คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 35 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 3 - ป่าแห่งเสียงกระซิบ / ครึ่งแรก (ซานดร้า)


     อัพเดท 20 พ.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 35 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 3 - ป่าแห่งเสียงกระซิบ / ครึ่งแรก (ซานดร้า) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 110 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


PART V: TWO PEARLS
Chapter 3: The Murmuring Forest - Part 1 (Sandra)

ภาคที่ 5: เพิร์ลทั้งสอง
บทที่ 3: ป่าแห่งเสียงกระซิบ - ครึ่งแรก (ซานดร้า)


พายุลูกหนึ่งก่อตัวขึ้นจากทางใต้ในค่ำวันนั้น ก่อนจะเคลื่อนตัวขึ้นเหนือมาด้วยปีกแห่งความชื้น ส่งสายฝนอุ่นให้โปรยปรายท่ามกลางอากาศสดใส และร่างม่านหมอกบางๆ คลุมทั่วผืนดิน แสงสีส้มส่องสว่างจากหน้าต่างห้องของซานดร้า เผยให้เห็นเงาร่างของเธอเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวาย ลมพายุเขตร้อนสาดปะทะบานหน้าต่าง ทว่าซานดร้าไม่สนใจ ความสนใจทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่กับม้วนคัมภีร์กระดาษในมือเท่านั้น

ฟลอริน่านั่งอยู่บนเก้าอี้ มองซานดร้าอย่างกริ่งเกรงขณะที่จูมิแห่งอเล็กซานไดรท์พึมพำกับตนเองเหมือนจะท่องคำพูดประกอบความคิด

"นี่ไงล่ะข้อพิสูจน์ ไม่ผิดแน่ ดูสิ" เธออ่านออกมาดังๆ เหมือนจะพูดกับฟลอริน่า แต่ที่จริงแล้วกำลังทวนความคิดของตนเองขณะตรวจดูหลักฐานต่างหาก "นักวิจัยของคริสตี้เขียนไว้ว่า

'ประตูทางเข้าวิหารถูกปิดตาย โครงสร้างอาคารส่วนหนึ่งทรุดจมดินไปแล้ว ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นด้วยแผ่นดินไหว กาลเวลา หรืออำนาจที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อื่นๆ แต่ตามความเห็นของผมแล้ว ประตูบานนี้ไม่ได้ปิดตายไปเพราะกาลเวลา หากแต่ถูกผนึกด้วยเวทมนตร์

'วัตถุชิ้นเดียวหน้าประตูคือรูปปั้นที่พังไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นรูปจำลองเทวดา เพราะว่ามีร่างกายเป็นมนุษย์และมีปีก ท่อนล่างครึ่งหนึ่งหายไป ส่วนแขนก็หักไปแล้ว แต่ส่วนหัวและลำตัวยังอยู่ดี แม้จะทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา ปีกเหลืออยู่ข้างเดียวเท่านั้น อีกข้างดูท่าจะสาบสูญไปแล้ว

'สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดเกี่ยวกับรูปปั้นเทวดานี้คือส่วนลำตัว ตรงกลางทรวงอกไล่จากลำคอลงมาเป็นระยะเศษหนึ่งส่วนสี่ของรูปปั้นมีรอยกลวงลึกเป็นรูปวงกลม ดูเหมือนจะถูกเจาะขึ้นอย่างจงใจ เพราะรอยตัดนั้นเรียบลื่นเหมือนกับเคยใช้บรรจุวัตถุชิ้นหนึ่งในอดีต แต่ในปัจจุบันวัตถุชิ้นนั้นสูญหายไปเสียแล้ว

'เถาวัลย์กับต้นไม้ที่ขึ้นหนาแน่นเลื้อยเกาะรูปปั้นกับซากกำแพงโบราณที่เหลืออยู่ไว้หมด แต่ผมยังเห็นจารึกอักขระอยู่บนนั้นได้ลางๆ ซึ่งผมพยายามคัดลอกมาอย่างสุดความสามารถ' "

มาถึงตอนนี้ซานดร้าก็หยุดชะงักสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะอ่านข้อเขียนต่อไป

"ฮาจอรร์ เอทลีอา, ไฮลเลย์ ทิวาร์"

แล้วจึงแปลว่า

"ดาบแห่งชะตากรรม มุกแห่งเทพยดา"

"ยังไม่ตรงทีเดียวหรอกอเล็กซ์" ฟลอริน่าขัดขึ้นในตอนนี้ "ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความยังไง คำคำนี้น่ะแปลได้ทั้ง 'ความสง่างาม' กับ 'ไข่มุก' วลีที่สองอาจจะแปลว่า 'ความสง่างามแห่งเทพยดา' ก็ได้"

"ก็เป็นไปได้" ซานดร้าตอบ "ฉันรู้แต่ว่าชื่อนี้มีใช้ซ้ำๆ อยู่ในคัมภีร์กับหนังสือของพ่อเท่านั้น แต่ช่างเถอะ ฟลอริน่า เท่านี้ก็ยืนยันข้อสงสัยของฉันได้แล้ว อักขระนี่พูดถึงดาบ แล้วก็..."

แต่แล้วหญิงสาวก็หยุดพูด มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด แสงตะเกียงที่ไหววูบวาบส่องเงาร่างของเธอให้สว่างขึ้น ฟลอริน่ามองอีกฝ่ายด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง เธอรู้สึกกังวลและหวาดหวั่นกับกริยาและแววตาแปลกๆ ของซานดร้าอย่างบอกไม่ถูก

"แล้วตอนนี้เธอคิดจะทำอะไรกันล่ะ อเล็กซ์" หญิงสาวถาม

ซานดร้าเหลือบมองข้ามไหล่มายังฟลอริน่า

"ฉันจะเอาดาบมาแล้วก็ออกเดินทางไปที่วิหาร เครื่องย้ายห้วงมิติในหอคอยที่เอลาซัลเล่าให้ฟังจะช่วยให้การเดินทางของฉันสะดวกขึ้นเยอะ ฉันต้องรีบไปที่หอคอยเดี๋ยวนี้เลย"

"แล้วเอลาซัลจะไปด้วยมั้ย" ฟลอริน่าถาม

"ไม่จำเป็น" ซานดร้าตอบสั้นๆ "ขอแค่ดาบก็พอแล้ว"

"แล้ว..." ฟลอริน่าถามทั้งๆ ที่ใจหล่นวูบ "เธอจะ...ขอดาบจากเขามั้ย"

ซานดร้าหันมามองฟลอริน่าพร้อมกับหยักยิ้มบางๆ ที่ริมฝีปาก

"เห็นทีคงต้องรบกวนเธอช่วยปิดเรื่องนี้ไว้หน่อยล่ะที่รัก จะให้เอลาซัลรู้จุดประสงค์ที่ฉันเดินทางไปครั้งนี้ไม่ได้ซักพัก"

ฟลอริน่าทรุดกายลงบนเก้าอี้ คู้ร่างพร้อมกับเลื่อนสายตาลง

"เธอคิดจะทำอะไรที่เขาไม่พอใจใช่มั้ยอเล็กซ์"

ซานดร้าสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายก่อนจะพูดด้วยเสียงสบายๆ

"เปล่า! ฉันก็แค่ไม่อยากให้เค้าไปด้วยเท่านั้น บอกเค้าว่าฉันจะไปรับม้วนคัมภีร์ใหม่นะ เธอจะช่วยฉันใช่มั้ย นะฟลอริน่า"

และเธอก็จ้องเขม็งมาทางจูมิแห่งฟลูออไรท์ ฟลอริน่าเงยหน้าขึ้นเห็นรอยยิ้มของซานดร้า แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ว่านั่นคือคำเตือน หญิงสาวรู้ว่าเธอไม่ต้องกลัวว่าซานดร้าจะทำอันตรายเธอ ทว่าในขณะเดียวกัน จูมิแห่งอเล็กซานไดรท์ก็กำลังใช้อำนาจจิตที่มีเหนือกว่าควบคุมฟลอริน่าที่มีใจอ่อนแอกว่า เธอรู้ว่าฟลอริน่าจะยินยอมทำตามเสมอไป

หัวใจของฟลอริน่ายิ่งร่วงวูบ

คนขี้ขลาด...เธอคิด เรามันขี้ขลาดอยู่เสมอ...

หญิงสาวรู้สึกได้ว่าอเล็กซานดร้ากำลังรอคำตอบอยู่ และหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของเธอก็เอ่ยขึ้นเพียงแผ่ว

"ได้สิ"


* เอลาซัลกำลังนั่งอยู่ในห้องพักเล็กๆ ของตนยามค่ำวันนั้นเมื่ออเล็กซานดร้าเดินเข้ามา ทั้งสองตกลงกันว่าจะออกไปข้างนอกหลังจากหญิงสาวทำงานวิจัยเสร็จ และเขาก็คาดหมายว่าเธอน่าจะเปลี่ยนเป็นชุดไปเที่ยวแล้ว แต่เธอกลับสวมชุดทำงานที่มหาวิทยาลัยอยู่ ด้วยเหตุนี้ประกอบกับกิริยาของเธอ ทำให้ชายหนุ่มบอกได้ว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

"ตกลงเราจะไปเดทกันมั้ยคืนนี้"

หญิงสาวหัวเราะออกมา แต่แล้วสีหน้าของเธอก็กลับเป็นเคร่งขรึมอีกครั้งก่อนที่เธอจะนั่งลงบนโซฟา

"ไปสิคะ แต่ฉันมีเรื่องสำคัญจะต้องบอกคุณก่อน"

ชายหนุ่มนั่งลงข้างเธอ

"งั้นก็บอกมาสิ"

"คือว่า..." เธอนั่งประสานมือเงียบไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็กลับสบตากับเขาอย่างจริงจัง "เอลาซัล ตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันจะไปนอกเมืองซักสองสามวันนะ"

"งั้นเหรอ" เขาตอบ "จะไปไหนล่ะ"

"ไปรับม้วนคัมภีร์ใหม่ที่ขุดพบจากทางใต้น่ะ"

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง หญิงสาวหัวเราะกับสีหน้าระแวงของเขา

"ฉันรู้ดีว่าคุณรักโครงงานวิจัยยุ่งเหยิงของฉันแค่ไหน"

"ฉันยิ่งชอบมันน้อยลงกว่าเดิมเสียอีก ในเมื่อมันทำให้เราต้องอยู่ห่างกัน" เขาตอบ "ให้ฉันไปด้วยได้มั้ย"

"ไม่ได้ค่ะ" เธอตอบสั้นๆ ก่อนจะแกล้งต่อด้วยเสียงจริงจังเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของเขา "นี่เป็นข้อมูลลับสุดยอดค่ะที่รัก ห้ามคนนอกที่ไม่ได้เป็นนักวิจัยรู้ทั้งนั้น ปกติฉันจะไปโดยไม่บอกใครนอกจากฟลอริน่า แต่เดี๋ยวนี้ฉันมีคุณให้คิดถึงด้วย"

"งั้นเหรอ" เขาตอบ "แล้วคราวนี้เธอคิดจะทำอะไรล่ะอเล็กซ์ ถึงได้ไปคนเดียวแล้วทิ้งฉันไว้ที่นี่"

แม้เอลาซัลจะยิ้มแย้ม อเล็กซานดร้ายังรู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจที่แฝงอยู่ในคำถามของเขา ความสัมพันธ์ของทั้งสองในช่วงหลังๆ ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนด้านหนึ่งในอดีตเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเพิร์ลกับดาบโบราณเล่มนั้นเลย เธอรู้ว่าเอลาซัลยังคงระแวงเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยของเธอ แต่ก็พยายามคลายความแคลงใจของเขาด้วยเสียงหัวเราะน้อยๆ

"โอ...เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยโสภานักหรอก! ฉันไม่อยากให้คุณกลัวเลยต้องเก็บเป็นความลับไว้"

แล้วหญิงสาวจึงโน้มตัวมาใช้มือลูบผมของชายหนุ่มเรื่อยๆ ตั้งใจจะใช้กริยาของตนลดความตึงเครียดลงเป็นบรรยากาศเบาสบายเหมือนเดิมตามที่คิดคำนวณไว้

"คุณจะทำตัวดีๆ ตอนที่ฉันไม่อยู่ได้มั้ย"

"ฉันไม่รับปากนะ" อีกฝ่ายตอบ

อเล็กซานดร้าถอนหายใจ ส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืน

"อย่างที่ฉันคิดไว้ไม่มีผิด เอาเถอะ ฉันจะเปลี่ยนชุดเตรียมตัวไปเดทล่ะ...เพราะนี่คงจะเป็นเดทครั้งสุดท้ายก่อนฉันจะไป ถึงฉันจะรู้สึกอยากอยู่กันที่บ้านสองต่อสองมากกว่าก็เถอะ"

หญิงสาวกระตุกมือของเขาก่อนจะขยิบตา แล้วออกไปจากห้อง

เอลาซัลส่งยิ้มตอบให้เธอ แต่หลังจากหญิงสาวจากไปแล้ว เขาก็ยังนั่งอยู่บนเตียงตามเดิมพร้อมกับก้มศีรษะอย่างครุ่นคิด *


* สองสามชั่วโมงต่อมา เอลาซัลก็มุ่งหน้ากลับยังอพาร์ทเมนท์ของตนในยามค่ำอันขมุกขะมัวไร้แสงดาว แม้เขาจะทิ้งผ้าคลุมไว้ที่ห้องจึงไม่มีอะไรปกคลุมศีรษะ ชายหนุ่มก็ไม่ใส่ใจเรื่องฝนที่กำลังตกอยู่เท่าใดนัก เขาก้าวฝ่าบรรยากาศที่เต็มไปด้วยหมอกไปอย่างเลื่อนลอยด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดเล็กๆ ไปยังอพาร์ทเมนท์ของตน ก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตู หยิบกุญแจห้องออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วสอดมันเข้าไปในรูกุญแจ

แต่แล้วการเคลื่อนไหวของเขาก็ช้าลง และประสาทของเขาก็เครียดเขม็งขึ้นครู่หนึ่ง ทว่าปฏิกริยานั้นก็เกิดขึ้นเพียงแค่วินาทีเดียวเท่านั้น ยากที่สายตาของผู้ที่ไม่ได้ฝึกประสาทมาจะจับได้ ครู่ต่อมาชายหนุ่มก็ง่วนอยู่กับการไขกุญแจอีกครั้ง

ทว่าชั่วเสี้ยววินาทีต่อมา เอลาซัลก็หมุนตัวกลับในทันใด เขาปราดลงไปยังเงามัวใต้ขั้นบันได ก่อนจะกระชากร่างที่หลบอยู่ในความมืดออกมาใต้แสงตะเกียงที่แขวนอยู่เหนือประตูห้องของตน

"แกเป็นใคร" เขาถามเสียงเข้ม "ทำไมถึงมาหลบอยู่แถวนี้ แกสะกดรอยตามฉันมาเรอะ"

เสียงอุทานอย่างเจ็บปวดดังขึ้นเบาๆ ตามมาด้วยเสียงกระซิบละล่ำละลัก

"เอลาซัล! เราเอง!"

เอลาซัลคลายมือที่บีบแขนของร่างนั้นทันที ความประหลาดใจฉายชัดบนสีหน้า เขามองสำรวจอีกฝ่ายให้ละเอียดขึ้น คนที่เขาจับได้นั้นดูเหมือนจะเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมบาง ปีกหมวกย้อยลงมาบังดวงตา เอลาซัลดึงเขาเข้ามาใกล้แสงไฟ หากคราวนี้เบามือลง ชายหนุ่มสังเกตเห็นดวงหน้าหน้าเรียวกับปอยผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง และดวงตาสีเทาที่มองมาทางเขาใต้แสงสลัว

"องค์หญิง" เขารีบพูด "ขอโทษครับ แต่องค์หญิงทำเอาผมตกใจหมด ผมรู้สึกได้ว่ามีคนตามผมมา แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นคนดีหรือร้าย"

"เราขอโทษ" หญิงสาวเอ่ย "เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอตกใจเลย แต่เราหาเธอไม่เจอ เราก็เลยมารออยู่ที่นี่เผื่อว่าเธอจะกลับมา"

เอลาซัลเพิ่งสังเกตเห็นอีกฝ่ายใช้มือถูแขน จึงรู้สึกผิดขึ้นมา

"ผมเผลอทำร้ายองค์หญิง" เขาพูดเบาๆ ก่อนจะวางมือลงบนแขนที่มีรอยช้ำอย่างอ่อนโยนแล้วนวดเบาๆ "ทำอะไรไม่ยั้งคิดอีกแล้ว"

แม้ชายหนุ่มจะรู้สึกโล่งอกที่พบว่านั่นคือฟลอริน่า แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด เขาไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะออกมาเดินตามลำพังยามค่ำมืดแบบนี้

ฟลอริน่าเพียงแต่โบกมือปฏิเสธพร้อมกับยิ้มเฝื่อนๆ

"เอลาซัล" เธอกระซิบ "ฟังนะ เรามีเรื่องจะบอกเธอ"

เอลาซัลมองหญิงสาวอย่างพิจารณา

"มีอะไรงั้นเหรอครับ" เขาถามสั้นๆ

"เดี๋ยวเราจะบอกเธอเอง" เธอตอบ "ขอร้องล่ะเอลาซัล เรากลัวว่าเราจะมาช้าไปแล้ว บอกเราซิว่าเธอเก็บดาบอักขระไว้ในห้องหรือเปล่า"

เอลาซัลนิ่งอึ้งไป คำตอบแล่นเข้ามาในใจของเขาในทันที

"เรื่องของอเล็กซ์ใช่มั้ยครับ"

ฟลอริน่าไม่ยอมตอบด้วยวาจา แต่เลื่อนสายตาหลบไป เพียงเท่านั้นก็บอกคำตอบที่เอลาซัลต้องการได้แล้ว เขาปลดกลอนประตูห้องพักก่อนจะพาฟลอริน่าเข้ามาข้างใน

"เอาล่ะครับองค์หญิง" เขาพูดพร้อมกับพาเธอไปที่เก้าอี้ "นี่มันเรื่องอะไรกันครับ บอกผมมาเดี๋ยวนี้เลย"

ฟลอริน่านั่งประสานมืออยู่บนเก้าอี้พร้อมกับก้มหน้าลง

"เอลาซัล..." เธอเอ่ย "เรา...เราปิดเรื่องนี้เป็นความลับต่อไปไม่ได้แล้ว...เรื่องงานวิจัยของอเล็กซ์"

"เค้าบอกผมว่าเค้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้" ชายหนุ่มรีบบอก "มีอะไรไม่ดีงั้นเหรอครับ"

สายตาของชายหนุ่มมองสำรวจใบหน้าของจูมิแห่งฟลูออไรท์อย่างสังเกต พยายามค้นหาคำตอบทั้งที่นึกกลัวว่าสังหรณ์เรื่องที่เขากลัวมากที่สุดจะเป็นความจริง

"องค์หญิง" เขาเอ่ยสั้นๆ "อเล็กซ์คิดจะทำอะไรครับคราวนี้ ได้โปรด...บอกผมเถอะ"

ฟลอริน่าเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเศร้าสร้อย

"เราขอโทษที่เรื่องกลายเป็นอย่างนี้นะเอลาซัล แต่ต้องมีคนหยุดยั้งอเล็กซ์ให้ได้ ต้องหยุดเค้า...ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย...ก่อนที่เค้าจะทำเรื่องเลวร้ายที่จะทำให้เค้าต้องเสียใจไปชั่วชีวิต"


*ิ บ่ายวันถัดมา เอลาซัลเดินลงบันไดจากห้องพักของตน ไปยังลานกว้างใต้แสงแดดสว่างข้างอพาร์ทเมนท์ของเขา ก่อนจะหลบอยู่ในตรอกแคบๆ เหมือนกับจะรออะไรบางอย่าง

แน่ล่ะ...ครู่ต่อมาร่างหนึ่งก็เข้ามาใกล้อาคารหลังนั้นก่อนจะเข้าไปข้างใน เอลาซัลออกจากที่ซ่อนของตนหลังผ่านไปพักหนึ่งแล้วกลับไปที่ห้องพักของเขา

เขาค่อยๆ ย่องขึ้นบันได แม้ในยามที่เข้าไปใกล้ประตูยังได้ยินเสียงย้ายของไปมาดังกุกกักอยู่ข้างใน ชายหนุ่มเปิดประตูห้องเบาๆ ก่อนจะเข้าไป แม้จะไม่เห็นใคร เขาก็ยังได้ยินเสียงเหมือนเดิมจากในห้องนอน จึงตรงไปทางนั้นก่อนจะยืนอยู่หน้าประตู

ชายหนุ่มจับได้ว่าซานดร้ากำลังคุกเข่ามองลงไปใต้เตียง ถึงจะเงียบกริบ แต่หญิงสาวก็รู้สึกได้ในทันทีว่าเขาเข้ามา เธอจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที

"เอลาซัล!" เธออุทาน "ฉันกำลัง..."

ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ซานดร้ารีบเค้นสมองจบประโยคอย่างรวดเร็ว

"...รอคุณอยู่พอดี! ฉันมาบอกลา...ก่อนจะไปน่ะ ยอดรัก"

หญิงสาวกางแขนออกพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา แต่เอลาซัลทำเป็นไม่สนใจท่าทางของเธอ เข้ามาในห้องนอนก่อนจะปิดประตูลง

"แปลกนะ" ชายหนุ่มพูดอย่างใจเย็น "ฉันคิดว่าเธอกำลังหาอะไรอยู่เสียอีก"

รอยยิ้มของซานดร้าหายวับไปกับคำพูดนั้น เธอใช้สายตากวาดมองสีหน้าเคร่งเครียดของเอลาซัลก่อนจะเข้าใจทันทีว่าเขากำลังระแวงเธอ จากสีหน้าบวกกับการที่เขากลับมาอย่างไม่คาดฝันทำให้เธอเดาได้ว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างเข้าแน่

แม้กระนั้น ซานดร้าก็ยังไม่สงสัยฟลอริน่าเลยในตอนนี้ เมื่อเธอถูกเอลาซัลจับได้คาหนังคาเขา หญิงสาวไม่เคยคิดถึงความเชื่อมโยงของสถานการณ์ปัจจุบันกับการกระทำของฟลอริน่าเลย ทั้งๆ ที่เธอหวาดระแวงทุกคน เธอกลับเชื่อใจฟลอริน่าจนถึงที่สุด และไม่เคยคิดเลยว่าฟลอริน่าจะทรยศเธอได้ เธอจึงโยนความผิดทั้งหมดให้กับความไม่เชื่อใจใครอันเป็นปกติวิสัยของเอลาซัลแทน

ทว่าหญิงสาวยังคงระวังตัวเช่นเดิม

"จริงๆ แล้วฉันก็กำลังหาของอยู่เหมือนกัน" เธอตอบโดยไม่สนกับท่าทีของเขา "ฉันลืมของไว้ที่นี่ ฉันก็เลยหาไปพลางๆ ตอนรอคุณ"

รอยยิ้มของเอลาซัลเครียดขึ้ง

"ของสำคัญอย่างดาบแห่งชะตากรรมสินะ"

จบกันที...ซานดร้าไม่แกล้งปิดบังหรือแสดงละครตามความเคยชินอีกต่อไปแล้ว

"ใช่อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ"

"แล้วทำไมเธอถึงไม่ขอฉันก่อน" น้ำเสียงของเอลาซัลยังคงเยือกเย็นเช่นเดิม

หญิงสาวประสานมือรองไว้หลังคอก่อนจะส่งสายตาค้อนเขา

"ก็...บอกตรงๆ คือฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบตอนนี้ขึ้นไง"

เอลาซัลเอนหลังพิงผนังพร้อมกับกอดอก

"ถ้าอย่างนั้น" ชายหนุ่มพูด "ฉันก็ขอบอกว่าฉันเป็นห่วงว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นเหมือนกัน ฉันเลยซ่อนดาบนั่นไว้ในที่ปลอดภัย หาที่นี่ไม่เจอหรอกอเล็กซ์ แล้วฉันก็จะไม่ยอมให้ดาบกับเธอด้วย นอกจากเธอจะบอกฉันว่าตอนนี้เธอวางแผนจะทำอะไร ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องเลื่อนการเดินทางไปอีกนานเลย"

ในขณะนั้น อเล็กซานดร้าเข้าใจว่าเอลาซัลตั้งใจจะขัดขวางเธอเพราะเขาระแวงเธอ หญิงสาวไม่รู้ว่าเขาเดาได้หรือรู้รายละเอียดมากเพียงไหน แต่เป้าหมายของเขานั้นชัดเจนแล้วว่าเขาตั้งใจจะกันเธอจากดาบเล่มนั้น

เรื่องมากเหลือเกิน แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวเอลาซัลก็จะรู้เองว่าเค้าหยุดเราไม่ได้...ถึงจะเอาดาบมาขู่ก็เถอะ หญิงสาวคิดอย่างเจ้าเล่ห์ ทีแรกเราจัดการเรื่องของอีกอย่างก่อน แล้วค่อยมาเอาดาบทีหลังก็ได้...

ทว่าเธอก็นึกสงสัยขึ้นมาเหมือนเมื่อก่อนว่าถ้าเธอเลี่ยงไม่ยอมพบเอลาซัลเลย แล้วดำเนินแผนการไปอย่างลับๆ จะดีกว่านี้ไหม แต่ทว่า...

ไม่หรอก...เธอคิด พอได้เจอเค้าอีก เราอดก็แพ้ใจตัวเองไม่ได้

รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากกับความคิดนั้น...เยาะหยันทั้งสองคน เพราะเธอรู้ว่าเอลาซัลเองก็แพ้ใจของเขาเช่นกัน ยิ่งพยายามจะขัดขืนต่อต้านมากเพียงไร ทั้งสองก็ยิ่งถูกชักนำเข้าหากันมากเพียงนั้น ด้วยแรงกระตุ้นอย่างบอกไม่ถูกที่ทั้งสองไม่อาจห้ามใจได้...และนั่นก็ทำให้ชีวิตของทั้งสองต้องขัดแย้งกัน

เอลาซัลก็รู้เรื่องนั้นดีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ

...แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่แก้ไขได้อีกแล้ว...

อเล็กซานดร้าจึงยักไหล่ หันหน้ากลับมาพูดข้ามไหล่ของตน

"ถ้าอย่างนั้นฉันก็เสียใจที่คุณรู้สึกแบบนั้นนะเอลาซัล แต่ถ้าอยากเก็บดาบนั่นไว้ก็เก็บไปเถอะ ฉันจะไปตามแผนแล้วล่ะ ลาก่อน..."

ทว่าก่อนที่หญิงสาวจะไปถึงประตู เอลาซัลก็ถลันเข้ามายืนขวางหน้าเธอไว้

"ฉันทนไม่ไหวแล้วอเล็กซ์" จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น "ทำไมเราสองคนถึงเชื่อใจกันไม่ได้ บอกฉันมาสิ"

หญิงสาวกอดอก สบตากับชายหนุ่มตรงๆ

"ก็คุณไม่ยอมเชื่อใจฉันเองนี่ ทำไมคุณถึงได้ซ่อนดาบนั่นกับฉัน"

"ฉันก็บอกเธอแล้วไง" เขาตอบ "ฉันคิดว่าเราไม่ควรจะยุ่งกับพลังของดาบนั่นนะอเล็กซ์ แล้วอีกอย่าง...ฉันคิดออกแค่เหตุผลเดียวเท่านั้นว่าทำไมเธอถึงอยากได้มันมากนัก แล้วเธอก็ยอมรับออกมาเองด้วยอเล็กซ์"

หญิงสาวนิ่งอึ้ง

"ป่าดงดิบใช่มั้ย" เอลาซัลถาม "เธอตั้งใจจะไปที่ป่าดงดิบโดยไม่บอกฉัน ถ้าพูดถึงเรื่องความเชื่อใจแล้ว...เธอไม่เคยเชื่อใจฉันเลย"

หญิงสาวยังคงไม่ตอบว่าอะไร และเอลาซัลก็พูดต่อไปอย่างกราดเกรี้ยว

"แต่ฉันสงสัยว่ายังมีอะไรมากกว่านั้น เรื่องเกี่ยวกับแบล็คเพิร์ลใช่มั้ยอเล็กซานดร้า"

ซานดร้าตรึงสายตาติดไว้ที่พื้น กอดอกด้วยท่าทางเฉยเมย เอลาซัลโน้มกายลงคว้าไหล่ของเธอไว้

"มองฉันสิ" เขาสั่ง "เพราะอย่างนี้ใช่มั้ยเธอถึงอยากจะไปโดยไม่มีฉัน เธอคิดจะไปเผชิญหน้ากับแบล็คเพิร์ลในป่าดงดิบ"

อเล็กซานดร้ายังคงนิ่งเงียบ เอลาซัลคลายมือจากบ่าของเธอก่อนจะก้าวถอยหลัง

"บอกฉันมาสิ อเล็กซ์" ชายหนุ่มพูด "ทำไมเธอถึงต้องไปหาเค้าด้วย"

อเล็กซานดร้าถอนใจ

"ทำไมคุณถึงได้ระแวงฉันตลอดเวลานะเอลาซัล"

"เพราะว่า..." เขาโต้กลับสั้นๆ "เธอวางแผนจะทำอะไรมาตลอดตั้งแต่ฉันได้รู้จักเธอน่ะสิอเล็กซ์!"

หญิงสาวสบตากับเขา

"ใช่ ฉันอยากเจอแบล็คเพิร์ล"

"แต่ทำไมล่ะ" เขาถามทั้งที่พยายามระงับอารมณ์ไว้ "เธอไม่มีธุระอะไรกับเค้าอีกแล้วไม่ใช่เหรออเล็กซ์ ปล่อยเค้าไปเถอะ"

อเล็กซานดร้ายักไหล่

"ฉันอยากจะรู้ว่าหล่อนไปทำอะไรที่วิหารนั่น" เธอเอ่ยลอยๆ

"อย่าหลอกกันเลย!" เอลาซัลกราดใส่ "ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอแค่อยากไปทักทายแบล็คเพิร์ลฉันท์เพื่อนแล้วเล่าเรื่องงานวิจัยของเธอให้เค้าฟัง!"

"ก็ใช่" เธอตอบ "แต่ฉันจำเป็นต้องไปหาหล่อน แล้วพูดกับหล่อนอีก"

"เหมือนกับที่เธอจำเป็นต้องไปหาเพิร์ล แล้วก็พูดกับเค้าที่วิหารน่ะเหรอ" ชายหนุ่มถาม

หญิงสาวทำเป็นไม่สนน้ำเสียงประชดของเขาแล้วตอบ

"ไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจหรอก...ไม่ใช่"

เธอหันกลับตั้งท่าจะจากไปอีกครั้ง แต่เอลาซัลรีบก้าวเข้ามาคว้าแขนของเธอเอาไว้

"เธอคิดจะสู้กับเค้าใช่มั้ย" เขากลั้นใจถาม "เธอตั้งใจจะสะสางความแค้นในอดีตกับเค้าใช่มั้ยอเล็กซ์ ใช่มั้ยล่ะ เธอรู้ว่าฉันต้องห้ามเธอแน่"

ซานดร้ายังคงยืนนิ่งก่อนจะหันหน้ามาปรายตามองเขา

"อย่างนี้นี่เอง" เธอเอ่ย "คุณเห็นฉันเป็นคนแบบนี้...คิดว่าฉันจะฉวยโอกาสล้างแค้นแบล็คเพิร์ลตอนที่หล่อนอยู่ในสภาพนี้"

"ไม่ต้องมาเดาใจฉัน" เขาพูดอย่างรำคาญ "แค่ตอบคำถามฉันก็พอแล้ว เธอบอกฉันว่าเธอไม่สนเรื่องเค้าเลย แต่พอตอนที่ฉันจับได้ว่าเธอมาหาดาบ ตั้งใจจะไปที่ป่าดงดิบ เธอก็โกหกฉันอีก"

อเล็กซานดร้าไม่ยอมตอบ เอลาซัลถอนหายใจเฮือก เขาดูอ่อนล้าขึ้นมาในทันใด

"อเล็กซ์ นี่เธอจะโกหกฉันไปอีกกี่ครั้งกว่าจะจบเรื่อง คำพูดของเธอเปลี่ยนไปทุกครั้งที่ฉันได้ฟังเลย แล้วคราวนี้เธอจะว่าอะไรอีกล่ะ"

หญิงสาวหัวเราะออกมาในทันใด

"โกหกสิ! นึกอะไรได้ฉันก็โกหกไปทั้งนั้น! ฉันโกหกมามากจนตัวเองยังจำไม่ได้แล้วว่าพูดอะไรออกไปบ้าง"

เอลาซัลก้มหน้าลงครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเบาๆ

"อย่าไปเลยนะอเล็กซ์..."

หญิงสาวหันกลับมา

"ฟังฉันนะเอลาซัล" เธอพูด "ไม่ว่าคุณจะเห็นดีด้วยหรือไม่ ฉันก็ต้องไปหาแบล็คเพิร์ลอยู่ดี จะเรียกว่าเรามีความแค้นที่ต้องสะสางกันอย่างที่คุณบอกก็ได้"

เอลาซัลสูดลมหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ยังแผ่วเบา

"อย่าไปนะอเล็กซ์..."

กล้ามเนื้อบนใบหน้าซานดร้าไม่ขยับสักเส้นขณะที่เธอสบตาตอบเขา และเอลาซัลก็พยายามเค้นคำพูดออกมา

"อย่าไปเลย...เห็นแก่ฉันเถอะ"

นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง...เอลาซัลมองลึกลงไปในดวงตาของซานดร้า หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัวเร็วด้วยความทุกข์ตรมเมื่อเห็นว่าประกายสีเขียวสดใสจางหายไปจากดวงตาของเธอเสียแล้ว ดวงตาคู่นั้นมืดมนไร้ประกายเฉกเช่นยามสนธยาวันหนึ่ง...เมื่อหญิงสาวชักดาบออกมาฆ่าเด็กสาวผู้ถูกย่ำยีซึ่งกำลังหายใจรวยรินคนนั้น

หญิงสาวเองก็สบตาตอบเขาอย่างเรียบๆ ก่อนจะตอบเสียงเย็น

"ฉันเคยบอกคุณแล้วนี่เอลาซัล ว่าฉันไม่สนถ้าคนอื่นๆ จะบังคับร่างกายของฉัน แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครก็ตามบังคับความคิดหรือจิตใจของฉัน"

"แล้วหัวใจของเธอล่ะ อเล็กซานดร้า" เอลาซัลถามเสียงหนักๆ "หัวใจของเธอไปอยู่ซะที่ไหน"

หญิงสาวยิ้ม

"คุณน่าจะรู้ดีกว่าจะถามคำถามแบบนั้นนี่เอลาซัล"

"องค์หญิงฟลอริน่างั้นสินะ..." เอลาซัลพูดเบาแทบไม่มีเสียง

"ฟลอริน่าคือหัวใจของฉัน" เธอตอบ "...คือหัวใจที่ฉันไม่มี"

มือของเอลาซัลกำแน่น สายตาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง

"แล้วเพื่อฟลอริน่า...เธอยอมทำได้ทุกอย่าง" เขาเอ่ย "แต่รู้ไว้ซะ...ว่าถ้า...ถ้าเธอฆ่าใครอีกล่ะก็ อเล็กซานดร้า...ความรักที่ฉันมีให้เธอก็จะย่อยยับลงไปด้วย"

เงียบสนิท...ก่อนที่เธอจะตอบอย่างเยือกเย็น

"ถึงอย่างนั้นฉันก็ยอมเสี่ยง"
 
หญิงสาวหันหลังให้เขาแล้วเริ่มเดินไปที่ประตู ใบหน้าของเอลาซัลเริ่มซีดขาว

"แบล็คเพิร์ล..." เขาพูดทั้งที่ทรวงอกสะท้าน "แบล็คเพิร์ลไม่เคย...แล้วก็ไม่มีทาง...ทำให้ฉันเจ็บได้เท่ากับที่ เธอ ทำฉันในตอนนี้เลย"

หญิงสาวก้าวไปถึงประตูแล้วหยุดนิ่ง หันหลังให้กับเขา มือที่ยื่นไปคว้าลูกบิดประตูชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เอลาซัลที่เห็นความลังเลในชั่วแวบนั้นรีบพูดต่อ

"อยู่กับฉันเถอะ อเล็กซานดร้า"

มือของซานดร้ายังคงค้างอยู่เช่นนั้น ก่อนจะวางลงบนลูกบิดอย่างแผ่วเบา เอลาซัลจ้องมองเธออย่างจดจ่อ หญิงสาวยังคงหันหลังให้กับเขานิ่ง

ชายหนุ่มรีบก้าวยาวๆ เข้ามายืนอยู่ข้างหลังเธอ ใช้สองแขนโอบรอบหญิงสาวไว้ ก่อนจะก้มศีรษะลงแตะหลังคอของเธอ

"ฉันรู้ว่าความรักที่ฉันมีให้เธอไม่ใช่ตั้งแต่แรกพบ" เขาเอ่ยเสียงแผ่ว "ฉันไม่เคยเข้าใจเธอเลย ฉันต้องเอาชนะความไม่แน่ใจของตัวเองอยู่ตลอด นี่อาจจะไม่ใช่ความรักในอุดมคติอย่างที่ทุกคนพูดถึง แต่ฉันรู้สึกว่าในที่สุดฉันก็ได้พบคนที่เติมเต็มความว่างเปล่าในใจของฉันแล้ว เธอนั่นแหละคือคนคนนั้น อเล็กซานดร้า...ได้โปรดอย่าให้ฉันต้องเสียความรู้สึกนั้นไปเลย"

หญิงสาวรู้ว่าชายหนุ่มต้องใช้ความพยายามมากมายเพียงไรที่จะพูดคำเหล่านั้นออกมา และเธอก็คิดว่า...

เอลาซัล...คุณพยายามไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายอีกแล้ว...พยายามที่จะรั้งฉันไว้กับคุณทั้งๆ ที่ฉันไม่ยินยอม

แต่สักวันหนึ่งคุณจะเข้าใจว่าเราสองคนต่างดึงสายสัมพันธ์ที่ขึงตึงนั้นจนขาดลงเสียแล้ว...

แต่ถึงอย่างนั้น...ฉันกลับไปไม่ได้...ในตอนที่คุณอยู่ใกล้ชิดกับฉันถึงเพียงนี้...

นิ้วมือที่กำรอบลูกบิดประตูกำแน่นขึ้นครู่หนึ่ง...

แต่แล้วหญิงสาวก็คลายมือจากลูกบิดประตู แล้วปล่อยให้มือข้างนั้นตกลงข้างลำตัวช้าๆ


เอลาซัลลืมตาขึ้นช้าๆ ลางสังหรณ์ปลุกให้เขาตื่นขึ้นราวกับมีเสียงกระซิบบอกที่ข้างหู ช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาตื่นนอนด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ ทว่าเช้านี้ต่างออกไป

ชายหนุ่มค่อยๆ ปะติดปะต่อความทรงจำเข้าด้วยกัน นึกถึงเมื่อวันก่อนที่เขาพูดกับอเล็กซานดร้าจนเธอลดทิฐิลงยอมอยู่กับเขาเหมือนเดิมในที่สุด

และเขาก็เข้าใจแล้วว่าอะไรกันที่ทำให้เขากระวนกระวาย...ความเงียบงันที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่นี่เอง

เอลาซัลลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะมองไปในห้องอันว่างเปล่าใต้แสงตะวัน

ซานดร้าหายไปแล้ว...


Author's Comment: เอลาซัลออกจะไม่เฉลียวใจเลยที่ปักใจเชื่อว่าซานดร้าจะอยู่จริงๆ แต่ถ้ามองในมุมกลับแล้ว บางทีเวลาที่เราอยากจะให้โอกาสแก้ตัวกับคนที่เรารักก็คงจะเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง
ภาษาที่ใช้ในอักขระรูนจริงๆ แล้วมาจากภาษานอร์สเก่าค่ะ (ฉันหาภาษาเคลติกในเน็ทไม่ค่อยเจอ) แต่ฉันเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อย แล้วยังใช้คำที่มีสองความหมายอีก ฉันแค่อยากจะให้มันฟังดูเป็นภาษาที่โบราณน่ะค่ะ แต่ฉันคิดว่าน่าจะเข้ากับเรื่องดี ในเมื่อเพลงธีมของเกมก็ร้องเป็นภาษาสวีดิชด้วย

Translator's Comment: ผมค่อนข้างจะชอบฉากที่เอลาซัลทะเลาะกันกับอเล็กซ์แฮะ (คงเพราะผมไม่ได้เขียนหรือแปลบทพูดอารมณ์นี้มานานแล้วล่ะมั้งนะ) ทำให้รู้สึกสงสารเอลาซัล กับรู้สึกได้เลยว่าฐานความรักของสองคนนี้ง่อนแง่นแค่ไหน ถ้ารักกันแล้วขาดความเชื่อใจกันแบบนี้ (ดูท่าทางจะหนักหนากว่าคู่เอลาซัลกับเพิร์ลจริงๆ)

ปล. จากตอนนี้เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ซะแล้วสิ รูปปั้นกับมุกเทพยดา หรือจะหมายความว่า...



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 35 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 3 - ป่าแห่งเสียงกระซิบ / ครึ่งแรก (ซานดร้า) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 110 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android