คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 12 : ภาคที่ 2 - ฟลอริน่า / บทที่ 4 - ใจแห่งความมืด


     อัพเดท 20 พ.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 12 : ภาคที่ 2 - ฟลอริน่า / บทที่ 4 - ใจแห่งความมืด , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 114 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


PART II: FLORINA
Chapter 4: Heart of Darkness

ภาคที่ 2: ฟลอริน่า
บทที่ 4: ใจแห่งความมืด


อยากให้พวกเขารักฉันเหมือนดั่งพี่น้อง...

ปกป้องฉัน...

รับฟังฉัน...

สร้างสวนอันแสนสวยนี้ให้ฉัน...

มอบแสงตะวันสดใสให้ฉัน...

ทำให้ฉันมีความสุข

แต่มันคงเป็นได้เพียงฝันดีเท่านั้นสินะ

ฉันร้องเรียกเพื่อนของฉัน...เทพยดาผู้แสนดี

หากท่านผู้มาพร้อมแสงเรืองรองนั้นจากไปเสียแล้ว...

ท่านบอกว่าปรารถนาจะมาช่วย...

ทว่าทะเลจะกลืนกินพวกเราทั้งหมด...

เพียงฝันอันแสนดี (หากคิดว่าเธอเข้มแข็งพอล่ะก็...)

เพียงฝันอันแสนดี (หากคิดว่าเธอคู่ควรล่ะก็...)

เพียงฝันอันแสนดีเท่านั้น...

- Radiohead, Nice Dream 


คืนนั้น หลังจากที่แบล็คเพิร์ลเรียกเขาไปพบและไปปรับทุกข์กับอเล็กซ์แล้ว เอลาซัลก็ออกเดินไปตามถนนแคบๆ ในเมืองอย่างเลื่อนลอย ค่ำคืนนี้อากาศช่างแจ่มใส ทว่าขมขื่นเหลือเกินสำหรับชายหนุ่มที่รู้สึกทั้งเหนื่อยอ่อน อิดโรย และท้อแท้ แสงอันกระด้างสายตาของบรรดาเพชรพลอยตามถนนหนทางดูเหมือนจะติดตามเขาไปทุกย่างก้าว ราวกับถูกจับตามองด้วยดวงตาหลากสีที่ส่อแววประสงค์ร้าย ชายหนุ่มจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเป็นที่สุดเมื่อได้เห็นแสงทองปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้ามืดรำไร

คืนนั้น เอลาซัลหวนคิดเรื่อยเปื่อยถึงหลายๆ เรื่องในอดีต ใจของเขาที่หาความสุขกับปัจจุบันไม่ได้ลอยเลื่อนไปยังความทรงจำอันลางเลือนราวกับภาพฝันที่เคยลืมไปแล้ว

ความสุข...สำหรับเอลาซัลแล้วมักเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมเสมอ เหมือนดั่งแสงอาทิตย์เจิดจ้าที่ส่องอยู่เหนือฟ้าครึ้มเมฆในวันฤดูหนาวที่ลมพัดกรูเกรียวกระนั้น

ลำแสงเลือนลางนี้เองที่ช่วยให้ความอบอุ่นกับจิตวิญญาณของเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังรู้ดีว่าเขาไม่มีทางไขว่คว้ามันมาครองได้ หากทำเช่นนั้น...แสงตะวันสีทองก็มีแต่จะลอยเลื่อนผ่านนิ้วของเขาไปเท่านั้น

และความทรงจำที่เขาหวนนึกก็คือวันหนึ่งกลางฤดูร้อน...

อากาศร้อนอบอ้าว ทว่าท้องฟ้าสีครามนั้นเจิดจ้ากระจ่างใสสวยงาม ตอนเที่ยงวันนั้นเอลาซัลนั่งลงพักใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งหญ้ากว้างหลังจากเดินทางมาทั้งวัน

เสียงหนึ่งพูดกับเขาจากในทุ่งหญ้านั้น ความทรงจำถึงเสียงนั้นในทีแรกแผ่วเบาและแปลกหูเหลือเกินสำหรับเอลาซัล เหมือนกับเสียงของภูตแห่งทุ่งหญ้าที่ซุกซน คอยหลอกล่อให้ผู้ฟังออกจากเส้นทางเข้าไปตามหาในพงไพรจนกระทั่งพวกเขาหลงลืมว่าตนเองเป็นใคร ได้แต่เดินท่องไปใต้แสงแดดสดใสอย่างไร้จิตใจ ไร้ความทรงจำใดๆ ทั้งมวล

แต่เขาค่อยๆ จำได้ว่าผู้พูดคืออเล็กซ์

อเล็กซ์แน่ๆ ในตอนนั้นทั้งสองเพิ่งเดินทางออกจากนครอัญมณีไปด้วยกันได้ไม่นาน อเล็กซ์ที่สวมชุดสีเขียวอยู่เสมอตามความเคยชินเพื่อพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเดินเข้าไปนอนแผ่อยู่กลางทุ่งหญ้า หันหน้าให้กับดวงอาทิตย์รับแดดอย่างสบายใจ ร่างเพรียวบางถูกใบหญ้าที่ไหวพลิ้วเป็นระลอกบดบังจนสิ้น

เอลาซัลที่ขี้เกียจตามอเล็กซ์ไปยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ตามเดิมพลางมองผืนฟ้าครามไร้เมฆไม่มีที่สิ้นสุด

ความทรงจำของเอลาซัลยิ่งกระจ่างชัดขึ้นราวกับกลุ่มหมอกที่บดบังค่อยๆ เลือนหายไป และเขาก็เริ่มจำบทสนทนาของทั้งสองกลางทุ่งหญ้านั้นได้

เอลาซัลเป็นคนเริ่มเรื่องก่อนว่า

"อเล็กซ์ นายรักพ่อนายมั้ย"

ปกติอเล็กซ์ดูไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องอดีตของตนนัก และเอลาซัลก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ทว่าอีกฝ่ายก็ตอบคำถามเขาในทันที

"รักมั้ง...แล้วคุณล่ะ"

"ไม่" เอลาซัลตอบ

หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง อเล็กซ์ก็ถามขึ้นด้วยเสียงนุ่มๆ ที่ฟังเคลิ้มฝันดั่งอากาศอันอบอุ่น

"ครอบครัวคุณเป็นยังไงเหรอเอลาซัล?"

เอลาซัลนิ่งคิดคำตอบอยู่พักหนึ่งขณะที่ใจล่องลอยไปกับวันอากาศร้อนอันแสนสวยนั้น ก่อนที่เขาจะเล่าให้อเล็กซ์ฟังถึงเรื่องแม่ที่มีใบหน้าอันอ่อนโยนล้อมกรอบด้วยเรือนผมหนาสีเข้มหยักศกราวกับกลุ่มไหม ดวงตาสีเขียวน้ำเงินสดใสเป็นประกาย เธอเกิดในชนชั้นลูซิเดีย เป็นลูกตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียง และมีผลึกชีวิตที่สูงค่ายิ่งนัก

ส่วนพ่อของเขาเกิดในชนชั้นฮาล์ฟลูซิเดีย เป็นอัศวินหนุ่มที่หน้าตาดีมีอนาคตไกล และเป็นลูกศิษย์ที่มีฝีมือคนหนึ่งของท่านหญิงแบล็คเพิร์ลในสมัยนั้น แม้จะเกิดในครอบครัวที่ยากจน และมีผลึกชีวิตที่ไม่มีค่ามากนัก ฝีมืออย่างที่หาตัวจับยากก็ทำให้อัศวินหนุ่มมีโอกาสได้รู้จักและผูกสัมพันธ์กับผู้พิทักษ์สาวอันสูงศักดิ์

ชีวิตครอบครัวของเขาน่าจะมีความสุข แต่หลังจากเอลาซัลเกิดได้ไม่นาน สงครามก็เกิดขึ้นตามมา

จอมเวทเดธบริงเกอร์ผู้ยิ่งใหญ่น่าสะพรึงกลัวยกกองทัพมาโจมตีนครด้วยหวังจากรวบรวมผลึกชีวิตทั้งหมดมาครอบครอง แม้กำแพงเวทของท่านหญิงแบล็คเพิร์ลจะป้องกันบรรดาชาวเมืองให้ปลอดภัยไว้ได้ ทว่าจอมเวทย์ผู้นั้นยังคงล้อมเมืองไว้เฝ้ารอเวลาที่ชาวจูมิจะยอมจำนนเมื่อขาดเสบียงจากโลกภายนอก และหาทางที่จะทลายกำแพงเวทลงในขณะเดียวกัน

เขาเกือบจะทำสำเร็จ แต่อักขระเวทของแบล็คเพิร์ลยังต้านเขาไว้ได้นานพอที่จะใช้เวทเสริมความแข็งแกร่งของกำแพง และหลังจากนั้นอัศวินชาวจูมิก็ถูกกะเกณฑ์มารบกับกองทัพของจอมเวทที่นอกกำแพงเมือง การสู้รบอันยืดเยื้อดำเนินไปหลายสิบปี

เหล่าขุนนางชาวจูมิต้องส่งทายาทส่วนมากที่เป็นอัศวินหนุ่มไปรบ และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง บรรดาญาติพี่น้องในตระกูลของแม่เอลาซัลก็ตายในสงครามแทบหมด ทำให้แม่ของเขาเสียใจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าไป

"ตอนที่พ่อกลับมาจากสงคราม ฉันแทบจำพ่อไม่ได้" เอลาซัลเล่า "สงครามทำให้พ่อเปลี่ยนไปมาก...แล้วก็น่ากลัวเหลือเกิน ฉันหน้าตาเหมือนแม่ แล้วพอพ่อเห็นหน้าฉันก็บอกกับแม่ว่า 'หน้ามันดูเหมือนเด็กผู้หญิงไม่มีผิด...หวังว่าคงจะไม่โตมาอ่อนปวกเปียกเป็นผู้หญิงจริงๆ หรอกนะ' "

เสียงหัวเราะของอเล็กซ์ทำเอาใบหญ้ารอบๆ สั่นไหว

"ผมนึกภาพออกเลยแฮะ!"

เอลาซัลยิ้มฝืดเฝือ

"พ่อตั้งใจในแบบของพ่อว่าจะต้องทำให้ฉัน 'เป็นลูกผู้ชายเต็มตัว' ให้ได้ พ่อเลยจับฉันออกจากโรงเรียน ให้มาฝึกดาบอยู่ที่บ้านกับพ่อ ถ้าฉันแสดงความอ่อนแอให้เห็นเมื่อไหร่ พ่อก็จะตบหน้าฉันแรงๆ แล้วบอกว่า 'เป็นอัศวินถ้าอ่อนแอเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น ดูอย่างพวกลูกขุนนางที่ตายในสงครามนั่นสิ  ชีวิตสุขสบายทำให้พวกมันอ่อนแอจนทำอะไรไม่เป็น เพราะอย่างนี้ถึงได้ถูกข้าศึกฆ่าตายหมด เพราะอย่างนี้ฉันถึงเป็นส่วนน้อยที่รอดมาได้' "

"คุณยอมให้พ่อทำแบบนั้นกับคุณเหรอเอลาซัล" อเล็กซ์เปรยขึ้น "ดูท่าทางคุณไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ เลยนะ"

"ถ้าพ่อจะตีฉันแค่คนเดียวฉันก็ไม่แคร์หรอก" เอลาซัลตอบเรียบๆ "แต่ที่ฉันทนไม่ได้คือการที่พ่อใช้อารมณ์กับแม่...ทั้งๆ ที่แม่เป็นโรคซึมเศร้าเพราะต้องเสียญาติๆ ไป พ่อยอมรับแม่ที่เปลี่ยนไปแบบนี้ไม่ได้ ฉันจะลุกขึ้นมาเถียงพ่อจริงๆ ก็เมื่อพ่อเริ่มลงไม้ลงมือกับแม่นั่นแหละ"

"แล้วพ่อคุณทำยังไงล่ะ" อเล็กซ์ถามหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง

"ก็ตบฉันแรงกว่าเดิม แล้วตะคอกว่าอย่ามายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่น่ะสิ" เอลาซัลตอบ "พ่อเลวๆ พรรค์นั้น..."

อเล็กซ์หัวเราะขึ้นสั้นๆ แม้จะฟังดูไม่ร่าเริงนัก

"ผมน่ะไม่ได้เกลียดอะไรพ่อหรอก พ่อไม่เคยตบตีผมหรือแม่เลย...แต่แค่ไม่ค่อยสนใจเราเท่านั้นเอง พ่อชอบทิ้งเราสองคนไว้ที่บ้านแล้วออกเดินทางไปบ่อยๆ ผมคิดว่าพ่อคงจะมีผู้หญิงอื่นๆ อีกหลายคนนอกจากแม่ด้วย แม่ไม่สบายใจมากเพราะเรื่องนี้แหละ พ่อถูกโจรฆ่าตายเพราะรู้ว่าเป็นจูมิตอนผมอายุสิบสาม แม่กลัวว่าผมจะถูกฆ่าเหมือนกัน ก็เลยพาผมย้ายไปอยู่บนภูเขาให้ไกลผู้คนหน่อย"

"แล้วแม่นายล่ะอเล็กซ์?" เอลาซัลถามหลังจากเงียบไปอีกครู่

"อืม..." อเล็กซ์เล่าช้าๆ "แม่ออกจากเมืองไปพร้อมกับพ่อ แม่ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วล่ะ บ้านของแม่จนมาก แล้วผลึกชีวิตของแม่ก็ไม่มีค่าอะไร...แล้วก็อยู่ได้ไม่นานด้วย"

"หมายความว่า...ผลึกชีวิตของแม่นายมีตำหนิ...งั้นสินะ" เอลาซัลเปรย อเล็กซ์ไม่พูดว่าอะไร และเขาก็เข้าใจว่าการสนทนาสิ้นสุดลงแล้ว ชายหนุ่มจึงได้แต่นั่งอยู่ใต้แสงแดดร้อนแรงที่ส่องโลกรอบกายให้สดใสต่อไป

ความทรงจำเลือนหายไปช้าๆ ความอบอุ่นกลับกลายเป็นความหนาวเยือกของยามเช้ามืดอีกครั้ง เอลาซัลได้แต่ครุ่นคิดในใจอย่างอ่อนล้า

แปลกที่เราจำเรื่องนี้ได้...แต่คงเป็นเพราะเราไม่คิดว่าตัวเองมีความสุขจริงๆ เลยหลังจากแม่เสียไปล่ะมั้ง...

เวลาหลายปีในโลกภายนอกที่ต้องร่อนเร่ไปท่ามกลางกลุ่มคนที่ไม่รู้จักไม่ได้ทำให้เขามีความสุขเลย ความสุขที่แท้จริงก็เริ่มมามีเอาเมื่อเขาได้พบกับอเล็กซ์ แล้วได้รู้จักกับองค์หญิงฟลอริน่าเท่านั้นเอง ถึงความสุขนั้นจะไม่แน่นอนเพราะอเล็กซ์...แต่เขาก็ยังมีความสุข เพราะว่าอเล็กซ์กับองค์หญิงฟลอริน่าเป็นคนแรกๆ ที่มอบความห่วงใยให้กับเขาอย่างจริงใจ

และเขาก็นึกได้เมื่อตอนรุ่งเช้านี้เอง...ว่าเขาต้องช่วยอเล็กซ์...ถึงการกระทำนั้นจะทำให้เขาต้องเป็นปฏิปักษ์กับแบล็คเพิร์ลก็ตามที

ชายหนุ่มกำลังจะเดินกลับบ้านอยู่พอดีเมื่อมีมือหนักๆ วางลงบนไหล่ของเขาในถนนแคบๆ นั้น

"ราชองครักษ์เอลาซัล" เสียงเคร่งขรึมพูดขึ้น "จงมากับพวกเราตามคำสั่งของสภาเดี๋ยวนี้"

เอลาซัลหันขวับไปเผชิญหน้ากับร่างนั้นในทันที ที่ด้านหลังเขาคือราชองครักษ์กลุ่มหนึ่ง สีหน้าของบางคนดูเย็นชาแข็งกร้าว ขณะที่คนอื่นๆ ที่เหลือก้มหน้าลงเหมือนกับจะหลบสายตาของชายหนุ่ม

"นี่มันเรื่องอะไรกัน" เขาถามอย่างประหลาดใจ และออกจะโกรธนิดๆ

"องค์หญิงฟลอริน่าถูกอัศวินอเล็กซ์ลักพาตัวไปเมื่อคืนนี้" คือคำตอบ "ท่านหญิงแบล็คเพิร์ลมีคำสั่งจับกุมคุณ จงบอกเราทุกอย่างที่รู้ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าคุณมีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิด และเป็นกบฎต่อแผ่นดิน"

เอลาซัลที่ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดีได้แต่พูดว่า

"ผมขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น"

"นี่..." ราชองครักษ์คนเดิมตอบ "เป็นเรื่องที่ท่านหญิงแบล็คเพิร์ลกับสภาจะเป็นผู้ตัดสิน กรุณาให้ความร่วมมือเถอะครับ" เขาเสริมด้วยเสียงที่อ่อนกว่าเดิม...เนื่องจากเคยรู้จักและถูกอัธยาศัยกับอัศวินลาปิสลาซูลี่มาก่อน "ผมเชื่อว่าคุณบริสุทธิ์ เชื่อเถอะว่าสภาจะให้ความยุติธรรมกับคุณแน่"

แต่เอลาซัลประหลาดใจกับข่าวที่ได้ยินจนไม่ทันได้ตอบอะไร

นายตั้งใจจะทำอย่างนี้นี่เองอเล็กซ์...เขาคิดพร้อมกับตำหนิความโง่ของตนเองที่ไม่ทันนึกว่าอเล็กซ์จะทำเช่นนี้ นายถึงกับยอมเอาชีวิตเข้าเสี่ยงช่วยองค์หญิงฟลอริน่าทั้งที่ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งเมือง แต่ทำไม...ทำไมถึงไม่ขอให้ฉันช่วยเล่า!?

ชายหนุ่มรู้ดีว่า...ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เขาเองก็มีส่วนทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นด้วย และแบล็คเพิร์ลจะต้องตัดสินว่าเขามีความผิดอย่างแน่แท้...



เอลาซัลซึ่งถูกมัดมือไพล่หลังถูกพาตัวมายืนในท้องพระโรงต่อหน้าสมาชิกวุฒิสภาจูมิทั้งหมดซึ่งยืนรายล้อมอยู่บนยกพื้น โดยมีท่านหญิงแบล็คเพิร์ลเจ้าของสีหน้าเครียดเขม็งนั่งเป็นประธานบนบัลลังก์แทนองค์คลาริอุส

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเห็นรูเบ็นส์ยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาวุฒิสมาชิกค่อนไปทางด้านข้าง สายตาของทั้งสองสบกันอยู่ครู่หนึ่ง แม้สีหน้าของรูเบ็นส์จะดูเคร่งขรึม หากแววความรู้สึกในดวงตาของเขาบอกกับเอลาซัลว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รูเบ็นส์จะทำทุกสิ่งอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้การพิพากษานั้นเป็นธรรม หรือพยายามช่วยเหลือเขาเท่าที่ทำได้

แบล็คเพิร์ลประกาศก้องในทันใดนั้น

"ข้าจะขอเข้าเรื่องโดยเร็วเพื่อไม่ให้เสียเวลา จงนำตัวนักโทษมาเบื้องหน้า"

เอลาซัลถูกผลักให้คุกเข่าลงเบื้องหน้าราชบัลลังก์ ค้อมศีรษะลงต่ำต่อหน้าสายตาอันมืดมนของท่านหญิงแบล็คเพิร์ล ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าสายตาของวุฒิสภาจูมิทั้งหมดจับจ้องเขาเป็นตาเดียวกัน และความเงียบชั่วครู่ก็ยิ่งทำให้เขาหวาดหวั่น ก่อนที่เสียงอันชัดเจนของแบล็คเพิร์ลจะกล่าวต่อไป

"อัศวินลาปิสลาซูลี่ เจ้ารู้เรื่องการลักพาตัวองค์คลาริอุสฟลอริน่ามาก่อนหน้านี่แล้วใช่ไหม จงบอกข้ามาซิว่าเจ้ามีส่วนช่วยอเล็กซานไดรท์กระทำการนี้หรือไม่"

เอลาซัลลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากพอควรเพราะมือถูกมัดไพล่หลังไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหน้าแบล็คเพิร์ล

"ไม่ครับ" เขาตอบเสียงขุ่นแต่ยังพยายามบังคับให้ใจเย็นไว้

"หากที่เจ้าบอกเป็นความจริง..." ท่านหญิงแบล็คเพิร์ลยังพูดต่อไปด้วยเสียงดังเดิม "เจ้าจะให้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการตามองค์คลาริอุสกลับมาได้หรือไม่"

และเอลาซัลก็ยังตอบปฏิเสธตามเดิม

"ไม่ได้ครับ ผมเพิ่งมาทราบเรื่องนี้เอาตอนถูกจับเท่านั้น"

ชายหนุ่มจ้องตอบสายตาพินิจพิเคราะห์ของแบล็คเพิร์ลด้วยสายตาแข็งกร้าว หลังจากเงียบไปอีกครู่หนึ่งท่านหญิงจึงได้ถามต่อ

"เจ้ามีเรื่องจะพูดเท่านี้อย่างนั้นรึ"

"ครับท่านหญิง" เอลาซัลตอบอย่างหนักแน่น

ดวงตาของแบล็คเพิร์ลหรี่ลง

"ข้าคงไม่ต้องเตือนเจ้าหรอกนะ...อัศวินลาปิสลาซูลี่ ว่าข้ารู้การกระทำในอดีตของเจ้า" เธอเอ่ยอย่างเยือกเย็น "หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่าเจ้ามีความผิดจริงทั้งสิ้น ดังนั้นหากเจ้ามีเรื่องใดจะสารภาพ ก็ควรจะสารภาพเสียแต่ตอนนี้จะดีกว่า"

"ผมไม่มีอะไรจะสารภาพทั้งนั้นครับท่านหญิง" เอลาซัลตอบ

"เช่นนั้นเจ้าก็ปฏิเสธว่าไม่รู้จุดประสงค์ของอเล็กซานไดรท์ จึงไม่ได้เตือนพวกเราให้ป้องกันการนั้นไว้ก่อนสินะ"

"ผมก็บอกท่านไปแล้วว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งนั้น" เอลาซัลตอบด้วยน้ำเสียงที่เริ่มกรุ่นขึ้นมา

จะคิดอะไรก็คิดไป...เขานึกอย่างขมขื่น แต่เขาจะไม่พูดอะไรที่ขัดกับความรู้สึกของเขาเป็นอันขาด ไม่ยอมทรยศอเล็กซ์เป็นอันขาด ไม่ว่าผลจะออกมาดีร้ายอย่างไรก็ตาม

"สมมติว่า..." แบล็คเพิร์ลถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา "เจ้ารู้เรื่องนี้เข้า เจ้าจะเตือนพวกเราก่อนหรือไม่"

เอลาซัลนิ่งเงียบไป เขารู้ดีว่าท่านหญิงแบล็คเพิร์ลตั้งใจจะทดสอบเขา หากตอบว่าใช่...ก็จะกล่าวหาว่าเขาพูดปด เพราะในความเป็นจริงนั้นถึงจะรู้เขาก็ไม่มีวันบอกเป็นแน่ หากตอบว่าไม่...เธอก็จะสรุปว่าเขามีความผิดจริงอยู่ดีฐานสมรู้ร่วมคิด ไม่ว่าจะตอบอะไรเขามีแต่จะเสีย

ดังนั้นชายหนุ่มจึงได้แต่ก้มศีรษะลงต่ำ ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรทั้งสิ้น

"อย่างที่ข้าคิดไว้" แบล็คเพิร์ลเอ่ยเสียงเย็น "เจ้าอาจจะไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออเล็กซานไดรท์ในการนี้ แต่การกระทำในอดีตของเจ้าก็ยังมีส่วนทำให้เกิดเรื่องนี้อยู่ดี เป็นเพราะเจ้า...องค์หญิงฟลอริน่าถึงได้ตกอยู่ในอุ้งมืออเล็กซ์ในที่สุด"

เอลาซัลทนเงียบต่อไปอีกไม่ไหวจึงได้เงยหน้าขึ้น

"อเล็กซ์เป็นห่วงองค์หญิงจริงๆ ต่างหาก!" เขาแก้ต่างแทนอเล็กซ์อย่างโกรธเคือง ถึงจะรู้ว่าคำพูดนี้ไม่เป็นผลดีต่อการตัดสินความบริสุทธิ์ของเขาเลย "ถ้าองค์หญิงอยู่กับเขาไม่มีทางเป็นอันตรายแน่ อเล็กซ์อยากช่วยองค์หญิง...ก็เลยพาองค์หญิงไปจากที่นี่...จากพวกที่คอยสูบเลือดองค์หญิงอยู่ทุกวันอย่างนี้!"

"ข้าไม่สนว่ามันต้องการจะทำอะไร" แบล็คเพิร์ลตอบด้วยเสียงเย็นราวกับน้ำแข็ง "การกระทำของมันสร้างความเดือดร้อนให้กับอาณาจักร จึงไม่อาจให้อภัยได้"

"นี่..." เอลาซัลโต้กลับ "เป็นเพราะท่านหญิงไม่รู้จักความรักความห่วงใยอย่างนี้ต่างหาก ท่านก็เลยให้อภัยการกระทำของคนที่เห็นชีวิตของคนอื่นสำคัญกว่าตัวเองไม่ได้!!"

สมาชิกวุฒิสภาทั้งหลายส่งเสียงฮืฮอาในทันที เอลาซัลรู้ดีว่าเขาไม่มีทางแก้ตัวได้อีกต่อไปแล้ว พวกนั้นคงเห็นเขาเป็นคนโง่ไปเสียสนิทที่พูดแบบนั้น แต่เขามีอะไรจะเสียอีกเล่า...ในเมื่อข่าวลือที่ว่าเขาหลงเสน่ห์แบล็คเพิร์ลจนหัวปักหัวปำแพร่กระจายไปทั่วได้หลายเดือนอย่างนี้

เสียงกระซิบของบรรดาสมาชิกสภาเงียบลงในที่สุด ท่านหญิงแบล็คเพิร์ลยังคงนั่งนิ่งอยู่เบื้องบนบัลลังก์ มีเพียงนิ้วที่เคาะลงบนที่เท้าแขนพร้อมกับคิ้วเรียวบางที่ขมวดน้อยๆ ก่อนที่เธอจะยกขาที่นั่งไขว้ทับกันขึ้นแล้วลุกขึ้นจากบัลลังก์นั้น

หญิงสาวเดินลงบันไดมาอย่างเงียบๆ มายืนห่างจากเอลาซัลราวครึ่งเมตรกว่า ดวงตาสีดำจ้องตรงเข้าไปในดวงตาของเขา เป็นครั้งแรกนับแต่ได้พบแบล็คเพิร์ลที่เอลาซัลรู้สึกกลัวจับจิตขึ้นมาในทันใดนั้น เขาเชิดคางให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วสบตาตอบเธออย่างเรียบๆ เพื่อซ่อนความรู้สึกของตนไว้

รอยยิ้มเยือกเย็นประดับริมฝีปากของแบล็คเพิร์ลก่อนที่เธอจะพูดขึ้นในที่สุด

"โง่เขลาดีแท้..." ท่านหญิงเอ่ยด้วยเสียงที่ทำให้เอลาซัลถึงกับสะดุ้งวูบ ดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์ขึ้น "อย่าพูดเรื่องการเสียสละอันสูงส่งแบบนี้เลยทั้งที่รู้ว่าการกระทำของอเล็กซานไดรท์มีแต่จะทำให้องค์หญิงฟลอริน่าต้องสิ้นพระชนม์...และชาวจูมิอีกมากก็จะต้องตายด้วย"

"แต่ถ้ายังอยู่ที่นี่องค์หญิงก็ต้องตายเหมือนกัน!" เอลาซัลว่า

ใบหน้าของท่านหญิงแบล็คเพิร์ลเครียดขึ้งขึ้นในทันที รอยยิ้มที่อันตรธานหายไปทำให้เอลาซัลรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ เพราะเขาไม่ชอบรอยยิ้มแบบนั้นของเธอเอาเสียเลย

หญิงสาวก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกใดๆ เอลาซัลที่ไม่แน่ใจว่าเธอคิดจะทำอะไรก้าวถอยในทันทีตามสัญชาตญาณ แต่ราชองครักษ์ที่อยู่ข้างหลังก็ผลักเขาเบาๆ บังคับให้ต้องยืนตรงอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มได้แต่ขบฟันไว้พยายามไม่ให้แสดงความหวาดกลัวออกมา

"อัศวินลาปิสลาซูลี่" แบล็คเพิร์ลเอ่ยด้วยเสียงทุ้มนุ่มดุจดนตรี "บางทีเจ้าอาจจะรู้เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับอเล็กซานไดรท์...หรืออาจจะไม่รู้ก็ได้ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าหลงเชื่อเรื่องโกหกของมันมากแค่ไหน ดังนั้นข้าขอเล่าประวัติที่แท้จริงของอเล็กซานไดรท์ให้เจ้าฟังก็แล้วกัน

"มีชาวจูมิคนหนึ่งที่ไม่พอใจกับชีวิตในนครอัญมณี และเลือกที่จะเป็นคนแปลกแยกออกเดินทางไปโดยไม่กลับมาอีก แต่ก่อนจากไปมันได้นำหนังสือจากหอสมุดหลวงหลายเล่มติดตัวไปด้วยจุดประสงค์บางอย่าง...เพราะมันต้องการสืบหาที่ตั้งของหอคอยเลย์เรส"

เอลาซัลไม่พูดอะไรตอบ เขาจำเรื่องที่อเล็กซ์เคยพูดถึงหอคอยเลย์เรสขึ้นมา...และรู้ได้ทั้งๆ ที่หัวใจหล่นวูบ...ว่าเขากำลังจะได้รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของอเล็กซ์เข้าแล้ว

"มีข่าวลือเรื่องอเล็กซ์มาถึงหูข้า" แบล็คเพิร์ลกล่าวต่อ "ข้าจึงคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสืบเรื่องมันให้แน่ชัด ในระหว่างการเดินทางข้าได้หยุดพักที่เมืองบนผาแห่งหนึ่ง และสอบถามเรื่องจอมโจรฉายา 'เดอะ ฟ็อกซ์' จากพวกนักบวชหญิงที่วิหารที่นั่น ข้าถึงได้รู้ว่าเมื่อสิบปีมาแล้ว นักบวชหญิงชื่อซานดร้าได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"

เอลาซัลสะดุ้งน้อยๆ เมื่อได้ยินชื่อนี้ สายตาของเขาเลื่อนไปที่ใบหน้าของแบล็คเพิร์ลซึ่งยิ้มตอบอย่างขรึมๆ

"รู้สึกว่าเจ้าจะรู้จักซานดร้าสินะ...อัศวินลาปิส"

เอลาซัลยังคงยืนกรานที่จะเงียบ และเลื่อนสายตาหลบไป

"ซานดร้ายังคงติดต่อกับเดอะ ฟ็อกซ์หลังจากที่ได้ช่วยชีวิตเขา โดยที่นักบวชคนอื่นๆ ไม่รู้ และเธอยังได้ช่วยชีวิตอัศวินหนุ่มอีกคนหนึ่งเมื่อสองสามปีที่แล้ว...คำบรรยายรูปพรรณสัณฐานของเขานั้นคุ้นหูข้าทีเดียว"

ใบหน้าของเอลาซัลแดงก่ำขึ้นด้วยความละอาย และรอยยิ้มอันมืดมนของแบล็คเพิร์ลก็หวนกลับมาอีกเมื่อเห็นสีหน้าของเขา ก่อนที่หญิงสาวจะพูดต่อไปอย่างชัดเจน

"เดอะ ฟ็อกซ์ที่ได้ข่าวจากซานดร้าส่งคนมาสะกดรอยตามอัศวินหนุ่มจนถึงนครอัญมณี และเมื่อปีที่แล้ว อเล็กซ์...ลูกของจูมิแปลกแยกคนนั้น...จึงได้กลับมาที่เมืองนี้ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง"

แบล็คเพิร์ลยกมือขึ้นยื่นมาทางเอลาซัล เขายิ่งเงยหน้าให้สูงขึ้นเพื่อหลบสายตาหญิงสาว แต่ก็ยังรู้สึกสะดุ้งเฮือกเมื่อนิ้วของอีกฝ่ายแตะคางของเขา เธอไม่ได้มองหน้าชายหนุ่ม หากเลื่อนสายตาลงไปที่กระดุมเสื้อของเอลาซัลที่กลัดปิดถึงคอ ก่อนจะพูดต่อไป

"อเล็กซ์มาเป็นอัศวินประจำองค์คลาริอุส เพื่อที่จะได้มิสิทธิ์เข้าหอสมุดหลวง และค้นข้อมูลเพื่อสืบทอดเป้าหมายของพ่อ นั่นคือ..."

นิ้วของแบล็คเพิร์ลเลื่อนจากคางของเอลาซัลลงมาถึงคอ เอลาซัลได้แต่กำมือแน่นขณะที่สีหน้าเริ่มจัดขึ้น ท่านหญิงสรุปจบเรื่องอย่างแผ่วเบา

"ตามหาดาบแห่งชะตากรรม!"

แบล็คเพิร์ลกระชากคอเสื้อของเอลาซัลให้ขาดแควกออกมาอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นพลอยสีฟ้าที่กำลังส่องแสงจางๆ อยู่ภายใน เอลาซัลที่อับอายจนใบหน้าแดงก่ำพยายามจะขยับแขน...ทว่าถูกมัดไพล่หลังอยู่ แรงกระชากกลับทำให้ร่างของเขาถลามาด้านหน้าแทน

แบล็คเพิร์ลวางมือลงบนแผ่นอกช่วยหยุดร่างของชายหนุ่มเอาไว้ เขาได้แต่ยืนนิ่งก้มหน้าลงจ้องมองพื้นเพื่อจะได้ไม่ต้องมองหน้าหญิงสาวขณะที่เธอเอนกายมาข้างหน้าพร้อมกับเอ่ยเบาๆ

"เจ้าไม่เคยสงสัยเลยหรือ...เอลาซัล ว่าทำไมเพื่อนของเจ้าถึงได้ขันอาสาช่วยงานค้นคว้าขององค์หญิงฟลอริน่าอย่างขันแข็งนัก อเล็กซ์ต้องการจะตามหาดาบแห่งชะตากรรมตามเจตนารมณ์ของพ่อ...และมันเชื่อว่าดาบนั้นอยู่ในหอคอยแห่งเลย์เรส"

แบล็คเพิร์ลจรดปลายนิ้วลงบนพลอยสีฟ้าที่ฝังอยู่กึ่งกลางอกของเอลาซัลก่อนจะเคลื่อนวาดเป็นตัวอักษรโบราณรูปร่างประหลาด น้ำเสียงอันเยือกเย็นยังคงดังข้างหูของเขาแม้ในขณะที่ปลายนิ้วเลื่อนวนไปตามพื้นผิวของเม็ดพลอยอย่างต่อเนื่อง

"ดังนั้นอย่าได้บอกข้าเลย...ว่าอเล็กซ์ที่มาที่นี่เพื่อเป้าหมายส่วนตัวยังมีความคิดที่จะเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นแบบนั้นด้วย"

เอลาซัลพลันรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในทันใดนั้น สมองของเขาเริ่มหนักอึ้ง ราวกับมีอะไรบางอย่างเลื่อนขึ้นมาจุกลำคอทำให้เขาต้องหอบหายใจอย่างหนัก ผลึกชีวิตสีฟ้าเรืองดูจะสลัวลงใต้สัมผัสของแบล็คเพิร์ล ศีรษะของเธอก้มต่ำลงแทบแตะไหล่ของเอลาซัล และท่านหญิงก็จับตามองพลอยสีฟ้าไม่วางตาขณะที่ปลายนิ้วยังคงหมุนวนต่อไปช้าๆ พร้อมกับเอ่ยเบาๆ

"เจ้า...เอลาซัล รู้ตัวตนที่แท้จริงของจูมิแห่งอเล็กซานไดรท์ แต่ยังกล้าฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของอาณาจักรนี้..."

เหงื่อกาฬของชายหนุ่มแตกพลั่ก เส้นเลือดในหูเต้นตุบๆ ราวกับจะแตกออกมาด้วยความดันเสียเมื่อไรก็ได้ เอลาซัลซวนเซทรงกายแทบไม่อยู่เมื่อแบล็คเพิร์ลพูดต่อไปจนจบ

"...ช่วยให้อเล็กซ์ได้เป็นอัศวินประจำองค์คลาริอุส"

"ท่านหญิง!" เสียงของรูเบ็นส์ดังขึ้นจากด้านหลังแบล็คเพิร์ลในทันใดนั้น "พอเถอะครับ ผมขอร้อง!!"

ครู่ต่อมาเอลาซัลก็ถึงกับทรุดลงคุกเข่า ศีรษะก้มลงต่ำ ทั่วร่างสั่นสะท้านขณะที่เขาหอบหายใจ แบล็คเพิร์ลที่ไม่สนใจคำพูดของรูเบ็นส์คุกเข่าลงข้างๆ ชายหนุ่ม จนกระทั่งสายตาของเธออยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของเขา

"ข้าอาจจะให้อภัยการกระทำที่ผ่านๆ มาของเจ้าได้...เอลาซัล" ท่านหญิงเอ่ยเบาๆ "แต่ในเมื่อมันทำให้องค์หญิงฟลอริน่าถูกลักพาตัวไป...ก็เท่ากับตัดสินชะตากรรมของเจ้าแล้ว ข้าจะไม่ยอมวางเฉยจนกว่าจะแน่ใจว่า..."

ภาพที่ผ่านสายตาเอลาซัลพร่าเลือนลงทุกที คงมีเพียงเสียงของแบล็คเพิร์ลเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในหูของเขา

"จิตวิญญาณที่ดื้อรั้นผ่าเหล่าของเจ้าจะถูกขับออกไปจากร่างนี้!"

มือของหญิงสาวยื่นออกมาจับคางของเอลาซัลบังคับให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ น้ำเสียงเย็นยะเยียบยังคงดังต่อไปท่ามกลางความเงียบงันรอบด้าน

"ภูมิใจไหม ลาปิสลาซูลี่ ที่ได้ช่วยให้อเล็กซ์ทำสำเร็จตามแผนการของมัน ภูมิใจไหมที่ได้ทรยศบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง"

เอลาซัลที่หายใจหนักๆ ทั้งที่เหงื่อไหลท่วมใบหน้ามองลึกเข้าไปในดวงตาอันมืดสนิทของแบล็คเพิร์ล...และสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอ...ความรู้สึกเดียวกับที่เขาจำได้ในคืนที่เคยช่วยไม่ให้เธอตกระเบียงไป ชายหนุ่มเห็นผลึกชีวิตสีดำของเธอเปล่งประกายน้อยๆ ด้วยอำนาจมืด

"แล้วท่าน...ล่ะ..." เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ "ท่าน...กับ...เมืองนี้..." น้ำเสียงอ่อนลงเป็นกระซิบขาดห้วง "ท่าน...ที่...คิดจะ...ใช้ให้...องค์หญิง...ตาย...เพื่อ...เมืองนี้...ก็...ไม่ได้...ดี...ไปกว่า...อเล็กซ์...เลย!!"

ประกายแสงอันน่าสะพรึงกลัวฉายวูบในดวงตาของแบล็คเพิร์ลกับคำพูดนั้น เธอไม่พูดอะไรแต่ปล่อยมือจากเอลาซัลทันควันก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน ทิ้งให้ชายหนุ่มฟุบลงหมดสติกับพื้น

"เอามันไปขังที่หอคอยทางเหนือ" แบล็คเพิร์ลบอกกับพวกราชองครักษ์ "ข้าจะตัดสินชะตาของมันเมื่อกลับมาอีกที!"



เอลาซัลรู้สึกเหมือนตนเองกำลังล่องลอยอยู่กลางผืนน้ำกว้างไร้ที่สิ้นสุด...

ร่างกายของเขาทั้งชาดิกและว่างเปล่าให้รู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ ราวกับว่ามีเขาอยู่เพียงคนเดียวในโลกนี้...กับความรู้สึกเพียงสิ้นหวังและอ้างว้างท่วมท้นเสียจนเขาอยากจะดิ่งลึกลงไปในห้วงนิทราชั่วนิรันดร์

ชายหนุ่มหลับตาลงพร้อมกับรู้สึกได้ว่าตัวเขากำลังลอยเลื่อนไปในความว่างเปล่า แต่แล้วเสียงแผ่วเบาราวกับดังมาจากที่ไกลแสนไกลก็ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น

ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นจุดแสงสีขาวที่ส่องอยู่ไกลออกออกไป เมื่อเข้าไปใกล้วงแสงท่ามกลางสีดำของความว่างเปล่านั้น เขาจึงเห็นได้ว่านั่นเป็นร่างของเด็กสาวที่กำลังนั่งคุดคู้สะอื้นไห้เบาๆ

ชายหนุ่มที่รู้สึกสะท้อนใจโน้มกายลงใกล้เด็กสาว ร่างเล็กๆ นั้นเป็นสีขาวล้วนดูพร่าเลือนราวกับดวงวิญญาณ หากเอลาซัลไม่ทันได้นึกถึง

"หยุดร้องไห้เถอะ" เขาเอ่ยเบาๆ พร้อมกับแตะไหล่ของเด็กสาว

เด็กสาวหยุดร้องไห้แล้วหันหน้ามาทางเขา ใบหน้าของเธอดูเลือนลางอย่างประหลาด แต่เอลาซัลยังรู้สึกได้ถึงความโศกเศร้าของเธอ

"ข้าหลงทาง..." เธอเอ่ย

"ไม่เป็นไรหรอก" ชายหนุ่มพูดอย่างอ่อนโยน "บอกหน่อยสิว่าฉันจะช่วยเธอได้ยังไง"

ทว่าเด็กสาวก็เอาแต่พูดซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ดูเศร้าสร้อยยิ่งนัก

"ข้าหลงทาง...ข้าหาทางไปถึงแสงในความมืดอย่างนี้ไม่เจอ"

แล้วเด็กสาวก็ลุกขึ้นเดินจากไป ดูเหมือนจะมองไม่เห็นเอลาซัลอีก หรือไม่ก็ลืมไปเสียแล้วว่ามีเขาอยู่ด้วย เอลาซัลพยายามจะหยุดเธอไว้แล้วถามว่าเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่แล้วร่างเรืองแสงสีขาวก็ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด เอลาซัลจึงได้แต่ตามไป

ชายหนุ่มพบตนเองเดินไปในโลกสีเทา...ตามทางเดินอันมืดสลัวเลือนลางคดเคี้ยวราวกับเขาวงกตที่ไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีสัญญาณของชีวิตหรือความเคลื่อนไหวใดๆ ทุกสิ่งเงียบสนิทราวกับตายไปแล้ว

เอลาซัลเดินไปตามทางเดินเหล่านั้น เข้าไปในห้องว่างเปล่าห้องแล้วห้องเล่า...เปิดประตูไปสู่ความว่างเปล่าบานแล้วบานเล่า จนรู้สึกว่าเขาได้แต่เดินไปในความเงียบนี้เป็นเวลานานแทบนิจนิรันดร์ เขาเริ่มถามตนเองว่าการเดินจะสิ้นสุดลงเมื่อใด...แล้วมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใด

แต่แล้วเขาก็ได้เห็นร่างเรืองแสงสีขาวประหลาดของเด็กสาวอีกครั้งไม่ไกลออกไปข้างหน้า ชายหนุ่มรีบมุ่งหน้าไปทางนั้นพร้อมกับพยายามจะร้องเรียกเธอ แต่เสียงของเขากลับไม่ดังออกมาแม้แต่น้อย

เมื่อนั้นเองเขาถึงได้สังเกตเห็นสิ่งอื่น...ซึ่งที่จริงก็มองเห็นมาพักใหญ่แล้วแต่ไม่ทันได้ให้ความสนใจ

นั่นคือร่างคล้ายมนุษย์สีเทาเลือนลางที่เดินไปมาตามทางเดินช้าๆ บางร่างดูชัดเจนกว่าร่างอื่นจนเอลาซัลสังเกตเค้าหน้าได้ ในขณะที่ร่างอื่นๆ เป็นเพียงเงาพร่าเลือนดูกลืนไปกับความมืดเท่านั้น

แต่ทุกร่างยังมีสิ่งหนึ่งที่มองเห็นได้ชัด...คือแสงคล้ายพลอยที่ส่องสว่างมาจากบริเวณทรวงอก

เอลาซัลจึงนึกได้ว่าคนพวกนี้ทั้งหมดเป็นชาวจูมิ

เขาเข้าใจในทันทีว่าตนเองอยู่ในนครอัญมณี แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่านี่เป็นความฝัน...หรือเป็นภาพนิมิตอย่างที่เขาเคยเห็นอยู่เสมอแต่ไม่อาจจำได้กัน

ฝันร้ายงั้นเหรอ...ชายหนุ่มนึกกับตนเอง นี่มันหมายความว่ายังไง...

เขาเดินต่อไปตามทางเดินเข้าไปในห้องกว้างห้องหนึ่ง มีร่างร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนอะไรบางอย่างคล้ายกับโต๊ะ แลดูกรอบร่างออกจะชัดเจนกว่าร่างอื่น เอลาซัลหยุดนิ่งไปชั่วครู่ เขาคิดว่าเขาจำร่างและใบหน้านี้ได้...

แต่เขาก็ไม่มีเวลาจะคิดอะไรต่อเกี่ยวกับร่างนั้น เพราะเขาได้เห็นเด็กสาวสีขาวที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางหมู่ร่างสีเทาอีกครั้ง เขารีบตามเธอไป และเมื่อเปิดประตูออกไปสู่อีกห้องหนึ่ง...เขาก็ออกมาสู่สวนวงกตที่ดูซับซ้อนไม่มีที่สิ้นสุด

กระแสลมเย็นพัดผ่านร่างของชายหนุ่มไป ทำให้เงามืดของต้นไม้ไหววูบ เด็กสาวขยับไวๆ อยู่แถวหางตาของเขา

เอลาซัลตั้งท่าจะตามเธอไป....หากเขาไม่หยุดกึกด้วยความประหลาดใจเสียก่อน

แซฟไฟร์ยืนพิงกำแพงใบไม้อยู่ไม่ห่างจากเขาเท่าใดนัก เอลาซัลจำไม่ผิดแน่ว่าเจ้าของกรอบร่างที่ส่องสลัวอยู่ในความมืดคล้ายกับเด็กสาวคนนั้นคือแซฟไฟร์ เธอยืนก้มหน้านิ่งไม่มีการเคลื่อนไหว และเงียบสนิทเหมือนกับเมืองทั้งเมืองนี้

เอลาซัลที่ลืมเด็กสาวไปเสียสนิทตรงเข้าไปหาแล้วเรียกชื่อเธอ แต่แซฟไฟร์ก็ไม่มีกริยาตอบรับ เธอยังคงยืนนิ่งเงียบแม้เขาจะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแล้วเรียกชื่อเธออีกครั้ง

"นางไม่เห็นหรือได้ยินเสียงของเจ้าหรอก...ลาปิสลาซูลี่เอ๋ย" เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น

เอลาซัลรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมา เขามองหาเจ้าของเสียงที่พูดกับเขาในเมืองอันเงียบสงัดนี้ไปรอบๆ แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลย น้ำเสียงอันไพเราะดุจดนตรีและกระแสน้ำไหลรินเอ่ยกับเขาอีกครั้ง

"ข้าอยู่ที่ใจกลางสวนวงกตนี้ ได้โปรดมาหาข้าเถิดลาปิสลาซูลี่..."

เอลาซัลรู้ว่าเขาไม่มีทางขัดขืนเสียงเรียกนั้นเลย ทว่าเขาก็ต้องการจะตามไปด้วยความเต็มใจ ชายหนุ่มจึงได้มุ่งหน้าไปตามกระแสเสียงนั้นไปยังใจกลางของเขาวงกตอันมืดมิด

เมื่อมาถึง เขาก็ต้องชะงักด้วยความประหลาดใจก่อนจะทรุดลงคุกเข่าช้าๆ แล้วค้อมศีรษะคำนับร่างสง่างามที่ส่องแสงเรืองอยู่กลางสวน ปีกสีขาวคู่ใหญ่ที่ส่องสว่างแผ่กว้างโอบล้อมทั้งสองด้านของร่างนั้น

เขารู้ในทันทีว่าตนเองกำลังอยู่เบื้องหน้าเทวทูตจูมิ...

"ลุกขึ้นยืนเถิด ลาปิสลาซูลี่" เทวทูตเอ่ย "ไม่ธรรมดาเลยหากจะมีใครสักคนในมิติสีเทานี้ที่มีสติพอจะสื่อสารกับข้าได้ ก่อนหน้าเจ้าก็มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น แม้ว่าเมื่อตื่นขึ้นเจ้าจะจำอะไรไม่ได้อีก...แต่ข้าก็จะขอใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด"

"เทวทูตจูมิ" เอลาซัลกระซิบอย่างกริ่งเกรง ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองร่างเรืองแสงที่งดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์นั้น "ถ้าอย่างนั้นท่านก็อยู่ในนครอัญมณี...อยู่กับพวกเรามาตลอดเวลา"

"ถูกแล้ว" เทวทูตตอบรับ "ข้าอยู่ที่นี่มานานนับหลายพันปี"

"แล้วทำไมท่านถึงไม่ช่วยพวกเรา" เอลาซัลรีบถามอย่างรวดเร็วจนแทบหายใจไม่ทัน "พวกเราชาวจูมิกำลังจะตายอยู่แล้ว ตามตำนานบอกไว้ว่าท่านเป็นผู้สอนให้เราหลั่งน้ำตาเยียวยา แล้วทำไมท่านถึงไม่กลับมาช่วยพวกเราอีกครั้งเล่า"

ร่างส่องแสงของเทวทูตมองสำรวจเอลาซัลอย่างเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

"ลาปิสลาซูลี่เอ๋ย เพราะข้าถูกเทพีมาน่าจองจำไว้ในมิตินี้น่ะสิ...

"เมื่อข้าจุติมาสู่เผ่าจูมิหลายพันปีมาแล้ว และสอนการหลั่งน้ำตาเยียวยาให้กับพวกเขา ชาวจูมิรักข้ามากกว่าสิ่งใดในโลกนี้ เทพีมาน่าที่ริษยาข้าจึงได้ใช้พลังของนางสะกดข้าไว้ในมิตินี้ หกเทวทูตที่จุติพร้อมกับข้ากลับสู่สวรรค์จนหมดสิ้นเมื่อสงครามสิ้นสุด ทว่าข้าต้องร่อนเร่อยู่ในโลกมนุษย์นี้นานนับพันปี ไม่มีทางคืนสู่สรวงสวรรค์ได้"

เอลาซัลก้มหน้าลง

"แล้วมีทางที่จะปลดปล่อยท่านได้ไหม" เขาถามเบาๆ "ท่านต้องช่วยพวกเรานะ เทวทูตจูมิ ท่านต้องกลับมารักษาพวกเราก่อนที่เราจะตายกันหมด"

กระแสเสียงของเทวทูตฟังดูโศกเศร้ายิ่งนัก

"ข้ารู้ มีทางที่จะปลดปล่อยข้าได้ ลาปิสลาซูลี่ แต่ถึงจะบอกเจ้าก็คงไม่มีผลอันใด เพราะเมื่อตื่นไปแล้วเจ้าก็จะจำไม่ได้อีก"

เอลาซัลเลยเปลี่ยนเรื่องถามว่า

"แล้วที่นี่คือที่ไหน ทำไมผมถึงมองหน้าตาของบางคนออก ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ดูเลือนลางเหมือนวิญญาณอย่างนี้"

"ที่นี่..." เทวทูตตอบ "คือนครแห่งความตาย ยิ่งใกล้ความตายมากเท่าใด...ร่างของเจ้าที่ปรากฏอยู่ในห้วงมิตินี้ก็จะยิ่งแจ่มชัดขึ้นเท่านั้น"

ร่างสีขาวของเด็กสาวที่สะอื้นไห้ปรากฏขึ้นในทันใดนั้น เธอเดินเฉียดเอลาซัลไปราวกับไม่เห็นเทวทูตที่อยู่ในที่นั้นด้วยเลย

"ปล่อยนางไปเถอะ" เทวทูตเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเอลาซัลทำท่าจะเรียกเด็กสาว "นางไม่มีทางเห็นหรือได้ยินเสียงของข้าหรอก เพราะนางเป็นวิญญาณสาบสูญดวงหนึ่ง"

"วิญญาณสาบสูญ" เอลาซัลทวนคำ "หมายความว่ายังไง"

"นางได้มอบวิญญาณของตนเองเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับสิ่งหนึ่ง...จนในที่สุดนางได้สูญเสียตัวตนที่แท้จริงของตนไป และรับรู้ได้เฉพาะความมืดในจิตของตนเท่านั้น"

เอลาซัลกะจะถามให้มากกว่านี้ด้วยความไม่เข้าใจ แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาก่อน

"เทวทูตจูมิ ถ้าหากนี้เป็นเมืองแห่งความตายจริงๆ ก็หมายความว่าผมตายแล้วงั้นเหรอ"

เทวทูตจูมินิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

"ยังหรอก เจ้ามีสติเต็มที่และรับรู้ข้าได้เช่นนี้ ก็เพราะตอนนี้ชีวิตของเจ้ากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นกับความตายต่างหาก"

"แต่ว่า..." เอลาซัลเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบากพร้อมกับก้มหน้าลง "ที่สุดผมก็ต้องตายอยู่ดีใช่มั้ย"

ทว่าเทวทูตจูมิกลับกล่าวว่า

"ลาปิสลาซูลี่ สาเหตุที่ข้าเรียกเจ้ามานี้ ก็เพราะเจ้าเป็นผู้เดียวที่มีสติรับรู้และมองเห็นข้าในช่วงเกือบพันปีที่ผ่านมา หากเจ้ายอมให้ข้าหลอมรวมเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณของข้า...กับวิญญาณของเจ้า ข้าเชื่อว่าข้าอาจจะทำให้ความทรงจำของข้าฝังอยู่ในตัวเจ้าหลังจากตื่นขึ้นมาได้ และวันหนึ่งเจ้าจะจดจำภาพนิมิตนี้เพื่อให้การปลดปล่อยข้าได้ ข้าขอมอบภาระนี้ให้กับเจ้า...ตอบแทนกับชีวิตของเจ้า"

เอลาซัลไม่จำเป็นต้องตอบด้วยวาจา เพราะทางเลือกของเขานั้นแน่ชัดอยู่แล้ว ร่างของเทวทูตก้าวเข้ามาใกล้เอลาซัลก่อนจะยื่นแขนมาทางเขา

"ครั้งหนึ่งข้าเคยมอบภารกิจนี้ให้กับจูมิอีกผู้หนึ่ง" กระแสเสียงที่ฟังสูงส่งของเทวทูตสีเงินเอ่ยเพียงแผ่ว "ทว่าจูมิผู้นั้นทำให้ข้าต้องผิดหวัง อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังซ้ำอีกนะลาปิสลาซูลี่"

ปลายนิ้วเรืองแสงแตะผลึกชีวิตที่ส่องสลัวของเอลาซัล ทำให้มันเริ่มเปล่งประกายตอบรับในทันที เอลาซัลรู้สึกได้ถึงอำนาจเยียวยาอันอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่างของเขา ร่างของเทวทูตยังคงขยับใกล้เข้ามาอีกจนเหมือนกับจะซ้อนทับร่างของชายหนุ่ม มือของเขาเริ่มเปล่งแสงสีขาวขณะที่น้ำเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นในใจก่อนจะเลือนหายไป

"จงตามหาดาบแห่งเทพยดา...ลาปิสลาซูลี่เอ๋ย มีเพียงพลังของดาบแห่งเทพยดาเท่านั้นที่จะทำลายผนึกของวิหารได้..."


ที่นครอัญมณี แบล็คเพิร์ลนอนหงายอยู่บนเตียงในห้องเล็กๆ พร้อมกับจ้องมองไปที่เพดานด้วยสายตาว่างเปล่าอย่างไร้แรง ใบหน้าของเธอซีดเผือดไม่ผิดกับคนตาย แม้บางครั้งปลายนิ้วจะกระดิกน้อยๆ แต่ก็ดูเหมือนเธอจะไม่มีสติรับรู้สิ่งรอบด้านเลย

แต่ในทันใดนั้นร่างของหญิงสาวก็พลันกระตุก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากซีดขาวสั่นระริกเมื่อลมหายใจของเธอเริ่มขาดห้วง มือเลื่อนไปกุมผลึกชีวิตราวกับจะปกป้องมันไว้จากอะไรบางอย่าง

"ไม่!!" เธอกระซิบอย่างร้อนรน "ไม่!! ทำไม...ทำไมถึงได้ทำอย่างนี้กับข้า...ทำไม! พอทีเถอะ...ไม่อย่างนั้นข้า...ข้าต้อง...ตายแน่!!"


เอลาซัลลืมตาพร้อมกับผุดลุกขึ้นนั่งในทันใดทั้งที่เหงื่อไหลท่วมกาย เขาเลื่อนมืออันสั่นเทาไปปาดหน้าผากเย็นเฉียบ ต้องใช้เวลานิ่งนึกไปเป็นพักใหญ่กว่ารู้ตัวว่าตนเองอยู่ที่ไหน

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงเล็กๆ ในห้องขังอย่างช้าๆ ความทรงจำสุดท้ายก่อนจะหมดสติไปคือการถูกไต่สวนและพิพากษา แต่เขายังรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองฝันประหลาดอย่างน่าพรั่นพรึง ทว่าความฝันนั้นยังสวยงามยิ่งนัก ครู่หนึ่งที่เขารู้สึกเหมือนกับได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา ได้เห็นแสงสว่างเจิดจ้า แต่พวกมันก็เลือนหายไปในทันทีราวกับกระแสลมที่พัดผ่านหมู่ไม้ หรือดาวตกที่ฉายแสงวาบผ่านท้องฟ้า

ร่างกายของเขาอ่อนเปลี้ยเหลือเกิน แต่ถึงจะรู้ว่าเขาอาจจะต้องอยู่ในห้องขังนี้เป็นเวลานาน ชายหนุ่มก็ไม่สนใจสภาพของตนเองสักเท่าใด เขาได้แต่นอนนิ่งอยู่ในความมืดโดยพยายามไม่คิดเรื่องอะไรต่างๆ นานาให้หนักสมอง

สักพักก็มีทหารยามนำอาหารมาให้ แต่เขาก็ไม่ได้แตะต้องอะไรมากนัก ในที่สุดชายหนุ่มก็หลับลึกไปโดยไม่ฝันอะไรอีก

เขามาตื่นเอาอีกทีก็เพราะเสียงปลายหอกที่เคาะประตู

"ตื่นสิ" ทหารยามที่เฝ้าอยู่อีกฟากประตูพูดเสียงเข้ม "มีคนมาพบแกแน่ะ"

เอลาซัลลุกขึ้นนั่งอย่างไม่มั่นคงนักเมื่อประตูเปิดขึ้น และร่างสูงสง่าร่างหนึ่งเดินเข้ามา

รูเบ็นส์นั่นเอง

"ออกไปก่อน" รูเบ็นส์บอกกับทหารยาม "ฉันมีเรื่องจะพูดกับนักโทษสักหน่อย"

ทหารยามคนนั้นค้อมศีรษะคำนับด้วยความเคารพก่อนจะออกไป เอลาซัลจับตามองรูเบ็นส์อย่างเงียบๆ เขาไม่รู้ว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาสูงสุดมาทำไม แต่พอเดาได้ว่ารูเบ็นส์คงมาพูดให้เขาพยายามทำอะไรสักอย่าง แต่จะเป็นอะไรกัน

บางทีอาจจะให้คุกเข่าขอความเมตตาจากสภา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับโทษขั้นร้ายแรงที่สุดกระมัง

แต่รูเบ็นส์พูดเพียงว่า

"ลุกขึ้นยืนซิเอลาซัล"

เอลาซัลทำตามช้าๆ รูเบ็นส์มองเขาด้วยสายตาที่บอกความเห็นใจ

"ดูท่าทางจะไม่สบายหนักมากนะ" เขาเอ่ยเบาๆ

เอลาซัลก้มหน้าลงไม่ตอบว่าอะไร ในทันใดนั้นรูเบ็นส์ก็ก้าวเข้ามาหาเขาพร้อมกับยื่นบางสิ่งใส่มือของชายหนุ่ม

"รีบหนีออกไปจากที่นี่ซะ" เขาพูดด้วยเสียงเบาเคร่งขรึม "นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วก็ได้ ยานี่จะทำให้ทหารยามหลับไป ส่วนกุญแจดอกนี้จะเปิดประตูทางลับให้ อย่าฆ่าใครเด็ดขาดในระหว่างที่หนี ไม่อย่างนั้นผมจะไม่ให้อภัยคุณแน่ นี่เป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่ผมจะทำตามความรู้สึกของตัวเองแบบนี้ อัศวินลาปิสลาซูลี่ รีบไปช่วยอเล็กซานไดรท์ให้ได้...ถึงแม้ว่าองค์หญิงจะถูกส่งตัวกลับมาก็ตาม"

เอลาซัลตกใจมากจนพูดอะไรไม่ออก แต่รูเบ็นส์ก็รีบบอกเขาเรื่องทางลับใต้เมืองที่ถูกสร้างเผื่อไว้ในกรณีที่ต้องอพยพผู้คนออกไปในยามสงคราม ซึ่งเป็นทางที่เอลาซัลจะใช้หนีออกไปได้โดยไม่ถูกจับกุม

หลังจากนั้นเขาก็อยู่ต่ออีกสักพัก พูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากทีแรก

และเมื่อทหารยามย้อนกลับมาอีก ก็ได้ยินเพียงเสียงของท่านสมาชิกวุฒิสภาสูงสุดที่ขอให้เอลาซัลยอมรับข้อเสนอของสภาเพื่อจะได้รับการลดหย่อนโทษ และเสียงของอัศวินลาปิสลาซูลี่ที่ตอบอย่างแผ่วเบาว่าเขาจะขอคิดดูอีกที

คืนนั้นเองเอลาซัลก็เก็บรวบรวมข้าวของเล็กน้อยเท่าที่มีอยู่ รวมทั้งผ้าคลุมสีเขียวเหลือบและดาบของตนหลบออกไปจากนครแห่งอัญมณี

ในขณะที่ชายหนุ่มเดินออกไปในอากาศเหน็บหนาวของยามค่ำคืนเดือนธันวาคมในวันสิ้นปีนั้น เขาก็ไม่ได้เหลียวกลับไปมองนครอันส่องแสงแพรวพราวอีกเลย


Author's Comments: หมู่นี้เราฟังเพลงของวง Radiohead บ่อยๆ ค่ะ แล้วก็เห็นว่าเพลง "Nice Dream" เข้ากับบทนี้ดีทีเดียว ท่อนแรกพูดถึงสิ่งที่เอลาซัลต้องการอยู่ลึกๆ ในสังคมจูมิ คือความรักกับความสุขที่เป็นได้เพียงในความฝันเท่านั้น ท่อนสองที่พูดถึงเทพยดาก็ยังเข้ากับเทวทูตจูมิ ส่วนท่อนที่เกี่ยวกับทะเลจะไปเข้ากับตอนที่ 5 ที่ต่อจากนี้ค่ะ ทำนองเพลงนี้ยังฟังดูเคลิ้มฝันเหมือนกันด้วย แต่เรื่องความเหมือนนี่ค่อนข้างจะบังเอิญนะคะ เพราะเราเขียนโครงคร่าวๆ ของบทที่ 4 ก่อนจะได้ยินเพลงนี้อีก แต่การเปรียบเทียบความสุขกับเแสงตะวันที่ไม่อาจจับต้องได้คงได้อิทธิพลมาจากเพลงนี้จริงๆ ค่ะ

Translator's Comments: ตอนนี้ก็หลากอารมณ์เช่นกันในความเห็นผมครับ มีอดีตของเอลาซัล กับเบื้องหลังของอเล็กซ์แพลมออกมาด้วย
ตอนท้ายก็แปลกใจไปเหมือนกันที่รูเบ็นส์มาช่วยปล่อยเอลาซัลแบบนี้ แต่ก็สมกับที่ใช้แต่ 'พระคุณ' จริงๆ ล่ะ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 12 : ภาคที่ 2 - ฟลอริน่า / บทที่ 4 - ใจแห่งความมืด , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 114 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android