Bodyguard Made to love....ขอแค่ได้รัก

ตอนที่ 49 : ไม่เหลือใคร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

 จอมกับอาร์เอ็มพารามมาถึงด่านสิงขรได้หลายชั่วโมงแล้ว และชายหนุ่มกำลังให้อาร์เอ็มทำแผลอยู่บนรถตู้คนเดิม ดีนะที่กระสุนแค่ถากไม่ได้เข้าลึกไม่อย่างนั้นเรื่องคงยุ่งยากกว่านี้แน่ ๆ

หลังจากทำแผลจนเสร็จจอมก็ทอดสายตาไปมองเพื่อนสนิทที่ยังคงนอนสลบไสลอยู่เช่นเดิม เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะไม่รู้ว่าถ้ารามตื่นขึ้นมา ชายหนุ่มจะเป็นยังไง จะรับเรื่องของรันเวย์ได้หรือเปล่า จอมเองก็ยังไม่อยากจะปักใจเชื่อนักหรอก แต่ดูแล้วช่างไม่มีความหวังเอาเสียเลย

“พี่จอมมาแล้วครับ” อาร์เอ็มเอ่ยบอกชายหนุ่มหลังจากที่เห็นรถกระบะของซีเคแล่นตรงเข้ามาที่พวกเขากำลังยืนอยู่

ด่านสิงขรเป็นจุดผ่อนปรนพิเศษทางการค้าอยู่คาบมหาสมุทรแปซิฟิก คนไทยเอาไว้ใช้รับส่งอาหารสด อาหารทะเลมาจากมะริดประเทศพม่า และเป็นเมืองที่ทั้งสองคนต้องไปหลบอยู่ที่นั่นก่อนชั่วคราว

“สวัสดีครับคุณบลู” จอมเอ่ยทักชายหนุ่มก่อน บลูจึงยิ้มและตอบรับเบา ๆ สายตาคมทอดมองไปรอบ ๆ ในตอนนี้เขาไม่รู้จักใครเลยสักคนแต่ที่น่าแปลกเขากับรู้สึกเชื่อใจและไม่คิดว่าคนทั้งหมดจะทำอันตราย อาจจะเป็นเพราะเขาคิดว่าถ้าคนพวกนี้คิดจะทำร้ายตนเองคงไม่ต้องพามาไกลถึงที่นี่หรอก

“รามละครับ” บลูเอ่ยถามเพราะไม่เห็นทั้งสองคนในตอนนี้

“ไอ้รามสลบอยู่ด้านใน...” จอมตอบขณะมือก็กำลังเปิดประตูรถตู้ออกให้ชายหนุ่มได้เดินเข้าไป บลูมองคนรักที่ยังคงนอนไม่ได้สติ เขาโน้มตัวลงไปใกล้ ๆ มือขาวยกขึ้นมาลูบไปตามใบหน้าที่บวมช้ำช้า ๆ อย่างรู้สึกผิด

“เจ็บมากไหมพ่อ” บลูพึมพำเบา ๆ ก่อนจะจับมือของรามขึ้นมาจูบ มองร่องรอยเชือกที่เคยถูกรัดตามแขน ลูบไปตามรอยถลอกเบา ๆ “ขอโทษนะพ่อ” บลูนั่งมองอยู่อย่างนั้นสักพัก จอมเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เขายืนเป็นส่วนเกินอยู่แถวนั้น ปล่อยให้ทั้งสองคู่ได้ทำธุระส่วนตัว

“รันเวย์ละครับ” บลูเอ่ยถามขณะออกมาข้างนอกรถตู้แล้ว

“ฟู่!! คือรันเวย์...” จอมเป่าปากก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้บลูฟัง

บลูเองก็อึ้งไปเหมือนกันเพราะไม่คิดว่ารันเวย์จะทำแบบนั้น แต่เพราะบลูรู้ดีว่าสองพี่น้องรักกันมาก ไปไหนไปกันมาโดยตลอด ร่วมเป็นร่วมตายกันมาก็หลายครั้ง และด้วยนิสัยของรันเวย์เองก็เป็นคนกล้าได้กล้าเสียอยู่แล้ว อีกทั้งรันเวย์เองก็ถูกเลี้ยงมาให้เข้มแข็งเพราะรามเป็นคนสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับน้องเองกับมือ

“นี่ไม่รู้ว่าไอ้รามรู้จะเป็นยังไง” หลังจากจอมเล่าจบ เขาก็พูดในสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ

“ผมผิดเอง...ที่ทำให้รามต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” บลูบอกก่อนจะก้มหน้าลง

“อย่าโทษตัวเองเลยครับ คุณไม่ได้เป็นคนผิด” จอมปลอบใจด้วยน้ำเสียงแสดงความเศร้าสลด

“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ” บลูพึมพำเบา ๆ เขาจะแก้ไขอย่างไรดี

“เราต้องไปแล้วครับ เรือมาแล้ว” เสียงของจอมดึงชายหนุ่มออกจากภวังค์

เรือขนส่งสินค้าที่พวกตนรออยู่เข้ามาจอดเทียบท่าแล้ว บลูมองเลยไปก็เห็นว่าเรือติดตราประจำตระกูลของพี่สะใภ้ ชายหนุ่มจึงขมวดคิ้วทันที

“เราจะไปไหนกันเหรอครับ” บลูละสายตาหันมาเอ่ยถามกับจอม ก่อนจะมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ที่นี่คนพุงพล่านในตอนเย็นเพราะมีเรือขนส่งมาเทียบท่าเยอะมาก อีกทั้งด้านสิงขรยังเปิดปิดเป็นเวลา คนลงสินค้าจึงต้องรีบเร่งขนของให้ทันก่อนที่ด่านจะปิด

“เห็นรันเวย์เคยบอกว่า พวกคุณต้องไปอยู่มะริดสักพักครับที่นั่นมีบ้านพักต่างอากาศของครอบครัวคุณปรางค์” จอมเอ่ยบอก ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้รู้จักกับคุณปรางค์หรอก แต่ดีที่รันเวย์ได้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้จอมฟังจนหมด ไม่อยากนั้นเขาเองก็คงทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

“พี่ปรางค์เหรอครับ” บลูที่แปลกใจตั้งแต่เห็นเรือแล้ว พอได้ฟังเรื่องนี้จากจอมก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีก เพราะไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้จะมาช่วยตัวเองด้วยเหมือนกัน ชายหนุ่มรู้ว่าบ้านของปรางค์ส่งของออกไปต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าส่งไปประเทศพม่าด้วย

“ไปเถอะครับ” จอมเอ่ยบอกก่อนซีเคและอาร์เอ็มจะมาช่วยยกกระเป๋าเสื้อผ้าและกระเป๋าเงินสดออกมาจากรถ จอมเองก็ช่วยพยุงรามออกมาจากในรถตู้ ทั้งห้าคนเดินตรงไปที่ท่าจอดเรือ ที่มีเรือขนส่งของครอบครัวนวลปรางค์จอดเทียบท่ารอไว้อยู่แล้ว

จอมหยิบถุงกระดาษของรันเวย์ขึ้นมาก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ส่งให้คนขับเรือ และหันมาส่งถุงกระดาษกับของที่เหลือให้กับบลู

“ในนั้นมีพาสปอร์ตของคุณกับไอ้รามใช้ชื่อและนามสกุลปลอมครับ” บลูยื่นมือไปรับก่อนจะเปิดดูเพียงนิด และคนขับเรือก็พาคนทั้งห้าเข้าไปด้านในที่มีห้องพักของลูกเรือจัดเตรียมรอแล้ว

“ขอบคุณมากนะครับ” บลูเอ่ยของคุณหลังจากที่จอมวางรามลงบนเตียงเรียบร้อยแล้ว

“ไม่เป็นไรครับ...ผมเต็มใจ” จอมบอกด้วยใจจริง “ขอให้คุณโชคดีนะครับ” จอมอวยพรคนทั้งคู่ บลูจึงยิ้มรับก่อนจะหันไปหาอาร์เอ็มและซีเค

“คนของรันเวย์ใช่ไหม”

“ใช่ครับ”

“ขอบใจนายสองมากนะ...ต่อไปนี้พวกนายเป็นอิสระแล้วไปเริ่มต้นใหม่ซะ” บลูเอ่ยบอกก่อนจะหยิบเงินสดส่งให้คนทั้งคู่ก้อนหนึ่ง ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนอาร์เอ็มจะหันมามองจอม ชายหนุ่มจึงพยักหน้าเหมือนจะบอกว่าให้รับเอาไว้ อาร์เอ็มจึงรับเงินก้อนนั้นมา

“ผมต้องไปแล้วครับ” จอมเอ่ยลาเพราะเขายังมีอะไรอีกมากที่ต้องกลับไปสะสาง

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

“ฝากคุณบลูดูแลมันด้วยนะครับ” บลูพยักหน้าเพียงนิดและทั้งสามก็กลับออกไป

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะเบา ๆ ตรงประตูเรียกสายตาของบลูให้หันไปมอง วัยรุ่นชายดูแล้วอายุไม่ถึงสามสิบยืนมองมายังตนเองอย่างยิ้ม ๆ “มีอะไรครับ” บลูเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

“อยากได้อะไรไหม” วัยรุ่นคนนั้นเอ่ยถามเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยจะชัดเท่าไรนัก แต่ บลูก็ยังพอฟังได้

“มียาและอะไรร้อน ๆ หรือเปล่าครับ” บลูถามพร้อมกับชี้ไปที่รามที่ยังคงนอนหลับอยู่ เป็นเชิงบอกว่าเอามาให้คนป่วย

“อ้อ...รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวยานเปงเอามาให้” วัยรุ่นคนนั้นพยักหน้าพร้อมกับตอบ ก่อนจะกลับออกไป ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มียาแก้ปวดแก้อักเสบ พร้อมกลับโจ๊กสำเร็จรูปกลับมา

“ขอบใจมาก”

“ไม่เป็นไร ยานเปงดูแล” วัยรุ่นคนนั้นยิ้มกว้างก่อนจะชี้ไปที่วิทยุสื่อสารที่ถือติดมือมาด้วย “มีอะไร...ก็นี่” ยานเปงเอ่ยบอก ก่อนจะทำท่าทางประกอบและส่งมันให้กับบลู

ชายหนุ่มจึงรับมาแล้วพยักหน้าว่าเข้าใจและเหมือนนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถาม “เดินทางกี่วันเหรอครับ”

“สิบสี่” ชายหนุ่มตอบ ยานเปงเป็นชาวพม่าที่ทำงานกับครอบครัวของปรางค์มานานแล้ว และเขาก็ได้รับหน้าที่ให้มาช่วยดูแลคนทั้งสอง ส่งให้ถึงบ้านพักที่มะริดอีกด้วย

“ขอบใจ” บลูเอ่ยบอก ก่อนยานเปงจะกลับออกไปและปิดประตูห้องให้เหมือนเดิม

บลูหันมาหาคนรักที่ยังนอนไม่ได้สติ ใบหน้าของเขาซีดเซียวอิดโรย เนื้อตัวมอมแมมดูแทบไม่ได้ แถมเสื้อผ้าก็เต็มไปด้วยหยดเลือดที่แห้งเกรอะกรัง ชายหนุ่มจึงจัดการถอดเสื้อผ้าของรามออกจนหมด ก่อนจะเข้าไปยังห้องน้ำที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

บลูถือกระมังใส่น้ำกลับเข้ามา เขาค่อย ๆ บรรจงเช็ดตามใบหน้าและลำตัวตัวให้คนรักเหมือนอย่างที่ชายหนุ่มเคยทำให้ตนเองเมื่อก่อน ทำทุกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แต่ตั้งใจ

หลังจากที่บลูเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้รามจนเสร็จเรียบร้อย เขาก็เอาของไปเก็บก่อนจะมาปลุกอีกคนให้ตื่นมากินข้าวกินยา

“พ่อ...พ่อ...ลุกขึ้นมากินข้าวหน่อยนะ” บลูปลุกรามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ชายหนุ่มอยากให้รามรู้สึกตัว เขาไม่อยากป้อนคนรักในตอนที่ยังหลับเพราะอาจจะทำให้สำลักแล้วเป็นอันตรายได้

“แม่” น้ำเสียงแหบแห้งของรามเอ่ยเรียก เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ ลืมขึ้นก่อนจะกะพริบถี่ ๆ หันมามองที่คนรัก บลูยิ้มรออยู่ก่อนแล้ว เขาค่อย ๆ ประคองรามให้ลุกขึ้นนั่งพิงที่หัวเตียง

“เป็นไงบ้างพ่อ...เจ็บมากไหม” บลูเอ่ยถามขณะที่รามกุมมือขาวของชายหนุ่มเอาไว้แน่นแล้วส่ายหน้า “กินข้าวก่อนนะ...จะได้กินยา” บลูบอกอย่างอ่อนโยน เขาเป็นห่วงชายหนุ่มมาก รามมีแต่รอยฟกช้ำเต็มไปหมด ถ้าไม่กินยาอาจจะอักเสบและติดเชื้อเอาได้

“ครับ” รามตอบรับ ก่อนจะยื่นมือมารับถ้วยโจ๊กจากมือของบลู แต่บลูกับชักกลับก่อนจะยิ้มให้คนรัก

“แม่จะป้อน” บลูตอบก่อนจะใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมาเป่า แต่ดีที่มันไม่ค่อยจะร้อนเท่าไรแล้ว รามอ้าปากกินในที่สุด ทั้งคู่ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา ทุกอย่างมันตื้อไปหมด มีทั้งความดีใจและเสียใจปะปน ตอนนี้เลยเลือกที่จะเงียบกันไปก่อน

บลูป้อนรามจนหมดก่อนจะหยิบยาที่ยานเปงเอามาให้ ส่งให้รามพร้อมกับแก้วน้ำเปล่า

“ขอบคุณนะครับ” รามเอ่ยบอกแล้วรับไปกินอย่างว่าง่าย ก่อนจะยืนแก้วน้ำเปล่าส่งคืน บลูรับกลับมาแล้วช่วยประคองคนรักให้นอนลงที่เตียงเหมือนเดิม

“พ่อพักผ่อนเถอะเราต้องอยู่ในนี้อีกสิบสี่วัน”

“เราจะไปไหนกันเหรอครับ” รามเอ่ยถาม มือของเขาก็กุมมือของบลูเอาไว้แน่น

“เอาไว้ค่อยเล่านะพ่อ...ตอนนี้พักก่อนนะ” บลูเอ่ยบอก รามจึงพยักหน้าเข้าใจ เขาหลับตาลง ลมหายใจสม่ำเสมอไปอีกครั้ง บลูนั่งมองรามอยู่เช่นเดิมก่อนจะก้มลงจูบที่หน้าผากของคนรักเบา ๆ

“รักรามนะ”

 

 

อีกด้านหนึ่ง

เจ้าสัวโมโหมากที่งานหมั้นสุดยิ่งใหญ่พังไม่เป็นท่า แถมกล้องวงจรปิดยังจับภาพคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัยไม่ได้เลยสักตัว เพราะอยู่ดี ๆ ก็ถูกรีเซตระบบใหม่พร้อมกันหมด แต่มีหรือที่คนอย่างคุณวิเศษจะไม่รู้ว่าเป็นแผนการเล่นตลกของใครสักคนในบ้าน เพราะว่าลูกชายคนเล็กก็ได้หายไปพร้อมกับคนที่เขาจับไว้เรียบร้อยแล้ว

ร่างกายสูงใหญ่ก้าวอาด ๆ เข้ามาในบ้านก่อนจะตะโกนสั่งอย่างเดือดดาล

“ไปตามไอ้บอมมา!!!” คุณหญิงพราวที่กำลังเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านมองหน้าผู้เป็นสามี

“สมใจคุณแล้วใช่ไหม” วิเศษเดินเข้ามาหาผู้เป็นภรรยาก่อนจะกระชากแขนเล็ก ๆ เข้ามาหาตัว

“ปล่อยพวกเขาไปเถอะค่ะ ตาบลูโตแล้วปล่อยให้ลูกมีชีวิตเป็นของตัวเองเถอะนะคะ” คุณหญิงพราวขอร้องสามี

วิเศษได้ฟังแบบนั้นเขาก็แสยะยิ้ม เขาไร้ซึ่งความเห็นใจใด ๆ “ปล่อยเหรอ คุณบอกให้ผมปล่อยงั้นเหรอ เหอะตลกสิ้นดีมันสองคนรักกันไม่ได้”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ...เขาสองคนรักกันไปแล้ว”

“ผมบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ พวกมันเป็นผู้ชายทั้งคู่จะรักกันได้ยังไง ไอ้บลูมีธุรกิจที่ต้องสานต่อ ผมจะไม่ยอมให้วงศ์ตระกูลต้องมามัวหมองเพราะไอ้คนไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่น”

“คุณยอมรับแล้วใช่ไหมคะ...ว่ารามไม่ใช่ลูกของคุณ”

“มันไม่สำคัญหรอกคุณหญิง คุณคิดว่าแค่นี้ผมจะยอมให้มันรักกันยังงั้นเหรอ”

“ทำไมถึงยอมรับไม่ได้ล่ะคะ...คุณก็ให้นมอ่อนเลี้ยงมาจนโตขนาดนี้แล้ว ทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ว่ารามเป็นลูกของธิดา มีเลือดของรังสิมันต์”

“ถึงมันจะมีเลือดของรังสิมันต์ ผมก็ไม่ยอมอยู่ดี เพราะอะไรรู้ไหม ไอ้บลูต้องมีทายาทเพื่อสืบสกุล”

“คุณคะ...ลองเปิดใจสักนิดไม่ได้เหรอคะ ทั้งสองคนเขารักกันคุณอย่าไปขัดขว้างเลยนะคะ” น้ำเสียงของพราวอ่อนลง ขอร้องอ้อนวอนสามีให้เห็นใจ

“ฟังผมนะ...ไม่มีวัน” วิเศษพูดออกมาเน้น ๆ เหมือนกำลังย้ำ ว่าเขาจะไม่มีทางเปลี่ยนใจ

“คุณวิเศษ!!! คุณรู้ไหมว่าคุณเป็นคนทำร้ายพวกเขาด้วยกฎเกณฑ์บ้า ๆ ที่คุณสร้างขึ้น ทำไมไม่ให้พวกเขาใช้ชีวิตของตัวเอง...คุณมันเห็นแก่ตัวที่สุด” คุณหญิงพราวตะโกนใส่สามีอีกครั้ง “คุณจะใจร้ายไปถึงไหนแค่นี้ยังสูญเสียไม่พออีกหรือไง หรือต้องการให้พังกันไปข้างหนึ่ง คุณถึงจะพอใจ”

“คุณหญิง!!” วิเศษกระชากแขนเธออย่างแรง เขาโกรธจัดแล้วตอนนี้ โกรธจนอยากจะบีบคอของเธอให้ตายคามือ

“ป๊า เรียกผมมาเหรอครับ” บอมที่เดินเข้ามาขัดจังหวะพอดีเอ่ยถาม วิเศษจึงตวัดสายตาคมกริบหันไปมอง ก่อนจะก้าวอาด ๆ เดินเข้าไปหาลูกชายโต พร้อมกับมือหนาตบเขาที่ใบหน้าของบอมเต็มแรง

เพียะ!

“บอม...อย่ามาทำลูกฉันนะ” คุณหญิงรีบเข้าไปห้าม เมื่อเห็นว่าผู้เป็นสามีกำลังง้างมืออีกครั้ง แต่วิเศษกับผลักผู้เป็นภรรยากระเด็นออกมา บอมจึงลุกขึ้นหวังจะเดินตามมาดูมารดา แต่วิเศษกับกระชากคอเสื้อชายหนุ่มกลับมาเสียก่อน

“อย่าคิดว่ากูไม่รู้ว่าเป็นฝีมือมึง” วิเศษตะคอกใส่ลูกชาย บอมจึงแต่ก้มหน้า เพื่อหลบสายตา “กูจะบอกอะไรมึงให้นะ...ยังไงมันสองคนก็หนีไม่พ้น...กูจะตามล่าตัวมันจนกว่าจะเจอ” วิเศษแค่นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าของเขาแดงเถือกด้วยอารมณ์โกรธ ก่อนจะตวัดสายตามาที่ผู้เป็นภรรยา

“คุณเองก็เหมือนกัน...อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้อีก ไม่งั้นก็อย่าหาว่าผมไม่เตือน” วิเศษขู่ผู้เป็นภรรยา ก่อนเขากำลังจะเดินเลยเธอไป

คุณหญิงพราวที่กำลังกัดริมฝีปากแน่นจึงเอ่ยขึ้น “คุณเคยรักพราวบ้างไหม...ใจของคุณเคยมีพราวบ้างไหมคะ”

“...” ไร้เสียงตอบกลับมา ทั้ง ๆ ที่พราวรู้อยู่แก่ใจว่าสามีไม่เคยมีใจให้ตนเลย ที่อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ก็เพราะหน้าที่ทั้งนั้น

“แม่ครับ” บอมที่เห็นว่ามารดาของเขา น้ำตาคลอหน่วยก็เรียกอย่างเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรตาบอม” เธอพูดทั้งน้ำตา พยายามกลืนก้อนสะอึกลงไปในลำคอ “คุณรักธิดามากพราวรู้... แต่การที่คุณไม่สมหวัง คุณก็ไม่ควรเอาความผิดหวังมายัดเยียดให้ลูกแบบนี้นะคะ คุณมันคนใจร้าย คุณไม่สมควรเกิดมาเป็นพ่อของลูกพราวเลย”

“หุบปาก!!!” วิเศษตวาดออกมา ก่อนพราวจะตอกกลับทันที

“พอเสียที...หยุดมาสั่งใครต่อใครเสียที ฉันจะไม่ยอมคุณอีกแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้คุณมาทำร้ายลูกของฉัน ฉันจะหย่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเพราะคุณ คุณทำร้ายพวกเรา คุณก็สมควรไม่เหลือใครเลยสักคน” คุณหญิงพราวพูดเสียงดังลั่น ตัวของเธอสั่นเทา เพราะทั้งโกรธทั้งเสียใจที่ประสมปนเป

“หึ...หย่าเหรอ คุณก็ส่งทนายมาซิ” พูดจบวิเศษก็เดินขึ้นไปด้านบนทันที ปล่อยให้คุณหญิงพราวกำมือยืนอยู่กับที่ พร้อมกับทรุดตัวลง

คุณหญิงพราวทำไปไม่ได้ประชดหรือเรียกร้องความสนใจอะไรทั้งนั้น แต่เธอทนไม่ไหวอีกแล้ว เธอทนอยู่กับคนใจร้ายไม่ได้แล้วจริง ๆ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมาสักกี่ปีในใจของเขาก็ไม่เคยมีเธอเลย

“แม่ครับ...” เมื่อเห็นว่าบิดาไปแล้ว เขาจึงลุกขึ้นและเดินเข้ามาหามารดาที่ยังคงนั่งลงอยู่ที่พื้น

“อย่าห้ามแม่เลยนะบอม แม่คิดมาสักพักแล้วจ้ะ แม่ไม่ได้ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบแม่คิดดีแล้วจริง ๆ” คุณหญิงพราวพยายามเช็ดน้ำตา หันมาฝืนยิ้มให้ลูกชาย

“แม่...” บอมเรียกมารดาเสียงเบา

“ไม่ต้องห่วงนะลูก... น้องจะต้องปลอดภัย”

“ครับ”

“จัดการเรื่องหนึ่งให้แม่หน่อยสิ...”

“เรื่องอะไรครับ”

“เรื่องของน้อง...”

 

 

งานเผาศพเล็ก ๆ ของรันเวย์ผ่านพ้นมาได้หลายวันแล้ว บอมเป็นคนจัดการทุกอย่างให้นมอ่อนเพราะรู้สึกผิดแทนบิดาในเรื่องที่เกิดขึ้น นมอ่อนเสียใจมากแต่เธอก็ยังมีสติเพราะรู้ดีว่าคิดแค้นไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอไม่สามารถสู้อะไรคนอย่างคุณวิเศษได้อยู่แล้ว นมอ่อนจึงขอลาออกทันทีที่คุณหญิงพราวจัดการเรื่องหย่าจบลงและตั้งใจว่าจะไปปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะให้ธรรมะเข้ามายึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ลึก ๆ ในใจเธอก็ยังหวังว่าจะได้ลูกชายคนโตกลับมา

“โชคดีนะจ๊ะนมอ่อน...ส่งข่าวคราวมาบ้างนะ” คุณหญิงพราวที่มายืนส่งนมอ่อนที่สนามบินเอ่ยขึ้น ก่อนทั้งสองจะจับมือกันแน่น

“คุณผู้หญิงก็เหมือนกัน...ดูแลตัวเองด้วยแล้วนมจะติดต่อมานะคะ”

“ฉันขอโทษอีกครั้งนะที่ทำให้เธอต้องมาเสียลูกชายไป” คุณหญิงพราวพูดทั้งน้ำตา

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณผู้หญิง ถือซะว่ารันเวย์ทำบุญมาน้อยจึงมีอายุขัยแค่นี้” นมอ่อนน้ำตาคลออีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเธอทำใจได้ แต่เพราะชีวิตยังต้องไปต่อลูกชายของเธอเสียชีวิตไปแล้ว จะทำยังไงก็คงเอากลับคืนมาไม่ได้แล้ว

“ถึงยังไง ฉันก็รู้สึกผิดอยู่ดี” เพราะรู้ว่าอยากจะทำใจ เธอจึงอยากทำเพื่อไถ่โทษ “ถ้ามีอะไรนมอ่อนบอกฉันได้ตลอดเลยนะจ๊ะ”

“แค่คุณหญิงเอ็นดูรันเวย์กับรามก็ถือว่าดีแล้วค่ะ”

“ฉันจะจัดการเรื่องของรามให้เร็วที่สุด จะไม่ให้มีใครต้องมาสูญเสียอีก ฉันสัญญา”

.........................................................................

ตอนนี้ก็เป็นอีกตอนที่ไรท์ไม่รู้จะพูดว่าอะไร โปรดคอมเม้นด้วยความสุภาพนะคะ

sds

 

 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น