Bodyguard Made to love....ขอแค่ได้รัก

ตอนที่ 35 : ภรรยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ส.ค. 63

บลูผิวปากเดินลงบันไดมาอย่างอารมณ์ดี วันนี้ชายหนุ่มตื่นแต่เช้าโดยไม่ต้องมีใครขึ้นไปปลุก แถมตอนนี้ยังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบแล้วด้วย

ชายหนุ่มเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารเช้า ก็พบกับบิดากำลังอ่านข่าวธุรกิจอยู่ ด้านหน้าก็มีแก้วกาแฟดำที่พร่องไปกว่าครึ่งบ่งบอกว่าคุณวิเศษได้นั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้ว

“ตาบลู...” คุณผู้หญิงแพรวที่กำลังจัดโต๊ะอาหารเช้าอยู่ เรียกชื่อลูกชายอย่างแปลกใจ

“อรุณสวัสดิ์ครับแม่” บลูพูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินเข้าไปหอมแก้มของมารดา แล้วก็นั่งลงที่ประจำของตนเอง

“น่าแปลก...แกตื่นเช้าก็เป็น” เสียงทุ้มของคุณวิเศษดังขึ้นแต่ก็ยังไม่ได้ละสายตาจากจอไอแพดตรงหน้า

“หลับเต็มอิ่มนะครับป๊า” บลูตอบอย่างอารมณ์ดี มือของเขาก็คนกาแฟร้อนไปด้วย

“สงสัยฝนจะตกห่าใหญ่ไอ้บลูตื่นก่อนเฮีย” บูมที่เดินเข้ามาพร้อมกับบอมเอ่ยขึ้นก่อนจะหันหน้าไปหาพี่ชายคนโต

“โธ่เฮีย...ก็” บลูพูดได้แค่นั้น เพราะไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอะไร จะให้บอกว่าเพราะอยากเจออีกคนไว ๆ ก็ใช่เรื่อง

“เอาละจ้ะ...นั่งลงได้แล้วทั้งคู่เลย น้องตื่นเช้าก็ดีแล้ว” คุณหญิงเอ่ยบอกกับลูกชายทั้งสองก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนให้นมอ่อน และตัวเองก็นั่งลง

“วันนี้มีข้าวต้มกุ้ง...ของโปรดของคุณพี่ค่ะ” เธอพูดยิ้มแย้มหันมาบอกผู้เป็นสามี แต่ก็เช่นเคยได้รับเพียงความเงียบเป็นคำตอบ นมอ่อนเห็นท่าไม่ดีจึงเรียกเด็กให้เสิร์ฟอาหารเช้า

“วันนี้เลิกงานแล้วกลับมาบ้านเลยนะบลู” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นราบเรียบ

“ครับป๊า...มีอะไรเหรอครับ” บลูเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เพราะปกติบิดาไม่เคยกำหนดกฎเกณฑ์เวลากลับบ้านของตนเอง

“ป๊ามีคนจะแนะนำให้รู้จัก” คำพูดของวิเศษทำเอามือที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปากชะงักทันที พี่ชายอีกสองคนก็เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มีใครพูดอะไรออกมา

“ป๊า...” บลูไม่ทันตั้งตัว มันเร็วเกินไป เพิ่งบอกเขาเมื่อวานนี้เอง

“ทำไม!!...แกมีปัญหาอะไรหรือไง” บลูเงยหน้ามองพี่ชาย

“ป๊าครับ...น่าจะรออีกสักหน่อยนะครับ น้องคงยังไม่ทันตั้งตัว ป๊าเพิ่งบอกมันเมื่อวานเองนะ” บอมพยายามเกลี้ยกล่อมประนีประนอม

“แต่ฉันให้แม่แกจัดการไว้ก่อนแล้ว” ความจริงเรื่องนี้จัดการไว้สักพักแล้ว แต่ด้วยความที่คุณหญิงพราวไม่มีความกล้ามากพอที่จะบังคับลูกชายคนเล็ก เพราะเกรงว่าจะแพ้ลูกอ้อนเลยรอให้สามีกลับมาเป็นคนจัดการ

“แต่ป๊า...” บูมกำลังจะเอ่ย

“หุบปาก” สองคำสั้น ๆ ทำเอาทุกคนเงียบกริบ บนโต๊ะอาหารไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาทั้งนั้น บลูจึงวางช้อนและกำลังจะลุกขึ้น

“จะไปไหน...อิ่มแล้วหรือไง” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพราะเห็นว่าข้าวต้มในถ้วยของลูกชายคนเล็กไม่พร่องไปสักเท่าไหร่

“อิ่มแล้วครับ” บลูตอบเสียงราบเรียบ

“ถึงยังไงก็ไม่เปลี่ยนแปลงตาบลู...จะมาทำเหมือนเด็กๆ ไม่ได้แล้ว”

“...”

เกิดความเงียบ บลูไม่ตอบอะไรออกมา คุณวิเศษเงยหน้ามองลูกชายคนเล็ก ก่อนบลูจะหันมาสบตาผู้เป็นพ่อ

“ครับป๊า” พูดจบก็เดินออกไปทันที

รามออกมายืนรอหน้าบ้านก่อนคุณบลูจะเดินมาแค่แป๊บเดียว เมื่อเห็นว่าเจ้านายเดินมาชายหนุ่มก็เปิดประตูหลังให้ทันที แต่บลูไม่ขึ้นไปนั่ง เข้าเดินอ้อมไปทางด้านคนขับแทน

“ขึ้นรถ” คำสั่งเด็ดขาดเอ่ยขึ้น รามไม่รอช้าเปิดประตูด้านข้างก่อนรถจะกระชากออกไปทันที

มีแต่ความเงียบตั้งแต่ขับออกมาจากบ้านใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรมีแค่รามที่หันไปมองด้วยสายตาเป็นห่วง

“คุณบลูครับ”

“ได้ยินแล้วใช่ไหม” บลูแทรกขึ้นมาไม่รอให้รามพูดจบ เข้าตบไฟเลี้ยวจอดข้างริมฟุตพาทตรงสวนสาธารณะใกล้ ๆ

“ครับ” รามตอบด้วยใบหน้านิ่งเฉย ไม่แสดงความรู้สึกอะไร

“กูไม่ได้อยากไปแต่ขัดป๊าไม่ได้ เฮียช่วยพูดแล้วก็ไม่ยอม...กูขอโทษนะพ่อ” บลูพยายามอธิบายให้อีกคนเข้าใจ รามจึงจับมือของบลูมากุมไว้แล้วก็ฝืนยิ้มออกมา

“ผมเข้าใจดี”

“คุณบลูเคยบอกผมแล้วนี่ครับว่ายังไงวันนี้ก็ต้องมาถึงในสักวัน” รามจำได้ดีว่าคุณบลูเคยบอกกับเขาตั้งแต่ตอนที่อยู่ฮ่องกง ในตอนนั้นฟังแล้วก็รู้สึกเจ็บ แต่ในตอนนี้กลับเจ็บกว่าเดิมเป็นสิบ ๆ เท่า

“แต่กูก็ยังยืนยันคำเดิม...ว่ายังไงกูก็จะรักแค่มึง” บลูบอกก่อนจะดึงอีกคนเข้ามากอด ก่อนจะผละออกมาสบตาอีกฝ่าย

“ครับ...ผมก็จะรักแค่คุณ” บลูโน้มลำคอรามเข้ามาบด ทั้งสองจูบกันอย่างอ่อนโยนโหยหาและนิ่มนวล

“คิดถึงพ่อมากเลยรู้ไหม” เมื่ออารมณ์เย็นลง บลูก็กลับมาใช้น้ำเสียงออดอ้อนเช่นเดิม

“คิดถึงมากเหมือนกันครับ” พูดจบก็กดริมฝีปากลงไปอีกครั้งแต่คราวนี้ต่างออกไป มันเร่าร้อนและชวนเคลิบเคลิ้ม

 

 

ใครบอกว่าเวลาเดินช้าแต่นั่นไม่ใช่สำหรับบลู ชายหนุ่มใส่สูททักซิโด้สีดำทับกับเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกหูกระต่ายเล็ก ๆ สีดำ

บลูที่กำลังเดินลงด้านล่างก็เจอรามที่ยืนรออยู่แล้ว ชายหนุ่มยืนก้มหน้าลง มองปลายรองเท้ามันเงาที่มาหยุดยืนอยู่ด้านหน้า บลูมองสำรวจรามที่วันนี้เขาดูหล่อเหลาไม่ต่างจากตนเองเลย

ชายหนุ่มฝืนยิ้มให้เพียงนิดก่อนเสียงประมุขและคุณผู้หญิงของบ้านจะดังขึ้น

“ตาบลูหล่อมากเลยลูก” คุณหญิงพราวเอ่ยชมลูกชาย แววตาของเธอยินดีจนปิดไม่มิด

“หล่อ...แต่ช่วยทำหน้าตาให้มันดี ๆ หน่อย” ผู้เป็นบิดาเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดินนำไปที่รถ ที่มีคนสนิทของตนเองเปิดประตูรอไว้อยู่แล้ว

“ไปกันเถอะจ้ะ” คุณหญิงเอ่ยชวนก่อนจะคล้องแขนลูกชายเดินนำไปก่อน และรามก็เดินอ้อมไปประจำที่คนขับอย่างรู้หน้าที่

เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส สีดำสนิทขับมาจอดเทียบหน้าประตูทางเข้าโรงแรมหรูห้าดาว รามลงมาเปิดประตูให้คนทั้งสามก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อย

คุณวิเศษลงมาก่อนเป็นคนแรกก่อนจะเอื้อมมือไปให้คุณภรรยาจับเพื่อเป็นการช่วยเหลือ คุณหญิงพราวยิ้มให้สามีอย่างรู้หน้าที่ ภาพที่เห็นถ้าคนภายนอกมองช่างเป็นภาพที่น่าชื่นชม สามีภรรยาเดินนำหน้าไปก่อน ก่อนลูกชายคนเล็กจะตามลงมา เขามองแผ่นหลังของท่านทั้งสองที่เดิมไปไกลแล้วจึงหันมาหาบอดี้การ์ดหนุ่ม

รามทำหน้าเรียบเฉยมองคนรักที่มองมายังตนเองก่อนแล้ว

“จะรออยู่ตรงนี้นะครับ” รามเอ่ยบอกก่อนจะฝืนยิ้มออกมา

“รอแม่นะพ่อ...อย่าไปไหน” บลูบอกกลับอีกคนก่อนจะเดินเข้าไป เมื่อเห็นว่าท่านทั้งสองชะเง้อหน้ามองและยืนรออยู่หน้าลิฟต์

“ครับ...จะรอ” รามพึมพำออกมาคนเดียวเพียงลำพัง ยืมมองคนรักเดินเข้าไปด้วยหัวใจที่ปวดร้าว ก่อนจะตัดใจละสายตากลับมาแล้วขับรถออกไปนับเวลารอ

ครอบครัวของบลูมาถึงก่อนและกำลังรอครอบครัวอีกฝ่ายเดินเข้ามา ชายหนุ่มนั่งทำหน้าบุญไม่รับอยู่ คุณวิเศษหันมาเห็นเข้าจึงเอ่ยบอกกับลูกชาย

“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อยไอ้บลู”

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ แต่ก็คงทำหน้าตาบุญไม่รับเหมือนเดิม คุณวิเศษกำลังจะพูดอีกครั้งแต่หันไปเห็นครอบครัวอีกฝ่ายเดินเข้ามาเสียก่อน

“สวัสดีครับเจ้าสัว” คุณวิเศษเอ่ยทักทายก่อนเจ้าสัวธนากรจะตอบกลับ บลูแค่ยกมือไหว้เงียบ ๆ เท่านั้นเขาไม่ได้พูดอะไร จากที่เซ็ง ๆ อยู่แล้วกลับต้องเซ็งเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นหน้าหญิงสาวว่าที่คู่หมั้น

“ไหว้พระเถอะจ้ะ...รุ้งลดา” เธอไหว้คนทั้งสองด้วยกิริยานอบน้อมอ่อนหวาน

“เชิญ เชิญ นั่งก่อนครับ” คุณวิเศษชักชวนอย่างอารมณ์ดี ก่อนรุ้งลดาจะนั่งข้าง ๆ ของบิดาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบลู เธอยกยิ้มกวน ๆ ให้ชายหนุ่มอย่างเป็นต่อ บลูก็ได้แต่ระงับอารมณ์เพราะเกรงใจผู้ใหญ่

หลังจากสั่งอาหารจนเสร็จ ทั้งสองครอบครัวก็คุยกันอย่างออกรสออกชาติอย่างกับสนิทชิดเชื้อกันมาอย่างดี จะมีแค่บลูที่เอาแต่นั่งนิ่งเงียบ รุ้งลดาเองก็ได้แต่นั่งยิ้มให้ผู้ใหญ่ตอนที่วกมาที่เรื่องของเธอเป็นครั้งคราว

“ทำธุรกิจร่วมกันไม่มีอะไรติดขัดใช่ไหมครับ” คุณวิเศษเอ่ยถาม เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยทำธุรกิจร่วมกันมาก่อนจนให้บอมมาดูแล ลูกชายคนโตของตนเองมีมุมมองธุรกิจไม่เหมือนคนอื่นและเปิดใจมากกว่าตอนที่ตนดู เลยทำให้ได้ร่วมงานกันและดูเหมือนจะบ่อยขึ้นและเรื่อยมา ความจริงวิเศษรู้จักกับเจ้าสัวมานานแล้ว เนื่องจากตนเองเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับธิดาผู้เป็นน้องสาวของเจ้าสัว

“ไม่ครับ ราบรื่นดี” เจ้าสัวตอบตามความจริงเพราะจิระอรรถวรกุลทำงานเป็นขั้นเป็นตอน วางแผนทุกอย่างเป็นมืออาชีพมาก

คนแก่ทั้งสามคุยกันอย่างออกรส จนอาหารมาเสิร์ฟ ก่อนคุณหญิงพราวจะหันไปบอกลูกชาย

“ตาบลูตักให้น้องสิลูก” บลูรักษามารยาทยอมทำตามที่แม่บอก แต่สีหน้าของเขาก็ยังบอกบุญไม่รับเหมือนเดิม

“ขอบคุณค่ะ...พี่บลู” รุ้งลดาบอกกับชายหนุ่ม ผู้ใหญ่ทั้งสามมองด้วยสายตาเอ็นดู แต่กับบลูบอกเลยว่า น่ารำคาญ

“ทั้งสองเคยเจอกันแล้วใช่ไหมลูก” คุณหญิงเอ่ยถาม

“เคยค่ะ ครั้งแรกก็ที่ฮ่องกงกับ...”

“อะแฮ่ม” บลูกระไอก่อนจะยกน้ำขึ้นจิบ รุ้งลดายิ้มออกมาเบา ๆ

“งั้นเหรอจ๊ะ...ดีเลย” เธอยกยิ้มก่อนจะพูดต่อ “ตาบลูเชิญน้องไปงานแต่งพี่ชายเราสิ”

“เชิญเจ้าสัวด้วยนะครับ เชิญด้วยนะ” วิเศษนึกขึ้นได้ก็เอ่ยชวนคนทั้งคู่

“ขอไปเข้าห้องน้ำ ก่อนนะคะ” รุ้งลดาเอ่ยหลังจากรับประทานอาหารจนอิ่ม

“ตาบลูพาน้องไปหน่อยสิ” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้น

บลูมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะลุกขึ้นเผยมือเชิญอีกคนอย่างประชดประชัน

“รุ้งลดา ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ” บลูเรียกหญิงสาวเมื่อเดินออกมาได้สักพัก

“เรื่องอะไรคะ” รุ้งลดาหันมาทำหน้ากวน ๆ 

“ผมไม่ได้ชอบคุณ” บลูพูดความประสงค์ออกมา โดยไม่อ้อมค้อม

“ทำไงดีล่ะคะ...ฉันไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจซะด้วยซิ” รุ้งลดาบอกตาใส

“รุ้งลดา...ขอละอย่ากวน คุณก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนใจเย็น” บลูบอกเสียงต่ำ

“ทำไมคุณไม่บอกพวกท่านล่ะคะ...มาบอกฉันทำไม...อีกอย่างเขาเป็นสามีคุณนิค่ะ...คุณไม่บอกท่านล่ะ”

“รุ้งลดา!” บลูกัดฟันกรอด กระชากแขนของรุ้งลดา

“อย่ามาทำป่าเถื่อนกับรุ้งนะคะ...” รุ้งลดามองสบตาบลูอย่างไม่เกรงกลัว “ถ้าไร้มารยาทกับรุ้งมาก ๆ บางที รุ้งอาจจะหลุดความลับของพี่บลูก็ได้” บลูจำใจปล่อยข้อต้นแขนที่เขากำจนเป็นรอยมือเมื่อก่อนหน้าอย่างเสียไม่ได้

“เธอต้องการอะไร” บลูเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะผู้หญิงตรงหน้าเหมือนกำลังเล่นสนุกเสียมากกว่า

“ไม่นิค่ะ...ไม่ได้ต้องการอะไร” เธอกอดอกมองคนตรงหน้า ที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ามองเธออย่างกำลังประเมิน “รุ้งขอตัวก่อนนะคะ...พี่บลู” เธอเอ่ยหยอกเย้าก่อนจะเข้าห้องน้ำไป ปล่อยบลูให้หัวเสียอยู่หน้าห้องน้ำ

“ยัยเด็กบ้า” เขาสบถออกมาก่อนจะเดินกลับเข้าไป

ร่างสูงของรามนั่งนิ่งอยู่บริเวณสวนสาธารณะของโรงแรมมานานนับชั่วโมงได้แล้ว บริเวณข้าง ๆ มีซากซองบุหรี่ที่ถูกบดบี้ทิ้งไว้บ่งบอกได้ว่าคนที่นั่งอยู่สูบจัดแค่ไหน ระหว่างที่เขานั่งรอเจ้านายก็ได้พ่นควันสีเทาไปหลายต่อหลายมวนแล้ว สายลมเย็นที่พัดเอื่อยและสารนิโคตินไม่ได้ช่วยให้เจ้าตัวรู้สึกดีขึ้นเลย เขานั่งมองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย

“สิ่งที่เอื้อมไม่ถึงสวยงามจริงๆ” รามพึมพำออกมาขณะเท้าแขนไปด้านหลัง เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า ดวงดาวพวกนี้มันก็คงเป็นเหมือนคุณบลูนั่นแหละ ได้เห็นได้มองแต่ครอบครองไม่ได้ แต่ถึงยังตัวเขาเองก็ยังชอบมองอยู่ดี 

“พ่อ...” บลูที่เดินมาเงียบ ๆ เอ่ยเรียก เขาไม่รู้หรอกว่าอีกคนนั่งอยู่ที่นี่เพราะพื้นที่ตรงนี้จัดไว้สำหรับดูดบุหรี่อยู่แล้ว เขาแค่จะออกมาสูบบุหรี่เฉย ๆ ไม่ได้คิดว่าจะเจอ

“ครับ” รามหันมาหาอีกคนที่กำลังกอดคอเข้าอยู่ทางด้านหลัง

“ขอโทษ” บลูเอ่ยออกมาขณะที่ยังยืนกอดคอรามไม่ปล่อย

“ขอโทษทำไมครับ...คุณไม่ผิดอะไร” รามพูดปลอบประโลม เขายกมือขึ้นลูบไปที่เรียวแขนของบลูเบา ๆ

“เลิกทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไรสักทีได้ไหม” บลูเอ่ยบอกอีกคนเสียงอู้อี้เพราะเขาซุกใบหน้าหล่อเหลาลงที่บ่า

“รู้สึกสิครับ...รู้สึกว่ารัก...รักมาก รักจนไม่อยากเสียไป”

“...”

“แต่ถ้าต้องทำให้คุณบลูลำบากใจไปกว่าเดิม...ผมยอมให้เป็นแบบนี้ยังดีเสียกว่า”

“...”

“อย่าห่วงผมเลยนะครับ...ผมทนได้ ผมรักคุณนะครับ”

“พ่อ...” เรียกเบาหวิว บลูรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอึกจุกอยู่ที่ลำคอ จนเกือบจะไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้

“ครับ...บอกแล้วไงไม่ไปไหนทั้งนั้น” รามบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาเอี้ยวตัวไปหอมแก้มอีกคนที่ยังคงซุกแก้มยุ้ยไปบนบ่าของตนเอง

“กูไม่เคยรู้จักความรักมาก่อนเลยไม่คิดจะรักใคร แต่พอได้รักมึงแล้วก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะรักได้มากขนาดนี้” เขาพูดออกมาก่อนจะปล่อยหยดน้ำตาให้รินไหล จนรามรู้สึกถึงความเปียกชื้นบริเวณหัวไหล่

“คุณบลูครับ...” เขาเรียกก่อนจะจับมืออีกคนออกจากรอบคอและหันไปดึงมากอดไว้แน่น “อย่าร้องเลยนะครับ...ได้โปรด” รามลูบหลังแผ่วเบา พยายามปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยิ่งทำให้บลูร้องไห้หนักกว่าเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฟูมฟายก็เถอะ

แต่ทว่าเพียงแค่เห็นหยาดน้ำตาของคนที่ตนเองรักก็ทำให้รามเจ็บปวดจนแทบขาดใจ ทั้งสองยืนกอดกันอยู่นานเหมือนอยากจะหยุดเวลาเอาไว้เพียงแค่นี้ แค่มีกันและกันแค่สองคน

Rrrrr

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดึงคนทั้งสองให้หลุดจากภวังค์ บลูล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อดูเบอร์

“ป๊าโทรมา” บลูเงยหน้ามองอีกคน ก่อนรามจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้แผ่วเบา

“คงโทรมาตามน่ะครับ...คุณบลูกลับเข้าไปด้านในเถอะ” รามเอ่ยบอกก่อนขยับหูกระต่ายที่คอของเจ้านายให้เข้าที

“อือ...รอนะห้ามไปไหนทั้งนั้น...ห้ามไปจากกู” บลูบอกเสียงสั่นเครือก่อนจะตัดสินใจหันหลัง

“ครับ...ไม่ไปไหนทั้งนั้น” รามบอกตามหลังก่อนจะนั่งลงที่เดิม แต่กลับได้ยินเหมือนเสียงคนเดินเข้ามา

รามจึงชักปืนแล้วหันกลับไปตรงต้นเสียง ก่อนจะมองอย่างแปลกใจเพราะไม่คิดว่าจะเป็นคนคนนี้

“สวัสดีค่ะ...พี่ราม” รุ้งลดาเอ่ยทักทายผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง

“คุณรุ้งลดา” รามตกใจแต่ก็ยังวางสีหน้าเรียบเฉย 

“ไม่คิดเลยนะคะ...ว่าเราจะเป็นพี่น้องกันซะได้” เธอพูดเสียงใสแล้วเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

“คุณรู้?” 

“คุณพ่อไม่ได้บอกหรอกค่ะ รุ้งเผอิญเห็นเอกสารในห้องทำงานของท่าน” หลายเดือนก่อนเธอจะเข้าไปหาบิดาที่ห้องทำงาน แต่เห็นว่าบนโต๊ะมีเอกสารกองกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเธอเลยช่วยจัด ก็เลยเห็นเอกสารการสืบหาตัวหลายชายและน้องสาวแท้ ๆ ที่มีศักดิ์เป็นน้าแท้ ๆ ของตนเองเข้า เธอจะไม่รู้เลยถ้าไม่เผอิญเห็นรูปของคนตรงหน้า

“ช่วยเก็บเป็นความลับด้วยครับ” รามบอกกับอีกคน

“รุ้งไม่คิดจะบอกใครหลอกค่ะ แต่...” 

“ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนสินะ”

“ก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอกค่ะ...แค่พี่ช่วยไปเจอคุณป๊าบ่อย ๆ ก็พอ” เธอไม่ได้ต้องการอะไร แล้วเรื่องที่เธอมาวันนี้ก็เหมือนกัน เธอแค่ไม่อยากให้คุณป๊าของเธอต้องจมอยู่กับอดีต แล้วเอาแต่โทษตัวเองที่ไล่หน้าธิดาไป

“คุณป๊ารู้สึกผิดที่ไม่ยอมรับคุณพ่อของพี่รามและไล่น้าธิดาไป แถมยังรู้สึกผิดที่ไม่ตามหาพี่ให้เร็วกว่านี้ ได้โปรดเถอะนะคะพี่รามแค่ไปเจอท่านบ้าง แค่นั้นก็พอแล้ว” ที่เธอต้องมาขอร้องคนตรงหน้าเพราะเธอรู้สึกสงสารบิดาเป็นอย่างมาก หลังจากที่เธอรู้เรื่องนี้เธอก็หาโอกาสเอ่ยถามท่านไปตรง ๆ ซึ่งท่านก็ยอมรับและเล่าออกมาจนหมดเปลือก ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องปิดบังเพราะตนเองกับบิดาไม่เคยต้องโกหกกันอยู่แล้ว 

“...”

“อย่าลำบากใจเลยนะคะ...ที่รุ้งยอมมาวันนี้เพราะอยากจะบอกเรื่องนี้ รุ้งไม่ได้สนใจเรื่องดูตัวอะไรนั้นเลยสักนิด คุณป๊าเองก็เหมือนกัน แล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของพี่กับภรรยาก็ยังคงเก็บเป็นความลับค่ะ รุ้งไม่ได้บอกท่าน” ประโยคหลังของรุ้งลดาทำเอารามแปลกใจ จนต้องเลิกคิ้วถาม

“ภรรยา?”

“ก็คุณบลู...ภรรยาของพี่บอกกับรุ้งตั้งแต่ตอนที่อยู่ฮ่องกงแล้วล่ะค่ะ” รุ้งลดาบอกความลับของบลูหมดเปลือก จนรามต้องหลุดยิ้มออกมา

“ที่ฮ่องกง?” รามก็ยังแปลกใจอยู่ดี เพราะตนเองก็อยู่กับเจ้านายแทบจะตลอดเวลา แล้วคนทั้งสองไปพูดคุยกันตอนไหน

“ตอนนั้นรุ้งเจอคุณบลูในลิฟต์ ก็เลยถามหาพี่สงสัยเขาคงจะหวงก็เลยบอกถามรุ้งกลับว่า ถามหาสามีเขาไปทำไม ถ้าเขาไม่ได้หมายถึงพี่จะหมายถึงใครได้อีกค่ะ” 

“งั้นเหรอครับ” รามถามยิ้ม ๆ หลุดมาดจอมเรียบเฉยไปเรียบร้อยแล้ว

“จริง ๆ แล้วไหน ๆ พี่รามก็รู้แล้วว่ารุ้งรู้...ก็ควรเปลี่ยนสรรพนามนะคะ” เธอเอ่ยบอกผู้เป็นพี่ชาย

“ครับ...” รามตอบรับสั้น ๆ อย่างรักษาน้ำใจ 

“งั้นรุ้งไปแล้วนะคะ...คุณป๊าคงถ่วงเวลาได้ไม่นานเดี๋ยวจะเสียมารยาท” เธอบอกกับพี่ชายและหันหลังกลับ กำลังจะเดินออกไปแต่เหมือนนึกขึ้นได้ “อ้อแล้วฝากบอกภรรยาของพี่รามหน่อยนะคะว่ารุ้งไม่ใช่ศัตรูสักหน่อย เลิกตีหน้ายักษ์ใส่รุ้งได้แล้ว” เธอบอกเสียงแง่งอน และเดินออกไปทันที

“ภรรยางั้นเหรอ” เขาพึมพำแล้วยิ้มออกมา “คุณบลูผมไม่ยักกะรู้ว่าคุณก็เคยหึงผมด้วยเหมือนกัน” ในวันที่เจอเรื่องแย่ ๆ อย่างน้อยก็ยังเจอเรื่องดี ๆ อยู่บ้าง เลยทำให้รู้ว่าวันนี้ไม่ได้เป็นวันที่เลวร้ายอะไรมากนัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น