คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 13 : ภาคที่ 2 - ฟลอริน่า / บทที่ 5 - ทะเลเงียบงัน


     อัพเดท 30 พ.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 13 : ภาคที่ 2 - ฟลอริน่า / บทที่ 5 - ทะเลเงียบงัน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 119 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


PART II: FLORINA
Chapter 5: Silent Sea

ภาคที่ 2: ฟลอริน่า
บทที่ 5: ทะเลเงียบงัน


ทะเลที่กำลังร้องเพลง...

หมู่ไม้ที่กำลังกระซิบซาบ...

ทั้งเงียบสงัดและอึกทึกไปในคราเดียวกัน...

ดวงดาวส่องประกายระยิบระยับแต่กลับไม่ฉายแสง....

โลกหมุนย้อนกลับทุกวัน...

ขณะที่ทะเลกำลังร้องเพลง...

- Cowboy Bebop


เกล็ดหิมะสีขาวหมุนวนผ่านอากาศหนาวเหน็บราวกับกำลังเริงระบำอย่างเงียบๆ ก่อนจะตกลงอย่างแผ่วเบาบนเรือนผมสีเข้มของอัศวินหนุ่มที่กำลังเดินฝ่าสายหมอกยามเช้า

ชายหนุ่มปัดพวกมันออกไปอย่างรำคาญ พร้อมกับดึงหมวกคลุมให้กระชับขึ้นเพื่อป้องกันใบหน้าจากอากาศอันเย็นยะเยือก

ถนนสีเทาสายเล็กๆ ที่ทอดคดเคี้ยวไปในสายหมอกปรากฏลางๆ อยู่เบื้องหน้า เขาหนีจากนครแห่งอัญมณีอันแพรวพราวมาได้ครึ่งเดือนแล้ว และครั้งนี้เขาจะไม่กลับไปอีก เพราะแบล็คเพิร์ลได้พิพากษาตัดสินโทษเขา ทำให้เขาต้องเสื่อมเกียรติและอับอายต่อหน้าธารกำนัลแล้ว

การที่รู้ว่าไม่มีทางหวนกลับไปได้ทำให้เอลาซัลนึกขมขื่นอยู่ในใจ นครอัญมณีสำหรับเขาไม่ใช่แสงอาทิตย์อบอุ่นให้ความปลอดภัยและมั่นคงอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนป้อมปราการอันเย็นชาที่ฝ่าเข้าไปยากยิ่งนัก

เมื่อได้เสีย 'ลำแสง' นี้ไป ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้ซึ้งว่าบ้านที่เขาจะกลับไป กับคนที่เขาพยายามหนีจากแต่ยังอาทรอยู่เสมอเป็นอย่างไร

เขาพยายามไม่คิดถึงอนาคต แต่คิดถึงเรื่องปัจจุบันที่ต้องรีบตามหาอเล็กซ์กับองค์หญิงฟลอริน่าให้พบ เตือนเรื่องท่านหญิงแบล็คเพิร์ลที่ตามล่าทั้งสองอยู่ แล้วพยายามช่วยเหลือทั้งสองเท่าที่เป็นไปได้

เอลาซัลรู้ว่าหน้าที่ของเขาควรเป็นการพาองค์หญิงฟลอริน่ากลับสู่ประชาชน ทว่าหน้าที่นั้นกลับขัดกับความรู้สึกเขาเหลือเกิน เขาเหลือเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นให้ยึดมั่นในยามนี้ คือการช่วยเหลืออเล็กซ์ เขารู้ดีว่าหากอเล็กซ์ถูกจับได้ล่ะก็ แบล็คเพิร์ลจะฆ่าเด็กหนุ่มโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

ทิ้งอดีต กับหญิงสาวร่างสูงเจ้าของสายตาเย็นชาที่ไม่มีวันจะยอมให้เขาได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนที่เขา 'ทรยศ' ไปเสียดีกว่า

ใช่แล้ว เขาจะ 'ทรยศ' บ้านเกิดเมืองนอนของตนจริงๆ ตามที่ถูกกล่าวในคราวนี้เสียเลย

ในเมื่อเขาเสียบ้านของตนไปแล้ว แต่อเล็กซ์ที่พยายามจะช่วยชีวิตขององค์หญิงฟลอริน่ายังมีชีวิตอยู่ เขาจะไม่มีวันให้อภัยตนเองเลยถ้าปล่อยให้อเล็กซ์ต้องตาย เขาเสียคนรู้จักอื่นๆ ไปจนหมดสิ้นแล้ว คงเหลือเพียงอเล็กซ์กับองค์หญิงฟลอริน่าเท่านั้น

บ่ายสามโมงแล้ว ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงช้าๆ เอลาซัลสังเกตเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้า และเตรียมตัวจะเข้าไปสอบถามชาวบ้านว่าอเล็กซ์กับองค์หญิงฟลอริน่าผ่านมาแถวนี้บ้างหรือไม่ แม้จะเที่ยวถามมาหลายหมู่บ้านจนเกือบสิ้นหวังแล้วก็ตาม

ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีน้ำเงินหม่นเมื่อชายชราคนหนึ่งขับรถม้าผ่านมา แล้วหันมาถามเอลาซัลว่าอยากจะติดรถไปที่หมู่บ้านไหม

"มาด้วยกันเถอะหลายชาย" ชายชราบอกอย่างใจดี "ใกล้ค่ำแล้ว อีกไม่นานพายุก็คงเข้า"

เอลาซัลตอบรับในทันทีด้วยความตื้นตัน การเดินฝ่าอากาศหนาวและหิมะที่ตกไม่ยอมหยุดติดต่อกันอย่างนี้ทำให้เขาอ่อนเพลียไม่ใช่น้อย ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ ชายชราพร้อมกับมองไปตามถนนด้วยสีหน้าเลื่อนลอย

นางม้าสีน้ำตาลเหยาะย่างไปทางแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากในหมู่บ้าน เมื่อผ่านบริเวณเรือกสวนเข้ามาถึงบ้านแถบรอบนอกแล้ว ชายชราจึงได้สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ริมทางแล้วดึงบังเหียนให้ม้าหยุด

"เออนี่" เขาว่า "มีเรื่องอะไรกันรึ"

คนกลุ่มนั้นหันมามองทั้งสองก่อนที่ชายคนหนึ่งจะตอบ

"ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่วันนี้มีคนแปลกๆ มาที่หมู่บ้านตั้งสองคน ก็มีเจ้าหนุ่มคนนึง กับผู้หญิงอีกคนนึงมาตามหามัน"

เอลาซัลเงยหน้าขึ้น ใจของเขาเต้นเร็วขึ้นทันที เขารู้สึกได้ด้วยสังหรณ์ว่าตนเองตามมาถูกทางเข้าแล้ว นิ้วมือของชายหนุ่มกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวขณะที่ฟังชายคนนั้นบรรยายลักษณะของคนแปลกหน้าให้ชายชราฟัง

"ฮื่อ...เจ้าหนุ่มร่างบางนั่นหน้าสวยเชียวแหละ แต่ดูจะเจ้าเล่ห์หลุกหลิกพิกล มันเดินดูรอบหมู่บ้านพักนึงแล้วก็หายไป แล้วก็มีนักรบหญิงอีกคนมาถามหามัน แม่สาวนี่สวยยังกะนางฟ้า...แต่ตาน่ากลัวยังกับอะไรดี ฉันชี้บอกทางเค้าไปทางทะเล เพราะเห็นเจ้าหนุ่มเดินไปทางผาแถวนั้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปทำไม"

เอลาซัลได้ฟังพอแล้ว เขาขอบคุณชายชราที่พามาส่งก่อนจะลงจากรถม้ามุ่งหน้าไปทางผา หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและกระวนกระวาย ในใจได้แต่พร่ำภาวนาหวังว่าเขาคงจะไม่มาสายเกินไป

ทั้งเอลาซัลกับชาวบ้านไม่ทันได้เห็นใครอีกคนที่ยืนฟังการสนทนาของพวกเขาอยู่ในเงามืดเลยแม้แต่น้อย...

เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่คลุมกายด้วยผ้าคลุมสีฟ้าลึกล้ำ เส้นผมสีเงินย้อยลงมาปรกหน้าเป็นปอยยาว และรวบมัดเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง

เมื่อเอลาซัลจากไป...เขาเองก็กลับหลังหันลับหายไปในเงามืดเช่นกัน...


ถนนที่ที่ลดเลี้ยวขึ้นไปสู่ผาสูงริมทะเลรายล้อมด้วยต้นไม้ที่สะบัดกิ่งก้านเปลือยเปล่าไปตามกระแสลมแรงของเดือนมกราคม เกล็ดหิมะสีขาวยังปลิววะว่อน ท้องฟ้ามืดแผ่ปกคลุมเหนือทะเลสีเทาที่สาดกระทบโขดหินเบื้องล่างอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน

เอลาซัลยืนอยู่ในเงามืด ชายผ้าคลุมตีสะบัดอยู่รอบกายในกระแสลมเย็น ชายหนุ่มนึกสงสัยว่าตนตามมาถูกทางแล้วจริงหรือ ไม่มีทางที่เขาจะรู้ได้เลยว่าอเล็กซ์อยู่ใกล้ๆ เพราะผลึกชีวิตของอเล็กซ์นั้นไม่ได้แผ่กระแสพลังออกมาเช่นเดียวกับชาวจูมิอื่นๆ เมื่อยามราตรีมาถึงและพลอยสีเขียวกลับกลายเป็นมืดสนิท

เอลาซัลเดินวนไปทั่วป่าละเมาะรอบผาพร้อมกับร้องเรียกชื่อของอเล็กซ์เป็นระยะๆ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดเมื่อมาถึงริมผา เขาก็ทั้งหนาวและเหนื่อยจนคิดจะเลิกค้นหา และกำลังจะหันกลับไปทางแสงไฟของหมู่บ้านอีกครั้ง

ทว่าเสียงหนึ่งเรียกชื่อเขาเสียก่อน

"เอลาซัล"

เอลาซัลหันขวับไปในทันที เมื่อเห็นร่างหนึ่งที่ขยับลางๆ อยู่ในหมู่ไม้เขาก็ขานตอบเบาๆ

"อเล็กซ์!"

ร่างในเงามืดก้าวออกมาจากพงไม้เดินเข้ามาหาเขาช้าๆ เอลาซัลรีบก้าวยาวๆ เข้าไปหาเช่นกันด้วยรีบอยากดูให้แน่ใจว่าใช่อเล็กซ์จริงหรือไม่

ร่างนั้นสวมผ้าคลุมสีเข้มผืนหนา และความมืดทำให้เอลาซัลมองเห็นไม่ชัดนัก แต่เขาไม่มีทางลืมประกายสดใสในดวงตาของอเล็กซ์ได้เป็นอันขาด

เอลาซัลไม่ยอมเสียเวลา เมื่อเข้ามาใกล้อเล็กซ์แล้วเขาก็ยื่นมือมาคว้าข้อมืออีกฝ่ายกำไว้แน่นในทันที

"ไอ้บ้าเอ๊ย!" เขาพูดห้วนๆ พร้อมกับหายใจหอบหนักๆ ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือก "นี่แกคิดจะทำบ้าอะไรกันฮึอเล็กซ์!"

อเล็กซ์ไม่สะบัดจากการเกาะกุม แต่เงยหน้ามองเอลาซัลด้วยสีหน้าไม่ยี่หระตามวิสัย

"ขอบคุณที่มาหาครับอัศวินลาปิส เราไม่ได้พบกันตั้งนานเลยนะ"

"ตอนนี้ไม่มีเวลามาพูดเล่นนะ" เอลาซัลว่าอย่างรำคาญทั้งที่หน้าแดงก่ำ เขาคว้าแขนของอเล็กซ์ดึงให้เดินไปตามถนนด้วยกัน "แบล็คเพิร์ลมาถึงที่นี่แล้วนะอเล็กซ์ ถ้าเค้าเจอนายเค้าต้องฆ่านายแน่ รีบบอกฉันมาเร็วว่าองค์หญิงอยู่ไหน แล้วฉันจะช่วยนายพาองค์หญิงหนีไป"

แต่อเล็กซ์ขัดขืนแรงดึงของเอลาซัลแล้วยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นน้อยๆ

"แปลกแฮะเอลาซัล นี่คุณเลิกกลัวที่จะต่อต้านท่านหญิงแบล็คเพิร์ลแล้วเหรอ"

เอลาซัลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในอากาศเหน็บหนาวนั้นเขารู้สึกเหนื่อยเพลียกับการเดินทางอันยาวนานเหลือเกิน แล้วนึกสงสัยว่าอเล็กซ์สะใจนักหรือที่ได้ทรมานเขาด้วยการกวนประสาทซ้ำแบบนี้

"ฉันถูกเนรเทศแล้ว" ชายหนุ่มเอ่ยคำพูดที่ฟังบาดหูตนเอง "แบล็คเพิร์ลหาว่าฉันช่วยนายลักพาตัวองค์หญิง ฉันไม่มีที่จะไปอีกแล้ว อเล็กซ์ นอกจากจะมากับนายกับองค์หญิงเท่านั้น"

"อ้อ..." อเล็กซ์เอ่ยช้าๆ น้ำเสียงบอกความประหลาดใจเล็กน้อย...กับอีกความรู้สึกหนึ่งที่บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไร "ขอโทษนะเอลาซัล"

เขาเริ่มเดินตามเอลาซัลไป และครู่ต่อมาก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

"เอลาซัล คุณรู้มาตลอดเวลาใช่มั้ยว่าผม...ฉัน...เป็นอะไร...แต่คุณยังช่วยให้ฉันได้เป็นอัศวิน"

เอลาซัลก้มหน้าลงมองพื้นถนน

"อือ รู้ แต่มาพูดตอนนี้ก็ไม่สำคัญอะไรแล้วนี่"

"แต่มันสำคัญมากสำหรับฉันนะ..." อเล็กซ์เอ่ย ทว่าน้ำเสียงของเขาในกระแสลมหวีดหวิวกลับแผ่วเบามากเสียจนเอลาซัลแทบไม่ได้ยิน

ทั้งสองเดินไปอย่างเงียบๆอีกพักหนึ่ง ก่อนที่จู่ๆ อเล็กซ์จะกวาดมองไปรอบๆ ด้วยทีท่าระแวดระวังแล้วร้องขึ้น

"ระวัง!"

เอลาซัลหันกลับไปทันเห็นอเล็กซ์ที่เบี่ยงตัวไปข้างหลัง พ้นคมดาบสีขาวเจิดจ้าที่ร่างหนึ่งในความมืดตวัดฟันใส่เขาได้อย่างฉิวเฉียด ความเร็วช่วยให้เขารอดจากปลายดาบที่จงใจเล็งแทงทะลุกลางลำตัวไปได้ แต่มือยังต้องเลื่อนไปกุมไหล่ที่ได้รับแผลจากคมดาบไปถากๆ

แบล็คเพิร์ลพลิกกายกลับมาโจมตีอีกรอบ แต่ผ้าคลุมที่อเล็กซ์สะบัดใส่ทำให้เธอมองเป้าหมายไม่ถนัดไปครู่หนึ่ง และต่อมาดาบของอัศวินลาปิสลาซูลี่ก็ตรงเข้ามาขวางดาบของเธอไว้ ดวงตาของชายหนุ่มเป็นประกายวาวโรจน์บนใบหน้าขาวซีดขณะที่จ้องตอบสายตาของหญิงสาวพร้อมกับตะโกนก้อง

"หนีเร็วอเล็กซ์!!"

"ลาปิสลาซูลี่..." แบล็คเพิร์ลเอ่ยด้วยเสียงเยียบเย็น "ทั้งเรื่ององค์หญิง...กับเรื่องคราวนี้ ข้าจะสั่งประหารเจ้าแน่ที่เข้ามาขวาง!!"

แขนที่มีเรี่ยวแรงผิดหญิงธรรมดากดดาบของเอลาซัลหนักขึ้นขณะที่เธอกระซิบถ้อยคำที่ฟังแปลกหูเบาๆ เอลาซัลถูกอำนาจลึกลับบางอย่างบังคับให้ต้องคุกเข่าลงช้าๆ

ชายหนุ่มรู้ว่าแบล็คเพิร์ลกำลังใช้เวทอักขระรูนกับเขาเหมือนคราวนี้แล้ว แขนของเขาเริ่มสั่นและอ่อนแรงลงทุกที แต่เขาก็พยายามรวบรวมแรงใจต่อต้านไว้จนสุดความสามารถ

"ผมไม่สน!" เขากัดฟันพูด "ผม...ผมจะหยุดท่านให้ได้!!"

"ก็ลองดูสิ" แบล็คเพิร์ลตอบพร้อมกับคลี่ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก ก่อนจะตวัดดาบวาบส่งดาบของเอลาซัลให้กระเด็นหายไปในพงไม้ มือของท่านหญิงขยุ้มไหล่ของชายหนุ่มไว้อย่างแรง ขณะที่แสงรัศมีสว่างขึ้นรอบร่างของเขา

"ข้าขอเตือน" เธอเอ่ยเบาๆ "อย่ามาขวางทางข้าเลยลาปิสลาซูลี่ ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ปรานีแน่"

โลกรอบข้างเอลาซัลเริ่มพร่าเลือน เขาทรุดลงคุกเข่าก้มหน้านิ่งดูราวกับจะหมดเรี่ยวแรงไปอีกครั้ง

แบล็คเพิร์ลตั้งท่าจะผละจากเขา...แต่แล้วอีกร่างหนึ่งกลับปราดเข้ามาหาเธอ

อเล็กซ์ตวัดดาบของตนหมายจะบั่นคอแบล็คเพิร์ล ทว่าเธอหลบได้ทันเวลา...คมดาบทิ้งไว้เพียงรอยแผลยาวบริเวณเหนืออก หญิงสาวฉวยจังหวะนั้นคว้าข้อมือของอเล็กซ์ไว้บิดอย่างแรง ก่อนจะดึงดาบจากมือของเขาขว้างทิ้งไปเสีย ดาบเล่มนั้นปลิวหวือแหวกอากาศตกลงไปจากผาราวกับไร้น้ำหนัก

แบล็คเพิร์ลบิดแขนบังคับให้อเล็กซ์ต้องคุกเข่าลง ก่อนจะเลื่อนนิ้วไปแตะผลึกชีวิตใต้คอเสื้อของเด็กหนุ่ม

"ยอมแพ้เสียเถอะอเล็กซานไดรท์" เธอพูดด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม "บอกข้ามาว่าองค์หญิงฟลอริน่าอยู่ที่ไหน ไม่อย่างนั้นข้าจะสูบพลังชีวิตของเจ้าให้หมด!"

เอลาซัลที่ยังหอบหายใจอย่างหนักยันตัวลุกขึ้นก่อนจะโถมเข้าใส่แบล็คเพิร์ลด้วยความพยายามอย่างจนตรอกที่จะล่อความสนใจของเธอ ทว่าหญิงสาวเอี้ยวหลบได้อย่างง่ายดาย ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบถอยกลับในทันใดเมื่อเธอฟันดาบใส่

ทว่าแผนของเขาได้ผล...มือที่จับอเล็กซ์คลายลงครู่หนึ่งปล่อยให้เด็กหนุ่มสะบัดหลุดได้ มือของเขาล้วงไปเจอมีดลับที่ซ่อนไว้ในรองเท้าบู๊ท เด็กหนุ่มพุ่งเข้าใส่แบล็คเพิร์ล เธอถอยกลับ แต่ยังไม่เร็วพอ อเล็กซ์สะบัดข้อมืออย่างรวดเร็วส่งปลายมีดที่ถูกลับจนคมกริบไปปักเข้าใต้ผลึกชีวิตพอดี

ดวงตาของแบล็คเพิร์ลเบิกกว้าง หญิงสาวร้องออกมาสั้นๆ ก่อนจะล้มคว่ำลงไป

อเล็กซ์รีบวิ่งไปหาเอลาซัลก่อนจะคุกเข่าลงข้างๆ

"ฉันนี่ประมาทจริง" เขาเอ่ยพร้อมกับแค่นยิ้มน้อยๆ "ติดกับลูกไม้หักแขนเข้าตั้งสองรอบแน่ะ!"

"เธอปลอดภัยก็ดีแล้ว" เอลาซัลตอบด้วยเสียงที่เริ่มเข้มขึ้นเมื่อพละกำลังกลับคืนมา "ช่วยดึงฉันขึ้นหน่อยสิ"

อเล็กซ์หิ้วปีกพยุงเอลาซัลขึ้นมา ก่อนที่ชายหนุ่มจะปรายตามองอีกฝ่าย

"เธอต้องรีบทำแผลที่ไหล่นะ" เขาพูดสั้นๆ "แผลของเค้าก็เหมือนกัน"

ชายหนุ่มเลื่อนสายตาไปทางแบล็คเพิร์ล

"รู้สึกว่าเค้าจะหมดสติไปแล้ว"

"ฉันมีพ้าพันแผลติดมาด้วย" อเล็กซ์พูดพร้อมกับหุบยิ้มทันควัน เด็กหนุ่มควานหาในกระเป๋าของตนก่อนจะโยนม้วนผ้าสีขาวให้กับเอลาซัล ตามมาด้วยขวดบรรจุน้ำยาใสๆ อีกขวด

"นี่ยาฆ่าเชื้อ" เขาอธิบาย "จะทำแผลให้หล่อนก็ทำเองแล้วกัน ฉันไม่ช่วยล่ะ"

เด็กหนุ่มกลับหลังหันเดินไปนั่งขัดสมาธิบนพื้น แล้วเริ่มจัดการทำความสะอาดบาดแผลของตน

"อเล็กซ์ เธอน่าจะช่วยฉันนะ" เอลาซัลพูดอย่างเคร่งขรึม "เธอถนัดเรื่องนี้กว่าฉัน...แล้วเค้าก็เป็นผู้หญิงด้วย"

อเล็กซ์ทำเป็นไม่สนใจแล้วง่วนอยู่กับแผลของตน

เอลาซัลมองอเล็กซ์ที่นั่งหันหลังให้พักหนึ่ง

"ผู้หญิงนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นจริงแฮะ" ชายหนุ่มเปรยอย่างอ่อนใจก่อนจะเข้าไปใกล้แบล็คเพิร์ลพร้อมกับหอบของในอ้อมแขน แล้วคุกเข่าลงข้างๆ หญิงสาวที่นอนตะแคงนิ่ง ใบหน้าซีดขาว มีเลือดน้อยๆ ไหลเป็นทางจากมุมปาก เอลาซัลหยิบผ้าในกระเป๋าออกมาเช็ดเลือด ก่อนจะพลิกตัวของเธอเบาๆ เพื่อดูแผล ที่เสื้อของหญิงสาวมีรอยคล้ำซึมเป็นดวงกว้าง

ชายหนุ่มค่อยๆ ปลดชุดเกราะกับเสื้อเปื้อนเลือดของอีกฝ่ายอย่างเงอะงะ แต่ไม่นานต่อมาอเล็กซ์ก็ตรงมาคุกเข่าข้างๆ เขา

"เอ้า ทำให้ก็ได้" เด็กหนุ่มว่า

เอลาซัลรีบหลีกทางให้อีกฝ่ายก่อนจะหันหลังทันที

"ขอบคุณนะ" เขาพูดเบาๆ

"คุณนี่มันใจดีไม่เข้าเรื่องจริงๆ" อเล็กซ์แกล้งบ่น

เอลาซัลได้แต่ยิ้มฝืดเฝือ หลังจากผ่านไปพักหนึ่งเขาก็พูดขึ้น

"องค์หญิงรู้เรื่องตัวจริงของเธอด้วยใช่มั้ย"

"รู้สิ" อเล็กซ์ตอบด้วยเสียงร่าเริง สองตาจับจ้องมือที่ล้างทำความสะอาดและพันผ้าพันแผลอย่างชำนาญ "ฟลอริน่าฉลาดจะตายไป...แป๊บเดียวก็มองออกแล้ว"

หลังจากเงียบไปอีกพักหนึ่ง เอลาซัลก็พูดขึ้นอีกครั้ง

"พอเสร็จเรื่องแล้วรีบพาองค์หญิงไปนะ ฉันจะอยู่ดูแลแบล็คเพิร์ลเอง"

อเล็กซ์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

"เชื่อเลยว่าคุณยังจะช่วยชีวิตผู้หญิงคนนี้ทั้งๆ ที่หล่อน..." เขาไม่ยอมต่อประโยคให้จบ

เอลาซัลหน้าแดงขึ้นมาในทันใดนั้น แต่ยังพูดแย้ง

"เธอเข้าใจผิดแล้ว ที่ฉันเป็นห่วงจริงๆ คือเธอต่างหาก"

อเล็กซ์ปรายตามองเอลาซัลแวบหนึ่งพร้อมกับชะลอนิ้วที่ทำแผลอยู่

"จริงน่ะ" เขาถามพร้อมกับยิ้มสดใส "แล้วเอาฟลอริน่าไปไว้ที่ไหนล่ะ?"

เอลาซัลเลื่อนสายตาลงต่ำไม่ยอมตอบ อเล็กซ์จึงหันกลับไปทำแผลโดยไม่พูดอะไรอีก หลังจากเงียบต่อไปอีกไม่กี่นาที อเล็กซ์ก็ร้องบอกเอลาซัลเมื่อทำแผลเสร็จ ก่อนจะลุกขึ้นยืนกระชับผ้าคลุมให้ปิดคอสนิทกว่าเดิมเพื่อกันลมหนาว เด็กหนุ่มก้มลงมองเอลาซัลที่ยังนั่งอยู่ข้างๆ แบล็คเพิร์ลก่อนจะพูดขึ้น

"ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องลากันแล้วสินะ"

"เดี๋ยวสิอเล็กซ์" เอลาซัลพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน

"บอกฉันหน่อยได้มั้ย..." เขาเลื่อนสายตาไปที่ดาบสีขาวที่วางอยู่ข้างกายแบล็คเพิร์ล "ว่าเธอกำลังตามหาดาบแห่งชะตากรรมอยู่จริงๆ หรือเปล่า?"

อเล็กซ์หยุดกึกทั้งที่ยังหันหลังให้เอลาซัล ไม่ตอบอะไรไปครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็เอ่ยเบาๆ

"จริง"

เอลาซัลหรี่ตาลง

"ทำไมล่ะ?"

อเล็กซ์ยังคงยืนนิ่ง เอลาซัลก้าวขึ้นมายืนข้างๆ เขา

"ทำไมล่ะอเล็กซ์?" ชายหนุ่มย้ำ "ดาบแห่งชะตากรรมคืออะไร?"

อเล็กซ์ที่ก้มหน้าลงยอมตอบในที่สุด

"พ่อของฉันอยากจะเข้าไปในหอคอยแห่งเลย์เรสเพื่อหาดาบแห่งชะตากรรม เพราะพ่อเชื่อว่ามันเป็นดาบของเทวทูตจูมิ..."


ณ ถ้ำเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในโตรกผาใกล้กับชายหาด ซึ่งเป็นที่ที่อเล็กซ์ให้องค์หญิงฟลอริน่าพักผ่อนก่อนจะออกเดินทางต่อไป องค์หญิงฟลอริน่าทรงลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังทรงรู้สึกอ่อนเพลียจากการเดินทางอันยาวนาน พระพักตร์ซีดขาว พระอัสสาสะแผ่วเร็ว ทว่าผลึกชีวิตของพระองค์กำลังส่องแสงจางๆ ราวกับจะเตือนถึงอะไรบางอย่าง...ความรู้สึกที่ว่าอเล็กซ์กำลังตกอยู่ในอันตราย บนผานั้นกำลังเกิดเรื่องร้ายบางอย่างขึ้น

องค์หญิงถอนพระทัยพร้อมกับเลื่อนหัตถ์ที่สั่นเทาขึ้นปาดเหนือพระขนง ก่อนจะกระชับหมวกคลุมให้ปิดพระพักตร์กันความหนาว แล้วก้าวช้าๆ ออกไปจากถ้ำตามทางเดินขึ้นผาที่ปกคลุมด้วยหิมะ โดยอาศัยสัญญาณที่จับได้จากผลึกชีวิตเป็นเครื่องนำทาง


เสียงห้วนกระด้างดังขึ้นด้านหลังทั้งสองเป็นภาษาแปลกประหลาด แสงที่สว่างวาบขึ้นในทันใดทำให้เอลาซัลหันขวับไปอย่างตื่นตระหนก

แบล็คเพิร์ลกำลังยืนโงนเงน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ดวงตาสีดำฉายแววประสงค์ร้ายดูน่าพรั่นพรึงเป็นที่สุดบนใบหน้าซีดขาว มือข้างหนึ่งกุมแผลที่ท้องเอาไว้ ขณะที่อีกข้างกระชับด้ามดาบโบราณที่ส่องแสงสว่างอาบร่างของเธอดั่งเปลวเพลิงกราดเกรี้ยวไว้มั่น

หญิงสาวก้าวยาวๆ เพียงสองก้าวก็เข้าถึงตัวอเล็กซ์ เด็กหนุ่มพยายามจะถอยออกห่าง แต่มือของอีกฝ่ายก็เลื่อนจากแผลมาคว้าคอของเขาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกหอบหายใจพร้อมกับใช้สองมือจับมือของเธอแล้วดิ้นรนเป็นพัลวันราวกับเจ็บปวดมากกับเพียงการถูกสัมผัส

แบล็คเพิร์ลยกร่างของเขาขึ้นสูงราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนจะเหวี่ยงร่างของเด็กหนุ่มกระเด็นไปกระแทกพื้นเต็มแรงห่างจากขอบผาไปหลายเมตร

เอลาซัลพยายามจะหยุดแบล็คเพิร์ลในทีแรก แต่เมื่อถูกตัวเธอเธอเขาก็ต้องร้องพร้อมกับรีบชักมือออก เข้าใจปฏิกริยาของอเล็กซ์ในทันที แสงสีขาวเจิดจ้าจากดาบที่จับร่างเธอเป็นราวดั่งกำแพงไฟฟ้าที่ไม่อาจแตะต้องได้

แบล็คเพิร์ลก้าวไปหาอเล็กซ์โดยไม่สนกับเอลาซัล แสงจากปลายดาบของเธอเหมือนจะยิ่งแรงกล้าขึ้นทุกย่างก้าว อเล็กซ์ยันตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ แต่ยังต้องก้มหน้าหอบหายใจ หญิงสาวที่โน้มกายลงเหนือเขายื่นมือไปจับคางของเด็กหนุ่มให้เงยหน้าขึ้น

"ถึงจะดูดพลังจากผลึกชีวิตของเจ้าไม่ได้..." เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากอารมณ์ใดๆ โดยสิ้นเชิง "แต่ข้ายังฆ่าเจ้าด้วยวิธีอื่นได้!!"

"บัดซบ!! นี่ท่านตอบแทนพวกเราอย่างนี้เหรอ!!?" เอลาซัลร้องอย่างโกรธเคือง เขาพยายามจะเข้าไปแยกทั้งสองออกจากกัน แต่ทุกครั้งที่ปะทะเข้ากับกำแพงเวทก็กระเด็นออกมาพร้อมกับปวดแปลบไปทั้งร่าง

แบล็คเพิร์ลดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงของเอลาซัลเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวจ้องเขม็งเพียงอเล็กซ์ที่สั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดจากสัมผัสของเธอ แต่ในที่สุดเขาก็สลัดหลุดจากมือของเธอแล้วถอยห่างจากกำแพงเวทสีขาวนั้นได้โดยไม่พูดอะไร

เอลาซัลเห็นทั้งสองเข้าไปใกล้ริมผาทุกที อเล็กซ์ก้าวซวนเซอย่างไม่มั่นคงนัก ขณะที่แบล็คเพิร์ลยืดร่างตรงตระหง่านอย่างคุกคาม เส้นผมยาวสยายปลิวสะบัดรอบร่างเพรียวสมส่วนตามกระแสลมฤดูหนาวแปรปรวน

"องค์หญิงอยู่ที่ไหน" แบล็คเพิร์ลถาม

อเล็กซ์ไม่ตอบ แบล็คเพิร์ลปราดเข้ามาชกท้องจนเขางอตัวลง ก่อนจะเตะซ้ำเข้าที่อกให้ล้มลงนอนหงายกับพื้น ได้แต่หอบหายใจแรงจนทรวงอกสะท้าน ดูท่าเด็กหนุ่มจะจุกจนขยับตัวไม่ได้ แบล็คเพิร์ลจ่อปลายดาบลงริมขอบผลึกชีวิตของเขา

"ข้าจะค่อยๆ งัดผลึกชีวิตออกมาจากร่างเจ้าทีละน้อย...ทีละน้อย" เธอพูดพร้อมกับยิ้มเหี้ยมเกรียม "แต่ถ้ายอมบอกว่าองค์หญิงฟลอริน่าอยู่ที่ไหนข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"

แต่ในทันใดนั้นมือของอัศวินลาปิสลาซูลี่ก็คว้าไหล่แบล็คเพิร์ลบีบไว้แน่น หันร่างของหญิงสาวกลับมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยกำลังแรง ชายหนุ่มก้มหน้าลงหายใจสั่นๆ อย่างทรมานกับรัศมีพลังเวทที่ล้อมกายอีกฝ่ายอยู่ แต่ดวงตาที่จ้องหญิงสาวอย่างแข็งกร้าวเป็นประกายด้วยความโกรธเคือง

ครู่ต่อมาหมัดของเอลาซัลก็กระแทกเข้าที่ท้องเหนือแผลของแบล็คเพิร์ล ทำให้เธอต้องคู้ตัวลงด้วยความเจ็บปวด แต่หญิงสาวก็ถอยห่างออกจากระยะของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว แม้มือจะยังกุมท้องที่ได้รับหมัดเข้าไปเต็มๆ ร่างสูงสง่าก็กลับยืดตรงขึ้นอีกครั้ง

"ข้าเตือนเจ้าแล้วนะลาปิสลาซูลี่" เธอพูดด้วยเสียงกราดเกรี้ยวพร้อมกับชักดาบขึ้นมา "ว่าอย่ามาขวางทางข้า!!"

"ไม่!!" เอลาซัลโต้กลับ "ผมไม่ปล่อยให้ท่านฆ่าเค้าหรอก!!"

แบล็คเพิร์ลหัวเราะเกรียนๆ ทั้งที่ดวงตาสีมืดเป็นประกายวาบ เธอปราดเข้าหาเอลาซัลรวดเร็วราวกับเสือ.กระโจนใส่เหยื่อก่อนจะฟาดดาบใส่เขา

ชายหนุ่มฉากหลบทัน แต่ก็ถูกอีกฝ่ายคว้าแขนไว้ก่อนที่กำแพงเวทจะสว่างวาบขึ้นรอบร่างให้รู้สึกปวดแสบราวกับถูกแผดเผา เขาทรุดลงคุกเข่าช้าๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปโดยไม่ทันได้ร้องสักนิด

แบล็คเพิร์ลหันกลับมาเผชิญหน้ากับอเล็กซ์ที่ลุกขึ้นพยายามจะพุ่งเข้าชนเธอให้เสียหลัก แต่หญิงสาวกลับไม่สะทกสะท้าน เอื้อมมือไปคว้าคอเด็กหนุ่มบังคับให้ก้มลงคุกเข่าอีกครั้ง

"บอกข้ามาว่าองค์หญิงอยู่ที่ไหน?" เธอเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบจนน่าประหลาดใจ "เจ้ายังมีโอกาสไถ่โทษนะอเล็กซานไดรท์ ถ้าส่งตัวองค์หญิงคืนให้กับเรา...ข้าจะลดโทษให้เจ้าจากประหารชีวิตเป็นเนรเทศ แล้วข้าจะยอมให้เอลาซัลได้กลับเมืองด้วย พูดสิ!!"

อเล็กซ์กระเสือ.กกระสนพยายามจะแกะเงื้อมมือของแบล็คเพิร์ลออกจากคอของตนทั้งที่ไร้ผล แต่ต่อมาหญิงสาวก็ปล่อยมือกะทันหัน...ทำให้เขาเสียหลักทรุดลงจนต้องใช้สองมือช่วยยันกายไว้พร้อมกับไอจนตัวโยน ริมฝีปากบางบัดนี้แดงฉานด้วยเลือด

เด็กหนุ่มถ่มเลือดออกจากปากก่อนจะเงยหน้ามองแบล็คเพิร์ลด้วยดวงตาที่เป็นประกายโกรธกรุ่น

"คิดว่า...ฉันจะ...ทรยศ...ฟลอริน่า...ได้งั้นเหรอ?..." เขาพูดพลางหอบ "รู้อย่างนี้...ฆ่าแกทิ้ง...ตั้งแต่ตอนนั้น...ซะก็ดี!!!"

ใบหน้าของแบล็คเพิร์ลบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์โทสะ เธอคว้าแขนของอเล็กซ์บังคับให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ดาบในมือแทงทะลุร่างของเด็กหนุ่ม!

เอลาซัลที่เพิ่งได้สติเงยหน้าขึ้นในตอนนั้น เปลวไฟสีขาวเจิดจ้าจากปลายดาบที่จู่ๆ ก็สว่างขึ้นล้อมรอบร่างของอเล็กซ์กับแบล็คเพิร์ลในทันใดทำให้เขาถึงกับตาพร่าไปครู่หนึ่ง

ดวงตาของแบล็คเพิร์ลเบิกกว้าง ปากอ้าค้างราวกับกรีดร้องอย่างเงียบๆ เมื่อแสงจางหายไปเธอก็เซถอยไปก้าวหนึ่งทั้งสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะล้มลงหมดสติกับพื้น

เอลาซัลที่ลุกขึ้นยืนทั้งที่รู้สึกปวดแปลบไปทั้งร่างเห็นอเล็กซ์ที่ยืนโงนเงนอยู่ริมผา...พร้อมกับรอยเลือดดวงใหญ่บนเสื้อที่ซึมเป็นวงกว้างขึ้นทุกขณะ...ก่อนที่ร่างเพรียวบางจะเสียหลักพลัดตกลงไปจากหน้าผาในทันใดนั้น

ทุกสิ่งจบลงอย่างรวดเร็ว ทว่าสำหรับเอลาซัลแล้วเวลาในตอนนั้นช่างเชื่องช้าเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มได้แต่ร้องตะโกนราวกับคลั่ง

"อเล็กซ์----!!!"

แบล็คเพิร์ลนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น มีรอยเลือดจางๆ ซึมอยู่บนผืนหิมะขาวบนผา ดาบที่ยังส่องแสงสีขาวสลัววางนิ่งสนิทอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เอลาซัลที่กุมสีข้างไว้อย่างเจ็บปวดกะเผลกไปที่ริมผาก่อนจะมองลงไปยังทะเลเบื้องล่าง ความมืดทำให้เขามองเห็นเพียงเงาลางๆ ของเกลียวคลื่นที่ซัดปะทะโขดหินอย่างรุนแรง ชายหนุ่มเรียกชื่ออเล็กซ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าสิ่งเดียวที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงันชวนใจหาย

เอลาซัลทรุดลงคุกเข่ามองพื้นด้วยสีหน้าปวดร้าว ทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนก

"ไม่...ไม่...ไม่..." เขากระซิบ "อเล็กซานดร้า...อเล็กซานดร้า---!!!"



องค์หญิงฟลอริน่าทรงฝืนหาทางเดินขึ้นบนผามาได้เกือบชั่วโมงแล้วทั้งที่ทรงรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นที่สุด พระพักตร์ซีดขาวชุ่มด้วยเสโทขณะที่พระอัสสาสะขาดห้วงด้วยความเจ็บปวด

องค์หญิงทรงกำลังหยุดพักอยู่ใต้ต้นไม้ริมทางเดินพอดีขณะที่แสงสว่างวาบทำให้พระองค์เงยพักตร์ขึ้น

จากช่องว่างของกิ่งไม้ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแบล็คเพิร์ลกับอเล็กซ์อยู่บนหน้าผา คมดาบของแบล็คเพิร์ลถูกเสือ.กเข้ามาในร่างของอเล็กซ์พร้อมกับที่แสงสีขาวประหลาดสว่างวาบขึ้น พระองค์เห็นแบล็คเพิร์ลที่ทรุดลงจากพื้น...และอเล็กซ์ที่เสียหลักร่วงลงจากหน้าผา

พระหฤทัยขององค์หญิงฟลอริน่าร่วงวูบ โลกรอบด้านมืดมิดไปในทันใดขณะที่อัสสุชลเริ่มหลั่งไหลลงมาตามพักตร์ พระกำลังที่จู่ๆ ปลาสนาการไปนั้นทำให้พระองค์ฟุบลงกับพื้นและหมดสติไป

องค์หญิงมารู้สึกพระองค์อีกทีเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของใครคนหนึ่งที่แสนอบอุ่นและให้ความรู้สึกมั่นคง ภาพที่ผ่านสายพระเนตรมีเพียงสีฟ้าเข้มที่ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นสิ่งใด แต่เมื่อสายพระเนตรเริ่มกระจ่างขึ้น พระองค์จึงรู้ว่านั่นเป็นเสื้อของชายผู้หนึ่ง องค์หญิงเลื่อนดวงเนตรขึ้นสบกับดวงตาสีฟ้าราวกับท้องฟ้าของชายหนุ่มผมสีเงินที่มีโครงหน้าเรียวดูคมเข้มใต้แสงตะเกียงสลัวข้างกายเขา

"พักผ่อนก่อนเถอะ" เขาเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึมทุ้มลึกที่สะกิดความทรงจำเมื่อนานมาแล้วขององค์หญิงฟลอริน่า "เธอหมดสติมาเกือบชั่วโมงแล้วนะ"

องค์หญิงพยายามจะตรัสขึ้นแต่ไม่มีพระสุรเสียง ดวงตาสีฟ้าของชายหนุ่มยังคงจับจ้องพระองค์อย่างเป็นกังวล เมื่อภาพที่เห็นกระจ่างชัดขึ้น พระองค์จึงระลึกได้ว่าเหตุใดเขาจึงดูคุ้นหน้านัก

"ผลึกชีวิตของเธอ..." ชายหนุ่มพูดเบาๆ นิ้วของเขาแหวกคอฉลองพระองค์ขององค์หญิงฟลอริน่าน้อยๆ ก่อนจะแตะลงบนพลอยสีฟ้าเขียว "ทำไมถึงได้ส่องแสงริบหรี่แบบนี้ล่ะ"

"ซาริสทิน..." องค์หญิงตรัสแผ่วๆ

ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างประหลาดใจ หลังจากมองหน้าหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างละเอียดแล้วเขาก็พูดขึ้นในทันใด

"องค์หญิงฟลอริน่า!!"

องค์หญิงส่งรอยแย้มสรวลให้กับชายหนุ่ม...ก่อนจะกลับหมดสติไปอีกครั้ง


Author's Comment: ตอนนี้มีแต่เรื่องบังเอิญทั้งนั้นเลยที่ทุกคนมาพบและพลัดพรากในที่เดียวกันได้ การที่เอลาซัลไม่ทันเห็นฟลอริน่าเพราะความมืด แล้วไม่พบซาริสทินที่มาช้าแถมมาจากอีกทางฟังดูไม่สมเหตุผลเท่าไหร่ แต่อย่าว่ากันเลย ก็นี่เป็นแฟนฟิคนี่นา ^^;;;

อาจมีบางคนที่สงสัยว่าทำไมไดอาน่ากับแบล็คเพิร์ลถึงได้เป็นผู้นำในสังคมที่มีกฎเกณฑ์บังคับให้เพศหญิงไม่มีสิทธิ์มากนัก (ฉันสร้างเรื่องตรงนี้มาเพื่อเสริมให้อเล็กซ์กับเอลาซัลต่อต้านโดยการที่เอลาซัลช่วยให้อเล็กซ์ได้เป็นอัศวิน และอัศวินประจำองค์คลาริอุส) ลองคิดแบบนี้ดูนะคะ
แบล็คเพิร์ลมีอายุยืนนานกว่าชาวจูมิอื่นๆ ในอาณาจักร แถมยังมีวิชาดาบและเวทมนตร์สูงสุด การท้าทายอำนาจของเธอจึงเป็นไปได้ยาก ยิ่งในเมื่อชาวจูมิทั้งหลายชินกับการที่เธอใช้อำนาจปกครองอาณาจักรแล้ว ขณะที่องค์หญิงฟลอริน่าเป็นประมุขในนาม ท่านหญิงแบล็คเพิร์ลก็เป็นเหมือนกับจอมทัพหรือผู้นำอัศวิน ส่วนไดอาน่าเป็นผู้แทนของรัฐสภา
เหมือนกับอังกฤษในสมัยก่อนที่มีพระราชินีเป็นประมุข แต่ก็ไม่ได้ไม่ความว่าผู้หญิงทั่วไปจะมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้ชายน่ะค่ะ

Translator's Comment: จุดเปลี่ยนของภาค 2 และเท่ากับเริ่มช่วงเหตุการณ์ในเกมในภาค 3 ล่ะครับ

คงมีคนสงสัยตะหงิดๆ กับคำพูดของอเล็กซ์ที่เปลี่ยนไป และบางท่านคงถึงบางอ้อกันแล้วใช่มั้ยครับว่า...อเล็กซ์เป็นผู้หญิง (!!!) ^^;;;

ใช่ครับ อเล็กซ์กับซานดร้าเป็นคนคนเดียวกัน (อเล็กซานดร้าไง ^^;;;) คนที่สงสัยว่าอเล็กซ์ส่อจะ Y กับเอลาซัลคงโล่งอก (หรือหนักอก) กว่าเดิมได้นะครับ

ผมเองก็โดนลวก (ยังไม่ถึงกับต้มเพราะได้รู้ก่อนว่าอเล็กซ์เป็นผู้หญิง) เข้าไปเหมือนกัน

และภาคหน้า จากแบล็คเพิร์ลก็จะกลายเป็นเพิร์ลน้อยที่น่ารักของใครหลายๆ คนล่ะครับ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 13 : ภาคที่ 2 - ฟลอริน่า / บทที่ 5 - ทะเลเงียบงัน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 119 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android