คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 20 : ภาคที่ 3 - เพิร์ล / บทที่ 5 - สีฟ้าโชติช่วง / ครึ่งหลัง - หลากความฝัน


     อัพเดท 26 ส.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 20 : ภาคที่ 3 - เพิร์ล / บทที่ 5 - สีฟ้าโชติช่วง / ครึ่งหลัง - หลากความฝัน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 118 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


PART III: PEARL
Chapter 5: Burning Blue
B: Dreams

ภาคที่ 3: เพิร์ล
บทที่ 5: สีฟ้าโชติช่วง
ครึ่งหลัง: หลากความฝัน


ความฝันของวีรบุรุษลุกโชนเป็นสีฟ้าโชติช่วง
ขณะที่ผู้คนหลับใหลชั่วนิจนิรันดร์

- Final Fantasy: Pray, The Wanderer of Time


ชายในชุดคลุมสีซีดนั่งอยู่ในยามสายัณห์สีน้ำเงินอันอบอ้าว ร่างผอมเกร็งโน้มลงเหนือกองเอกสารขณะที่นิ้วซึ่งผอมจนเห็นข้อกระดูกกำปากกาขนนกสีขาวตวัดเขียนลงบนแผ่นกระดาษสีนวลอย่างต่อเนื่อง ความมืดในที่นี้ถูกบรรเทาลงด้วยแสงเพียงสลัวจากเทียนไข ซึ่งไม่อาจส่องให้เห็นใบหน้าใต้หมวกคลุมของชายผู้นั้นมากไปกว่าเงามัวเลือนลางได้เลย

เงาสายหนึ่งเคลื่อนวูบพร้อมกับที่ความร้อนอบอ้าวทวีขึ้นเล็กน้อย แต่ชายคนนั้นดูจะไม่ใส่ใจ เขายังคงเขียนต่อไปก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำไม่ชวนฟัง

"รายงานมา"

ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากในเงามืด เป็นชายร่างผอมสูงไว้ผมยาวปรกบ่า จากเงาลางๆ ของกรอบร่างที่มีคันศรกับกระบอกใส่ลูกธนูบอกให้รู้ว่าเขาน่าจะเป็นนักธนู

"ยังไม่พบครับ" เขาตอบคำถามเรียบๆ ของชายผิวซีดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

ปฏิกริยาตอบรับของชายชุดขาวคือการหยุดเขียนไปครู่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นเขาก็จุ่มปลายปากกาลงในขวดหมึก แล้วเขียนต่อไปเหมือนกับไม่เห็นว่าคำตอบของนักธนูมีความสำคัญนัก

"ฉันเพิ่งไปเจอมันในเมืองเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง" เขาพูดด้วยเสียงราบเรียบตามเดิม "แกปล่อยให้มันหลุดไปได้ยังไง"

"มันไปแล้วครับ" นักธนูตอบด้วยเสียงเย็นพอกัน "จู่ๆ มันก็เก็บข้าวของออกไปจากเมืองโดยที่พวกเรานึกไม่ถึง เลยคลาดกันครับ"

"น่าเสียดาย" ชายชุดขาวเปรยขึ้นโดยไม่ยอมหยุดมือ "อย่างนี้ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปอีก หรือมันจะรู้ตัวว่าถูกเราจับตามองอยู่"

"ผมไม่ทราบครับ" นักธนูตอบ

ชายชุดขาวหยุดมือที่เขียนเรื่อยเปื่อยในที่สุด เขาโน้มกายลงน้อยๆ ก่อนจะเคาะปลายนิ้วผอมๆ ลงบนโต๊ะเป็นเชิงครุ่นคิด

"มันไม่น่าจะรู้จักฉันได้" เขาพูดอย่างไตร่ตรอง "นอกเสียจากมันจะเกี่ยวข้องกับซานดร้ามากกว่าที่ฉันคิด ดูจากท่าทางของมันหลังได้ยินชื่อซานดร้า...เหมือนกับว่ามันจะตกใจด้วยซ้ำที่ได้รู้เรื่องหล่อน"

นักธนูร่างสูงไม่พูดว่าอะไร ชายชุดขาวเลื่อนสายตามาจ้องตรงไปที่เขา

"จะยังไงต้องตามมันให้เจอให้ได้" เขากล่าว "แกที่ชำนาญทางในป่าน่าจะแกะรอยตามมันได้ดีที่สุด"

"ครับผม" นักธนูตอบเสียงเย็น "แต่เรื่องงานอื่นที่เรารับในตอนนี้ล่ะครับ"

ชายชุดขาวโบกมือผอมๆ ของตน

"ไม่จำเป็นหรอก" เขาตอบ "อะไรจะสำคัญกับฉันมากไปกว่าการตามหาซานดร้าล่ะ"

นักธนูเงียบไป ชายชุดขาวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอีกสักพักก่อนจะจุ่มหมึกอีกรอบ แล้วเขียนลงบนกระดาษต่อพร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงนุ่มเบา

"ฉันอยากให้แกสะกดรอยตามมันไปแล้วรายงานความเคลื่อนไหวของมันให้ครบถ้วนชัดเจน นี่อาจจะเป็นกุญแจช่วยให้ฉันได้ถือไพ่เหนือฟ็อกซ์กับซานดร้าของมันก็ได้"

น้ำเสียงทุ้มนุ่มเริ่มปรากฏแววเคืองแค้น

"นังแพศยาซานดร้าเคยร่วมมือฟ็อกซ์วางแผนหักหลังฉัน...ส่งฉันให้กับทางการ ฉันไม่มีวันลืมแผนชั่วของพวกมันสองคนหรอก ฉันจะหาพลอยแห่งจูมินั่นให้เจอก่อนซานดร้าให้ได้...ถ้ามันต้องการพลอยนั่นจริงตามที่ลือกัน เพื่อจะได้ล่อให้มันมาเอาคืนจากฉัน ฉันสังหรณ์ว่าไอ้หมอนั่นน่าจะเป็นกุญแจทำให้รู้เรื่องซานดร้ากับเป้าหมายของมันได้ดีที่สุด...บางทีอาจจะเรื่องผลึกจูมิด้วย แต่ตอนแรกเราต้องสืบเรื่องมันให้ได้มากกว่านี้ซะก่อน"

นักธนูค้อมคำนับ

"ผมจะทำตามคำสั่งของท่านครับสเน็ค" เขาตอบ "รอฟังข่าวดีได้เลยครับ"

พูดจบแล้วเขาก็หันกลับเดินจากไป

ชายผู้ถูกเรียกว่า 'สเน็ค' ยังคงเขียนหนังสือต่อไปพร้อมกับที่รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก

ลางสังหรณ์ของเขายากนักที่จะผิดพลาด และเขาก็รู้ว่าไม่ใช่ครั้งนี้ เมื่อพบชายที่ชื่อเอลาซัลแล้ว...เขาจะได้รู้ความจริงทั้งหมดแน่นอน


อากาศอบอ้าวยามสายัณห์ยังคงดำเนินต่อไปในยามราตรี และในนครอัญมณีแห่งเผ่าจูมิ บรรดาเพชรพลอยก็เรืองแสงอย่างประหลาด ส่งรัศมีเจิดจ้าที่ทำให้บรรยากาศรอบด้านดูพร่ามัวลงไปถนัดตา

แสงสีส้มเรืองจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กหลังหน้าต่างบานหนึ่งของหอคอยด้านใต้ในเขตพระราชวังหลวงบ่งบอกว่าเจ้าของห้องยังตื่นอยู่ หญิงร่างบางในเสื้อคลุมผ้าแพรมันสีขาวยังยืนอยู่ข้างหน้าต่างซึ่งขนาบข้างด้วยผ้าม่านโปร่งพลิ้วสะบัดน้อยๆ ตามกระแสลมอุ่นที่พัดผ่านเข้ามาเป็นระยะๆ

หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่เป็นเวลานานราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ท่ามกลางราตรีอันอบอ้าว และความงามของเพชรพลอยระยิบระยับที่ประดับระเบียงโค้งลดหลั่นลงไปหลายชั้นเบื้องล่าง ดูเหมือนเธอกำลังรอใครสักคนอยู่ และเวลารอบตัวเธอนั้นเล่าก็หยุดนิ่งเช่นเดียวกับร่างที่แทบไม่ไหวติง

ประตูเปิดออกช้าๆ อย่างเงียบเชียบ การรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว และเวลาในยามค่ำคืนนั้นก็ดำเนินต่อไปอีกครั้ง

หญิงสาวหันไปทางชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตู เธอสวมชุดนอนอยู่ แต่เขาสวมชุดเครื่องแบบเต็มยศเหมือนกับเพิ่งเลิกงานมาเมื่อยามดึกนี่เอง

"ได้ข่าวมั้ยคะ" หญิงสาวถาม

ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่ตอบไปครู่หนึ่ง เขาตรงเข้ามายืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวที่หน้าต่าง

"ผมคิดว่าคุณหลับไปแล้วเสียอีก" เขาพูดขึ้น "นี่เกือบตีสามแล้วนะ"

"ฉันรู้ค่ะ" เธอตอบ "ว่าแต่มีข่าวอะไรมั้ยคะรูเบ็นส์"

ชายหนุ่มทำท่าเหมือนจะถอนใจ แต่เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของอีกฝ่ายก็ตอบโดยไม่รอช้า

"เขาตายแล้วล่ะไดอาน่า...ถูกพวกนักล่าพลอยฆ่าตาย"

หญิงสาวนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง แต่แล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ ก็เราไม่ได้ข่าวจากเขามานานกว่าสัปดาห์" เธอพูดต่อหลังจากเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง "เสียสายลับอีกคนไปแล้ว...เราต้องเสี่ยงส่งคนไปตายไม่รู้กี่คน น่าเจ็บใจจริงๆ ที่ผู้หญิงคนเดียวหลอกพวกเราให้จนหนทางได้ถึงขนาดนี้"

"แต่อย่างน้อยพวกเด็กๆ ก็ยังปลอดภัยนะ" รูเบ็นส์เปรยขึ้นเบาๆ "สายอีกคนรายงานว่าไม่มีผลึกชีวิตที่เหมือนของทั้งสามคนถูกขายในตลาดมืดเลย"

ชายหนุ่มก้าวเข้ามาชิดหญิงสาวก่อนจะทาบมือลงบนไหล่ของเธอ หากอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่เบื้องหน้าเหมือนกับไม่ได้ฟังคำพูดก่อนหน้าของเขาเลย

"ไดอาน่า..." เขาเอ่ยอย่างอ่อนโยน "นั่งเถอะครับ คุณคงเพลียมาก"

หญิงสาวยักไหล่ ดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นท่าทางที่บอกความห่วงใยของเขานัก

"เพลีย...ฉันน่ะเหรอคะ" เธอเอ่ยแผ่วๆ "แล้วคุณที่โหมงานไม่หยุดหย่อนมาตั้งหลายวันอย่างนี้ล่ะคะ"

ชายหนุ่มไม่ตอบ ทว่าหญิงสาวก็ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม่ห่างจากบานหน้าต่างแต่โดยดี รูเบ็นส์เองก็เลื่อนเก้าอี้อีกตัวมานั่งใกล้ๆ เธอ

"อย่างน้อยคุณก็พูดถูก" เขาพูดขึ้นเมื่อเห็นไดอาน่าก้มลงมองมือที่ประสานกันบนตักอย่างเงียบๆ "ตั้งแต่เริ่มมีข่าวลือเรื่องซานดร้าสถานการณ์ก็ยิ่งรับมือยากขึ้น ผมว่าโชคดีแล้วที่ไม่มีข่าวเรื่องเด็กๆ เลย...แสดงว่าพวกเขายังปลอดภัยอยู่"

"ซานดร้า..." ไดอาน่าทวนชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงขมขื่น "นังผู้หญิงเจ้ามารยานั่น...ฉันสังหรณ์ใจเรื่องหล่อนมาตั้งแต่ต้นแล้วค่ะรูเบ็นส์ ฉันรู้ว่าหล่อนต้องคิดจะทำลายพวกเราแน่"

"ถ้างั้นคุณก็เชื่อข่าวลือพวกนั้นเหรอ" รูเบ็นส์ถามเบาๆ "ที่ว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังตามหาพลอยแห่งจูมิน่ะ ผมไม่เชื่อหรอกนะไดอาน่า นี่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ คงมีคนได้ยินว่าเธอเกี่ยวข้องกับเผ่าจูมิแล้วคิดไปเอง"

"ฉันไม่คิดว่าหล่อนจะไม่กล้าทำหรอกค่ะ" ไดอาน่าตอบเสียงเย็น "กล้าดีขนาดหลอกลวงพวกเราทุกคนได้ขนาดนั้น พิษร้ายที่หล่อนทิ้งไว้น่ะมากมายเกินกว่าความผิดของการละเมิดกฎจะชดใช้ได้อีกนะคะ"

สายตาของเธอยังจ้องตรงไปที่ความมืด ไม่เลื่อนมาทางรูเบ็นส์เลยแม้แต่น้อย หากรูเบ็นส์ก็สังเกตได้ว่าสายตานั้นดูจะแน่วแน่มากกว่าเลื่อนลอยเหมือนแต่ก่อน

"การที่หล่อนละเมิดกฎ..." ไดอาน่าพูดต่อ "ทำให้พวกเราทุกคนต้องเสื่อมเสีย...แต่ยังมีคนคิดว่าหล่อนเป็นคนกล้าที่น่าชื่นชมเข้า"

รูเบ็นส์ไม่ตอบว่าอะไร ไดอาน่าจึงพูดต่อไป

"แต่ถึงการละเมิดกฎของอเล็กซานไดรท์จะพอให้อภัยได้ เรายังต้องพิจารณาความผิดที่หล่อนลักพาองค์คลาริอุสไปในระหว่างเกิดโรคระบาดอีก นี่เป็นการกระทำที่มีเกียรติน่ายกย่องงั้นหรือคะ?...ไม่เลย มีแต่จะทำให้คนตายเพิ่มขึ้นกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำ...ทุกชีวิตที่ต้องเสียไปถือเป็นความผิดของอเล็กซานไดรท์ทั้งนั้น"

รูเบ็นส์ติงเบาๆ

"ก็จริง แต่เธอทำลงไปเพื่อช่วยองค์หญิงนะไดอาน่า"

หากไดอาน่ายังคงแย้งกลับอย่างไม่ลดละ

"ค่ะ...มีคนพูดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องพิจารณาความผิดของหล่อนในโทษฐานต่อไปนะคะรูเบ็นส์ ไม่ว่าซานดร้าจะตามหาพลอยแห่งจูมิจริงหรือเปล่า...ข่าวลือเรื่องเธอก็ทำให้พวกนักล่าพลอยลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง อัศวินหลายคนที่เราส่งไปสอดแนมก็ต้องตายด้วยน้ำมือพวกนั้น รูเบ็นส์คะ การตายของพวกเขาเป็นความผิดของซานดร้าพอๆ กับที่หล่อนฆ่าพวกเขาด้วยมือตัวเองนั่นแหละ"

หญิงสาวนิ่งเงียบครุ่นคิดไปอีกพักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงแข็งกร้าว

"เพราะอย่างนี้แหละค่ะรูเบ็นส์ การกระทำของอเล็กซานไดรท์มีแต่จะทำให้มีคนตายมากขึ้น...แล้วก็ยิ่งให้อภัยไม่ได้มากไปกว่าเดิมอีก ฉัน...ฉันไม่มีวันให้อภัยหล่อนหรอกค่ะ! ฉันจะโทษหล่อน...โทษหล่อนที่ทำทุกอย่างลงไป...ไม่ว่าหล่อนจะตั้งใจให้ผลออกมาเป็นอย่างนี้หรือไม่ก็ตาม!"

เธอนิ่งอึ้งไปหลังจากขึ้นเสียงด้วยแรงอารมณ์ รูเบ็นส์เองก็ไม่พูดว่าอะไร หลังจากเงียบไปพักหนึ่งไดอาน่าจึงพูดต่อไป

"แล้วที่หล่อนอ้างว่ารักองค์หญิงถึงได้ลักพาพระองค์ไปเพื่อช่วยชีวิตพระองค์ไว้ ฉันก็รับความรักผิดรูประหว่างผู้หญิงด้วยกันอย่างนี้ไม่ได้เหมือนกัน มันยิ่งทำให้อเล็กซานไดรท์ดูชั่วช้า...วิปริตผิดคนที่มีสามัญสำนึกไปกว่าเดิมอย่างที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะเข้าใจได้เลย"

รูเบ็นส์ขัดไดอาน่าในที่สุด

"เธอรักเอลาซัลไม่ใช่งั้นเหรอ" เขาถาม "ผมเห็นสองคนนั้นสนิทกันจะตายไป ไม่ใช่ว่า..."

ไดอาน่าโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ

"อาจจะใช่ค่ะ" เธอตอบโดยไม่สนใจนัก "แต่ถึงคนอื่นๆ จะเรียกความรู้สึกนั้นว่าความรัก ฉันกลับเห็นว่าเอลาซัลเป็นเหยื่อเสียมากกว่า หล่อนไม่เคยแสดงความปรารถนาดีต่อเขาเลยนะคะ จริงอยู่ว่าหล่อนอาจจะสนใจเขา...แต่ฉันไม่คิดว่านั่นเป็นความรัก ฉันเห็นว่าหล่อนไม่ได้รักเอลาซัลมากไปกว่าที่เขารักแบล็คเพิร์ลเลย ความรักที่แท้จริงที่หล่อนมีอยู่ก็มีให้แค่องค์หญิงฟลอริน่าเท่านั้น

"ทางเอลาซัล..." ไดอาน่าพูดต่อ "ไม่ต้องสงสัยว่าเขาเองก็สนใจอเล็กซานดร้าอยู่...แต่นั่นก็ไม่ใช่ความรัก ทั้งสองคนผูกพันกันโดยที่หล่อนมีอำนาจเหนือเขา เพราะทั้งสองคนมีเป้าหมายร่วมกัน...มีนิสัยคล้ายกัน สำหรับเอลาซัล...อเล็กซานไดรท์มีความต้องการจะต่อต้านเมืองนี้เหมือนกับเขา จะเรียกว่าเขาปั้นหล่อนขึ้นมาเพื่อให้หล่อนทำให้ความปรารถนาลึกๆ ของเขาเป็นจริงก็ได้ เพราะอย่างนี้เขาถึงได้ฝึกหล่อนให้เป็นอัศวินที่เก่งที่สุดในยุครองจากเขา เพราะเขารู้สึกว่าทั้งสองมีจิตวิญญาณของการต่อต้าน...ของการทำลายล้างเหมือนกัน

"แต่ก็ยังมีข้อหนึ่งที่แน่ๆ" ไดอาน่าพูดหลังจากเงียบไปอีกครู่ "ว่าอย่างน้อยใครคนหนึ่งในสองคนนั้นเคยคิดไปเองว่าตัวรักอีกคนหนึ่ง...อย่างน้อยก็สักพัก ไม่ว่าจะเป็นใครฉันไม่สนหรอกค่ะ แต่ฉันสงสารเอลาซัลที่ต้องทนอเล็กซานดร้ามาตลอด สิ่งที่หล่อนทำกับเขาไม่ใช่ความรักหรอกค่ะ"

"แต่ความรักก็มีหลายรูปแบบนะ" รูเบ็นส์เสนอ

"เป็นไปได้ค่ะ" ไดอาน่าตอบ "แต่ก็นั่นแหละ ฉันว่าพ่อของเอลาซัลเป็นคนที่ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะอดทนการถูกคนใกล้ชิดทำร้าย...บางทีอาจจะสอนให้ทนรับมันก็ได้"

รูเบ็นส์พูดอย่างอ่อนใจ

"เอลาซัลไม่เหมือนพ่อหรอกนะไดอาน่า พ่อของเขาเป็นอัศวินเต็มตัว...แต่ก็เป็นคนที่แข็งกร้าวมาก ผมว่าเขาเหมือนแม่มากกว่า"

"ถ้าด้านหน้าตาก็ใช่ค่ะ" ไดอาน่าตอบ "สีผมกับสีตาถอดจากแม่มาไม่มีผิด แล้วเขาก็หน้าตาดีกว่าพ่อเสียอีก แต่ฉันคิดว่านิสัยเขาเหมือนพ่อ...เก็บตัวเหมือนกัน รั้นเหมือนกัน โมโหง่ายเหมือนกัน

"จริงอยู่ว่า" หญิงสาวพูดต่อหลังจากครุ่นคิดอีกครู่หนึ่ง "เขาอาจจะมอบความรักให้ใครอย่างลึกซึ้งได้มากกว่าพ่อ แต่เพราะความทรงจำถึงแม่ในอดีตแหละค่ะที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้...ทำให้เขาควบคุมความแข็งกระด้างในตัวที่ได้รับมาได้ ฉันเคยได้ยินเขาพูดถึงแม่ด้วยความรัก...แต่เวลาพูดถึงพ่อจะรู้สึกได้ว่าเขาเกลียดพ่อด้วยซ้ำ ฉันเข้าใจเหตุผลข้อนี้นะคะ แต่ฉันก็ยังคิดว่าพ่อมีอิทธิพลกับเขามากกว่า เขาเองก็คงยอมรับข้อนี้เหมือนกัน

"ส่วนอเล็กซานดร้านั่น..." ไดอาน่าเสริมด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเกลียดชัง "ก็ถอดแบบมาจากพ่อไม่มีผิด ถึงหน้าตาจะไม่เหมือนกัน แต่นิสัยของหล่อนทั้งดื้อด้าน ทั้งขี้ขโมยพอกัน เราไม่น่าจะปล่อยให้ 'อเล็กซ์' ลูกของคนแปลกแยกนั่นได้เป็นอัศวินเลย แต่น่าเสียดายที่พวกเราในตอนนั้นต้องการกำลังคนเป็นอย่างมาก จนยอมผ่อนปรนระเบียบเกินไป แล้วก็ไม่นึกเลยด้วยว่าหล่อนจะหลอกพวกเราทั้งหมดได้ แบล็คเพิร์ลเองก็ประกาศว่าอนุญาตให้ลูกๆ ของคนแปลกแยกกลับเข้าอาณาจักรได้ ไม่ว่าพ่อของพวกนั้นจะทำความผิดอะไรไว้ก็ตาม

"น่าแปลกนะคะ..." หญิงสาวพูดต่อหลังจากครุ่นคิดอีกครู่หนึ่ง "ฉันมักจะคิดว่าพระเดชในความคิดของแบล็คเพิร์ลแปลกเสมอ ถึงจะใช้อำนาจบังคับอย่างรุนแรงแข็งกร้าว...แต่ก็ยังมีพระคุณแฝงอยู่ไม่น้อย อย่างเช่น ข้อที่ว่าลูกไม่ควรจะรับความผิดที่พ่อทำไว้ แต่เพราะพระคุณนี้แหละค่ะ...เธอถึงได้..."

รูเบ็นสรู้สึกว่าไดอาน่าออกจะพูดประชดถากถางมากกว่าปกติในตอนนี้ และเขาก็ไม่ชอบด้านนี้ของเธอเลย ชายหนุ่มจึงเอนกายมาด้านหน้าก่อนจะวางมือลงบนมือที่หญิงสาวประสานกัน แล้วลูบมือเย็นๆ คู่เล็กเบาๆ ราวกับจะปลอบโยน

"พักเรื่องอเล็กซานดร้าหน่อยเถอะครับ" เขาพูดอย่างนุ่มนวล "ส่วนเรื่องเอลาซัล...ถ้าเขามีความเหมือนพ่ออยู่ในตัวแต่ไม่แสดงออกมาล่ะก็ ผมต้องยอมรับเลยว่าน่าชื่นชมมากที่เขาสามารถเอาชนะข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดในตัวได้"

ไดอาน่าเงยหน้าขึ้นมองเขาในที่สุดหลังจากได้ยินคำเปรยเบาๆ ก่อนจะยิ้มออกมาโดยไม่คาดฝัน

"ขอโทษนะคะ" เธอเอ่ย "นี่ฉันทำให้คุณไม่สบายใจมากใช่มั้ยคะที่รัก"

รูเบ็นส์ยิ้มตอบ บุคลิกอันอบอุ่นอ่อนโยนของเขาราวกับกระแสน้ำที่ไหลชะโลมจิตวิญญาณอันแห้งผากของไดอาน่า ช่วยปลอบโยนและให้ความอบอุ่นกับใจอันเย็นชาและว่างเปล่าของเธอ หญิงสาวที่ยังแปลกใจกับกระทั่งตนเองที่ชิงชังอเล็กซานดร้าได้เพียงนี้...อย่างที่เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกลียดใครได้

ทว่ารูเบ็นส์ยังคงให้อภัยข้อนั้น และช่วยเจือจางพิษร้ายในใจเธอลงได้

นี่เราจะอยู่อย่างนี้ได้ยังไง...หญิงสาวคิด ถ้าต้องเสียรูเบ็นส์ไปก็เท่ากับเราจะเสียส่วนดีของตัวเองไปด้วย เราไม่อยากรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น...

และเธอก็สงสัยขึ้นมาเหมือนกับที่สงสัยอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมเธอถึงได้เกลียดอเล็กซานไดรท์มากถึงเพียงนั้น

เพราะว่าหล่อนทำให้เรารู้สึกผิดที่ทำกับองค์หญิงฟลอริน่า...เพราะการกระทำของหล่อนทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีความผิดพอๆ กับหล่อนงั้นเหรอ

ที่ข้างๆ เธอนั้นรูเบ็นส์พูดขึ้น

"ผมเกรงว่าคืนนี้เราคงไม่มีเวลาคุยสัพเพเหระกันมากนะไดอาน่า" เขาเปรยด้วยเสียงแห้งๆ "สมาชิกสภาหลายคนยื่นข้อเสนอให้ผมมาปรึกษากับคุณ"

ไดอาน่ายืดหลังตรงนิ่งไปในทันที

"เรื่องอะไรเหรอคะ" เธอถามอย่างเยือกเย็นเป็นพิธีรีตองอีกครั้ง "ฉันได้ยินพวกเขาปรึกษาอะไรกันโดยที่ตัวเองไม่รู้มานานแล้ว พูดมาเถอะค่ะ แล้วฉันจะรีบพิจารณา"

รูเบ็นส์มองในขณะที่เธอนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น สายตามองตรงไปที่ความมืดเหมือนกับรูปสลักหินอ่อนสีขาวที่แข็งแกร่งไม่แปรเปลี่ยน พอเห็นกริยานี้แล้วเขาก็รู้ว่าทางสภาคงไม่มีทางเกลี้ยกล่อมไดอาน่าได้แน่

เขาเลยต้องเป็นคนหาทางสายกลางที่จะประนีประนอมทั้งสองฝ่ายให้ได้เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งขั้นแตกหักขึ้นมา

ชายหนุ่มพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่บังคับให้เรียบเป็นกลาง

"ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยเต็มที่กับข้อเสนอนี้ แต่จะยังไงก็ต้องปรึกษากันก่อนนะครับไดอาน่า เรื่องชาวจูมิที่ป่วยน่ะครับ โรคระบาดอาจจะดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ แต่สมาชิกสภาก็ตั้งประเด็นว่า เมื่อก่อนก็มีช่วงที่โรคค่อยๆ ซาลงก่อนจะกลับระบาดรุนแรงขึ้นอีก พวกเขาอยากจะหาผู้ใช้น้ำตาเยียวยาได้เพิ่มก่อนหน้าโรคผลึกจางจะกลับมาอีกครับ"

"เราทำการค้นหาอย่างละเอียดแล้วนี่คะ" ไดอาน่าตอบเสียงแข็ง "ไม่มีผู้ใช้น้ำตาเยียวยาคนไหนที่มีอำนาจมากเท่าองค์หญิงฟลอริน่าอีกแล้ว ถึงแซฟไฟร์จะอยู่กับพวกเราก็ยังไม่มีพลังเทียบเท่าองค์หญิงอยู่ดี พระองค์ทรงเป็นผู้ใช้น้ำตาเยียวยาที่มีอำนาจจริงๆ เป็นคนสุดท้ายแล้ว"

รูเบ็นส์เอ่ยเบาๆ

"ถ้านับคนที่ยังเด็กอยู่ล่ะไดอาน่า"

ร่างของหญิงสาวยิ่งดูแข็งเกร็งไปอีก

"ไม่ค่ะ" เธอตอบ "ฉันไม่รับฟังข้อเสนอนี้หรอกค่ะรูเบ็นส์"

"เราต้องหาทางสายกลางผ่อนปรนไปก่อนนะครับไดอาน่า" รูเบ็นส์พูดเบาๆ "อย่างที่สมาชิกสภาบางท่านเสนอมาว่าควรจะใช้เด็กที่มีอำนาจเยียวยาเสริม แต่ก็ในระดับที่จำกัดโดยไม่คัดเลือกใครขึ้นมาเป็นองค์คลาริอุส แม้จะมีคนที่มีอำนาจแรงกล้าพอสำหรับตำแหน่งนั้น หากทุกคนร่วมมือกันคนละเล็กละน้อยก็คงลดจำนวนผู้ป่วยลงได้"

"นี่แค่เริ่มต้นนะคะ" ไดอาน่าตอบ "แต่มันจะจบลงยังไงล่ะคะรูเบ็นส์ ถ้าฉันอนุมัติให้สภาทำอย่างนั้น คราวหน้าพวกเขาอาจจะยิ่งเสนออะไรที่ร้ายแรงกว่าเดิมก็ได้...อย่างเช่นบังคับให้พวกเด็กๆ ใช้น้ำตาเยียวยามากขึ้น แล้วฉันจะทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะคะถ้าไม่รู้ว่าจะเกิดผลอะไรกับเด็กๆ พวกนั้นในอนาคต ถ้าอายุของพวกเขาสั้นลง หรือพวกเขามีลูกไม่ได้ล่ะคะ มันยิ่งจะส่งผลร้ายในระยะยาวมากกว่าปล่อยให้พวกผู้ป่วยตายอีกนะคะ"

รูเบ็นส์ไม่พูดว่าอะไรไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างแผ่วเบา

"ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับคุณนะไดอาน่า แต่คุณคงต้องเตรียมตัวรับเรื่องที่ทางสภาจะพูด..."

"โดยไม่มีแบล็คเพิร์ลคอยช่วยสินะคะ" ไดอาน่าพูดพร้อมกับยิ้มขื่นๆ

รูเบ็นส์ไม่ตอบคำพูดนั้น หากแต่เฝ้ามองร่างสีขาวท่ามกลางราตรีสีน้ำเงิน มีผ้าม่านโปร่งพัดพลิ้วอยู่รอบกายในสายลมอ่อนราวกับปีกบางใส หญิงสาวยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลง

"ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอำนาจของตัวเองมีแบล็คเพิร์ลคอยค้ำจุนอยู่มากแค่ไหน" เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนกว่าปกติ "พอเธอหายไปทั้งสภาก็ปั่นป่วนไปหมด พวกเขาหาว่าอเล็กซานไดรท์กับลาปิสลาซูลี่...ไม่รู้ว่าใครคนไหนหรือทั้งสองคนร่วมมือกัน...ฆ่าแบล็คเพิร์ลได้ พวกสมาชิกสภาก็กล้าดีขนาดวิพากษ์วิจารณ์ฉัน แต่คอยดูเถอะ...เมื่อเธอกลับมาความสงบเรียบร้อยก็จะกลับมาสู่อาณาจักรอีกครั้งแน่ๆ"

รูเบ็นส์ที่คอยเฝ้ามองเธออยู่ได้แต่นึกด้วยความเศร้าใจ เพราะเขาเป็นคนที่ปล่อยให้เอลาซัลหนีไป

ชายหนุ่มไม่เชื่อว่าอเล็กซานดร้าตัวคนเดียวจะทำร้ายแบล็คเพิร์ลได้...แต่ถ้าร่วมมือกับลาปิสลาซูลี่ล่ะก็...

ไม่มีทาง เอลาซัลไม่มีวันปล่อยให้อเล็กซานดร้าฆ่าแบล็คเพิร์ลเป็นอันขาด...เขาคิดในทันใด

ใช่แล้ว เขาไม่เสียใจเลยที่ช่วยปล่อยเอลาซัลไม่ให้พบกับบทลงโทษที่รุนแรงที่สุด แต่แม้กระนั้นแบล็คเพิร์ลก็ยังไม่กลับมาเลย และหากการกระทำของเขาทำให้เกิดผลอย่างที่ไม่ได้คาดคิดเช่นนี้...เขาเองต้องเป็นคนแก้

และชายหนุ่มก็รู้ดีว่าเขาต้องแก้อย่างไร

"ไดอาน่า..." เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ "ผมจะออกจากเมืองไปตามหาแบล็คเพิร์ลเอง"

ไดอาน่าเงยหน้าขึ้นจ้องรูเบ็นส์เขม็งในทันใด

"มันอันตรายนะคะรูเบ็นส์" เธอรีบแย้งทันควัน "คุณไม่คิดเหรอว่า..."

"ผมรับมือกับอันตรายได้" ชายหนุ่มขัด "ลืมไปแล้วเหรอไดอาน่า ว่าผมก็เป็นอัศวินที่มีฝีมือพอตัวเหมือนกัน"

ในเมื่อหญิงสาวไม่ตอบเขาก็พูดต่อไป

"เราส่งพวกอัศวินหนุ่มที่มีฝีมือระดับต้นๆ ไปแล้ว แต่พวกนั้นยังถูกฆ่าตายหมด เราจำเป็นต้องหาคนที่มีอายุมากกว่า...แล้วก็รู้เรื่องโลกภายนอกมากกว่านี้ ผมรู้จักโลกมนุษย์นะไดอาน่า ผมรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แล้วผมก็ป้องกันตัวเองได้ คุณคิดว่าผมจะไม่รอดเชียวหรือในเมื่ออัศวินลาปิสลาซูลี่ที่อายุน้อยกว่ายังเอาตัวรอดได้ ไดอาน่า คนเดียวที่จะฆ่าผมได้..." เขาเสริมด้วยเสียงแห้งๆ "...ก็มีแต่แบล็คเพิร์ลเท่านั้น"

ไดอาน่าโคลงศีรษะก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามือของรูเบ็นส์บีบไว้แน่น

เธอรู้ ว่าเขาทำเพราะเขารู้ว่าเธอจำเป็นต้องมีแบล็คเพิร์ลช่วยในการปกครองอาณาจักร

เขาทำอย่างนี้เพื่อช่วยให้เราได้คืนอำนาจ...ทำเพื่อตัวเรา...เพื่อเราคนเดียวเท่านั้น

และอีกความคิดหนึ่งก็ย้อนกลับมาสู่ไดอาน่าอีกครั้ง...

หากเกิดอะไรขึ้นกับรูเบ็นส์...เธอรู้ดีว่านั่นจะเป็นผลของความทะเยอทะยานต้องการอำนาจของเธอ เขายอมให้เธอใช้เขาเพื่อจุดประสงค์ของเธอ...เพราะเขารักเธอ

และหญิงสาวก็รู้ว่าหากเธอออกปากรั้งรูเบ็นส์เพียงคำเดียว...หากเธอขอร้องให้เขาอยู่เป็นกำลังใจให้เธอ แทนที่จะส่งเขาไปทำหน้าที่นี้ ชายหนุ่มต้องยินยอมแน่

ทว่าไดอาน่าก็ยังรู้ว่ารูเบ็นส์เป็นคนเดียวเท่านั้นที่จะทำสำเร็จ เขาต้องพบและพาแบล็คเพิร์ลกลับเมืองได้ และทำให้หญิงสาวกลับมามีอำนาจดังเดิม

ดังนั้น ไดอาน่าจึงได้แต่กุมมือของรูเบ็นส์ไว้แน่น...ซึมซับความอบอุ่นและความเข้มแข็งจากมือนั้นอย่างเงียบๆ...

โดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น...


บรรยากาศของราตรีสีน้ำเงินราวกับจะไหวระริกด้วยคลื่นร้อนผะผ่าว ขณะที่อีกเพียงชั่วยามเดียวก็จะถึงรุ่งเช้า

ทั้งที่อ่อนเพลียเกินจะตื่นไหว เอลาซัลกลับบังคับตนเองให้หลับไม่ลงเลย หลังจากออกเวรเฝ้าโรงแรมยามดึกแล้วเขากลับมาที่ห้องพัก ทิ้งร่างลงบนเตียงแล้วปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเรื่อยๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยเงาสีน้ำเงิน และรูปร่างเลือนลางขยับไหวราวภาพลวงตา

ภาพสะท้อนปรากฏห้วงคำนึง ภาพที่คอยรังควานให้เขาเป็นกังวลมาตลอดตั้งแต่ได้ยินชื่อซานดร้าเมื่อกว่าสัปดาห์มาแล้ว

ตามที่ชายหนุ่มบอกแซฟไฟร์...เรื่องที่ว่าหญิงสาวยังมีชีวิตอยู่ทำให้เขาตกใจอยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะเงื่อนงำการตายอันลึกลับของเธอ สิ่งที่รู้ทำให้เอลาซัลต้องกลับมาหวนคิดเรื่องที่เขาเคยนึกเหมือนกับฝันไปเมื่อหลายเดือนก่อน ความหวังที่เขายึดมั่นซึ่งกลับกลายเป็นความสิ้นหวังเมื่อเวลาผ่านไป...ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

แม้กระนั้นการได้ยินชื่อซานดร้าก็ทำให้เขารู้สึกตกใจพอกัน ชื่อนั้นทำให้ความสงบสุขที่เขาได้พบสลายหายไป...รวมทั้งความฝันลมๆ แล้งๆ ที่เขาเฝ้าฝันอยู่ตลอดสี่เดือนตอนที่คิดว่าเธอตายไปแล้วด้วย เพราะความเป็นจริงที่ได้รับรู้ทำลายภาพลวงตาเลือนลางที่เขาสร้างภาพให้เธอไปหมด

เมื่อเอลาซัลคิดว่าอเล็กซ์ตายไปแล้ว...เขาก็นึกถึงแต่ด้านดีๆ ของเธอตลอด เวลาที่ผ่านไปช่วยชำระล้างภาพพจน์ของเธอและลบเลือนความผิดทั้งหมดที่เธอกระทำไปจนสิ้น

แต่ตอนนี้เมื่อรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่...ความเป็นจริงอันเย็นชาก็ย้อนกลับมาสัมผัสเขาอีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกระวนกระวายไม่สบายใจเอาเสียเลย เขารู้ว่าซานดร้าต้องรู้ว่าเขาอาศัยอยู่ในเมืองนั้นตามคำบอกเล่าของคนในเมือง และในเมื่อรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่เธอก็ควรจะมาหาเขา ซึ่งก็คงตามหาได้ไม่ยากนัก และชายหนุ่มก็รู้สึกทั้งสิ้นหวังและเจ็บใจ...สิ้นหวังกับความหวังที่ว่าหญิงสาวอาจกำลังตามหาเขาอยู่ที่อื่นจึงได้ไม่เจอกัน และยิ่งเจ็บใจที่เธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนแต่ยังจงใจหลบหน้าเขาแบบนี้

ที่เลวร้ายไปกว่านั้น...คือเมื่อเขาขบคิดว่าเหตุใดเธอถึงได้ไม่ยอมกลับมาพบเขาเช่นนี้...ความที่รู้จักนิสัยของเธอดีทำให้เขาได้คำตอบในที่สุด

นี่เธอวางแผนจะทำอะไรอีกล่ะอเล็กซ์...เขาคิด ทำไมถึงไม่ยอมให้ฉันรู้ ทำไมเธอถึงไม่เคยเชื่อใจฉัน...ไม่เคยให้ฉันช่วยเธอเลย...ทั้งคราวช่วงองค์หญิงก็เหมือนกัน

แล้วสิ่งที่เธอกำลังจะทำมันเลวร้ายนักหรือ...เลวร้ายจนเธอกลัวว่าฉันจะขัดขวาง

อเล็กซ์...นี่ฉันไม่มีความสำคัญกับเธอเลยใช่มั้ย เธอถึงได้ทำให้ฉันทนปวดใจคิดว่าเธอตายไปแล้วแบบนี้

นี่เธอวางแผนอะไรอยู่กันแน่...อเล็กซานดร้า

เมื่อคิดว่าอเล็กซานดร้าตายไปแล้ว เอลาซัลก็นึกฝันเรื่อยเปื่อยไป...ว่าเขารักเธอจริงๆ กระนั้นหรือ แต่เมื่อรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาก็รู้สึกว่าบางทีความสัมพันธ์ของทั้งสองคนอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่นิสัยที่ต่างกันเกินไปแบ่งแยกทั้งสองไม่ให้ยอมรับว่าต่างรู้สึกอย่างไรกับอีกฝ่ายเลย ช่องว่างเก่าๆ นั้นยังคงอยู่เช่นแต่ก่อน และทำให้ความทรงจำดีๆ ที่เขามีกับอเล็กซานดร้ายิ่งแตกร้าว ราวกับตื่นจากฝันดีเพื่อมาพบความจริงอันเลวร้าย

ไม่ใช่เนื้อคู่...ชายหนุ่มนึก แต่เป็นปรปักษ์ที่คอยจะแล่เนื้อเถือหนังอีกฝ่าย...คอยฉุดรั้งอีกฝ่ายไปอีกทาง...หลบหน้ากัน...พยายามจะชิงอำนาจเหนือกันเหมือนสายใยสัมพันธ์ที่ถูกขึงจนตึงเจียนขาด...แต่ก็ยังไม่ยอมขาดเสียมากกว่า

และเขาก็รู้สึกว่าที่เลวร้ายที่สุดคือ...ความโหยหาเช่นหลายเดือนก่อนที่เขาเฝ้าฝันยังคงไม่จางหายไปเพราะความจริงอันขมขื่นนี้เลย มันยิ่งทำให้เขาเกิดความรู้สึกเกลียดเธอ...มากพอๆ กับที่อยากพบเธออีกครั้ง

ความจริงนี้ยิ่งฟ้องเอลาซัลชัดว่า...ความรู้สึกนั้นเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่ทำให้เขารักแบล็คเพิร์ล และชายหนุ่มก็นึกกับตนว่าทำไมถึงต้องเป็นเช่นนี้ ทำไมเขาถึงต้องมีนิสัยรักและโหยหาคนที่เขาไม่มีทางครองคู่ด้วยได้เล่า

คืนนี้ก็เหมือนเช่นทุกๆ คืนที่เอลาซัลยังคงนอนไม่หลับ...เฝ้าทรมานกับความคิดที่วนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น...กับความรู้สึกต่างๆ นานาที่คอยขัดแย้งกันอยู่เช่นนี้

เมื่อรู้สึกเหนื่อยใจกับความคิดซ้ำซาก...ชายหนุ่มจึงได้ลุกจากเตียงออกเดินไปตามทางเดินในโรงแรมเพื่อหาที่ไหนสักแห่งที่เขาจะทำให้ตนเองรู้สึกสดชื่นขึ้นและลบล้างความคิดนั้นออกไปได้

เขาเดินไปภายในเงามืดสลัวช้าๆ ราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์...เดินไปโดยไร้จุดหมายใดๆ ทั้งสิ้น

เหมือนเวลาจะผ่านไปเป็นนานกว่าเขาจะรู้สึกตัวว่าทางเดินข้างหน้าเหมือนจะเหยียดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด...รู้สึกตัวว่าเขาไม่ได้อยู่ภายในโรงแรม แต่เป็นภายในโลกสีน้ำเงินที่เลือนลางอย่างประหลาดด้วยหมอกมัว ชายหนุ่มเข้ามาอยู่ในปราสาทอันกว้างใหญ่...ซึ่งทางเดินแคบยาวไหวพร่าราวกับอยู่ในกระแสน้ำ

เขารู้ว่าเขาต้องตามหาใครสักคน...แม้จะไม่รู้ว่าใคร...หรือทำไมก็ตาม

เขาค่อยๆ สังเกตเงาร่างเลือนลางของผู้คนที่เดินผ่านเขาไปตามทางเดิน เงาร่างเหล่านั้นดูราวกับสายหมอกไม่อาจมองเห็นรูปร่างหน้าตา มีพลอยส่องประกายอยู่ที่ทรวงอก พลอยอันเจิดจ้าเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่แจ่มชัดในบรรยากาศพร่าเลือนรอบด้าน

เอลาซัลรู้ว่าพวกเขาคือชาวจูมิ...และรู้สึกคุ้นๆ เหมือนกับเขาเคยฝันอย่างนี้มาก่อน

ชายหนุ่มเดินผ่านห้องสมุดใหญ่...และก็ได้เห็นสิ่งที่เหมือนคาดไว้ว่าจะเห็น...คือเงาร่างหนึ่งที่นั่งอยู่ที่นั่นดูจะแจ่มชัดกว่าร่างอื่นๆ เล็กน้อย

เขารู้ว่านั่นคือสโนว์ และเขาก็ยังรู้...ถึงจะไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไร...ว่าสาเหตุที่ร่างของสโนว์ดูชัดเจนแทนที่จะเป็นเงามัวลางๆ เป็นพราะเขาอยู่ใกล้ความตายมากกว่าคนอื่นๆ...เพราะโรคที่คอยรุมเร้า กับผลึกชีวิตที่มีตำหนิ...

ชายหนุ่มยังคงเดินต่อไปผ่านประตูออกนอกปราสาท...เฝ้าตามหาสิ่งที่เขาไม่รู้ และเมื่อมาถึงอุทยานเขาก็เห็นแซฟไฟร์ยืนอยู่ในสายหมอกสีน้ำเงิน...เหมือนกับที่คิดไว้แล้วว่าจะเห็น ร่างของเธอนั้นแจ่มชัดเจนหากแสงจากผลึกชีวิตที่มีตำหนิกลับสลัวลาง เด็กสาวยืนพิงราวระเบียงทอดสายตาเลื่อนลอยไปในความว่างเปล่า และเขาก็ตั้งใจจะเดินผ่านเธอไปอย่างเงียบๆ ด้วยนึกได้ว่าเธอตอบอะไรเขาไม่ได้แม้เขาจะพูดกับเธอก็ตาม

แม้กระนั้นชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเธอ...และประหลาดใจที่พบว่าดวงตาของอีกฝ่ายจ้องตรงมาเหมือนกับเห็นเขา ทว่าเด็กสาวก็ไม่เอ่ยปากแม้สีหน้าของเธอจะดูเศร้าหมองลง และเขาก็เดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไร เพราะรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่เขาตามหาอยู่

เมื่อชายหนุ่มยิ่งเดินลึกเข้าไปในสวนวงกต...สังหรณ์ถึงสิ่งที่เขากำลังตามหาอยู่นั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เขาเลี้ยวที่มุมหนึ่ง...และอีกมุมหนึ่งจนกระทั่งมาถึงใจกลางสวน ใกล้กับน้ำพุที่น้ำใสเป็นประกายท่ามกลางหมอกสีน้ำเงินราวกับละอองน้ำค้างเล็กๆ

ทว่าบริเวณนั้นว่างเปล่า...ร่างอันงดงามเจิดจ้าด้วยเปลวเพลิงแห่งเทพยดาไม่ได้ปรากฏที่นั่น

แต่เอลาซัลก็คุกเข่าลงพร้อมกับก้มศีรษะอย่างต่ำที่สุด เขารู้สึกเหมือนกับกำลังทำอะไรบางอย่างที่เขาเคยทำมาก่อนแม้จะนึกไม่ออก

ทว่าไม่มีสิ่งใดตอบกลับ ชายหนุ่มยังคุกเข่านิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นนานโดยไม่รู้จะทำอะไร...บอกไม่ได้ว่านานเท่าใด

และแล้วเสียงเสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้น ปลุกเอลาซัลจากห้วงภวังค์อีกครั้ง

"หลงทาง..." เสียงนั้นพูดแผ่วๆ "สาบสูญ...สูญสิ้น..."

เอลาซัลเงยหน้าขึ้นเห็นร่างสีขาวเลือนลางของเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ขอบน้ำพุ และเขาก็รู้สึกคุ้นเคยในทันใดเหมือนกับเคยพบเธอมาก่อน

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเข้าไปใกล้เธอ แม้กรอบร่างนั้นจะพร่าเลือน...แต่เมื่อเห็นเส้นผมหยักศกสลวยที่ปรกหลังไหล่เขาก็จำเธอได้...และรู้ว่าเธอเป็นใคร

"ทำไมเธอถึงหลงทางล่ะ" เขาถามเบาๆ พร้อมกับนั่งลงข้างๆ "บอกฉันมาสิว่าทำไม"

เด็กสาวนั่งก้มหน้านิ่งก่อนจะตอบคำถามของเขาด้วยน้ำเสียงที่ฟังอ้างว้างและโศกเศร้าอย่างประหลาด

"ข้าบอกไม่ได้..."

"บอกหน่อยเถอะ" เอลาซัลพูดพลางพยายามจะมองใบหน้าที่ก้มลงของเธอให้ชัดขึ้น "พูดกับฉันหน่อยสิ ให้ฉันช่วยเธอเถอะนะ"

ทว่าเด็กสาวเพียงแต่สั่นศีรษะ

"ไม่ได้..." เธอเอ่ย "ข้าพลาดไปแล้ว...เจ้าจะพลาดไปไม่ได้ เจ้าต้องทำตามที่ได้รับบัญชา เลื่อนห้วงคำนึงสู่ห้วงสวรรค์ ลืมเลือนพิภพแลสรรพชีวิตให้หมดสิ้น ข้าทำไม่ได้...ข้าลืมบัญชาแห่งสวรรค์ไป แต่เจ้าจะลืมไม่ได้เป็นเด็ดขาด"

"ถ้าอย่างนั้น...เธอก็คือผู้นำสารที่ผิดพลาดงั้นเหรอ" เอลาซัลถามเบาๆ "คนที่เทวทูตส่งไปตามหาดาบ..."

เด็กสาวนิ่งเงียบไป กายที่สั่นเทิ้มราวกับจะบอกแทนคำตอบ หลังผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็เพียงแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่บอกความโทมนัสเหลือประมาณ

"มันไม่สำคัญแล้ว...ข้าหาหนทางของข้าไม่พบอีก องค์เทวทูต...องค์เทวทูต...พระองค์..."

"ทำไมกัน" เอลาซัลถาม "มีอะไรเหรอ บอกฉันหน่อยสิ องค์เทวทูต...ทำไม"

"องค์เทวทูต...สถิตอยู่กับพวกเรา" เด็กสาวตอบ "เมื่อเราได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้ว...ก็จะไม่มีทางหนีไปไหนได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน..."

เอลาซัลต้องตื่นตระหนกเมื่อร่างของเด็กสาวค่อยๆ สลายกลายเป็นสายหมอกไปช้าๆ มีเพียงคำพูดสุดท้ายอันเศร้าสร้อยของเธอล่องลอยมาถึงเขา

"ข้าทำเพื่อประชาชนของข้า...แต่ข้าทำให้พวกเขาต้องผิดหวังเพราะความทระนงของข้า และบัดนี้มีผู้ต้องสิ้นชีวิตเหลือคณานับ แต่เจ้าต้องทำตามชะตาลิขิตของเจ้าให้ได้...ลาปิสลาซูลี่ เจ้าจะได้ไม่เป็นเช่นข้า..."

เอลาซัลสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าตนเองผล็อยหลับไปนานเท่าใด ถึงจะรู้สึกเหมือนเวลาเพิ่งผ่านไปไม่กี่นาทีก็ตาม

อรุโณทัยอันอบอุ่นทักทายเขา ชายหนุ่มได้แต่มองดวงตะวันที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าอย่างอิดโรยเมื่อนึกถึงความฝันที่เขารู้ว่าเกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน

ทว่าเขานึกได้เพียงคำเดียวเท่านั้นเมื่อพยายามนึกภาพฝันให้ออก...เพียงชื่อเดียวที่ผุดขึ้นจากความทรงจำที่เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว...

"เพิร์ล..."


Author's Comment: ขออธิบายให้ชัดนะคะว่าสเน็ค (คู่ปรับของฟ็อกซ์) กับกองโจรของเขาเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาเพื่อดำเนินเรื่องค่ะ เขาคือคนชุดขาวที่ดูเอลาซัลสู้กับชายสี่คนที่บาร์ แล้วถามบาร์เทนเดอร์ว่าเอลาซัลรู้จักซานดร้าหรือเปล่าในภาคที่ 3 บทที่ 2 ไงคะ

รูเบ็นส์เดาผิดเต็มเปาเลยค่ะ ตอนที่เอลาซัลกับอเล็กซ์สู้กับแบล็คเพิร์ล เอลาซัลเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ส่วนอเล็กซ์ต่างหากที่เป็นคนทำให้แบล็คเพิร์ลเจ็บหนัก แล้วคงจะฆ่าเธอไปแล้วถ้าเอลาซัลไม่ห้ามไว้ซะก่อน พอคิดถึงฉากนี้แล้วฉันรู้สึกผิดไปนิดที่ทำให้อเล็กซ์ทำร้ายแบล็คเพิร์ลได้ง่ายขนาดนั้น

มีคนถามเรื่องระยะเวลาที่เกิดเรื่องน่ะค่ะ ฉันว่าฉันคงบอกไม่ค่อยชัดเจนว่าเรื่องนี้ใช้เวลาดำเนินเรื่องนานเท่าไหร่ ถึงปกติฉันจะค่อนข้างระวังกับการกำหนดเวลาในแต่ละตอนนะคะ

โดยรวมๆ แล้วภาคแรก (เอลาซัล) กับภาค 2 (ฟลอริน่า) กินเวลา 1 ปีด้วยกัน อเล็กซ์พบเอลาซัลในช่วงปลายเดือนธันวาคมในภาค 1 ตอนที่ 1

จบตอนที่ 1 ก็เริ่มในฤดูใบไม้ผลิช่วงเดือนมีนาคม หรือเมษายน การประลองในเทศกาลฤดูร้อนเกิดขึ้นในตอนที่ 2

จากนั้นก็มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนกับธันวาคม ในภาค 1 ตอนที่ 3 (อย่างเรื่องแอมเบอร์กับแซฟไฟร์) จนถึงภาค 2 ตอนที่ 2

พอแบล็คเพิร์ลกลับมา ตอนที่ 3 กับ 4 เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากนั้น แล้วเอลาซัลก็ออกจากเมืองในวันสิ้นปีพอดี

ภาค 2 ตอนที่ 5 เกิดขึ้นอีก 2 สัปดาห์ถัดมาในช่วงกลางเดือนมกราคม ดังนั้นรวมภาค 1 กับ 2 ก็กินเวลาหนึ่งปีกับเศษอีกครึ่งเดือน จากเดือนธันวาคมถึงมกราคม

ภาค 3 เริ่มขึ้นเดือนมีนาคม ถัดมาอีก 3 เดือน แล้วดำเนินไปถึงกลางเดือนพฤษภาคม

ภาค 4 จะกินเวลาแค่สองสัปดาห์สุดท้ายของพฤษภาคม ส่วนภาค 5 จะเกิดขึ้นในสองสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน

ดังนั้นเรื่องทั้งหมดจะจบสมบูรณ์ในปีครึ่งค่ะ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 20 : ภาคที่ 3 - เพิร์ล / บทที่ 5 - สีฟ้าโชติช่วง / ครึ่งหลัง - หลากความฝัน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 118 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android