Bodyguard Made to love....ขอแค่ได้รัก

ตอนที่ 41 : หึงหวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ส.ค. 63

 ทั้งสองกลับมาจากเขาใหญ่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะแยกจากกันแต่ก็ไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้เพราะต่างคนก็ต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ

วันนี้รามจึงมาส่งบลูที่บริษัทก่อนจะไปทำธุระของคุณบอมตามที่ได้รับมอบหมาย

“จะไปเลยเหรอ” บลูเอ่ยถามขณะรามขับรถมาจอดที่หน้าบริษัท

“ครับ” รามตอบเสียงเรียบ บลูจึงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา

“ยังมีเวลานิดหน่อย...พ่อขึ้นไปด้วยกันก่อนนะ” บลูอ้อนอีกคน สำหรับเขาเวลาน้อยนิดแค่ห้านาทีหรือสิบนาทีมันก็มีค่าเสมอ ถ้าได้อยู่กับคนที่เรารัก

“ครับ” รามใจอ่อนแพ้ให้กับลูกอ้อนของคุณบลูเข้าจนได้ ทั้งสองลงจากรถแล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์ แล้วก็เหมือนเช่นเคยเมื่อเดินผ่านบริเวณล็อบบี้ สายตาหลายสิบคู่ล้วนจับจ้องไม่เว้นแม้แต่นักศึกษาฝึกงาน

“นักศึกษาฝึกงานมองตาไม่กะพริบเลยนะครับ” รามเอ่ยหยอกเย้า ก่อนจะยกยิ้มอยู่ข้างหลังเจ้านายอยู่เช่นเดิม

“หึง?” น้ำเสียงกวน ๆ เอ่ยถามก่อนจะใช้สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็คราคาแพง

“เปล่าครับ...หวงมากกว่า” รามตอบเสียงเรียบ บลูก็ยิ้มออกมา

เสียงแจ้งเตือนของลิฟต์ดึงขึ้น ทั้งสองจึงเดินก้าวออกมาช้า ๆ คุณเลขาที่ยืนอยู่หน้าห้องลุกขึ้นทันทีที่เห็นเจ้านาย เธอเอ่ยทักทายบลูที่เดินนำเข้ามาก่อนและยิ้มให้รามในเวลาต่อมา

“สวัสดีค่ะ...หายไปนานเลยนะคะคุณราม” เธอยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มมากขึ้นอีก

“ครับ” รามยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะตอบรับตามมารยาท ก่อนเธอจะชวนคุยอีกหลายประโยค เขาจึงมองไปที่คนรักที่ปรายตามามองเช่นกัน

“ผมจ้างพวกคุณมาจีบกันเหรอครับ?” บลูหันมาถามในที่สุด เมื่อเห็นว่าเลขาสาวไม่มีที่ท่าจะหยุดชวนคุยสักที

“เปล่าค่ะท่าน” เธอตอบก่อนจะก้มหน้าลง

“งั้นก็ดีแล้วครับ...หวังว่าคุณจะเข้าใจเพราะตอนนี้เป็นเวลางานไม่ใช่เวลาส่วนตัว” บลูตำหนิออกไปตรง ๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว

รามเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินตามเข้าไป ก่อนเลขาสาวจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าเรียบตึงและมองไปที่ประตูที่ถูกปิดสนิทนิ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วรีบเดินไปชงกาแฟ

“เสน่ห์แรงนักนะ” บลูเอ่ยออกมา เขาเท้าเอวทั้งสองข้างมอง

“คุณปานก็แค่ทักทายตามมารยาทน่ะครับ” รามพยายามอธิบาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่ใช่ เขามองสายตาหญิงสาวก็รู้แล้ว

“ทักทายงั้นเหรอ...ชวนคุยขนาดนั้น”

“ไม่เอานะครับอย่าโกรธเลยนะ” รามว่าก่อนจะเดินเข้ามาใกล้

“หยุดเลย ไม่ต้องเข้ามา” บลูที่อารมณ์ยังไม่เย็นเอ่ยห้าม

“แม่...พ่อไม่ได้คิดอะไรกับคุณปานเลยนะครับ” รามก็พยายามง้ออย่างใจเย็น

“แต่เธอคิด...ดูไม่ออกหรือไง”

“ครับ...แต่พ่อห้ามความคิดใครไม่ได้นิครับ อย่าเอาเรื่องคนนอกมาทะเลาะกันเลยนะครับ” รามเดินเข้ามาหาก่อนจะกอดอีกคนไว้แน่นแล้วเอาคางเกยไว้บนไหล่ “รักแม่คนเดียวนะ...อย่างอนนะ” ว่าจบก็หอมแก้มยุ้ยเพื่อเอาใจ

บลูจึงพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะหันหน้าเข้าหาแล้วยกมือคล้องคอชายหนุ่มเอาไว้ “ขอโทษ...แม่ก็แค่หึง” เขาไม่ชอบให้ใครมาทำเสียงอ่อนเสียงหวานใส่รามทั้งนั้น

ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่ารามไม่มีวันเล่นด้วยแต่ก็อดหึงหวงไม่ได้อยู่ดี

“ไม่เป็นไรครับ...พ่อดีใจที่แม่หึงเพราะแสดงให้รู้ว่าแม่ก็รักพ่อ...แต่เราต้องคุยกันด้วยเหตุผลนะครับ หึงได้แต่ขอให้พ่อได้อธิบายบ้าง” รามว่าก่อนจะก้มหน้าลงจูบริมฝีปากแผ่วเบา ด้วยความที่ทั้งสองเคยชินเลยไม่ทันได้ระวังตัว เลยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองเข้ามาเห็น ปานยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ ก่อนจะยกยิ้มและปิดประตูแผ่วเบา เธอวางถาดแก้วกาแฟไว้บนโต๊ะและเดินออกไปทันที

 

 

หน่วยสืบสวนอาชญากรรมพิเศษ

อัครัฐยังคงหาหลักฐานแบบเงียบ ๆ อีกทั้งยังคงเอาแฟ้มคดีที่น่าจะเกี่ยวข้องเข้ามาอ่านเพิ่มเติมด้วย เผื่อว่าเขาอาจจะได้อะไรที่จะสามารถเชื่อมโยงกัน

เขาอ่านทุกคดีความที่เกิดในช่วงเวลาและพื้นที่นั้น หรือแม้แต่คดีที่เกิดขึ้นในปีนั้นทั้งปีอีกด้วย

เขาใช้เวลานั่งอ่านทีละแฟ้มทีละแฟ้มอย่างละเอียดใจเย็น ก่อนอินทัชจะเดินเข้ามาพร้อมกับในมือของเขาก็ถือแฟ้มคดีเข้ามาด้วย

“อัคมึงดูนี่” เขาเดินเข้ามาหาคนที่กำลังนั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่ที่โต๊ะ

“อะไรของมึง” อัครัฐเงยหน้าขึ้นถาม ก่อนจะมองแฟ้มที่เพื่อนเปิดให้อ่านตรงหน้า “นี่มัน คดีค้าไม้เถื่อนนิ”

“เออ อาจจะไม่เกี่ยวกับคดีโดยตรงแต่มันก็น่าจะเชื่อมโยงกัน” อินทัชบอกกับเพื่อน ก่อนจะมองหน้าเรียบเฉยแล้วเล่าต่อ “มึงดูสถานที่”

“เชียงราย”

“เออไง...ภารกิจของผู้กองพงษ์เทพในวันนั้นคือนำกำลังเขาตรวจสอบโกดังเก็บสินค้าเก่า ที่ตั้งอยู่ที่ อ.เชียงแสน เป็นที่รกร้างติดกับแม่น้ำโขง” อินทัชอธิบายพร้อมกับมองหน้าเพื่อนไปด้วย “มึงรู้ไหมเจออะไรไม้ประดู่จำนวนหนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบแผ่นเหลี่ยม จำนวน 13.25 ลูกบาศก์เมตร แต่ละท่อนไม่มีรอยดวงตราประทับแต่อย่างใด” อินทัชมองหน้าเพื่อนก่อนจะอ่านต่อ “จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่าไม้ประดู่จำนวนนี้ น่าจะเป็นไม้ในเครือข่าย “นางมู่” ขบวนการค้าไม้เถือนออกนอกประเทศรายใหญ่ที่ลักลอบส่งออกไปยังประเทศจีน...แล้วมึงรู้ไหมว่าที่บริเวณนั้นเป็นของใคร”

“ของใครวะ” อัครัฐเอ่ยถาม

“นักการเมืองท่านหนึ่งในจังหวัดxxx แบบนี้ก็แสดงว่าท่านไปเหยียบหางคนใหญ่คนโตเข้าเลยโดนสั่งเก็บซึ่งกูว่ามีความเป็นไปได้สูงมากเพราะหลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป” อัครัฐได้ฟังก็หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านโดยละเอียด แต่เหมือนยังไม่มากพอ

“ในแฟ้มมีรายละเอียดเพียงแค่นี้ กูว่านะมึงต้องหามือดีแล้วล่ะไอ้อัค กูว่านะมันต้องมีรายละเอียดมากกว่านี้อยู่ในแฟ้มลับ” อินทัชเดาใจเพื่อนถูก เพราะเขาเองก็คิดแบบเดียวกัน

“หมายความว่า...” อัครัฐมองหน้าเพื่อน ก่อนอินทัชจะพูดแทรกขึ้นมา

“มึงต้องมีแฮกเกอร์มือดีเจาะเข้าข้อมูลส่วนกลาง”

“มึงก็รู้ว่าเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ที่เจาะเข้าไปโคตรยาก” อัครัฐเถียงในทันที เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายแถมยังโคตรจะเสี่ยงที่ถูกจับได้

“งั้นซิดี...เพราะนั้นก็แสดงว่าข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้มันสำคัญมากไงวะ...” อินทัชยกยิ้มให้เพื่อน ก่อนอัครัฐจะครุ่นคิด ไม่ใช่ว่ากลัวหรือไม่กล้าเสี่ยงแต่เพราะถ้าถูกจับได้ ก็จะไม่มีใครมาสานต่อเรื่องนี้

Rrrrr

-จอม-

อัครัฐมองหน้าจอโทรศัพท์เมื่อมีสายเข้ามา พออ่านชื่อว่าใครจึงหยิบมากดรับทันที

 

 

หลังจากรามไปส่งบลูที่บริษัท เขาก็มาทำธุระตามที่บอมได้มอบหมาย แต่คราวนี้ไม่ใช่ที่คอนโดแต่เป็นโรงพยาบาลเพราะเอยยังต้องให้ทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

เขาเดินไปที่ห้องผู้ป่วยพิเศษอย่างจำได้ดีก่อนจะเคาะสองสามครั้งแล้วเปิดเข้าไป อ๊อฟเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ ก่อนจะยิ้มอย่างดีใจเพราะเขาเองก็อยากกลับบ้านแล้วเหมือนกัน

“สวัสดีเฮีย” ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินเข้ามาหาแล้วช่วยถือข้าวของเครื่องใช้ที่รามซื้อมา

“อือ” เขาว่าก่อนจะมองไปที่เตียงก็พบกับหญิงสาวนอนหลับอยู่บนนั้น เอยดูดีกว่าคราวก่อนอาจจะเพราะว่ามีน้ำมีนวลขึ้นเพราะใกล้คลอดเต็มที

“ใกล้แล้วซินะ” รามถามอ๊อฟออกมา

“ครับ” เพราะตอนที่รามไปตอนนั้นเอยก็ท้องได้ยี่สิบสี่สัปดาห์แล้ว

“มึงกลับไปพักผ่อนเถอะ” รามเอ่ยบอกเพราะเขาเข้าใจว่าใคร ๆ ก็อยากกลับบ้านด้วยกันทั้งนั้น

“งั้นไปละเฮีย” อ๊อฟบอกลาก่อนจะออกจากห้องไป รามจึงเดินไปนั่งที่ของอ๊อฟลุกมาเมื่อก่อนหน้านี้แทน

คุณจะโกรธผมไหมถ้ารู้เรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าโกรธจะโกรธมากหรือเปล่า ผมไม่ได้อยากจะปิดบังคุณนะ ที่ทำไปมันมีเหตุผลทั้งนั้น

เฮ้อ!! รามถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอนหลังพิงพนักพิงเงยหน้ามองเพดาน คิดถึง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะห่างกันได้ไม่กี่ชั่วโมงกับเหมือนนานเป็นปี

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นดึงบลูเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร วันนี้ชายหนุ่มงานยุ่งมาก ๆ มีเอกสารหลายอย่างรอเซ็นอีกทั้งเขาตั้งอ่านอย่างละเอียดเลยทำให้กว่าจะเซ็นได้แต่ละแฟ้มใช้เวลาค่อนข้างนาน

“ไอ้บลู” บอมเอ่ยเรียกน้องชาย

“เอ้าเฮียจะรีบมาทำไม ไม่พาพี่ปรางค์ไปฮันนีมูนเหรอ” บลูเอ่ยถาม ข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งแต่งงานกันไม่กี่เดือนก่อน

“งานเยอะ...มึงจะให้กูทิ้งไปได้ยังไง” บอมตอบก่อนจะเอ่ยถาม

“หรือมึงจะทำแทนกู” บอมแกล้งถาม

“ถ้าเฮียจะไป...บลูจะทำแทนเอง เฮียไปเถอะ จะได้พักผ่อนด้วย”

คำตอบของน้องชายทำให้บอมแปลกใจ “มึงเป็นใคร...เกิดอะไรขึ้น...คายน้องชายกูออกมา” บอมแกล้งหยอกเย้า

“ตลกละ...บลูพูดจริง ๆ นะ” บลูมองพี่ชายอย่างจริง ๆ ก่อนจะลุกเดินมานั่งที่โซฟาตัวข้างๆ

“...” บอมมองหน้าน้องชายนิ่ง

“บลูแค่อยากเก่งเหมือนเฮีย...อยากแบ่งเบาภาระเฮียบ้างก็แค่นั้น”

“กูว่าไม่แค่นั้นหรอก...” บอมมาหน้าน้องอย่างกดดัน

“เฮ้อ...บลูอยากทำให้ป๊าเห็นว่าไม่ใช่เด็กไม่รู้จักโตอีกต่อไปแล้ว” เผื่อท่านจะยอมรับเรื่องของเขากับรามได้บ้าง ประโยคหลังบลูแค่พูดในใจ

“กูเชื่อว่ามึงอยากเปลี่ยนตัวเอง...” โตขึ้นจริง ๆ แล้วซินะ บอมคิดอยู่ในใจ

“เฮียจะไปฮันนีมูนใช่ไหม” บลูถามย้ำเพราะเขาคิดว่าผู้หญิงที่แต่งงานก็คงอยากฮันนีมูนกันทั้งนั้น แต่ก่อนบลูไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้เลย แต่ทว่าตั้งแต่มีรามเข้ามาในชีวิต ในสถานะคนรักมันจึงทำให้เขามองทุกอย่างเปลี่ยนไป

“งั้นวันพรุ่งนี้มึงพาแม่ไปงานที่มูลนิธิแทนกูด้วยละกัน” บอมบอกน้องชาย

บ้านอบอุ่นรักเป็นมูลนิธิเด็กกำพร้าที่มีเด็กถูกทอดทิ้งและพ่อแม่ยากจนอยู่ในความอนุเคราะห์เป็นจำนวนมาก และในทุก ๆ ปีครอบครัวจิระอรรถวรกุลจะบริจาคเงินและเครื่องอุปโภคบริโภครวมถึงให้ความช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ที่นี่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้ทำติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

“เฮียก็รู้ว่าผมไม่ชอบเด็ก” บลูบอกก่อนจะทำหน้าเซ็ง

“เอ้า...ก็มึงอยากให้กูไปฮันนีมูนไม่ใช่เหรอ” บอมเลิกคิ้วถาม

“เออ...เค ๆ” บลูจึงยอมตรงลง

“ขอบใจมากน้องชาย”

“เออ...เฮียมีไรจะถาม”

“อะไร”

“เฮียจะบอกได้ยังว่าให้รามไปทำอะไร”

“นี่...ไอ้บลูกูจะบอกอะไรให้นะ ที่กูให้มันไปทำงานให้กูก็แสดงว่ากูไว้ใจมันให้ทำงานที่สำคัญแล้วยิ่งมึงมาถามกูเป็นครั้งที่สองแบบนี้ คงเป็นเพราะมันไม่ได้บอกมึงตามที่กูได้สั่งไว้ งั้นก็แสดงว่าไอ้รามมันเป็นคนที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้จริง ๆ

มันถึงยอมให้มึงโกรธแต่มันไม่ยอมขายศักดิ์ศรีเพราะได้รับปากกูเอาไว้ แล้วถ้ามึงยังอยากจะรู้อีกนั่นก็แสดงว่ามึงรักแค่ตัวเอง โดยไม่สนว่ามันจะต้องรู้สึกยังไง มันไม่ได้ไม่อยากบอกมึง

และมันก็ไม่ได้ทำผิดต่อมึง แต่เป็นเพราะกูที่สั่งมันเอง ทีนี้มึงรู้แล้วใช่ไหมว่าควรจะทำยังไง เพื่อที่จะรักษาศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ของผัวมึงเอาไว้” บอมตบบ่าน้องชายสองสามครั้ง ๆ เขาพูดออกไปขนาดนี้ ก็ได้แต่หวังว่าน้องชายของเขาจะเข้าใจ

 

 

วันต่อมาบลูกับคุณหญิงพราวก็เดินทางมาถึงบ้านอบอุ่นรักโดยมีนมอ่อนติดสอยห้อยตามมาด้วยดังเช่นทุกปี และเหมือนเช่นเคยในวันนี้จะมีการเลี้ยงขนมพวกเด็ก ๆ และแจกทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่เรียนดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบครัวของบลูก็จะทำแบบนี้ในทุก ๆ ปี แต่บลูไม่เคยรู้หรือเข้าร่วมมาก่อนเพราะส่วนมากจะเป็นพี่ชายคนโตกับแม่และก็นมอ่อนเสียมากกว่า

รถตู้คันหรูแล่นเข้ามาจอดที่ด้านหน้าของมูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าโดยมีคุณครูผู้ดูแลออกมาให้การต้อนรับเหมือนดังเช่นเคย

ไม่มีนักข่าวไม่มีการสร้างภาพแต่อย่างใด มีเพียงจิตใจที่ดีงามของคุณหญิงพราวล้วน ๆ ในงานวันนี้

“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง” คุณครูเอ่ยทักมารดาของชายหนุ่มก่อน

“สวัสดีค่ะ...ครูแก้ว” คุณหญิงตอบรับก่อนครูแก้วจะพาทั้งสามคนเข้าไปด้านใน โดยให้คนรถและเด็กที่โตแล้ว ช่วยยกข้าวของตามาภายหลัง

บลูเดินตามมารดาอย่างแปลกใจ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามารดาบริจาคเงินและมาที่นี่ในทุก ๆ ปี สายตาคมมองไปรอบ ๆ มีเด็ก ๆ อยู่หลายวัย ตั้งแต่เด็กทารกตัวเล็ก ๆ ไล่ไปจนถึงเด็กกำพร้าที่โตแล้วก็มี

บลูมองไปที่มารดาของเขาที่ดูเหมือนจะมีความสุขกว่าวันไหน ๆ เพราะมีรอยยิ้มประดับเต็มใบหน้าอยู่ตลอดเวลา

เด็ก ๆ เองก็ดูเหมือนจะดีใจ ที่ได้รับขนมและของเล่น ชายหนุ่มไม่ได้ทำอะไรมากนักแค่ช่วยหยิบจับนิด ๆ หน่อย ๆ ส่วนมากจะเป็นมารดาและนมอ่อนเสียมากกว่าที่เป็นคนจัดการทั้งหมด

จนถึงเวลาที่เด็ก ๆ ต้องกินข้าวเที่ยงชายหนุ่มจึงหลบออกมาตรงสนามเด็กเล่นที่อยู่ใกล้ ๆ กับห้องพักครูและอยู่ในสวนที่ดูร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ใหญ่แล้วสายลมพัดโชยอยู่ตลอด

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก่อนจะพบว่าว่างเปล่า ไม่มีมิสคอล ไม่มีข้อความจากรามเลยสักอัน

“คงจะยุ่ง” บลูพึมพำเบา ๆ แต่ยังดีที่คราวนี้รามไม่ได้หายเงียบไปเลยเหมือนคราวก่อน เมื่อคืนนี้ก็ยังได้คุยกันอยู่บ้างถึงจะเล็กน้อยก็ดีกว่าไม่ได้คุยกันเลย

บลูได้ยินเสียงคนคุยกันเบา ๆ “วันนี้รามไม่มาด้วยเหรอคะ” เสียงที่คาดว่าจะเป็นครูแก้วเอ่ยถามใครสักคน แต่เพราะเป็นชื่อของคนรักของเขาเลยทำให้ชายหนุ่มสนใจที่จะฟัง เขาขยับเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อที่จะได้ฟังชัดขึ้น

“ไม่ได้มาค่ะ...ครูแก้ว” เสียงนมอ่อน บลูพึมพำเบา ๆ ก่อนจะตั้งใจฟังต่อ

“โชคดีของรามจริง ๆ นะคะ ที่ได้นมอ่อนรับเลี้ยง” คำพูดของครูแก้วทำให้บลูแปลกใจ

หมายความว่าไงรับรามไปเลี้ยง รามไม่ใช่ลูกของนมอ่อนหรอกเหรอ บลูคิดในใจ

บลูไม่เห็นว่านมอ่อนทำหน้ายังไงก่อนเขาจะได้ยินเธอถามขึ้น

“ไม่มีใครมาแสดงตัวหรือถามอะไรใช่ไหมคะ”

“หลังจากเมื่อยี่สิบปีก่อน...ก็มีเมื่อไม่กี่เดือนก่อนค่ะ มาสอบถามแต่ดิฉันก็ไม่ได้บอกหรอกค่ะว่าใครรับแกไปเลี้ยง”

“ขอบคุณครูแก้วมากนะคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวอยู่แล้ว เมื่อไม่ประสงค์ให้บอกก็ไม่สามารถบอกได้ค่ะ”

บลูยืนฟังก่อนจะนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง สมองของเขากำลังคิดประมวลผล รามไม่ใช่ลูกของนมอ่อนซึ่งเขาไม่รู้มาก่อนเลย เพราะพอจำความได้เขาก็เห็นว่ามีรามแล้ว ต่อจากนั้นหลายปี นมอ่อนถึงจะท้องรันเวย์และไม่กี่ปีต่อมา สามีนมอ่อนที่เป็นลูกน้องของป๊าก็เสียชีวิต

มันยังไงกันแน่ แล้วรามรู้เรื่องนี้หรือเปล่า แล้วถ้ารู้รามจะเสียใจหรือเปล่า เขาควรทำยังไงบอกหรือถามรามดีไหม แล้วนมอ่อนรับรามไปเลี้ยงได้ยังไง ยิ่งคิดบลูก็ยิ่งไม่เข้าใจ ชายหนุ่มสับสนไปหมด

.................

เซริฟเว่อร์แฟ้มลับ ไรท์คิดขึ้นมาเองนะคะ ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า แต่ไรท์คิดขึ้นมาค่ะ ส่วนจังหวัด xxx ไรท์ไม่กล้าระบุจังหวัด เพราะเป็นเรื่องเสื่อมเสีย อาจจะทำให้ดูไม่ดีเอาได้ 

ส่วนในอีพีนี้ ยกให้เฮียบอมเพราะท็อปฟอร์มมาก ไรท์แต่งค่ะ

sds


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น