Bodyguard Made to love....ขอแค่ได้รัก

ตอนที่ 31 : ห่างกันสักพัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ส.ค. 63

วันต่อมา

โรงพยาบาลวรวงค์สกุล

รามเดินเข็นรถเสาน้ำเกลือเดินมานั่งอยู่ที่หน้าห้องพักผู้ป่วยวีไอพี เขาเพิ่งวางสายหลังจากที่โทรไปบอกคุณบอมว่าคุณบลูอยู่ที่โรงพยาบาล อีกไม่นานก็คงมา

รามนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ก่อนเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้เรียกสายตาของรามให้หันไปมอง

ผลัวะ

หมัดหนัก ๆ ของบอมซัดเข้าที่ใบหน้าของรามทันที ก่อนปลายกระบอกปืนจะจ่อไว้ที่หัว

“เฮีย...ใจเย็นก่อน” บูมห้ามพี่ชายพยายามดึงมือให้เขาลดปืนลง

“มึง...ไอ้ราม กล้าดียังไงไม่เห็นหัวกู” บอมยังคงไม่ฟังผู้เป็นน้องชาย เขากดปลายกระบอกปืนไปที่หัวของรามใกล้กว่าเดิม

“...” รามไม่แก้ตัวก้มหน้าอย่างยอมรับผิด เขาผิดจริง ๆ ที่ไม่รายงานเรื่องนี้กับคุณบอม

“เฮีย...ฟังเหตุผลมันก่อน” บูมพยายามหว่านล้อม ปกติเฮียบอมเป็นคนใจเย็นแต่ครั้งนี้รามก็ทำเกินไป

“...” บอมเงียบลง เขาพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน เขาจ้องหน้ารามนิ่งก่อนจะส่ายหัวช้า ๆ 

“มึงอย่าลืมว่าใครคุ้มกะลาหัวมึงอยู่” บอมพูดอีกครั้งก่อนจะลดปืนลง แล้วเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยของบลูทันที

บูมไม่พูดอะไรออกมา เขาตบบ่าของรามเหมือนให้กำลังใจ “กูรู้ว่ามึงคงมีเหตุผล”

“ผมแค่เป็นห่วงคุณบลู...” รามพูดออกมาแค่นั้น เขาเป็นห่วงคุณบลูจริง ๆ เพราะถ้าเขารายงานคุณบอมก็กลัวว่าจะไม่ทันการ กลัวว่าคุณบลูจะเป็นอะไรไปเสียก่อน

“แล้วนี่มันเป็นไงมั่ง” บูมเอ่ยถาม

“คุณบลูปลอดภัยแล้วครับ แต่ผล CT Scan บอกว่าโหนกแก้มร้าว หมอบอกว่าต้องรอให้หายบวมก่อนถึงจะผ่าตัดได้ครับ” รามตอบอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษครับคุณบูม...ที่ผมดูแลคุณบลูไม่ดี”

“อือ...ปลอดภัยก็ดีแล้ว แต่คราวหน้าคราวหลังถ้ามีอะไรมึงต้องบอกเฮีย”

“ครับ”

“มึงก็บาดเจ็บจะรีบลุกมาทำไม” บูมเอ่ยถามเพราะเห็นรามยังอยู่ในชุดผู้ป่วย แขนข้างหนึ่งพันเป็นมัมมี่ ข้าง ๆ ก็มีรถเสาน้ำเกลือ

“ผมแวะมาดูคุณบลูครับ”

“แล้วมึงไม่เข้าไปล่ะ” บูมเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

“...” รามก้มหน้าลง เขาจะบอกได้อย่างไรว่ารู้สึกผิดจนไม่กล้าที่จะเข้าไป

รามนั่งเงียบก่อนจะได้ยินเสียงคุณผู้หญิงของบ้านเรียกมาแต่ไกล ทั้งสองจึงลุกขึ้นยืน

“ตาบูม...ตาบลูเป็นยังไงบ้าง” คุณหญิงเอ่ยถามลูกชายคนโต เธอเพิ่งรู้ข่าวก็รีบมาทันที

“อยู่ในห้องครับแม่” บูมตอบ

ก่อนคุณหญิงจะหันมาหาราม เขาก้มหัวให้คุณหญิงก่อนจะเงยหน้าขึ้น ฝ่ามือหนัก ๆ ก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าของเขาทันที

เพียะ!!!

 

“ฉันบอกให้ดูตาบลูดี ๆ” รามก้มหน้าลงตามแรงตบอย่างยอมรับผิด

“คุณแม่ครับใจเย็น ๆ ครับ...ไอ้บลูปลอดภัยแล้ว” บูมพยายามปลอบคุณแม่ตัวเอง เพราะรู้ว่าเธอกำลังเสียขวัญเพราะเป็นห่วงบลูมาก

“ขอโทษครับคุณหญิง” รามเอ่ยออกมาเสียงเบาหวิว ใบหน้าของเขายังคงก้มอยู่แบบนั้น

“...” คุณหญิงไม่ได้พูดอะไรออกมา บูมจึงให้เด็กรับใช้ที่มาด้วยพาคุณแม่ตัวเองเข้าไปด้านในก่อน และหลังจากที่คุณแม่เข้าไปแล้ว เขาจึงหันมาพูดกับรามอีกครั้ง

“มึงอย่าไปโกรธแม่เลย...แม่แค่เป็นห่วงไอ้บลูมากไปหน่อย”

“ผมไม่โกรธคุณหญิงหรอกครับ” รามไม่คิดจะโกรธคุณหญิงเลยสักนิด เพราะเขาดูแลคุณบลูไม่ดีจริง ๆ นั่นแหละ

“เอาจริง ๆ มึงก็ไม่สมควรปิดบังเรื่องนี้จริง ๆ ไอ้ราม อย่าคิดว่ามึงจะจัดการเรื่องนี้ได้เพียงคนเดียว...มีอะไรก็น่าจะบอกเฮีย” บูมถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ

“หายแล้วมึงก็ไปสอบปากคำ...เฮียจัดการเดินเรื่องไว้แล้ว มึงบอกแค่มันจับตัวไอ้บลูไปก็พอ เรื่องอาวุธหรือคนที่ตายเดี๋ยวเฮียจะจัดการเอง” บูมบอกกับราม ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากยุ่งเรื่องนี้แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ รามมองหน้าบูมอย่างแปลกใจ

“กูนั่งรถมากับเฮียเผอิญได้ยินเฮียกำลังเดินเรื่องกับตำรวจและครอบครัวคนตายเพื่อช่วยมึง จริง ๆ เฮียก็ไม่ใช่คนใจร้ายนักหรอก เฮียบอมแค่ไม่ชอบคนล้ำเส้น มึงเข้าใจใช่ไหม” บูมบอกอย่างจริงจัง

“ครับคุณบูม” หลังจากที่รามรับปาก บูมตบที่บ่าของรามก่อนจะตามมารดาเข้าไปด้านใน ปล่อยให้รามจมอยู่กับความรู้สึกผิด

 

 

คืนนั้นหลังจากที่ทุกคนกลับไปหมดแล้ว รามก็แอบเข้ามาหาบลู ชายหนุ่มค่อย ๆ เปิดประตูเข็นรถเสาน้ำเกลือเข้าไปเบา ๆ บลูที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงคนไข้ ยังไม่รู้ตัวว่าคนที่ตัวเองรอคอยมาทั้งวันได้เดินเข้ามา

รามมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยบวมช้ำของ บลูอย่างรู้สึกผิด เขาไม่กล้าที่จะเอื้อมมือไปสัมผัส 

คุณบลูคงจะเจ็บมาก รามคิดในใจ 

มืออีกข้างที่ไม่ได้ใส่ที่พยุงแขนแต่ก็เต็มไปด้วยรอยแผลค่อย ๆ เอื้อมไปจับมือของบลูขึ้นมาจูบลงที่หลังมือแผ่วเบา ก่อนจะวางมือลงเช่นเดิมกะว่าจะกลับออกไปเงียบ ๆ แต่ทว่าบลูขยับตัวลืมตาตื่นขึ้น ก่อนจะกำมือของรามเอาไว้แน่นและค่อย ๆ หันมามองคนที่ตนเองรอมาตลอดทั้งวัน

“พ่อ...” บลูเอ่ยเรียกอย่างแผ่วเบา

รามยกยิ้มให้ หยิบแก้วน้ำแล้วหยิบหลอดมาป้อนไปที่ปาก เขากลืมมันลงคออย่างฝืน ๆ 

“หายไปไหนมา” บลูเอ่ยถามเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องทั้งสองยังไม่เจอหน้ากันเลย

“ขอโทษครับ” รามพูดได้แค่คำว่าขอโทษ ก่อนจะถามกลับ “เจ็บมากหรือเปล่าครับ” รามเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ เตียง ยกมือของบลูมาแนบแก้ม

“ไม่...แล้วพ่อละ” บลูเอ่ยถามเขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีรามช่วยพยุง

“ไม่ครับ...ไม่เจ็บ” รามเอ่ยตอบ แล้วมองหน้าบลูนิ่ง ทั้งสองจ้องตากันก่อนรามจะเอ่ยเบา ๆ 

“ขอโทษนะครับ” น้ำเสียงรู้สึกผิดเอ่ยขึ้น และเขาก็พยายามกลืนก้อนสะอึกลงคอ

“พ่อไม่ผิด...แม่ผิดเอง...ผิดที่ไม่เชื่อพ่อ” บลูพยายามบอกอีกคน

“คุณบลูไม่ผิดหรอกครับ” รามบอกในสิ่งที่ตนคิด ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง รามจึงตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคา

“ระหว่างที่ผมไม่อยู่...เกิดอะไรขึ้นบ้างเหรอครับ” ดวงตาของเขามีน้ำตาคลอหน่วย เขาพอรู้มาบ้างแต่ก็ยังอยากได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นออกจากปากของบลูเองมากกว่า

บลูหลบหน้าอีกคน มือของเขากำมือของรามแน่นขึ้น ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ อย่างรู้สึกผิด 

“ขอโทษ” บลูเอ่ยออกมา เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดต่อ “สัญญามาก่อนว่าจะไม่โกรธ”

รามยิ้มบาง ๆ “ผมเคยโกรธคุณด้วยเหรอครับ” พูดแล้วก็กระชับมือที่จับกันอยู่แน่นเข้าไปอีก

บลูมองไปที่ผนังอีกด้าน “วันนั้นแม่ให้ไอ้เอ็กซ์ไปรับตัวเบลมาจากคอนโดที่ดอนเมืองเพื่อ...” บลูหันมามองหน้ารามนิดหนึ่งรามจึงพยักหน้ารับ เขาจึงพูดต่อเสียงเบา “มีอะไรกับเธอ...” เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง 

บลูบีบมือรามแน่นขึ้น รามจึงใช้นิ้วแม่มือลูบไปที่หลังมือของบลูเบา ๆ ชายหนุ่มจึงเล่าต่อ 

“แม่ยอมรับว่าแม่ทั้งโกรธทั้งโมโหที่พ่อหายไป เลยเอาอารมณ์ทั้งหมดไปลงกับเบล แต่อยู่ดี ๆ เพนนีก็มาจากไหนไม่รู้” บลูมองหน้ารามนิ่ง 

“ไอ้เอ็กซ์คงไปเปิดประตูให้เพนนีเข้ามาและก็เห็นว่าอยู่กับเบล เพนนีก็เลยอาละวาดแล้วแม่ก็ไล่เธอ แต่เธอก็ดึงดัน แม่ก็เลยพลั้งมือกระชากเธอและโยนเธอออกไป” เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง บลูไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ใครจะไปคิดว่านั่นจะเป็นสาเหตุทำให้เพนนีถูกรถชนตาย

รามจึงเงยหน้าขึ้นแล้วฝืนยิ้มมุมปากให้บลูด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่สายตาของชายหนุ่มมอง บลูด้วยความเจ็บปวด “ผม...เข้าใจแล้วครับ”

“รามกู...ไม่ได้” บลูพยายามอธิบายแต่ดูเหมือนจะไม่มีข้อแก้ตัวอะไรได้เลย

“ไม่เป็นไรครับ...ผมเข้าใจดี” รามเว้นวรรคแล้วมองหน้าบลูเต็มตา “คุณบลูคิดไหมครับ...ว่าเรามาไกลเกินไปแล้ว... ผมว่าเราควรถอยกลับไปอยู่จุดเดิม” รามพูดออกมาในที่สุด เขาคิดดีแล้ว เหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันบอกได้ชัดว่าเขาควรอยู่ตรงไหน ถึงไม่มีเหตุการณ์ในวันนี้เขาก็ตั้งใจจะยุติมันอยู่แล้ว

“พ่อ...ไม่เอา” บลูบอกทั้งน้ำตา

“ไม่ต้องห่วงนะครับ...ผมจะยังอยู่ข้าง ๆ คุณเหมือนเดิม” รามกระชับมือของบลูขึ้นมาจูบแล้ววางลงเบา ๆ “หายไว ๆ นะครับ” รามบอกและกำลังจะลุกออกไป

“รามกูขอโทษ” บลูดึงมือของรามไว้อย่างเดิม

“คุณบลูไม่ต้องขอโทษหรอกครับ...มันเป็นความผิดของผมเอง...”

 

 

สามอาทิตย์ต่อมา

ห้องสอบสวน

“เชิญนั่งครับ” ผู้กองอัครัฐพูดเสียงเรียบก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามตนเอง

“ขอบคุณครับ” รามยกยิ้มแต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดีด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิด “มีเรื่องอะไรจะถามงั้นเหรอครับ”

“คุณไปทำอะไรที่นั่น” ผู้กองอัครัฐถามขึ้นทันที

 

“ผมไปช่วยเจ้านายของผม คุณก็เห็นว่าเสี่ยนพจับตัวคุณบลูไปก่อน” รามบอกไปตามความจริง เขาไม่ต้องคิดสักนิดเลยด้วยซ้ำ

“แล้วคุณจะคำตอบเรื่องที่ยิงกันที่นั่นได้ไหม”

“ผมและคนของผมเป็นคนจัดการคนพวกนั้นเองครับ” รามตอบออกไปใบหน้าเรียบเฉย เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้กองคนใหม่จะเถรตรงสักขนาดไหน เงินจะซื้อไม่ได้จริงหรือเปล่า

ผู้กองอัครัฐเงียบไปอย่างประเมินคนตรงหน้า

“ด้วยอาวุธสงคราม?”

“ครับ”

“พวกคุณไปเอามาจากไหน...ขนเข้ามา?” รามฟังคำถามแล้วยกยิ้ม เขารู้ผู้กองอัครัฐไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของจิระอรรถวรกุล และเขาจะรู้บ้างไหมนะว่าพวกเราก็ไม่เกรงกลัวกฎหมายเช่นกัน

แต่ยังไม่ทันที่รามจะตอบอะไรก็มีนายสิบมาเคาะประตูห้องเสียก่อน อัครัฐเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ ก่อนนายสิบคนนั้นจะรายงานทันที

“ผู้กองครับ...ท่านผู้การเรียกพบครับ” ว่าจบก็ออกไปทันที ผู้กองอัคมีสีหน้าเซ็งอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะลุกขึ้นมองรามที่มองมายังเขาอยู่ก่อนด้วยใบหน้านิ่งเฉย

อัครัฐเท้าโต๊ะก้มลงไปด้านหน้าก่อนจะเอ่ยถามรามเบา ๆ “คุณรู้จักพงษ์เทพหรือเปล่า” พูดจบเขาก็ยืดตัวเต็มความสูง

“ใครเหรอครับ...คุณหมายถึงใคร” รามตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“งั้นเหรอ” อัครัฐเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้รามงงงวยว่าผู้กองถามถึงใครกัน ก่อนนายสิบคนเมื่อกี้จะเดินเข้ามาอีกครั้งเพื่อเชิญเขาออกจากห้องสืบสวนอย่างนอบน้อม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น