คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 32 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 2 - ฟลูออไรท์ (เพิร์ล)


     อัพเดท 20 พ.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 32 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 2 - ฟลูออไรท์ (เพิร์ล) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 114 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


PART V: TWO PEARLS
Chapter 2: Flourite (Pearl)

ภาคที่ 5: เพิร์ลทั้งสอง
บทที่ 2: ฟลูออไรท์ (เพิร์ล)


ฟลอริน่านั่งอยู่ในห้องของอพาร์ทเมนท์เล็กๆ บนถนนเงียบๆ หลังมหาวิทยาลัย ขณะนี้เป็นยามกลางวันต้นเดือนกรกฎาคม ในเมืองดังเซ็งแซ่ด้วยเสียงรื่นเริง และคลาคล่ำด้วยภาพของเด็กๆ กับคนหนุ่มสาวที่ออกมาเดินบนถนนใต้แสงแดด เธอรู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ กับยามบ่ายอันสดใสด้วยแสงตะวันเหมือนเช่นที่รู้สึกมานานแล้ว ชีวิตใหม่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า...กับความสงบสุขที่ดีอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ และหญิงสาวก็คิดว่าตนเองช่างโชคดีเหลือเกิน

เสียงฝีเท้าถี่ๆ ดังใกล้เข้ามา ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูห้าครั้งเป็นรหัสที่อเล็กซานดร้าตั้งให้ฟลอริน่ารู้ว่าผู้มาเยือนนั้นเป็นคนรู้จักไม่ใช่คนแปลกหน้า ถ้าเป็นเวลาอื่น ฟลอริน่าจะต้องม้วนพรมที่มุมห้องขึ้นแล้วปลดกลอนประตูกลด้วยสวิตซ์ลับ เปิดทางลงไปห้องใต้ดินเล็กๆ ที่มีทางออกไปด้านหลังของถนนเวลาจำเป็นต้องหนี หากว่ามีใครพยายามจะฝ่าเข้ามาในห้องทำงาน เธอก็ยังมีทางหนีพร้อม

หญิงสาวถอนหายใจเมื่อถูกขัดจังหวะ เธอดันแว่นตาคู่ใหญ่เกินเหตุขึ้นบนดั้งจมูกพลางนึกสงสัยว่าทำไมอเล็กซานดร้าถึงไม่ยอมหาแว่นตาที่พอดีกว่านี้มาให้ใส่ หญิงสาวม้วนคัมภีร์เก็บอย่างระมัดระวัง ดับไฟในตะเกียงดวงเล็กแล้วจึงไปที่ประตู แต่ก่อนหน้าจะเปิด เธอมองลอดรูมองเล็กๆ ก่อนเพื่อให้แน่ใจ และเมื่อเห็นภาพของใครบางคนที่คุ้นเคย เธอก็รีบเปิดประตูในทันที

เอลาซัลก้าวยาวๆ เข้ามา

"องค์หญิงฟลอริน่า!" ชายหนุ่มเรียกก่อนจะรีบกอดอีกฝ่ายโดยเร็ว

ฟลอริน่าสวมกอดตอบ ทั้งประหลาดใจและดีใจระคนกัน

"เอลาซัล! เราดีใจจังที่ได้พบเธออีก! อเล็กซ์ไม่ได้บอกเราเลยว่าเธอจะมา"

เอลาซัลก้าวออกห่างมาหน่อย แต่ยังวางมือทาบบนไหล่ของเธอพร้อมกับกวาดสายตามองอย่างละเอียดแล้วจึงยิ้ม

"องค์หญิงฟลอริน่ายังดูสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ แล้วก็..."  เขาเสริม "ดูแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ"

ฟลอริน่าหัวเราะน้อยๆ

"เราสวมเสื้อผ้าแบบนี้ขึ้นสินะ"

เอลาซัลมองฟลอริน่าอย่างพินิจพิเคราะห์ เส้นผมตรงสีน้ำตาลบัดนี้ตัดเสียสั้นกุดเหมือนเด็กผู้ชาย เสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่หลวมโพรกสวมทับกางเกงขายาวสีเข้ม กับรองเท้าผู้ชายสีดำเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกขององค์หญิงไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาสีเทาเจือประกายฟ้าจางๆ เหลือบมองเขาผ่านแว่นตาที่ดูน่าตลก หญิงสาวดูเหมือนเด็กหนุ่มร่างผอมบางอายุสิบหกไปโดยปริยาย สีผิวของเธอยังคงซีดเผือดและดูเรียบๆ ไม่สะดุดตาเหมือนแต่ก่อน แม้จะไม่ดูผอมซูบเปราะบางเท่าเมื่อก่อนก็ตาม

"ผมไม่นึกเลยว่าอเล็กซ์คิดจะให้องค์หญิงแต่งตัวเป็นผู้ชายแบบนี้" ชายหนุ่มเปรยด้วยเสียงบอกความขบขัน พยายามจะปิดบังอารมณ์ความรู้สึกที่พลุ่งขึ้นมาเมื่อได้พบเธอไว้ "องค์หญิงดูอายุพอๆ กับพวกนักเรียนที่เดินอยู่ข้างนอกนั่นเลย"

"ก็พยายามให้เหมือนน่ะ" ฟลอริน่าว่าก่อนจะหัวเราะน้อยๆ "เราไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกเท่าไหร่ แล้วพอออกไป ซาริสทินก็จะแนะนำว่าเราเป็นน้องชายของเขา ส่วนเราก็ก้มหน้าลงพึมพำอะไรไปตามเรื่องตามราว แต่ก็ใช้ได้ดีล่ะ"

เอลาซัลเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยิ้ม

"อเล็กซ์เค้าก็เล่าเรื่องซาริสทินให้ผมฟังแล้วล่ะครับ"

สีกุหลาบเรื่อฉาบแก้มของฟลอริน่า หากเธอยังยิ้มแย้มให้เขา

"อยู่ที่นี่เรามีความสุขมากเลยนะ เอลาซัล"

"ก็ดีแล้วล่ะครับ" เขาตอบเบาๆ

* ฟลอริน่ามองชายหนุ่มพร้อมกับคิดว่าเขาดูหล่อเหลามากเพียงไหน อาจจะหล่อกว่าที่เธอเคยจำได้เสียอีก แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ถึงอีกความรู้สึกหนึ่ง...ความเหนื่อยอ่อนและความหดหู่ที่ยังแฝงอยู่ เธอสะท้อนใจว่าชายหนุ่มดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แม้นั่นจะไม่ได้ทำให้เขาดูสะดุดตาน้อยลงไปกว่าแต่ก่อนก็ตาม หญิงสาวลูบแก้มของเขา *

"เราดีใจมากจริงๆ ที่ได้พบเธอนะเอลาซัล อเล็กซ์จอมซนไม่เคยบอกเราเลยว่าเธอจะกลับมาด้วย เราเป็นห่วงอยู่นานว่าเธอหายไปอยู่เสียที่ไหน"

* "ผมรู้แล้วล่ะครับ" เขาตอบ "ผมกับอเล็กซ์เจอกันที่หอคอย แล้วเพิ่งมาถึงเมืองนี้เมื่อสองวันก่อน เค้าบอกผมว่าองค์หญิงอยู่ที่มหาวิทยาลัย"

ฟลอริน่าจูงมือเขาพาไปที่โซฟาเล็กๆ *

"นั่งลงก่อนเถอะ" เธอบอกเขา "เล่าให้เราฟังหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้างหลังออกจากเมือง"

เอลาซัลลังเลอยู่ครู่หนึ่งขณะที่คิดทวนเรื่องเหตุการณ์และความทรงจำถึงหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เธอฟังอย่างไม่รวบรัด ไม่ปิดบังอะไรทั้งสิ้นนอกจากรายละเอียดที่เขาไม่อยากให้อเล็กซานดร้ารู้ เมื่อเล่าจนถึงการตายของแซฟไฟร์กับรูเบ็นส์ ฟลอริน่าก็ถอนหายใจ

"จะบอกว่าเราตกใจคงไม่ได้ เพราะเรารู้ข่าวจากอเล็กซ์มาก่อนหน้านี้แล้ว" เธอเอ่ยเบาๆ "เอลาซัลที่น่าสงสาร! เธอคงเสียใจมากเหลือเกิน"

มือของหญิงสาวลูบหน้าเขาอย่างอ่อนโยน เอลาซัลยอมรับสัมผัสของการปลอบประโลมของเธอแต่โดยดี เขารู้อยู่เสมอว่ากิริยาของฟลอริน่านั้นจริงใจไม่เหมือนกับอเล็กซานดร้า

"ครับ" เขาตอบ "แต่อย่าเสียใจเรื่องผมเลยครับองค์หญิง เสียใจกับคนที่เสียไปแล้วดีกว่า"

หญิงสาวนิ่งเงียบ ยกมือบอบบางขึ้นปาดดวงตา เอลาซัลสังเกตเห็นว่าดวงตาของเธอยังแห้งผาก แต่ก็คิดว่าเธอคงพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาเพื่อเขา จึงไม่ได้สงสัย หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเธอจึงเอ่ยว่า

"อย่างน้อยเด็กๆ อีกสองคนก็ยังปลอดภัยนะ"

"ผมรู้แล้วล่ะครับ" เชาตอบรับ "องค์หญิงได้พบพวกเค้าหรือยังครับ"

หญิงสาวสั่นศีรษะ

"อเล็กซ์ไม่ยอมให้เราไป แล้วเราก็ยอมทำตามที่เค้าต้องการเหมือนเมื่อก่อน" เธอถอนหายใจ

เอลาซัลคิดว่านั่นไม่ถูกต้อง แต่เขาก็ไม่อยากทำให้ฟลอริน่าต้องเป็นกังวลเพราะคำคัดค้านของตน จึงได้บอกว่า

"เดี๋ยวผมจะไปหาพวกเด็กๆ พรุ่งนี้ แล้วผมจะกลับมาบอกองค์หญิงเองว่าพวกเค้าเป็นยังไงบ้าง"

หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะลุกไปนำชากับบิสกิตมาให้ชายหนุ่ม ทั้งสองคุยกันเพียงเล็กน้อยจนกระทั่งฟลอริน่าเตรียมทุกอย่างเสร็จและนั่งลงข้างเขาอีกครั้ง

"ให้เราเล่าเรื่องชีวิตที่นี่ให้เธอฟังหน่อยนะ" เธอบอก "เธอคงรู้ว่าเรากำลังช่วยอเล็กซ์ทำการค้นคว้าอยู่ คริสตี้ส่งม้วนคัมภีร์ที่พวกคนงานของเค้าขุดได้จากป่าทางใต้ให้ ดูเหมือนพวกเค้าจะพบโบราณสถานที่เคยเป็นโรงสวดภาวนามาก่อน ข้อมูลที่ได้มามีประโยชน์มาก แต่เราก็ยังไม่พบที่ตั้งของวิหารโบราณที่มีระบุอยู่ในคัมภีร์เลย มันเก่าแก่กว่าคัมภีร์พวกนี้มาก เงื่อนงำที่มีก็ยังไม่แน่ชัด"

"ถ้างั้นองค์หญิงก็เชื่อเรื่องตำนานด้วยเหรอครับ" เอลาซัลถามฟลอริน่า "องค์หญิงคิดว่าอเล็กซ์จะใช้ดาบนำเทวทูตกลับมาได้เหรอครับ"

"อาจจะได้นะเอลาซัล" เธอตอบ "เราไม่ขอตัดสินว่าตำนานเป็นความจริงหรือเปล่า แต่เราไม่แน่ใจว่ากระทั่งการนำเทวทูตกลับมาจะช่วยรักษาชาวจูมิได้"

หญิงสาวดูเหมือนจะจมอยู่ในห้วงความคิดพักหนึ่ง และเอลาซัลก็ไม่รบกวน ต่อมาเธอจึงได้เอ่ยขึ้นช้าๆ ทำให้เขารู้สึกได้ว่าเธอกำลังพูดถึงความเห็นที่เธอคิดอยู่ในใจลึกๆ มานานมากทีเดียว

"เธอคงรู้ว่าชาวจูมิพัฒนากลไกป้องกันไม่ให้ตนเองหลั่งน้ำตา ปิดกั้นพรสวรรค์ที่เทวทูตทรงประทานให้ อาจเรียกได้ว่านั่นเป็นกลไกในการเอาชีวิตรอด การป้องกันตัวเอง...ด้วยความเห็นแก่ตัวก็ได้"

"ความเห็นแก่ตัวเหรอครับ" เอลาซัลทวนคำด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ผมไม่เคยคิดเลยว่าองค์หญิงจะพูดอะไรอย่างนั้นได้"

รอยยิ้มซีดเซียวปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหญิงสาว หากเธอก็สั่นศีรษะ

"เราพูดจริงนะเอลาซัล กลไกในการเอาชีวิตรอดทุกอย่างมีที่มาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ชาวจูมิต้องเรียนรู้ที่จะรับรู้ความเศร้ากับความเจ็บปวดของคนอื่นๆ...ต้องแก้ไขการกระทำของตัวเอง...ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของตน...ถึงจะหลั่งน้ำตาได้อีกครั้ง" รอยยิ้มของเธอนั้นอ่อนโยน ไม่บอกการกล่าวโทษเลยสักนิด "นี่ล่ะคือสิ่งที่เราคิด เรารู้ว่าอเล็กซานดร้าสนใจตำนานเรื่องเทวทูตมากกว่า เค้าต้องการจะหาทางช่วยชาวจูมิด้วยอำนาจภายนอก เราพยายามช่วยเค้าจนสุดความสามารถ แต่ความคิดเห็นของเราต่างกัน เราคิดว่าชาวจูมิจะเรียนรู้ที่จะร้องไห้ได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองได้แล้วเท่านั้น"

"ผมไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน" เอลาซัลพูดหลังจากย้อนคิดอยู่ครู่หนึ่ง "แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดว่าผมเห็นด้วยกับองค์หญิง ผมสังเกตว่าคนที่ไม่เห็นแก่ตัวอย่างองค์หญิง..." ชายหนุ่มวางมือลงบนมือของหญิงสาวพร้อมกับยิ้ม "เป็นคนที่สามารถจะร้องไห้ได้"

"แม่หนูแซฟไฟร์ก็ด้วย" ฟลอริน่าเอ่ยเบาๆ "เราสงสัยว่ารูเบ็นส์จะรู้สึกยังไงบ้างนะเอลาซัล"

"เขาก็เสียใจอยู่ลึกๆ ล่ะครับ" เอลาซัลตอบ "แต่เขาเห็นว่าผมเองก็กำลังเสียใจ เขาเลยต้องทำตัวให้เข้มแข็งไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้เราสองคน"

ฟลอริน่าพยักหน้า

"ตอนที่อยู่ในเมืองเขาก็มีเรื่องต่างๆ ที่ต้องจัดการอยู่เสมอ เขาจะแสดงความเสียใจของตนเองออกมาไม่ได้...เพื่อเด็กคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ เราว่าเขาคงต้องทำอย่างนี้มากกว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้เขากดดันมาก" หญิงสาวถอนหายใจเมื่อนึกถึงความทรงจำครั้งเก่า "เราคิดว่าการที่ต้องแบกรับภาระมากขนาดนั้น แล้วต้องเก็บความเสียใจไว้กับตัวเสมอ มันหนักหนา แล้วก็น่าเศร้ายิ่งกว่าการแสดงความเสียใจของตนเองออกมาได้เสียอีก"

บทสนทนาหยุดลงอีกครั้ง ต่อมาอีกพักหนึ่งฟลอริน่าก็พูดถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สำคัญอะไรเพื่อปลอบโยนใจของทั้งสอง เช่นเรื่องชีวิตในมหาวิทยาลัย วัยเด็กของเธอในเมือง มิตรภาพระหว่างเธอกับอเล็กซานดร้า และซาริสทิน เอลาซัลเข้าใจจุดประสงค์ของเธอดี เขานิ่งฟังและพูดน้อยมาก

เสียงเคาะประตูครั้งหนึ่งขัดฟลอริน่า ก่อนที่เสียงเคาะแรงกว่าเดิมจะดังซ้ำในทันที ตามมาด้วยเสียงอเล็กซานดร้าร้องจากด้านนอก

"ฟลอริน่า! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"

* ฟลอริน่าลุกขึ้นยืนก่อนจะตรงไปปลดกลอนประตู อเล็กซานดร้าพรวดเข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นไอแดดจากถนนใต้แสงตะวัน ฟลอริน่าเห็นว่าเธอสวมชุดกระโปรงสีเขียวยาวคลุมเข่าผ่าข้างสูง มีดอกไม้สีส้มประดับผมตามปกติ แต่แทนที่จะรวบผมขึ้น เธอกลับปล่อยให้ปอยผมสีเกาลัดยาวประมาณคางตกลงเคลียแก้ม ล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่ ดวงตาสีเขียวของเธอเป็นประกายร่าเริง ฉายแววสดใสราวแสงอรุณแต่แฝงด้วยความซุกซน *

"แม่ตัวแสบ เบาเสียงหน่อยสิ" ฟลอริน่าดุ แต่แทบกลั้นความรื่นเริงกับการที่อเล็กซานดร้าเข้ามาแบบนี้ไม่ได้ "อาจมีคนได้ยินเธอเรียกชื่อจริงของเรานะอเล็กซ์"

หญิงสาวมองอีกฝ่ายอย่างตำหนิ

"ปกติเธอไม่แต่งตัวอย่างนี้เข้าเมืองนี่นาอเล็กซ์ ถ้ามีใครเห็นเธอเข้าล่ะ"

* "ขอโทษที่เข้ามากะทันหันแบบนี้นะที่รัก" อเล็กซานดร้าตอบพร้อมกับหันไปขยิบตาให้เอลาซัล "แต่เอลาซัลหายไปนานซะจนฉันกลัวว่าเขาจะเสียตัวให้เธอเข้ารึเปล่าน่ะสิ"

ดวงตาของฟลอริน่าเป็นประกายวาบขณะเธอเค้นเสียงออกมา

"เธอนี่มัน...ไร้ยางอายที่สุด!"

"อ้า...ฉันรู้ดีน่าว่าเธอรู้สึกยังไงกับเค้า" อเล็กซานดร้าพูดเป็นนัยๆ มือที่จับไหล่เอลาซัลยิ่งบีบแน่นขึ้น "ถ้าอยากได้เค้าค่อยมาเอาทีหลัง แต่ฉันจองเค้าไว้เป็นคนแรกแล้วย่ะ"

"ขอขอบคุณที่อุตส่าห์มีน้ำใจเผื่อแผ่นะที่รัก แต่เราเกรงว่าซาริสทินคงไม่เห็นดีด้วยน่ะสิ" ฟลอริน่าเปรย

"เอ่อ...ผมขอขัดจังหวะการเจรจาหน่อยนะครับ เพราะผมไม่ชอบเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่เลย" เอลาซัลพูดตรงๆ

ฟลอริน่าส่งสายตาให้ชายหนุ่ม

"เห็นมั้ยอเล็กซ์ เขาไม่สนเราหรอก"

อเล็กซานดร้าแค่นยิ้ม

"ก็เพราะเดี๋ยวซาริสทินจะได้ฆ่าเค้าตายน่ะสิ แต่ฉันน่ะยังว่างอยู่นะเอลาซัล ถ้าสนก็เชิญ" หญิงสาวเสริมพร้อมกับควงแขนเขา

"ขอบคุณ" ชายหนุ่มตอบ "ฉันจะเก็บไว้คิดทีหลังแล้วกัน"

อเล็กซานดร้าขยิบตาให้ฟลอริน่า

"เห็นมั้ย ฉันยังยั่วเค้าไม่สำเร็จเลย"

"อืม" ฟลอริน่ารับด้วยดวงตาเป็นประกาย เอลาซัลถอนใจอย่างหนักอก

"ผมล่ะยอมแพ้เลย" เขาพึมพำ *


ต่อมาในบ่ายวันนั้น ซาริสทินมาเยี่ยมฟลอริน่า และได้พบเอลาซัลเป็นครั้งแรก เขาเคยได้ยินเรื่องของชายหนุ่มจากทั้งฟลอริน่าและอเล็กซ์แล้ว และทั้งสองก็ทักทายกันอย่างสุภาพ หลังจากที่ทั้งสองกลับไป เขาก็เข้ามาใกล้ฟลอริน่าก่อนจะนั่งลงบนโซฟาเล็กๆ ข้างเธอ แล้วใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่เธอไว้

* "เป็นยังไงบ้าง" เขาถาม "นี่เกิดอะไรขึ้นเหรอ"

หญิงสาวจ้องมองปลายรองเท้าของตนขณะประสานมือไว้ด้วยกัน

"ไม่รู้สิ เราไม่รู้เลยว่าอเล็กซ์คิดอะไรอยู่"

"เขาตัดสินใจจะอยู่ที่มหาวิทยาลัยใช่มั้ยล่ะ" ซาริสทินถามหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง

ฟลอริน่าพยักหน้า

"เขาจะอยู่เพื่อพวกเด็กๆ เรา...เราดีใจนะ แต่ว่า..."

"แต่ว่า..." ซาริสทินต่อเสียงขรึม

ฟลอริน่าเอียงแก้มพิงบ่าของชายหนุ่ม แล้วเกี่ยวนิ้วกับด้านหน้าของเสื้อสีฟ้าของเขา

"เรารู้สึกไม่ดีเลย" เธอบอก "อเล็กซานดร้า เค้า...เค้าเป็นคนแบบที่จะไม่ยอมทิ้งอุดมการณ์ของตัวเพื่อใครเลย ซาริสทิน เรารู้สึกว่าเอลาซัลจะต้องเป็นทุกข์มากเพราะเค้า เมื่อก่อนเค้าทำให้เอลาซัลต้องเดือดร้อนมากพอแล้ว แล้วตอนนี้เขาก็ยิ่งดูเปราะบางกว่าเดิมอีก...ถึงเขาจะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจากตอนที่เราเคยเจอเขาก่อนหน้านี้ก็เถอะ...เราก็ยังเป็นห่วง พอนึกถึงเอลาซัลในอดีตแล้ว เขา...เขาไม่เคยปรับตัวเข้ากับอเล็กซ์ได้เลย เรากลัวว่าทั้งสองคนจะทะเลาะถึงขั้นแตกหักกันอีก...สักวัน..." *

ฟลอริน่านิ่งเงียบไปอีกครั้ง ซาริสทินโอบไหล่เธอแน่นขึ้น

"ฟลอริน่า" เขาพูด "ต่อให้เอาวิญญาณของตัวเองเข้าแลก...เธอก็ไม่มีทางทำให้โลกทั้งโลกมีความสุขได้หรอก ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่มันต้องเป็นเถอะ"

หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของชายหนุ่มพร้อมกับยิ้มซีดเซียว พลางใช้นิ้วมือไล้เส้นผมสีอ่อนของเขา

"เราไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนก่อนจะได้พบเธอ ซาริสทิน หรือเราจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรถ้าไม่มีเธอ..."

"ถ้าอย่างนั้นฟลอริน่าคงไม่ชอบเรื่องที่ผมกำลังจะบอก" ชายหนุ่มเอ่ย "ผมต้องไปทางตะวันออกอีกแล้ว แต่ก็แค่ไม่นานหรอก" เขาเสริม "แล้วบางทีคราวนี้ผมจะเอาของฝากมาให้ด้วย"

หญิงสาวถอนหายใจ แต่ก็พูดว่า

"ถ้าอย่างนั้นเราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้เธอกลับมา ว่าแต่เธอจะเอาอะไรกลับมาฝากเรากันล่ะ"

สีหน้าเคร่งขรึมของซาริสทินดูสดใสขึ้นด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง เขาถอดแว่นตาคู่โตออกจากสันจมูกของเธอ

"ลองทายดูสิ"

หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ พร้อมกับเอนศีรษะพิงไหล่ของชายหนุ่ม

"แว่นตาคู่ใหม่ใช่มั้ยคะที่รัก"


ทางเดินปูกระเบื้องในมหาวิทยาลัยที่สะท้อนเป็นมันเงาใต้แสงอาทิตย์ต้อนรับเอลาซัลซึ่งเดินไปตามทางจนถึงจัตุรัสกลาง เขาหยุดดูบรรดาบานหน้าต่างที่แสดงภาพภายในตั้งแต่ร้านขายของชำธรรมดา ร้านขายเครื่องประดับตกแต่งชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงร้านกาแฟที่บรรดานักศึกษารุ่นโตพากันมาแก้อาการง่วงจากการดูหนังสือยามดึกด้วยกาแฟแก่ๆ กับขนมปังอบ ชายหนุ่มปรายตามองไปรอบๆ ตามที่อเล็กซานดร้าบอกเขาว่าเอสเมอรัลด้ากับสโนว์น่าจะอยู่ที่จัตุรัสในเวลานี้

แน่ล่ะ หลังจากผ่านไปสักพักเขาก็เห็นเด็กสาวผมสีเขียวสวมเครื่องแบบนักเรียนนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มร่างผอมนั่งอยู่ข้างๆ เอลาซัลเห็นเพียงแค่ด้านหลังของเขา แต่ก็จำเขาได้จากเส้นผมสีซีดในทันที ชายหนุ่มเข้าไปหาทั้งสองที่กำลังง่วนอยู่กับการสนทนาและเครื่องดื่ม จึงไม่ทันสังเกตจนกระทั่งเขาเข้ามาใกล้ เอสเมอรัลด้าเห็นชายหนุ่มก่อนและลุกขึ้นยืนในทันที สโนว์ที่รู้สึกว่ามีเงาคนอยู่ข้างหลังก็หันกลับไป

"เอลาซัล!" เอสเมอรัลด้าร้อง "คุณมาถึงจนได้ ฉันกลัวว่า..."

"กลัวว่าผมจะไม่มางั้นเหรอ" เขาต่อประโยคพร้อมกับยิ้มให้ แล้วนั่งลงที่โต๊ะ "แต่พวกคุณก็เห็นผมอยู่ที่นี่แล้วนี่"

ชายหนุ่มส่งมือไห้สโนว์ ซึ่งตอบรับอย่างเป็นทางการว่า "สวัสดีครับ" แต่ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เอลาซัลรู้จักเด็กหนุ่มดีพอจนรู้ว่าจากนี้เขาคงต้องพูดกับเอสเมอรัลด้าเป็นส่วนใหญ่ โชคร้ายที่เด็กสาวเริ่มถามเรื่องที่เอลาซัลขอพูดเป็นเรื่องสุดท้ายในทันที

"แซฟไฟร์อยู่ไหนล่ะคะ มาด้วยกันหรือเปล่า"

เอลาซัลเพียงแต่สั่นศีรษะแล้วบอกว่า

"ไม่ได้มาด้วยครับ"

"อ้อ..." เอสเมอรัลด้าตอบรับอย่างรู้ดี "ฉันนึกแล้วว่าคุณคงเกลี้ยกล่อมให้เค้ามาด้วยไม่ได้ พวกเราพยายามพูดแล้วแต่เค้าก็ไม่ฟัง"

เอลาซัลไม่ตอบอะไรกับคำพูดนั้น แต่กลับถามว่า

"พวกคุณเป็นยังไงบ้างครับ เอสเมอรัลด้า"

"ก็ดีแหละค่ะ" เธอตอบ "เทอมแรกเรียนหนักมาก แต่ก็สนุกดี เทอมนี้ก็กำลังไปได้ดีเหมือนกัน"

เอลาซัลเหลือบเห็นสโนว์ผงกศีรษะรับคำ

"แล้วคุณจะมาพักอยู่กับพวกเรามั้ยคะ"

"คงอยู่นานเท่าที่จะอยู่ได้"

เอสเมอรัลด้าเพิ่งฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

"แล้วท่านหญิงล่ะคะ!" เธออุทาน "ท่านอยู่ที่ไหนเหรอคะ ยังอยู่กับคุณหรือเปล่า"

"ไม่อยู่แล้ว" ชายหนุ่มอธิบายเรื่องที่หญิงสาวเปลี่ยนแปลงไป โดยตัดรายละเอียดที่จะเปิดเผยความมากเกินจำเป็นไปอย่างระแวดระวัง ทั้งเอสเมอรัลด้ากับสโนว์ฟังอย่างตั้งใจ เมื่อจบแล้วเด็กสาวก็พยักหน้า

"ฉันนึกแล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้" เธอเอ่ยอย่างครุ่นคิด "แต่ถ้าพูดตามความเห็นของฉันแล้ว ฉันคิดว่าท่านหญิงไม่มีความสำนึกเรื่องบุญคุณเอาซะเลยที่ทิ้งคุณไปแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณทำทุกอย่างเพื่อเค้าถึงขนาดนั้น แต่ถ้าไม่นับเรื่องที่เค้ากลายเป็นเพิร์ล พวกเราก็รู้อยู่แล้วว่าตัวจริงของเค้าคือแบล็คเพิร์ล ดังนั้นฉันไม่แปลกใจหรอกที่ผลออกมาเป็นอย่างนี้"

เอลาซัลยิ้มแห้งๆ กับคำพูดวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาตามปกติของเอสเมอรัลด้า

"แล้วแต่จะคิดเถอะครับ"

เอสเมอรัลด้าแอบเหลือบมองเขา

"เอ้อ...เอลาซัล คุณได้เจออาจารย์ที่นี่บ้างรึยังคะ อาจารย์บางท่านเป็นคนดีมากเลยนะ"

ชายหนุ่มรู้สึกขบขันกับการบอกเป็นนัยๆ ของเธอ และรู้ความหมายในทันที

"ถ้าหมายถึงอเล็กซานดร้าล่ะก็ ผมเจอเค้าแล้วล่ะครับ"

"โอ..." เด็กสาวดูท่าจะประหลาดใจ และโล่งอกหน่อยๆ แต่แล้วเธอก็อุทานว่า "ถ้าอย่างนั้นคุณคงรู้ว่า..."

เธอโน้มตัวมาข้างหน้าอย่างมั่นใจ

"เค้ากำลังปิดบัง..."

"อือ ผมก็รู้อยู่เหมือนกัน" เอลาซัลขัดเธอ เอสเมอรัลด้าดูจะตกใจอีกครั้งก่อนจะเงียบไป แล้วจ้องตรงมาทางเอลาซัลเหมือนจะหยั่งอะไรบางอย่าง

"ถ้างั้น!" เด็กสาวพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงฟังดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อย "ดูเหมือนว่าคุณจะรู้อะไรๆ มากกว่าฉันเยอะเลยนะเอลาซัล นี่คุณร่วมมือกับอเล็กซ์ หรือคิดจะปิดบังอะไรฉันหรือเปล่า"

ชายหนุ่มหัวเราะแต่ก็ไม่พูดอะไร ทว่าหัวใจของเขาหนักอึ้งเมื่อคิดว่าตนเองต้องบอกความจริงกับเด็กทั้งสองที่กำลังมีความสุขกับชีวิตใหม่ที่อยากเป็น ดังนั้นเขาเลยเริ่มพูดถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดที่สำคัญ เช่นเรื่องชีวิตของเขากับเพิร์ล โรมแรมริมหาด ความรู้สึกที่มีเมื่อได้เห็นมหาวิทยาลัยที่นี่ ชายหนุ่มเลี่ยงไม่พูดถึงรูเบ็นส์ แต่ก็สังเกตได้ว่าทั้งสองคนกำลังสงสัยเขามากแล้วในตอนนี้ ทั้งสองแอบสบตากันมากกว่าหนึ่งครั้งระหว่างที่เขากำลังเล่าอยู่ เหมือนจะบอกว่า "เขาเป็นพวกของอเล็กซานดร้าไปแล้ว เราจะเชื่อใจเขาไม่ได้อีก" ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกขันน้อยๆ แต่เขาก็ยังรู้สึกเศร้าใจว่าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่เขาได้พบทั้งสองคนในเมืองเหลือเกิน หลายสิ่งในชีวิตของเขาผันผ่านไปโดยไม่มีวันจะหวนคืนมาอีก

หลังจากที่ฟังจบ เอสเมอรัลด้าก็เล่าเรื่องที่ทั้งสองไปพบคริสตัลเลให้เอลาซัลฟังโดยไม่ปิดบังรายละเอียดใดๆ แม้แต่น้อย สโนว์นั่งก้มหน้าอยู่ตลอดเวลาที่เด็กสาวเล่าเรื่อง และไม่พูดขัดเลยแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนโดยตรงก็ตาม เอลาซัลเริ่มมองเด็กหนุ่มในมุมมองใหม่ เขาเคยรู้เรื่องสโนว์น้อยมาก นอกจากเรื่องที่คนอื่นๆ รู้กันดี กับเรื่องมิตรภาพของเด็กหนุ่มกับเอสเมอรัลด้า ชายหนุ่มคิดว่าคำพูดและการกระทำของเขาสมควรแก่การยกย่องจริงๆ

"ผมนับถือการตัดสินใจของคุณนะ" เขาบอกกับสโนว์หลังฟังเรื่องจบ "คนส่วนมากคงกลัวเกินกว่าจะยุ่งเกี่ยวกับอำนาจของภูตพราย"

สโนว์เงยหน้าขึ้นมองเอลาซัล ดูจะประหลาดใจเล็กน้อย

"ขอบคุณครับ" เขาตอบเพียงเท่านั้น ต่อมาเอลาซัลจึงหันไปมองเอสเมอรัลด้า

ชายหนุ่มไม่ทันสังเกตเลยว่าเด็กหนุ่มลอบมองเขาด้วยสายตาที่ก้ำกึ่งระหว่างความละอายกับความพอใจ แม้สโนว์จะมีอคติกับเอลาซัลอยู่มาก เพราะอิจฉาที่เอลาซัลมีหน้าตาดีและร่างกายแข็งแรง แต่เขาก็ยังชื่นชมจิตวิญญาณแห่งความอิสระที่ไม่ยอมใคร และไม่ยอมพึ่งพาใครของเอลาซัล และเด็กหนุ่มก็รู้สึกลางๆ ว่าบางทีเขาอาจจะอยากให้เอลาซัลยอมรับเขามากกว่าที่เคยคิดไว้แต่แรกเสียอีก ถึงเขาจะไม่มีวันยอมรับออกมาตรงๆ แต่เขาก็รู้สึกดีใจมากกับคำชมของเอลาซัล ส่วนเอลาซัลก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มเป็นหลานชายของรูเบ็นส์...และแน่นอนว่าภาระของเขานั้นหนักหนากว่าที่คิด

เอสเมอรัลด้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ในที่สุด ด้วยตัดสินใจจะพาเอลาซัลเดินชมเมือง ยามบ่ายวันนั้นผ่านไปกับการเดินเล่นชมสถานที่อันน่ารื่นรมย์ เอสเมอรัลด้าเป็นคนที่พูดเป็นส่วนใหญ่ เอลาซัลคอยมองไปเรื่อยๆ พร้อมกับออกความเห็นเป็นระยะๆ แต่ส่วนมากก็พยายามไม่ฟังเสียงจากจิตใต้สำนึกของตนที่เตือนเรื่องข่าวร้ายที่เขาต้องบอกเด็กทั้งสอง ส่วนสโนว์เดินไปด้วยอย่างเงียบๆ แม้ว่าในบางครั้งเขาจะพูดความเห็นของตน หรือช่วยแก้คำพูดให้บ้างถ้าเห็นว่าจำเป็น

เมื่อเดินชมทั่วแล้ว เอลาซัลจึงขอให้เอสเมอรัลด้าพาเขาไปในที่ที่เงียบสงบกว่านี้หน่อย เพราะเขามีข่าวสำคัญต้องบอกทั้งสอง เด็กสาวมีทีท่าสนใจในทันที แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าแนะนำว่าหอพักของสโนว์น่าจะเป็นที่ที่เหมาะที่สุด คราวนี้สโนว์จึงเป็นคนนำทางเอลาซัลกับเอสเมอรัลด้าไปที่หอพักชายที่ด้านตะวันตกของมหาวิทยาลัย

ทั้งสามเข้าไปในห้อง เอลาซัลขอให้เด็กทั้งสองนั่งลง ก่อนจะยืนกอดอกก้มหน้านิ่งอยู่กลางห้อง แล้วเล่าเรื่องชะตากรรมของแซฟไฟร์ให้ทั้งสองฟัง

ขณะที่ฟังเรื่องของแซฟไฟร์ สีหน้าของเอสเมอรัลด้าก็เปลี่ยนไป มือของเธอเริ่มสั่นจนเด็กสาวต้องประสานมือเข้าด้วยกันเพื่อพยายามปิดบังปฏิกริยาของตนไว้ แต่เอลาซัลยังสังเกตเห็น ชายหนุ่มหันไปทางสโนว์ก่อนจะเล่าเรื่องรูเบ็นส์ได้รับบาดเจ็บ โดยปิดบังเรื่องที่อเล็กซานดร้ามีส่วนเกี่ยวข้องและทำเป็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุแทน ด้วยคิดว่าหากทั้งสองรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาก็ไม่มีอะไรดี

เมื่อเล่าจบแล้ว ชายหนุ่มก็มองเด็กทั้งสอง สโนว์ยืนพิงผนัง ทอดสายตาลงมองพื้นด้วยสีหน้าสลด เอสเมอรัลด้าเบือนหลบไปเพื่อซ่อนสีหน้าไว้ เอลาซัลเห็นเธอยกมือขึ้นปาดตา...แม้จะไม่มีน้ำตาไหลออกมา

"เอสเมอรัลด้า" ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆ "มานี่สิ"

เขากางแขนออกหมายจะกอดปลอบ

เอสเมอรัลด้าลุกขึ้นยืน แต่เอลาซัลต้องแปลกใจที่เธอหันไปทางสโนว์ แล้วโอบแขนรอบตัวเด็กหนุ่มพร้อมกับซบหน้ากับบ่าของเขา

สโนว์สะดุ้งเฮือก ดูจะตกใจพอๆ กับเอลาซัล แต่แล้วเด็กหนุ่มก็ลูบเรือนผมของเด็กสาวเหมือนจะปลอบโยน และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองเอลาซัล ชายหนุ่มก็รู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องอยู่อีกต่อไปแล้ว...

เขากลับหลังหันเดินจากไปก่อนจะปิดประตูด้านหลังลงเบาๆ


แม้จะต้องคอยจับตามองเอสเมอรัลด้ากับสโนว์เป็นระยะๆ เอลาซัลก็ใช้เวลาส่วนมากหลังจากนั้นอยู่กับอเล็กซานดร้า เธอวางแผนที่จะช่วยให้เขาเข้ามาในมหาวิทยาลัยได้ทันที และบอกให้เอลาซัลรู้ว่าต้องทำอย่างไรกับบทบาทใหม่ของตน ชายหนุ่มได้รู้เรื่องงานของอเล็กซานดร้า และพบว่าเมื่อออกเดินท่องไปตามท้องถนนในเมืองเธอจะแต่งตัวต่างไปจากปกติ การที่เธอเปลี่ยนไปเป็นอาจารย์หญิงผู้ดูทรงภูมิเคร่งขรึมนั้นทำให้เขารู้สึกขบขันเป็นอย่างมาก และอเล็กซานดร้าก็ต้องพยายามแนะนำว่าเขาควรปฏิบัติกับเธออย่างไรเวลามีคนอื่นอยู่ด้วย

"จำไว้นะ" เธอบอกเขา "ว่าฉันคืออเล็กซ่า เป็นผู้เชี่ยวชาญที่กำลังทำการวิจัยด้านธรณีวิทยาอยู่"

เอลาซัลที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ มองเธออย่างตั้งใจ

"ครับ คุณอเล็กซ่า" เขาตอบอย่างว่าง่าย

หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาสงสัย แต่เอลาซัลยังคงรักษาทีท่าเคร่งขรึมไว้ เธอเลยทำเป็นไม่สนคำพูดของเขาแล้วอธิบายต่อ

* "แล้วคุณก็คือรูริ เป็นผู้ร่วมมือวิจัยคนใหม่ของฉัน ส่วนฟลอริน่าคือลอเร็นโซ่ นักแปลคัมภีร์" *

เอลาซัลกระพริบตาปริบๆ

"ฟลอริน่าเป็นใครนะ"

"จำๆ ชื่อไว้ให้ได้ก็พอแหละ" อเล็กซานดร้าสั่งเสียงแข็ง เมื่อสังเกตเห็นเอลาซัลเลื่อนสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอก็รีบพูดอย่างร้อนใจ "มีอะไรอีกล่ะ"

"ฉันชอบเวลาเธอแต่งตัวอย่างนี้จัง" เอลาซัลเปรย

อเล็กซานดร้าจ้องมองเชาด้วยสายตาว่างเปล่า

"ชอบเหรอ"

"ดูเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้...สมกับเป็นเด็กที่โตมาในวิหารดี" เอลาซัลตอบเสียงขรึม

"ตาหัวโบราณเอ๊ย..." หญิงสาวพึมพำพร้อมกับยิ้ม


เอลาซัลกลายเป็นจุดสนใจอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อเขาเดินไปตามถนนในเมือง เขาเก็บผ้าคลุมสีเขียวที่เคยสวมมาตลอดไว้ และแต่งกายแบบเรียบๆ ด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้ากับกางเกงขายาวสีเข้ม พวกผู้หญิงมักจะเหลียวมองเมื่อเขาเดินผ่าน และมีครั้งหนึ่งเมื่อปะกับเด็กสาวกลุ่มหนึ่งที่ยืนรวมกลุ่มอยู่ที่สุดปลายถนน เด็กสาวคนหนึ่งที่ดูสวยเยือกเย็นเดินเข้ามาหาแล้วชวนเขาคุย เอลาซัลฟังคำพูดรัวเร็วของเธออย่างสุภาพ จนเด็กสาวที่เข้าใจว่าคำตอบรับเรียบๆ ของเขาแสดงว่าเขาสนใจในตัวเธอตั้งใจจะชวนเขาไปเดทให้ได้ แต่แล้วจู่ๆ อเล็กซานดร้าก็ปรากฏตัวขึ้นจากที่ไหนไม่รู้

"ขอโทษนะคะ" หญิงสาวพูดด้วยเสียงที่แสร้งทำเป็นขรึม เด็กสาวเพียงแต่ปรายตามองเธออย่างเย็นชา ไม่ยอมสนใจคำพูดของอีกฝ่ายแล้วหันกลับมาทางเอลาซัล ชายหนุ่มมองออกทันทีว่าอเล็กซานดร้ากำลังคิดจะทำอะไรแผลงๆ และเขาก็เริ่มคลี่ยิ้มที่มุมปาก แต่ไม่พูดอะไร

อเล็กซานดร้ากล่าวขอโทษซ้ำอีกครั้ง เด็กสาวที่เริ่มรู้ตัวว่าคงกำจัดหล่อนไปได้ไม่ง่ายหันขวับมาอย่างร้อนใจ

"มีอะไร" เธอถามด้วยเสียงไม่เป็นมิตรนัก

อเล็กซานดร้าชี้เอลาซัล

"คือฉันมีเรื่องจะพูดกับเค้าค่ะ"

เอลาซัลยักไหล่เมื่อเห็นสีหน้ารำคาญของเด็กสาว

"เห็นทีผมคงไม่มีทางเลือกล่ะครับ ขอโทษด้วย"

"ไม่เป็นไรค่ะ" เด็กสาวพูดอย่างเย็นชา ด้วยรู้สึกหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เด็กสาวคนอื่นๆ หัวเราะคิกคัก

อเล็กซานดร้าก้มหน้าลงลูบกระโปรงลงแป้งของตน

"คือ...ที่รัก...ถึงตาคุณดูแลตาหนูแล้วนะ"

กระทั่งเอลาซัลยังกระพริบตาปริบๆ กับคำพูดนั้น เด็กสาวที่ขบคิดเองว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีความหมายว่าอย่างไรพูดขึ้นอย่างกระฟัดกระเฟียด

"ขอโทษด้วย ฉันไม่รู้ว่าเค้าเป็นสามีของคุณ"

"แค่ชายชู้ค่ะ" อเล็กซานดร้าแก้คำพูดให้เสียงหวาน "แล้วเด็กก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเค้าด้วย"

หญิงสาวจับมือเอลาซัลพาเขาออกไปจากกลุ่มสาวๆ ที่ออกันอยู่

* "นี่เธอพูดได้ไม่อายปากเลยรึไงอเล็กซ์" เอลาซัลบอกเธอตอนที่ทั้งสองเดินไปตามถนน หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ

"ต้องขอบอกว่าฉันภูมิใจในตัวคุณนะ เอลาซัล คุณเล่นตามบทได้สวยเลย"

"ขอบคุณที่ชม" เขาตอบแห้งๆ

"เออนี่ ยังมีวิธีที่จะทำให้คนอื่นๆ เค้ามองว่าเรามีความสัมพันธ์แง่อื่นได้เยอะแยะเลยนะ" อเล็กซ์เปรย "บางทีฉันน่าจะลองวิธีอื่นกับคนที่มันแส่กว่านี้แฮะ" *

แต่เอลาซัลย้ำกับเธอว่าเขาไม่มีวันเล่นด้วยเด็ดขาด

"บางทีฉันก็สงสัยนะว่าเราสองคนสับสนอะไรกันรึเปล่า" อเล็กซานดร้าถอนหายใจ "คนที่โตมาในวิหารดูเหมือนจะเป็นคุณมากกว่าฉันเสียอีก"


บ่ายที่แดดสดใสวันหนึ่งกลางเดือนกรกฎาคม สองสัปดาห์หลังจากที่เอลาซัลกับอเล็กซานดร้ามาถึงมหาวิทยาลัย ฟลอริน่าก็ได้รับพัสดุใส่ม้วนคำภีร์เล็กๆ กับจดหมายจากคฤหาสน์ศิลป์

หญิงสาวคลี่ม้วนคัมภีร์ก่อนจะกวาดมองข้อเขียนอย่างผ่านๆ จดหมายนั้นสั้นและมีใจความดังนี้

"ในที่สุดเราก็พบที่ตั้งของซากวิหารโบราณอยู่ลึกเข้าไปในป่าดงดิบ คัมภีร์สองม้วนนี้คือคัดลอกอักขระบนกำแพงวิหาร อีกเรื่องที่จะบอกคือ ลูกน้องของฉันเห็นแบล็คเพิร์ลป้วนเปี้ยนอยู่ในป่าแถบนั้นด้วย - คริสตี้"

* ฟลอริน่าวางจดหมายลงก่อนจะทอดสายตาผ่านหน้าต่างเล็กๆ ในห้องทำงานออกไปครู่หนึ่ง แสงอาทิตย์อันอ่อนโยนส่องสว่างสดใส แต่ฟลอริน่าไม่ยอมถูกมันหลอกง่ายๆ เธอรู้ในทันใดว่าวันคืนอันแสนสุขจบสิ้นลงแล้ว หญิงสาวยกมือขึ้นปาดตา เริ่มมีก้อนแข็งขึ้นมาจุกคอของเธอเมื่อเธอนึกถึงท่าทางอ่อนล้า กับสีหน้าอิดโรยของเอลาซัลตอนที่เข้ามาในห้องนี้เป็นครั้งแรกแล้วสวมกอดเธอ เธอรู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในตอนนี้ และเธอก็รู้สึกเศร้าใจเหลือเกิน... *

ทว่าเธอไม่อาจร้องไห้ได้


Author's Comment: พระเจ้าช่วย...บทนี้น้ำตาลเยิ้มจนหวานจ๋อยเลยค่ะ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเรารู้แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ด้วยเหตุผลบางประการ นี่เป็นบทที่ถูกเปลี่ยนมากที่สุดสำหรับแฟนๆ ของเพิร์ลเลยค่ะ (ถึงจะมีแต่บทที่เอลาซัลกับอเล็กซานดร้าพูดเกี่ยวกับความฝันที่ถูกตัดไปก็เถอะ)

รูริ หรือรูลิ ดูเหมือนจะเป็นคำภาษาญี่ปุ่นของพลอยลาปิสลาซูลี่ หรือพลอยที่คล้ายกัน และยังเป็นชื่อของเอลาซัลในเกมภาคญี่ปุ่นด้วย

ส่วนเรื่องซาริสทิน ฉันรู้ว่าเขาเป็นเหมือนคนในอุดมคติ (ทั้งรูปงาม แข็งแกร่ง ฉลาด เข้าใจคนอื่น) ที่ตกลงจากฟ้ามาสู่อ้อมกอดของฟลอริน่าเหมือนเทพเจ้ากรีกที่จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างดีขึ้นสำหรับเธอ แต่หลังจากได้อ่านคำบรรยายลักษณะว่าเขาเป็นอัศวินมังกรผู้ยิ่งใหญ่ของมังกรแห่งปัญญา ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าฟลอริน่าควรจะได้คู่กับใครสักคนที่เป็นเหมือนคนในอุดมคติตอบแทนความเสียสละทั้งหมดของเธอ หวังว่าทุกๆ คนคงจะเห็นด้วยนะคะ

Translator's Comment: ตอนนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับตอนที่แล้วนะครับ คือบรรยากาศของเอลาซัลในภาคเพิร์ลจะหดหู่กว่า และภาคซานดร้าจะดูสดใส (และร้าย) กว่า (สงสารเพิร์ลเหมือนกันแฮะที่ไม่มีบทวันชื่นคืนสุขนานๆ เหมือนอเล็กซานดร้าเลย)



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 32 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 2 - ฟลูออไรท์ (เพิร์ล) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 114 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android