Bodyguard Made to love....ขอแค่ได้รัก

ตอนที่ 9 : มันไม่มีเหตุผล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

 “คุณบลูจะกินอะไรไหมครับ” เสียงราบเรียบเอ่ยถามขณะกำลังปิดประตูห้องพักของโรงแรม แต่คนถูกถามกลับไม่ตอบ...เขาเดินไปดูดบุหรี่ที่ระเบียงแทน รามจึงยิ้มและเดินตามไปกอดชายหนุ่มไว้จากด้านหลัง

“เป็นอะไรครับ...มันไม่มีอะไรเลยนะ” เสียงอู้อี้ถามข้าง ๆ ซอกหู

“ปล่อย...” เขาบอกเสียงราบเรียบ

“ถ้าคุณไม่พูด... ผมจะคิดเอาเองว่าคุณหึงผมนะ” รามไม่ฟังสิ่งที่อีกคนสั่ง เขายังคงหยอกเย้าหวังจะให้อารมณ์ดี

“กูนี่นะ...จะหึง” บลูหันไปมองคนตรงหน้าพร้อมกับชี้มาที่ตัวเองก่อนจะพูดต่อ “มึงมันหลงตัวเอง ไอ้ราม” เขาบอกและพ่นควันไปในอากาศ

“งั้น...คุณเป็นอะไรล่ะครับ” รามยังคงกวนไม่หยุด แค่คิดว่าบลูหึงใจเขามันก็เต้นแทบไม่เป็นจังหวะ

“กูบอกไม่ได้เป็นไง...เลิกเซ้าซี้กูสักที มึงมันน่ารำคาญ” บลูบอกก่อนจะสะบัดตัวออกจากรามอย่างแรงก่อนจะพูดต่อ “มึงอย่าคิดนะว่าการที่กูให้โอกาส มึงอยากจะทำอะไรกับกูก็ได้...กูไม่ใช่เพื่อนเล่น” เขาจ้องหน้าบอดี้การ์ดนิ่ง รามหน้าชาและสลดลงทันทีมันก็จริงอย่างที่คุณบลูบอก เขาคงเล่นมากไปหน่อยเพราะดันลืมตัว

“ผมขอโทษครับ” รามเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด “ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะครับ...แต่ถ้าการที่เราเกินเลยมันจะทำให้คุณอึดอัดใจผมก็พร้อมที่จะหยุดครับ ขอเพียงแค่คุณบอกมา” ใบหน้าของเขานิ่ง บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แววตากลับเศร้าสร้อย

เขาผิดเองที่ไม่หักห้ามใจตั้งแต่แรก เขาควรจะอยู่ในที่ของตัวเอง ไม่น่าตีตนเสมอเจ้านายเลย สมควรแล้วที่จะต้องเจ็บ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังดีเสียกว่าที่จะให้คนตรงหน้ารู้สึกไม่ดี

“กูบอกเหรอ...ว่ากูอึดอัด... กูพูดออกมาสักคำหรือยัง” บลูเห็นหน้านิ่ง ๆ ของรามก็โมโห และยิ่งมาเจอคำพูดตัดพ้อก็ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก เขากระชากคอเสื้อของคนหน้านิ่งเข้ามาหาตัว ก่อนจะตะคอกใส่เสียงดังลั่น รามจึงไม่กล้าสบตา เขาก้มหน้าตัวเองลง

“ผมขอโทษครับ...ผมรู้ว่าคุณกำลังอารมณ์ไม่ดี” รามพยายามบอกอย่างใจเย็น

“มึงรู้...แต่มึงก็ยังกวนตีนกู” บลูถอนหายใจอย่างพยายามสงบสติอารมณ์ เขาผลักรามออกในที่สุด ก่อนจะกระแทกไหล่เข้าไปในห้อง เขาหยิบแจ็กเกตหนังขึ้นมาแล้วทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก

“คุณจะไปไหนครับ” รามเอ่ยถามก่อนจะดึงมือไว้ก่อน

“กูหิว...” บลูบอกแค่นั้นก่อนจะเดินออกไป ที่แท้ก็โมโหหิวนี่เอง รามคิดในใจ เขาพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินตามหลังบอสหนุ่มไป

 

 

ตึกร้างที่ดูภายนอกเก่าและเสื่อมโทรมมีร่างสูงของคนสองคน กำลังนั่งคุยกันอยู่ภายใน รันเวย์กำลังรับรายงานจากหนอนที่เขาให้แฝงตัวเข้าไปอยู่ในบริษัทคู่แข่งของเจ้านาย

“ได้อะไรมาบ้างวะ” เขาใช้ปลายนิ้วโป้งสัมผัสความคมของมีดพกเล่มโปรดขณะเอ่ยถาม

“ไม่ใช่รังสิมันต์หรอกเฮียรัน” อาร์ หรืออาร์เอ็ม รายงานกับลูกพี่ทันที หลังจากที่ได้รับภารกิจให้ไปสืบหาคนบงการอยู่เบื้องหลังการยักยอกของชัยวัฒน์

“กูก็ว่างั้นแหละ...ทั้งสองตระกูลไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมากก่อน” รันเวย์รู้อยู่แล้วว่ารังสิมันต์ไม่ใช้วิธีสกปรก แต่ก็ต้องให้สืบไว้ก่อนอยู่ดี

“แล้วไอ้ซีละ...มันหายหัวไปไหนทำไมยังไม่มา” ซีหรือซีเคเป็นหนอนอีกตัวที่เขาให้เข้าไปอยู่อีกตระกูลหนึ่ง รันเวย์มีหนอนอยู่ในทุกตระกูลใหญ่ ๆ ที่อาจจะมีผลต่อธุรกิจของเจ้านาย

เดิมทีหนอนพวกนี้คือคนที่อยู่ในสลัม ทำงานให้เขาและเฮียมานานมากแล้ว โดยเริ่มทำจากสิ่งที่เล็ก ๆ ก่อนและค่อยเพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ ซึ่งเด็กพวกนี้ก็ยอมทำทุกอย่าง เพราะเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนก็เลยดิ้นรนกันเป็นธรรมดา และชื่อพวกนี้ก็ไม่ใช่ชื่อจริง ๆ เป็นเพียงชื่อที่เขาเอาไว้เรียกในวงการเท่านั้น

“มันคงหาโอกาสอยู่แหละเฮีย” อาร์เอ็มบอกกับลูกพี่ก่อนจะได้ยินเสียงตะกุกตะกักด้านล่าง รันเวย์เลยพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่ามึงออกไปดู

อาร์เอ็มหยิบปืน CZ75 คู่ใจออกมาก่อนจะค่อย ๆ เดินลงไปด้านล่างช้า ๆ ด้วยฝีเท้าที่เบาเหมือนผี ไอความร้อนปะทะเข้าที่หน้า เพราะอากาศและสภาพความเป็นอยู่ข้างล่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สภาพตึกร้างภายนอกดูไม่ค่อยน่าเข้าใกล้อีกทั้งยังมีคนปล่อยข่าวคนผูกคอตายอีก

แต่ใครจะคาดคิดว่าภายในที่อยู่ด้านบนยิ่งกว่าสวรรค์เสียอีก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพราะเป็นที่กบดานของรันเวย์ อีกทั้งกว่าจะผ่านด่านเข้ามาถึงในนี้ได้ต้องผ่านสายตาของคนในสลัมนับพัน

อาร์เอ็มหยุดยืนอยู่ด้านล่างทันทีที่ลงมาถึง ก่อนเขาจะเอ่ยขึ้นเพราะเขาจำกลิ่นน้ำหอมได้ดี

“เล่นเหี้ยอะไรของมึง” ชายหนุ่มร่างสูงที่ชื่อว่าซีเคเดินเข้ามากอดอาร์เอ็มก่อนจะกดปลายจมูกลงที่แก้ม เขาแอบอยู่ตรงซอกบันไดเพราะอุตส่าห์จะมาเซอร์ไพรส์แฟนสักหน่อย

“ไม่ทำแบบนี้...ก็ไม่ได้หอมแก้มเมียอะดิ” ชายหนุ่มบอกกับแฟนหนุ่มทันที เพราะต้องทำงานแบบนี้ทำให้ห่างกัน จะได้เจอก็แค่ช่วงที่รันเวย์เรียกมาแค่นั้น แต่มันก็นาน ๆ ครั้งและใครจะไปกล้าหอมแก้มต่อหน้ารันเวย์กันล่ะ

“กวนตีน...ไว ๆ เลยเฮียรันรอมึงอยู่” อาร์เอ็มบอกกับแฟนหนุ่ม ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดถึง แต่ถ้ารันเวย์โมโหขึ้นมาได้โดนมีดเล่มโปรดปาเจาะกระบาลกันพอดี

“คร้าบบ” ซีเคกดจมูกหอมอีกสักทีก่อนจะเดินนำหน้าอาร์เอ็มที่เดินส่ายหัวตามขึ้นไป

“กว่าจะมาได้นะไอ้ฉิบหาย” เสียงบ่นเล็ดลอดทันทีที่เจอหน้า

“โทษทีเฮีย...ต้องแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา” ซีเคบอกเป็นการเป็นงานทันที และเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามโดยมีอาร์เอ็มเดินตามมา

“อือ รายงานมา” รันเวย์นั่งพิงเก้าอี้เคี้ยวหมากฝรั่งมองอย่างใจเย็น

“คนของเสี่ยนพเฮีย...นี่หลักฐาน” ซีเคยื่นซองสีน้ำตาลเข้มให้คนตรงหน้า ก่อนจะรันเวย์จะรับมาและเปิดดู

ข้างในมีรูปถ่ายของเสี่ยนพและชัยวัฒน์ที่นัดเจอกันอย่างลับ ๆ อยู่หลายใบ ซึ่งมันเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดีว่าทั้งสองรู้จักกัน แต่เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่นี้ เขาต้องการหลักฐานการยักยอก

“แต่มันยังไม่พอ...มันอาจจะอ้างว่าพบปะตามประสาคนรู้จัก” รันเวย์บอกก่อนจะเก็บรูปภาพใส่ซองไว้เช่นเดิม เขาต้องเอามันไปมอบให้ราม

“แต่มันก็ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอเฮีย” เป็นข่าวใหญ่คึกโครมเพราะชัยวัฒน์เป็นหุ้นส่วนของ W Entertainment ซึ่งตัวเขาเองก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงในวงการอยู่บ้าง และสาเหตุการตายก็อุบัติเหตุรถคว่ำ มุกเดิม ๆ ที่ท่านวิเศษชอบใช้ ซึ่งคนในวงการมืดจะรู้กันเป็นอย่างดี

“มันตายแล้ว...แต่คุณบอมต้องการถอนโคน เขาปล่อยพวกมันเล่นสกปรกมานานเกินพอแล้ว” รันเวย์ตอบเรียบ ๆ ขณะมองหน้าซีเคนิ่ง

“ได้ครับ...ผมจะสืบเพิ่ม” หมดกันฝันสลายในพริบตา เพราะซีเคปลอมตัวเข้าไปอยู่ในตระกูลภูริสิทธิโชคนานหลายปีแล้ว นึกว่าพอจบเรื่องนี้เขาจะได้กลับมาอยู่ที่สลัมซะอีก

“ฮึ มึงไม่ต้องกลัวหรอก เมียมึงก็ยังไม่ได้กลับง่าย ๆ เหมือนกัน” จริง ๆ ต้องบอกว่าไม่มีทางได้อยู่ด้วยกันถึงจะถูก รันเวย์คิดแต่ไม่ได้พูดออกมา แต่ทั้งซีเคและอาร์เอ็มก็รู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องยากเพราะวงการนี้เข้าแล้วมันออกไม่ได้ง่าย ๆ

“ครับเฮีย” ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกันทันที

“กูกลับละ...แล้วมึงอย่าบอกเรื่องนี้กับพี่จอม” ประโยคหลังรันเวย์หันมาบอกกับอาร์เอ็ม เพราะถึงแม้ว่าจอมจะเป็นเพื่อนของพี่ชายตัวเอง แต่เขาก็ยังไม่ไว้ใจชายหนุ่มอยู่ดี และจอมเองก็ทำงานให้รังสิมันต์มานาน ถ้ามีอะไรขึ้นมาจอมคงอยู่ฝั่งนั้นโดยไม่ต้องคิดเลย

“ครับ”

“ปิดไฟ เก็บซากให้กูด้วย” พูดจบเขาก็เดินออกไปทันที และก็เป็นจริงดังคาดหลังจากที่ชายหนุ่มปิดประตูลง เสียงภายในห้องก็ดังคึกโครมทันที รันเวย์ได้แต่ยกยิ้มและส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบขณะขับบิ๊กไบค์คู่ใจออกมา

 

 

บลูเดินมาด้านนอก เขาเดินไปเรื่อย ๆ โดยมีรามเดินตามหลังอยู่ห่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้ไกลกันมากนัก ชายหนุ่มปรายตามองบอดี้การ์ดนิดหนึ่ง อารมณ์เขาเริ่มเย็นลงบ้างแล้ว

รามเองก็รู้นิสัยของบลูเป็นอย่างดีเพราะถึงแม้ว่าจะเป็นคนเอาแต่ใจ ขี้หงุดหงิดโมโหง่าย แต่แค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย ไม่นานทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่แถว ๆ หอนาฬิกา เป็นที่ที่บอดี้การ์ดหนุ่มมาเมื่อวาน บลูจึงเดินไปนั่งที่ม้านั่งและมองเลยไปยังอ่าววิคเตอเรียเงียบ ๆ รามก็เดินมาหยุดและนั่งลงข้าง ๆ

“ไม่หิวแล้วเหรอครับ” รามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลมองบลูที่นั่งนิ่งเฉยเหม่อมองไปด้านหน้า เขาไม่ตอบอะไรออกมาได้แต่นั่งนิ่ง รามก็ไม่เซ้าซี้หันไปมองวิวด้านหน้าบ้าง

สายลมที่พัดเอื่อย ๆ ทำให้ทั้งคู่ตกอยู่ในห้วงความคิด จนสักพักใหญ่ ๆ บลูก็หันหน้ามามอง แล้วทั้งสองก็สบตากัน รามมองดวงตาคู่นั้นที่มันเต็มไปด้วยความสับสน ทั้งสองคนต่างคนต่างนิ่ง จนบลูตัดสินใจถามในสิ่งที่คิดออกมา

“ราม กูถามมึงจริง ๆ ทำไมมึงถึงรักกูวะ” น้ำเสียงของเขาจริงจัง เพราะยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม อีกทั้งตลอดที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำอะไรให้คนตรงหน้าเลยสักครั้ง

“มันไม่มีเหตุผลหรอกครับ...รักก็คือรัก” รามพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกไปจนหมดเปลือก ก็ในเมื่ออีกคนอยากรู้ก็ยินดีที่จะบอก ถึงแม้คำพูดของเขาจะเลือนหายไปกับอากาศก็ช่างมัน

“นานแค่ไหนแล้วที่มึงรู้ว่ามึงรักกู... มันนานแค่ไหนแล้ววะ” บางทีสิ่งที่รามบอกมันอาจจะไม่ใช่ความรักก็ได้ อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลามันเลยทำให้เราใกล้ชิดกันมากเกินไป

“ตั้งแต่ตอนที่เราจำความได้มั้งครับ” รามยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงช่วงเวลาในตอนนั้น

ตอนที่เขายังเป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ ผอมและแห้งมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ แถมยังจนอีกต่างหาก มันเลยทำให้เขาโดนแกล้งโดนล้ออยู่บ่อย ๆ และในตอนนั้นเองก็มีเด็กชายแก้มยุ้ยตัวอวบอ้วนผิวขาวเข้ามาช่วย และมันก็จะเป็นแบบนั้นอยู่ตลอด อีกทั้งยังเคยเกี่ยวก้อยสัญญาว่าจะดูแลกันอีก คุณบลูคงจำไม่ได้หรอกเพราะจริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

“มึงแน่ใจเหรอไอ้ราม ว่าที่มึงรู้สึกมันเรียกว่ารัก” ที่ถามเพราะเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าไอ้คำว่ารักมันต้องรู้สึกแบบไหน

“ครับผมแน่ใจ...ผมทำทุกอย่างได้เพื่อคุณนะครับ”

“...” เกิดความเงียบทันทีที่ได้ยินคำนั้นออกมาจากปากของราม เขารู้สึกหวิว ๆ ในอก นี่กูเป็นอะไร บลูคิดในใจ

“ไปหาอะไรกินเถอะครับ...คุณยังไม่ได้กินอะไรเลย” เขาลุกขึ้นก่อนจะยื่นมือไปให้เจ้านายที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

“ประเจิดประเจ้อนะมึง” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็เอื้อมมือไปจับมือคนตรงหน้าอยู่ดี รามก็ได้แต่อมยิ้ม เพราะคุณบลูของเขาใจไม่แข็งเหมือนปากเลยสักนิด

...........................................

ประทับใจเขานี่เองเนอะ...ประหนึ่งว่าพระเองขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยปกป้องจากการโดยกลั่นแกล้งตอนเด็ก เรื่องนี้ตัวละครค่อนข้างเยอะนะคะ

sds


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น