภารกิจที่เอลาซัลต้องกระทำต่อไปนั้นก็กระจ่างในทันที เขาต้องพาเพิร์ลกลับไปที่โรงสวดภาวนา ไปให้ไกลจากนักล่าที่ว่องไวอย่างซานดร้า

ชายหนุ่มซักถามเพิร์ลอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เธอจำอะไรไม่ค่อยได้ และเขาก็ไม่แน่ใจด้วยว่าเธอเปลี่ยนจากแบล็คเพิร์ลเป็นเพิร์ลตั้งแต่เมื่อใด ดูเหมือนเธอจะยิ่งจมลึกลงไปในห้วงภวังค์ขณะที่เดินท่องไปในป่าดงดิบจนลืมจุดหมายของตนเองไป แม้เขาก็บอกไม่ได้ว่านานเท่าใด แต่ก็เดาได้ว่าจุดหมายของแบล็คเพิร์ลคือวิหารกลางป่านั่นเอง

ยามสนธยาเริ่มมาเยือน ใต้ซุ้มหลังคาใบไม้หนาเริ่มมืดลงอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเอลาซัลที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวก็ตัดสินใจว่าทั้งสองควรจะพักแรมกัน พื้นที่บริเวณนี้ยุบตัวลงเป็นแอ่งตื้นๆ ค่อนข้างโล่งเหมาะจะใช้หยุดพัก มีผืนป่าที่ยกตัวสูงขึ้นขนาบอยู่ด้านหนึ่ง เลื้อยไล่คดเคี้ยวไปตามแนวหินปิดล้อมทั้งสองด้วยม่านสีเขียว เอลาซัลหยุดชะงักก่อนจะมองสำรวจบริเวณโดยรอบ พยายามจะตัดสินใจว่าสถานที่นี้เหมาะสมหรือไม่

ชายหนุ่มยืนอยู่เช่นนั้นพักหนึ่งก่อนที่เพิร์ลจะร้องออกมาเบาๆ แล้วโผเข้ากอดเขาแน่น

เงาที่ดูเหมือนจะเป็นรูปร่างมนุษย์กระโจนฝ่าหมู่ไม้ออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดนิ่งบนโขดหินเหนือศีรษะของนักเดินทางทั้งสอง เอลาซัลรีบดึงตัวเพิร์ลไปหลบข้างหลังในทันทีแล้วชักดาบออกมาถือในท่าเตรียมระวัง ทว่าคนลึกลับเบื้องบนนั้นก็ไม่ปล่อยให้เขาต้องรอนาน...ร่างนั้นกระโดดตีลังกาลงมาริมโขดหินประจัญหน้ากับเอลาซัลและเพิร์ล

"ซานดร้า" เอลาซัลเรียก ร่างกายของเขาเริ่มเครียดเขม็ง ไม่ยอมลดดาบที่จ่อคุกคามลง

หญิงสาวยืนมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ตะวันใกล้ลับฟ้าสาดแสงสีทองลอดม่านใบไม้ลงมารอบกายอเล็กซานดร้า ส่องให้เห็นร่างของเธอได้อย่างชัดเจน ทว่าแสงอาทิตย์ส่องย้อนเข้ามาด้านหลัง ใบหน้าของเธอจึงตกอยู่ใต้เงาสลัว เอลาซัลที่ยืนอยู่ตรงข้ามเองก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ในความมืด

ในที่สุดซานดร้าก็พูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบทีเดียว

"ไม่ได้เจอกันซะนานนะเอลาซัล ฉันยอมรับว่าฉันตกใจนะที่คุณอุตส่าห์ตามฉันมาได้ถึงนี่ สงสัยจริงว่าคุณใช้เครื่องย้ายห้วงมิติที่หอคอยนั่นได้ยังไง"

* "องค์หญิงสอนคาถารูนให้ฉัน" เขาตอบ *

เสียงอุทานอย่างประหลาดใจลอดออกมาจากริมฝีปากของซานดร้า ทั้งความโกรธและขบขันฉายบนสีหน้าของเธอ ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนเรียวปาก

"ยัยนั่น...ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเค้าจะทำอย่างนั้น ไม่คิดเลยจริงๆ!"

"องค์หญิงรู้ว่าเมื่อไหร่เค้าควรจะทำสิ่งที่ถูกต้อง" เอลาซัลเอ่ยเบาๆ * "แล้วเค้ายังเตือนฉันเรื่องที่เธอคิดจะเอาดาบไปด้วย" *

"งั้นเหรอ!" ซานดร้าว่า แม้น้ำเสียงของเธอจะไม่ได้บอกความยี่หระเลย "ฟลอริน่าคนทรยศ...ทั้งๆ ที่ฉันอุตส่าห์ทำเพื่อเค้าถึงขนาดนั้น! ฉันไม่น่าช่วยเค้าออกมาจากเงื้อมมือของแบล็คเพิร์ลเลย น่าจะปล่อยให้เน่าตายในเมืองต้องสาปนั่นซะ! คุณว่ามั้ยเอลาซัล"

แต่เอลาซัลชินกับวิธีการพูดของซานดร้าแล้ว จึงไม่ยอมปล่อยให้ตนเองไขว้เขว

* "นี่เธอตั้งใจจะทำอะไรกัน...อเล็กซ์" เขาถามอย่างโกรธเคือง "ทำไมถึงได้หลอกฉันแบบนั้น"

"ก็มันไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วนี่" เธอตอบอย่างเยือกเย็น "ไม่อย่างนั้นคุณก็ต้องพยายามรั้งฉันไว้อีก"

ชายหนุ่มกลั้นหายใจ

"เพราะอย่างนี้เยื่อใยของเราถึงต้องขาดกัน อเล็กซานดร้า เธอแค่ใช้ร่างกายของเธอเพื่อเป้าหมายของเธอ...เพื่อหลอกลวงฉัน...เหมือนกับโสเภณีไม่มีผิด"

หญิงสาวยักไหล่น้อยๆ พร้อมกับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เอลาซัลจึงพูดต่อไป

"แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดที่เธอกำลังจะทำ หลังจากที่เธอไปแล้วฉันก็ไปถามเรื่องราวจากองค์หญิง เค้าเล่าเรื่องคัมภีร์นั่นให้ฉันฟัง ทั้งเรื่องจารึก...เรื่องรูปปั้นเทวทูต ฉันรู้แล้วว่าเธอเอาดาบไปทำไม แล้วเธอกำลังตามหาอะไร" น้ำเสียงของชายหนุ่มบัดนี้สั่นเทิ้มด้วยความโกรธเคือง "เธออยากได้ผลึกชีวิตของเพิร์ล...ใช่มั้ย!" * 

หญิงสาวสะดุ้งวูบ แม้อีกฝ่ายจะไม่อาจอ่านสีหน้าของเธอได้ในเงามืด ต่อมาเธอจึงได้พูดขึ้น

"ต้องขอชมคุณแฮะ นักสืบเอลาซัล ได้...ฉันจะไม่โกหกคุณอีกต่อไป เพราะถึงจะโกหกยังไง คุณก็คงไม่เชื่ออีกแล้ว" เธอหัวเราะออกมาสั้นๆ "คุณคงรู้แล้วว่ารูปปั้นเทพยดามีที่สำหรับใส่กุญแจอยู่...นั่นคือร่องลึกกลางอกที่ควรจะมีผลึกชีวิต แสดงให้เห็นร่างจุติของเทวทูตจูมิเมื่อสามพันปีมาแล้ว ถ้าใส่ผลึกชีวิตเข้าไปในรูกุญแจนั่น ประตูวิหารก็จะเปิดออก และเราก็จะปลดปล่อยเทวทูตได้ มุกแห่งเทพยดาคือผลึกชีวิตที่ต้องนำมาใส่ในรูปปั้น แล้วฉันก็เชื่อว่าผลึกชีวิตที่ใช้ได้เป็นของท่านหญิงแบล็คเพิร์ล"

"งั้นเหรอ" น้ำเสียงของเอลาซัลเย็นชา "แล้วอะไรทำให้เธอคิดแบบนี้ เธอไม่คิดว่ามันด่วนสรุปไปเหรออเล็กซ์...ที่จะเอาชีวิตคนทั้งคนเพียงเพราะเดาอะไรง่ายๆ แค่นี้"

"ไม่ใช่แค่เดา" หญิงสาวตอบอย่างเยือกเย็น "ท่านหญิงแบล็คเพิร์ลมีชีวิตมานานกว่าพันปี สาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะอะไรก็ยังอธิบายไม่ได้ ผลึกชีวิตของหล่อนเก่าแก่ที่สุด แบล็คเพิร์ลถูกดึงดูดไปที่หอคอยแห่งเลย์เรส ดาบแห่งเทวทูต แล้วก็ที่วิหารกลางป่าอย่างที่คุณเห็น ฉันไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญหรอก ถึงฉันจะไม่รู้ว่าทำไมผลึกชีวิตของหล่อนคือผลึกที่จะปลดผนึกเทวทูตได้ แต่ก็เห็นได้ชัดๆ ว่าเทวทูตกำลังเรียกหล่อน เพื่อที่จะปลดปล่อยท่านจากการกักขัง"

"แล้วเธอก็คิดว่าการกระทำของเธอมันช่างน่าสรรเสริญ" เอลาซัลพูดขื่นๆ "เพราะเราต้องเสียสละชีวิตของคนเพียงคนเดียว"

หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างคาดไม่ถึง

"แต่คุณคิดว่ามันเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย"

เพลิงโทสะของเอลาซัลลุกโหมอีกครั้ง

"ใช่สิ!" เขากราดใส่เธอ "ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง วิธีการที่เธอคิดจะใช้มันก็ไม่ถูกต้องนะอเล็กซ์!"

"แล้วมันต่างจากเมืองของเรายังไงล่ะ" หญิงสาวย้อนถาม "ชาวจูมิค่อยๆ ฆ่าองค์คลาริอุสเพียงคนเดียวให้ตายไปช้าๆ เพื่อผลประโยชน์ของพวกมั้น ฉันก็จะฆ่าผู้หญิงเพียงคนเดียว...คือเพิร์ล...เพื่อที่จะปลดปล่อยเทวทูต อย่างน้อยจุดประสงค์ของฉันก็คือการเยียวยาชาวจูมิทั้งปวง แต่พวกนั้นไม่ได้คิดอย่างนั้น พวกมันก็แค่ฆ่าองค์คลาริอุสเพื่อต่อชีวิตตัวเองไปวันๆ เท่านั้น"

เอลาซัลรู้ความจริงข้อนี้ดี เขาจึงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่การต่อปากต่อคำนั้นยังไม่จบ

"เธอมันก็เป็นพวกว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองนั่นแหละอเล็กซ์" ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆ "เธอแค่รู้สึกเฉยๆ เพราะเธอไม่ห่วงใยเพิร์ลเลย แต่ถ้าไม่ใช่ผลึกชีวิตของเพิร์ลล่ะ?"

"ยังไงล่ะ" หญิงสาวถามพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เอลาซัลสูดลมหายใจเฮือก

"ตอบฉันซิอเล็กซานดร้า..." ชายหนุ่มรู้ว่าเขากำลังฉวยโอกาสใช้ความเข้าใจความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาเป็นจุดอ่อน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป "...ถ้าผลึกชีวิตที่จะช่วยเหลือชาวจูมิได้ไม่ใช่ผลึกชีวิตของเพิร์ลล่ะ ถ้าเป็นผลึกชีวิตของคนอื่น...ของคนที่เธอห่วงใย"

แววตามุ่งมั่นจริงจังของชายหนุ่มจ้องตรงเข้าไปในดวงตาของอเล็กซานดร้า

"แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ...ถ้าคนที่เธอต้องฆ่าไม่ใช่ผู้หญิงที่เธอเกลียด แต่เป็นคนที่เธอรัก ว่ายังไงล่ะอเล็กซ์ ถ้าเป็นผลึกชีวิตของฉันล่ะ"

หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อ เห็นได้ชัดว่าคำถามนั้นเล่นงานเธออย่างไม่ทันตั้งตัว * หลังจากใคร่ครวญอยู่พักหนึ่งเธอก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"ในฐานะคู่ต่อสู้ฉันประมาณคุณต่ำไปเสียแล้วเอลาซัล ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะพยายามใช้วิธีควบคุมความรู้สึกฉันอย่างแรงแบบนี้ แต่นั่นเป็นคำถามที่ดี แล้วฉันก็จะตอบตรงๆ ด้วย" น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไป แผ่วเบาลงและไตร่ตรองยิ่งขึ้น *

"ถ้าต้องใช้ผลึกชีวิตของคุณช่วยเหลือชาวจูมิทั้งมวลล่ะก็ ถ้าต้องเอาผลึกชีวิตของคุณล่ะก็...ฉันจะ..." หญิงสาวสบตากับเอลาซัลตรงๆ อย่างไม่ไหวหวั่น "...ยอมสละชีวิตของคุณเพื่อทุกคน ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ฉันต้องใจสลายก็ตาม"

เอลาซัลกลั้นหายใจแต่ไม่พูดว่าอะไร อเล็กซานดร้าจึงได้หัวเราะน้อยๆ

"ฉันก็บอกแล้วไงเอลาซัล" เธอเอ่ยต่อ คราวนี้ด้วยน้ำเสียงที่เจือความเศร้าจางๆ "ตอนที่อยู่ในเมืองฉันเคยเตือนคุณแล้ว แต่คุณไม่ฟังฉันเอง คนอย่างคุณอยู่ร่วมกับคนอย่างฉันไม่ได้หรอก"

หลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่ เอลาซัลจึงได้ยกดาบขึ้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายคล้ายจะเตือน

"ถ้างั้น...ก็คงต้องเป็นอย่างนี้จริงๆ ล่ะอเล็กซ์" เขาพูด "เธอต้องข้ามศพฉันไปก่อนถึงจะฆ่าเพิร์ลได้"

* ซานดร้าชักดาบของตนออกมา

"ได้ ฉันจะจำไว้" เธอพูดกึ่งยิ้ม แต่มีปัญหาเดียวเท่านั้น เอลาซัล ฉันยอมรับว่าฝีมือของฉันสู้คุณไม่ได้ แต่คุณก็ไม่มีทางหยุดฉันได้หรอก เพราะคุณไม่มีอาวุธอะไรเลย"

เขาจ้องมองเธออย่างระแวงระวัง

"หมายความว่ายังไง"

หญิงสาวปรายตาไปทางดาบที่เขาถืออยู่

"เอลาซัล ดาบแห่งชะตากรรมน่ะเป็นของเทวทูต เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์ชาวจูมิ ที่แบล็คเพิร์ลล้มลงไปตอนที่พยายามจะใช้ดาบเล่มนี้ฆ่าฉันก็เพราะนั่นเป็นการกระทำที่ต้องห้าม ดาบเล่มนี้ไม่สามารถใช้ฆ่าชาวจูมิได้หรอกเอลาซัล" เธอเย้ยหยันชายหนุ่มด้วยสายตา "ถ้าคุณพยายามจะฆ่าฉันก็มีแต่จะเจ็บตัวเองเท่านั้น ว่ายังไงล่ะ" หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ "คุณคิดว่าฉันรอดจากแผลที่แบล็คเพิร์ลแทงมาได้ยังไงกันล่ะ เพราะดาบเล่มนั้นปกป้องฉันน่ะสิ แสงเยียวยาจากดาบช่วยฉันไว้ ดาบเล่มนั้นไม่ปล่อยให้ฉันตายหรอก"

เอลาซัลนึกไปถึงตอนที่เปลวเพลิงแผดเผามือสังหารที่พยายามใช้ดาบเล่มนั้นทำร้ายเขา และชายหนุ่มก็รู้ดีว่าซานดร้าพูดความจริง มือของเขาสั่นเทิ้ม แต่ยังคงกำด้ามดาบได้อยู่

ซานดร้าสังเกตเห็นเช่นกัน

"ถ้างั้นคุณก็เลือกที่จะสู้" เธอเอ่ย "สุดท้ายเราก็ต้องสู้กันจนได้"

"ก็ช่วยไม่ได้นี่" ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงเรียบเฉย

"นั่นสินะ" หญิงสาวตอบรับ "เราก็รู้มาตลอดนี่ เอลาซัล ว่าสักวันหนึ่งความแตกต่างของเราสองคนจะทำให้เราต้องเจอกันในฐานะศัตรู เพราะอย่างนี้เมื่อก่อนฉันถึงได้พยายามตีตัวออกห่างจากคุณ"

"แต่เธอก็ยังเลือกที่จะกลับมา" เขาโต้กลับ

"เราสองคนต่างเลือกทางนั้นเอง" เธอตอบ

ชายหนุ่มไม่ตอบว่าอะไร ลำแสงสีทองคล้อยต่ำลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสีแดงในขณะที่นักรบชาวจูมิทั้งสองเดินวนเวียนประจัญกันเพื่อประเมินสภาพพื้นที่ในการต่อสู้ ทั้งสองต่างรู้ดีว่าเสียเปรียบต่ออีกฝ่ายหนึ่ง แม้ดาบของเอลาซัลจะไม่อาจทำร้ายซานดร้าได้ และซานดร้าที่ตั้งใจจะชนะให้ได้ก็รู้ว่าเธอต้องทำให้เอลาซัลบาดเจ็บจนสู้ต่อไปไม่ได้ แต่เธอก็ยังรู้ดีว่าแม้บาดแผลฉกรรจ์ก็ไม่อาจหยุดยั้งเอลาซัลได้ เพราะเขาสู้เพื่อที่จะปกป้องเพิร์ล ทางเลือกที่เธอมีเพียงสองทางคือทำให้เขาหมดสติ...หรือไม่ก็ฆ่าเขาเท่านั้น

การรอคอยสิ้นสุดลงเมื่อเอลาซัลกระโจนเข้าหาซานดร้าในทันใด ซานดร้าหลบคมดาบที่หมายจะแทงได้ทันท่วงที และตั้งท่าจะโต้กลับ แต่ชายหนุ่มก็โจมตีต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ใช้ดาบของตนปัดดาบของอีกฝ่ายไปเต็มกำลัง

ซานดร้าเข้าใจกลยุทธ์ของเขาในทันที เขาพยายามที่จะใช้พละกำลังที่มีเหนือกว่าบังคับให้เธอทิ้งดาบลงให้ได้ แม้ในขณะนี้เธอยังรู้สึกได้ถึงแรงกดจากมือที่ผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักที่ทำให้ข้อมือของเธอปวดแปลบ

หญิงสาวลดแรงดาบด้วยการปัดป้องอย่างรวดเร็วก่อนจะกระโจนเบี่ยงไปด้านข้าง เธอเสียหลักไปครู่หนึ่งเพราะขยับผิดจังหวะ แต่ก็ทรงตัวได้ในทันทีด้วยความว่องไว เอลาซัลที่ไม่ทันตั้งตัวก้าวเท้าพลาดจนสะดุดมาข้างหน้า ซานดร้าจึงใช้โอกาสนั้นพุ่งเข้าหาเขา แต่เอลาซัลก็หลบเธอได้ทันเวลาก่อนจะหันกลับมาประจัญหน้ากับหญิงสาวอีกครั้ง

ตาต่อตาสบหยั่งเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มน้อยๆ จะผุดขึ้นที่มุมปากของเอลาซัล

ซานดร้าเข้าใจกริยานั้นเป็นอย่างดี เอลาซัลมีฝีมือดาบเหนือกว่าเธออยู่เสมอ เขาจะฆ่าเธอเมื่อไรที่ต้องการก็ได้...ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ตาม และเขาก็รู้ดีเสียด้วย เธอบอกได้ว่าเขาคาดหมายว่าตนจะชนะโดยไม่ต้องพยายามมากเท่าไรเลย แม้จะมีข้อจำกัดที่ดาบอักขระเล่มนั้น

แม้หญิงสาวจะไม่ยอมรับว่าความจริงข้อนี้ เธอก็รู้สึกคั่งแค้นใจอยู่ลึกๆ...ยังจำได้ว่าในยามสนธยาวันนั้นเขาใช้กำลังที่มากกว่าเอาชนะเธอไปได้อย่างง่ายดาย และความรำคาญนั้นก็ก่อให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้

เรายังมีไม้ตายอื่นอยู่นี่...เธอคิด ไม่เฉพาะความเร็ว แต่ยังมีไหวพริบด้วย

ซานดร้ามักจะคิดว่าเอลาซัลไม่ค่อยมีสติปัญญาเท่าใดนัก อย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับเธอ เธอมิใช่หรือที่เอาชนะแบล็คเพิร์ลได้ด้วยไหวพริบของตนเอง? (จริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าเอลาซัลมีส่วนช่วยด้วย แต่เธอไล่ความคิดนั้นออกไปจากสมองเสียก่อน) เธอจะเป็นต่อนักดาบหนุ่มผู้มีกำลังรุนแรงได้ก็ด้วยวิธีเดียวกัน ความสามารถที่เหนือกว่าของเขานั้นไม่ใช่อุปสรรค

วันนี้ล่ะ...ฉันจะชนะคุณถึงสองต่อเชียว อัศวินลาปิสลาซูลี่

ทั้งสองยังคงดวลกันต่อไปด้วยกระบวนท่าที่ต่างฝ่ายต่างรู้จักดีเป็นพักใหญ่เหมือนกับกำลังฝึกซ้อมกันอยู่ เพราะต่างฝ่ายต่างจำท่วงท่าของอีกฝ่ายได้ และโต้ตอบไปด้วยความเคยชิน แต่ทุกขณะนั้น...สมองของซานดร้าก็กำลังครุ่นคิดถึงแผนการของตน

เอลาซัลฟาดดาบใส่หญิงสาว ซึ่งเธอก็โต้กลับไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่แล้วอัศวินลาปิสลาซูลี่ก็หมุนกายกลับในทันใดพร้อมกับทิ้งดาบอักขระรูนลง แล้วโถมตัวเข้าหาซานดร้าทั้งมือเปล่า

ซานดร้าตะลึงงันกับการกระทำนั้น เธอทำได้เพียงแทงสวนไปเพื่อป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ แต่แล้วเธอก็พบว่าเป้าหมายของเขานั้นไม่ใช่เพื่อผลักเธอล้มลงไป เอลาซัลปราดเข้ามาคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้ ก่อนจะปัดเต็มแรงให้ดาบตกจากมือ

ซานดร้ารู้สึกตัวในทันที เธอเข้าใจดีว่าเอลาซัลทำลงไปทำไม ยามนี้ทั้งสองต่างไม่มีอาวุธ และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มเป็นผู้ได้เปรียบขึ้นมาเพราะเขามีพละกำลังมากกว่าเธอแน่นอน แต่เธอก็ไม่หวาดหวั่น

หญิงสาวใช้ความรวดเร็วปานสายฟ้าที่เหนือกว่าเอลาซัลขยับมืออีกข้างดึงมีดลับที่ซ่อนในรองเท้าบู๊ทออกมา ไม่กี่วินาทีต่อมาหลังจากคว้ามือของซานดร้าไว้ได้ เอลาซัลก็พบว่ามีปลายแหลมของมีดจ่ออยู่ที่ผลึกชีวิตของเขา

ทั้งสองยืนประจัญหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ซานดร้าพยายามที่จะสะบัดข้อมืออีกข้างให้หลุดจากเงื้อมมือของเอลาซัล แต่ไร้ผล ขณะที่ปลายมีดยังคงจ่อทรวงอกของชายหนุ่มอยู่เธอจึงได้พูดขึ้น

"ว่าไงล่ะ" เธอเอ่ยอย่างร่าเริง "คุณติดกับแบบเดียวกับแบล็คเพิร์ลเลย ฉันคิดว่าคุณน่าจะเฉลียวใจกว่านี้หน่อยนะเอลาซัล ตอนนี้ปล่อยมือของฉันซะ ไม่อย่างนั้นฉันแทงคุณแน่"

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเอลาซัลจึงตอบกลับ

"ถ้าอย่างนั้นเธอก็มีทางเลือกสองทาง" เขาพูดอย่างใจเย็น "อย่างแรกคือแทงฉันซะ เพราะฉันไม่มีวันยอมแพ้เธอ อย่างที่สองคือทิ้งมีดลง ซานดร้า เพราะถ้าเธอไม่ยอมแพ้ฉันล่ะก็ ฉันจะหักข้อมือเธอ"

นิ้วมือของเขากำแน่นขึ้นครู่หนึ่งจนซานดร้าต้องกัดฟันกลั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ชายหนุ่มผ่อนแรงอย่างรวดเร็ว หากสายตาของเขายังคงแข็งกร้าว

"แล้วถึงเธอจะแทงฉันจริงๆ..." เขาพูดต่อให้จบ "ฉันก็ยังจะหักข้อมือเธออยู่ดี ซานดร้า ถ้าเธอไม่ยอมแพ้ล่ะก็ ฉันจะใช้วิธีนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย"

หญิงสาวรู้ดีว่านั่นไม่ใช่การขู่เฉยๆ มาถึงขั้นนี้แล้วเอลาซัลสามารถทำอย่างที่พูดได้จริงๆ แน่นอน เธอรู้ดีว่าเขามีกำลังมากพอจะหักข้อมือของเธอได้ง่ายๆ เหมือนหักกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง ทางเลือกเดียวของเธอคือการยอมจำนนเท่านั้น ไม่เช่นนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องบาดเจ็บหนักอย่างแน่นอน

ทั้งสองยังคงนิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นพักใหญ่ ไม่มีใครกล้าทำอะไร...ไม่มีใครยอมจำนน ซานดร้ายังคงยืนนิ่ง ปลายมีดชี้ตรงมาทางเอลาซัลในอุ้งมือที่มั่นคง เธอไม่มีทางยอมแพ้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็ต้องเลือกที่จะทำร้ายเอลาซัล...

ใจหนึ่งยุให้ทำเช่นนั้น เพราะเขาบอกว่าจะทำร้ายเธอหากเธอไม่ยอมจำนน ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็สู้ทำร้ายเขากลับไปด้วยไม่ดีกว่าหรือ เพราะจะอย่างไรก็ต้องเจ็บด้วยทั้งคู่

เอลาซัลยังคงจับตามองสีหน้าของเธออย่างเงียบๆ เงื้อมมือของเขาจับรอบข้อมือของหญิงสาวไว้แน่น แม้จะไม่แรงเท่าเมื่อครู่ก่อนหน้า แต่ก็ยังคงเปี่ยมด้วยพละกำลัง เขารู้จักซานดร้าดีเกินพอจนรู้ได้ว่าเธอกำลังข่มใจอยู่ และเขาก็กำลังรอผลที่จะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ

ครู่หนึ่งผ่านไปยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอลาซัลจึงได้สูดลมหายใจเฮือก สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไป จากความแข็งกร้าวอันตรธานหายไปกลับเป็นความเหนื่อยอ่อน...กลายเป็นสีหน้าของคนที่กำลังสิ้นหวังกับการดิ้นรนอันไม่มีวันจบสิ้น

ซานดร้าสังเกตได้ ดวงตาของทั้งสองจึงสบกันนิ่ง สายตาของหญิงสาวเหมือนจะถามเขาอย่างเงียบๆ ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองเธออีกครั้งด้วยสีหน้าที่อ่อนลง แล้วก้าวเข้ามาใกล้เธออีกก้าวหนึ่ง

หญิงสาวขยับตัวน้อยๆ ด้วยไม่แน่ใจว่าควรจะกันไม่ให้เขาเข้ามาใกล้หรือไม่ แต่เมื่อเอลาซัลเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขานั้นก็นุ่มนวลไม่เหมือนปกติ

"อเล็กซ์..." ชายหนุ่มเรียกพร้อมกับจับจ้องใบหน้าของเธอ "อเล็กซ์...ได้โปรดเถอะ"

หญิงสาวเบือนหน้าหลบไปครู่หนึ่งโดยไม่ตอบว่าอะไร เอลาซัลยังคงก้าวเข้าไปใกล้เธออีก ไม่สนกับระยะห่างระหว่างคมมีดกับร่างที่ลดลงทุกที

"อเล็กซานดร้า" เขาเอ่ยอย่างแผ่วเบา "ฟังฉันเถอะ มันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้...เธอก็รู้ดี"

มือข้างที่ว่างอยู่ของเอลาซัลเอื้อมขึ้นหาซานดร้า แตะลงบนใบหน้าของเธอ ดวงตาสีฟ้าฉายแววอ้อนวอนจนซานดร้ายืนสบตากับเขานิ่ง

"มันไม่ควรจะจบลงอย่างนี้" เขาย้ำ

ขณะนี้ชายหนุ่มเข้ามาใกล้มากเสียจนปลายแหลมของมีดกดลงบนผิวเนื้อของเขา ทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว เอลาซัลเอนกายเข้ามาชิดพร้อมกับไล้ปลายนิ้วไปตามกรอบคางของซานดร้า

"อเล็กซานดร้า" เขากระซิบ "อเล็กซ์ ฉัน...ฉันไม่มีทางทำร้ายเธอได้ลงหรอก เธอก็รู้ดีนี่ว่าฉัน..."

ริมฝีปากของเขาสัมผัสกับเรือนผมของเธอ ก่อนจะไล่เรื่อยมายังพวงแก้ม

"ว่า...ฉันน่ะ..."

หญิงสาวยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด ไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากสัมผัสจากปลายนิ้วของเขา

แต่แล้วมือทั้งสองของเอลาซัลก็เลื่อนมาคว้าข้อมือของซานดร้าข้างที่ถือมีดไว้ ภายในเงื้อมมืออันแข็งแกร่งของเอลาซัลนั้นหญิงสาวไม่สามารถขยับมือข้างใดได้เลย

ซานดร้าติดกับเสียแล้ว... *


หญิงสาวยืนอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อรู้ตัว แต่แล้วร่างของเธอก็สั่นเทิ้มเพราะหัวเราะจนหายใจไม่ทัน เธอหันหน้ามาหยักยิ้มให้เขา

"สุดยอดไปเลยเอลาซัล!" เธอพึมพำ "ยั่วให้ฉันลืมระวังตัวได้แบบนี้ ฉันยอมรับว่าฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะทำอย่างนี้ได้"

* "เธอเป็นคนสอนฉันเองนี่" * ชายหนุ่มตอบเบาๆ ความนุ่มนวลทั้งหมดสลายหายไปจากน้ำเสียง ละครจบลงแล้ว "ฟังฉันให้ดีนะอเล็กซ์ จากนี้ไปเธอเป็นเชลยของฉัน"

เขาบีบข้อมือของเธออย่างรวดเร็ว บังคับให้ซานดร้าต้องคลายมือที่จับมีดให้ตกลงไปบนพื้น

"ฉันจะเอาเชือกมามัดมือเธอไว้ แล้วเราจะพาเพิร์ลไปจากที่นี่กัน"

แต่ถึงจะพ่ายแพ้ ซานดร้าก็ดูจะไม่กังวลเลย เธอก้าวถอยไปก้าวหนึ่งพร้อมกับมองอัศวินลาปิสลาซูลี่ด้วยสายตาเยือกเย็นที่ไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่าความประหลาดใจ

"คุณจะไม่ฆ่าฉันเหรอ" เธอถาม "ฉันจะบอกให้คุณรู้ไว้นะเอลาซัล ว่าตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะตามล่าเพิร์ลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะฆ่าหล่อนสำเร็จ ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ เพิร์ลก็ไม่ปลอดภัย ไม่ฉันก็หล่อนต้องตายกันไปข้างนะ เอลาซัล"

ดวงตาของหญิงสาวแข็งกร้าวจริงจัง บอกให้เขารู้ว่าเธอพูดความจริง

ชายหนุ่มไม่ตอบอะไรไปพักหนึ่ง สีหน้าของเขาเริ่มเครียดเขม็ง แต่แล้วเขาก็พ่นลมหายใจเฮือกก่อนจะขยับตัวพร้อมกับกระชากข้อมือของหญิงสาวไปด้วย

"มานี่" เขาพูดห้วนๆ "เราจะไปกันแล้ว"

อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

"ถ้างั้นคุณก็เลือกให้เพิร์ลตาย"

"เปล่า" เขาตอบ "ค่อยไปคิดว่าจะทำอะไรทีหลัง เธอก็รู้ดีนี่ว่าฉันฆ่าเธอไม่ลงหรอกอเล็กซานดร้า * เพราะถึงขนาดนี้ฉันก็บ้าพอจะยังรักเธออยู่"

หญิงสาวนิ่งอึ้งไปเพราะประโยคนั้น * เอลาซัลยืดกายขึ้น สายตาของอเล็กซานดร้ามองข้ามไหล่เขาไปก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างและเปิดปากเรียก

"เอลาซัล..."

เธอไม่มีโอกาสได้พูดให้จบประโยค แววตาของเลาซัลก็กลับเป็นตกใจ ก่อนที่ครู่ต่อมาเขาจะล้มคะมำลงมาข้างหน้า ซานดร้าที่รับน้ำหนักของร่างเขาไปเต็มๆ เสียหลักล้มหงายลงเช่นกัน มีเพียงความว่องไวของเธอเท่านั้นที่ช่วยให้เธอพลิกกายได้ทัน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากเกินไปนักตอนลงพื้น

ครู่ต่อมาเธอก็พบตัวเองนอนอยู่บนพื้น มีร่างอันหมดสติของเอลาซัลทับอยู่หมิ่นๆ ศีรษะของเขาซบลงกับบ่าของเธอ

ซานดร้าเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวชุดขาวที่เหยียดร่างตรงตระหง่านอยู่เหนือร่างของทั้งสอง เธอกำลังถือดาบของซานดร้า ด้ามของมันนี่เองที่ฟาดลงบนหลังศีรษะของเอลาซัล

ซานดร้าสบตากับเธอก่อนจะยิ้ม

"ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะ" เธอเอ่ย "ท่านหญิงแบล็คเพิร์ล"


ความเงียบครอบคลุมทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มนุ่มของแบล็คเพิร์ลจะดังขึ้น

"โชคร้ายที่ข้าไม่ยินดีด้วย จูมิแห่งอเล็กซานไดรท์"

"สุดท้ายก็มีเรื่องที่พวกเราเห็นด้วยเหมือนกันจนได้" ซานดร้าตอบอย่างเป็นมิตร "แต่ฉันจะขอถามหน่อยได้มั้ยว่าทำไมเธอถึงได้ทำแบบนั้น"

เธอเลื่อนสายตาไปทางเอลาซัล

"ไม่เห็นรึไงว่าเขาพยายามจะปกป้องเธอ แล้วฉันก็เป็นศัตรูของเธอ"

"ข้าไม่ต้องการคนปกป้อง" แบล็คเพิร์ลตอบ "ข้าต้องการเพียงแค่ดาบแห่งชะตากรรมเท่านั้น"

หญิงสาวจ่อปลายดาบมาทางซานดร้า

"และถ้าไม่มีอัศวินลาปิสลาซูลี่มาขวาง ข้าจะได้ลงโทษเจ้าให้สาสมเสียที"

"ฆ่าผู้หญิงอ่อนแอที่ไม่มีทางสู้น่ะเหรอ" ซานดร้าย้อนถามอย่างไม่หวั่นเกรงสักนิด "ไม่สมกับเป็นการกระทำของท่านหญิงผู้ทรงเกียรติหรอกนะ"

"อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า" แบล็คเพิร์ลเอ่ยอย่างเย็นชา "ข้ารู้จักเจ้าดี ลูกสาวของเจ้าอเล็กซานไดรท์คนแปลกแยกนั่น เจ้ามันก็เหมือนกับพ่อไม่มีผิด...เป็นอาชญากรอันน่ารังเกียจที่คอยยุยงให้เกิดความแตกแยกและคิดการกบฎ"

"ฉันน่ะเป็นลูกชายที่พ่อภูมิใจได้อยู่แล้ว" ซานดร้าตอบ "ถ้าเพียงแต่พ่อจะหันมาสนฉันซักนิด...ถ้าฉันเกิดเป็นลูกชายจริงๆ"

หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ

"จะสนเรื่องลูกชายไปทำไมกันล่ะ แค่มีลูกสาวอย่างฉันซักคนก็เกินพอแล้วนี่"

"นั่นสินะ" แบล็คเพิร์ลตอบรับพร้อมกับกวาดมองซานดร้าอย่างชิงชัง "แล้วข้าว่าเจ้าคงภูมิใจเหลือเกินสินะที่ลักพาองค์หญิงฟลอริน่าไปได้สำเร็จ"

ซานดร้าไม่ตอบคำถามนั้นในทันที หากทอดสายตามองไปยังราวป่าดิบชื้นสีเขียวครู่หนึ่ง

"ใครๆ ก็คงคิดว่าอย่างนั้น" เธอพูดตอบช้าๆ "อะไรจะสำคัญยิ่งไปกว่าการช่วยชีวิตฟลอริน่าล่ะ ใช่แล้ว...เธอก็คงคิดเหมือนกันว่านั่นเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน"

แต่แล้วหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าของเธอแปรเปลี่ยนไป ประกายอันคุ้นเคยกลับฉายในดวงตาสีเขียวอีกครั้ง

"แต่ฉันต้องสารภาพว่า...มีอยู่ช่วงเวลานึงที่ฉันชอบที่สุด แบล็คเพิร์ล ช่วงเวลาที่ฉันเห็นว่ามีค่ายิ่งกว่าการช่วยชีวิตของฟลอริน่าซะอีก" เธอมองตรงไปยังดวงตาสีมืดของอีกฝ่าย

"การช่วยชีวิตของฟลอริน่าน่ะ..." ริมฝีปากสีแดงสดเผยอเป็นรอยยิ้มน้อยๆ "...ยังมีค่าน้อยกว่าการได้เหยียบย่ำเธอกับพวกผู้ดีจูมิที่หลงตัวเองเต็มประดาให้จมดินไปเลย ใช่แล้ว...นั่นแหละช่วงเวลาที่น่าจดจำน่ะ!"

หญิงสาวหัวเราะเยาะน้อยๆ อีกครั้ง

คำตอบหยอกเย้านั้นทำให้เพลิงโทสะของแบล็คเพิร์ลลุกโชนขึ้นในทันที เธอยืดร่างสูงสง่าขึ้น มือที่ถือดาบเองก็ยกชูขึ้นเหนือซานดร้า

"นังแพศยา!" หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับดวงตาเป็นประกายวาบ "ข้าจะปาดคอเจ้าเสียที่นี่...ตอนนี้ อย่างที่ข้าควรจะทำเมื่อนานมาแล้ว!"

เธอก้าวมาข้างหน้า ทว่าซานดร้ากลับเอ่ยเตือน

"หยุดอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นเขาตายแน่"

เธอดึงมีดสั้นอีกเล่มที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าบู๊ทออกมา ก่อนจะจ่อปลายแหลมที่ลำคอของเอลาซัล

แบล็คเพิร์ลชะงักทันที รอยยิ้มของซานดร้ายิ่งดูเหี้ยมเกรียม

"อย่าคิดว่าฉันจะไม่กล้าทำนะ แบล็คเพิร์ล" หญิงสาวย้ำคำ "เพื่อที่จะปลดปล่อยเทวทูตและช่วยเหลือฟลอริน่า...ฉันยอมทำได้ทุกอย่าง"

ปลายมีดบัดนี้เลื่อนลงจากคอของเอลาซัลไปกรีดคอเสื้อของเขา เผยให้เห็นพลอยสีฟ้าสว่างที่ฝังลึกอยู่กลางทรวงอก

"ถ้าฉันเอาผลีกชีวิตของเธอไปปลดปล่อยเทวทูตไม่ได้ล่ะก็..." เธอเอ่ยเบาๆ "ฉันจะแกะผลึกชีวิตนี่ออกมาใช้ปลดผนึกของวิหารแทน แล้วถ้ายังไม่ได้ผล ฉันก็จะตามฆ่าชาวจูมิทีละคน...ทีละคน...แล้วก็จะไม่หยุดจนกว่าจะเจอผลึกชีวิตที่ใช้ปลดผนึกได้!"

"กล้าดียังไง!" แบล็คเพิร์ลขึ้นเสียงอย่างโกรธเกรี้ยว "อย่าทำอะไรเขานะ!"

ทว่าสองมือของเธอกลับกำแน่นและกายก็เริ่มสั่น ซานดร้าสังเกตได้

"อย่างนี้นี่เอง..." หญิงสาวพูดพร้อมกับมองแบล็คเพิร์ลอย่างเย้ยหยัน "ฉันเจอจุดอ่อนของเธอเข้าแล้ว"

มือของเธอบัดนี้เลื่อนลงไปไล้แก้มของเอลาซัลเบาๆ

"เธอรักผู้ชายคนนี้...รักมากเท่าๆ กับที่เกลียดฉัน ใช่มั้ยล่ะ"

แบล็คเพิร์ลไม่ตอบว่าอะไร หากยืนค้ำร่างซานดร้าที่ส่งยิ้มชั่วร้ายมาทางเธอ

"แล้วเธอจะว่ายังไงล่ะ แบล็คเพิร์ล ผู้ชายที่เธอรัก...กับฉันที่เธอเกลียดน่ะ...เราได้กันแล้ว"

มือของเธอยังคงเลื่อนไปลูบคางของเอลาซัล พร้อมกับสายตาที่เยาะเย้ยแบล็คเพิร์ล

สีหน้าของแบล็คเพิร์ลซีดสลดลงในทันที ซานดร้ายังนั่งอยู่บนพื้นพร้อมกับโอบแขนรอบเอลาซัลที่แผ่ร่างพิงไหล่และทรวงอกของเธออยู่

"เจ้า...เจ้าโกหก" หญิงสาวกระซิบ

"เปล่าซักหน่อย" ซานดร้าตอบอย่างร่าเริง "ตอนที่เธอมัวแต่เดินวนหาอะไรก็ไม่รู้อยู่ในป่านี้น่ะ เอลาซัลกับฉันมีเวลาถมเถที่จะ..."

"หุบปากซะ!" แบล็คเพิร์ลตะคอกใส่อีกฝ่าย แต่แล้วในทันใดนั้นเธอก็ทรุดลงคุกเข่าจ้องมองทั้งสอง

"เจ้า...เจ้าโกหก..." หญิงสาวย้ำด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาเจ็บปวด...น้ำเสียงของเพิร์ล ก่อนที่เธอจะก้มหน้าลง ปล่อยให้น้ำเสียงขาดหายไป

ซานดร้ายังคงจับตามองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิจารณา

"อ้า..." เธอเอ่ยเบาๆ พร้อมกับที่รอยยิ้มแห่งชัยชนะฉายบนริมฝีปาก "ถ้างั้นฉันก็เดาถูกสินะ"

"ไม่จริง!" แบล็คเพิร์ลร้องพร้อมกับจิกนิ้วลงบนผิวดินอย่างบ้าคลั่ง "เขารักข้า...รักข้ามาตั้งแต่ตอนที่เราพบกันในนครอัญมณีแล้ว!"

"เหลวไหลทั้งเพ!" ซานดร้าพูดห้วนๆ "นั่นมันความรักซะเมื่อไหร่ เธอรู้มั้ยว่าเขาอยากได้อะไรจากเธอ แบล็คเพิร์ล มันก็อย่างเดียวกับที่เขาได้จากฉันนั่นแหละ แล้วนั่นก็คือ..."

"หุบปากซะ!" แบล็คเพิร์ลผุดลุกขึ้นจ้องมองซานดร้าด้วยสีหน้าทั้งกราดเกรี้ยวและเจ็บปวด

"นังโสเภณี..." เธอเข่นเสียง "ถึงเจ้าจะพูดจริง แต่อย่างน้อยข้าก็ได้รู้ว่า..." น้ำเสียงของเธอกลับสั่นเทาในทันใด "ว่าเจ้าจะไม่ฆ่าเขา...ฆ่าคนที่เจ้ารัก"

หญิงสาวยกมือขึ้นลูบผ่านดวงตาของตน

"ข้าต้องไป...ต้องไปแล้ว" เธอพึมพำ

หญิงสาวหันกลับก่อนจะเข้าไปใกล้สิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนพื้น ซึ่งซานดร้าสังเกตเห็นว่าคือดาบอักขระโบราณเล่มนั้น แบล็คเพิร์ลหยิบดาบขึ้นก่อนจะสอดมันเข้าฝักดาบที่คาดอยู่ข้างเอว แล้วจึงหายลับเข้าไปในพงไม้ * ทิ้งซานดร้าให้นั่งโอบเอลาซัลอยู่ด้วยสีหน้างุนงง

"ฉันไม่เข้าใจเลย" เธอพูดกับตนเอง "ทำไมใครๆ ถึงได้ชอบเรียกฉันว่าโสเภณีนักนะ ทีแรกก็พวกนักบวช ต่อมาก็เอลาซัล คราวนี้แบล็คเพิร์ลก็ยังเป็นไปด้วยอีกคน นี่ฉันทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัวงั้นเหรอ"

สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปในทันทีพร้อมกับที่รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

"รู้แล้วว่าเป็นฝีมือใคร...อเล็กซ์นี่เอง!" เธอเค้นเสียงหัวเราะออกมา "ใช่แล้ว...อเล็กซ์! ตอนกลางวันฉันคือซานดร้านักบวชหญิงแสนบริสุทธิ์ แต่พอตอนกลางคืนฉันกลับกลายเป็นอเล็กซ์! นังกะหรี่อเล็กซ์! แกเที่ยวไปมีอะไรๆ กับทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิงไปทั่วโดยที่ฉันไม่รู้! แกแย่งความรักของพวกเค้าไปจากฉัน! ทำให้ฉันต้องเสียชื่อเสียง! ขนาดฟลอริน่ายังชอบแก...ไม่ใช่ฉัน! เอลาซัลก็ยังฝันถึงแก! ถ้าฉันเจอแกนะอเล็กซ์...ฉันจะฆ่าแก!"

ความคิดนี้ทำให้ซานดร้ารู้สึกขำเสียจนหัวเราะหงายหลังกระตุกไปทั้งร่าง นั่นคงจะทำให้เอลาซัลรู้สึกตัว ชายหนุ่มลืมตาพร้อมกับยกศีรษะขึ้น พยายามจะรวบรวมสติกลับคืนมา และสายตาของเขาก็สบกับซานดร้า

"อ้า...ที่รัก" เธอเอ่ยพร้อมกับยิ้มชั่วร้าย "คุณตื่นซะที...แถมในท่าที่ฉันชอบซะด้วย!" *

เอลาซัลเพิ่งสังเกตว่าหญิงสาวกำลังนอนหงายอยู่บนพื้น มีร่างของเขาคร่อมอยู่ข้างบน แต่เขาก็ไม่พูดว่าอะไรและลุกขึ้นยืนช้าๆ มือข้างหนึ่งเลื่อนไปคลำที่หลังคอ

"เจ็บเป็นบ้า" เขาบ่นงึม "เพิร์ลอยู่ไหนล่ะ"

"หมายถึงแม่สาวที่ทุบหัวคุณซะเต็มรักนั่นน่ะเหรอ" ซานดร้าถามเป็นเชิงประชดก่อนจะชันเข่าลุกขึ้น "หล่อนเอาดาบแห่งชะตากรรมไปซะแล้ว ฉันว่าคงจะไปที่วิหารกลางป่านั่นแหละ แล้วถ้าคุณยังไม่รู้ล่ะก็ฉันจะบอกให้ว่าหล่อนกลับเป็นแบล็คเพิร์ลไปแล้ว"

เอลาซัลเหลือบมองหญิงสาว

"เกิดอะไรขึ้นเหรอ" เขาถาม

ดวงตาของซานดร้าเปล่งประกาย

* "โอ้...ฉันก็แค่บอกหล่อนว่าเรามีอะไรๆ กันแล้ว * ดูเหมือนหล่อนจะเสียความรู้สึกหน่อยๆ แฮะ"

แม้จะมองอารมณ์ของอีกฝ่ายออก แต่เอลาซัลก็พูดอย่างเคร่งขรึม

"ดีแล้วที่ฉันไม่รู้สึกตัวเลยตอนนั้น"

ซานดร้าเริ่มหัวเราะออกมาจนต้องยันร่างไว้บนสองมือกับสองเข่า เอลาซัลคุกเข่าลงข้างเธอ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วดันคางของหญิงสาวขึ้นมาสบตากับเขา

* "อเล็กซานดร้า เคยมีใครบอกเธอมั้ยว่าเธอน่ะไร้ยางอายจริงๆ" * เขาถาม

ดวงตาสีเขียวใต้ปอยผมยุ่งเหยิงของอเล็กซานดร้าแย้มยิ้มใสๆ ให้เขาราวกับนางฟ้า

"ตั้งหลายคน...ตั้งหลายครั้งแน่ะ"

"ก็สมแล้ว" เอลาซัลว่า

เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะหันกลับไป ซานดร้าเริ่มหัวเราะอีกครั้งจนหมดแรงแผ่หราอยู่บนพื้น

"เราต้องไปแล้ว" เอลาซัลพูด

หญิงสาวทำเป็นไม่สนใจ เอลาซัลจึงได้เหลือบไปเห็นเธอกำลังนอนหงายมองหลังคาใบไม้สีเขียวสลับน้ำเงินเข้ม

"เอลาซัล" เธอเรียก

เขาหันกลับมา

"มีอะไรเหรอ"

"คุณเกลียดฉันรึเปล่า" หญิงสาวถามเบาๆ

เอลาซัลไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดี จึงได้นิ่งเงียบไป หลังจากรออยู่อีกพักหนึ่งโดยไม่ได้รับคำตอบ ซานดร้าจึงได้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบอย่างประหลาด

"เพราะว่า...เพราะว่า...ฉันคิดว่าฉันทำให้ตัวเองกลายเป็นคนเลวเสียจนคุณคงรับไม่ได้"

เอลาซัลเบือนหน้าหลบไป อเล็กซานดร้าจึงหัวเราะออกมา

"นั่นสินะ!" เธอพูด "คุณทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็นเลย ลาปิสลาซูลี่ สาสมกับฉันแล้วสินะ"

เอลาซัลตอบเพียงแผ่วเบา

"อเล็กซ์ ถ้าเธอจะรู้สึกเหมือนตกนรกล่ะก็...เธอเป็นคนทำตัวเองนั่นล่ะ"

หญิงสาวไม่ตอบว่าอะไร เอลาซัลจึงมองเข้าไปในราวป่า

"ต้องรีบแล้ว" เขาเอ่ย "ลุกขึ้นยืนซะ เราจะไปตามแบล็คเพิร์ลกัน"


Author's Comment: อ้า...ซานดร้าบ้าไปซะแล้ว แต่ฉันว่าทุกคนคงรู้นะคะว่าเธอบ้ายิ่งกว่าในเนื้อเรื่องของเกมจริงๆ ที่กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องไปได้ ฉันพยายามจะเอาเสน่ห์บางส่วนของซานดร้าในเกมมาใส่ให้อเล็กซานดร้าในเรื่องนี้ค่ะ ฉากพวกนี้คงช่วยอธิบายได้ว่าทำไมฉันถึงอยากจะจับคู่เอลาซัลกับอเล็กซานดร้า เพราะการให้ซานดร้าพูดใส่หน้าแบล็คเพิร์ลเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นฉากที่น่าสนุกจนไม่เขียนไม่ได้น่ะสิคะ (ถ้าในเวอร์ชั่นของเพิร์ล ซานดร้าจะแค่โกหกไปค่ะ) แล้วอีกอย่าง บทพูดที่ซานดร้าคิดว่าทำไมใครๆ ถึงชอบเรียกเธอว่าโสเภณี กับเรื่องที่เธอเป็น "คู่ปรับ" ของอเล็กซ์ไม่สามารถเขียนในเวอร์ชั่นของเพิร์ลได้เพราะขาดเรื่องที่เอลาซัลฝันถึงอเล็กซ์น่ะสิคะ

ฉากต่อสู้ระหว่างซานดร้ากับเอลาซัลออกจะแตกต่างจากในเวอร์ชั่นของเพิร์ลหน่อย เพราะซานดร้าเป็นฝ่ายที่มีดาบแห่งชะตากรรมค่ะ ไม่ใช่เอลาซัล

Translator's Comment: ตอนนี้ช่างเป็นศีกรักสามเส้าที่อลวนจริงๆ แฮะ...- -



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 38 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 3 - ป่าแห่งเสียงกระซิบ / ครึ่งหลัง (ซานดร้า) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 106 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android