Bodyguard Made to love....ขอแค่ได้รัก

ตอนที่ 12 : อยู่ข้างกันตลอดไปใช่ไหม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

 “คุณป๊าให้คนไปตามรุ้งเหรอคะ” หญิงสาวถามขึ้นทันทีที่เธอเดินเข้ามาในร้านอาหารจีนอาหารสุดหรูบนชั้นสามสิบในฮ่องกง บรรยากาศที่โปร่งสบายและวิวอ่าววิคตอเรียยามเช้าไม่ชวนให้เธอหายอารมณ์ขุ่นมัวได้เลย

รุ้งลดานั่งลงฝั่งตรงข้ามบิดา ที่อยู่ดี ๆ ก็ให้คนไปตามเธอมารับประทานอาหารเช้าด้วย โดยที่เธอยังไม่ทันตื่นนอน

เจ้าสัวธนากรยิ้ม ๆ ให้กับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เดี๋ยวนี้ป๊าอยากกินข้าวกับลูกสาวต้องแจ้งล่วงหน้าแล้วเหรอ” รุ้งลดาค้อนให้วงใหญ่ก่อนจะคลี่ผ้ากันเปื้อนวางไว้บนตัก

“รุ้งขอเที่ยวส่วนตัวก็ไม่ได้เหรอคะ” เธอเอ่ยถามบิดาบ้าง

“ป๊าไม่อยู่กวนลูกนานหรอกเดี๋ยววันนี้ก็กลับแล้ว”

“คุณป๊ามาทำอะไรเหรอคะ...”

“ป๊ามาเรื่องธุรกิจนิดหน่อย... หรืออยากกลับพร้อมป๊าเลยจะได้นั่งเครื่องสบาย ๆ” เจ้าสัวนั่งไพรเวตเจ็ตมาตั้งแต่เมื่อวานหลังจากคุยธุรกิจกับไคหวังเสร็จ เขารู้ว่ารามก็อยู่ที่นี่แต่ชายหนุ่มไม่ยอมมาเจอซึ่งเขาก็ชินแล้ว เกือบสิบปีมานี้รามไม่ค่อยยอมมาพบตนเองนักหรอก

“ไม่ดีกว่าค่ะ...รุ้งนั่งบิสสิเนสก็สบายดีใกล้แค่นี้เอง” เธอตอบขณะกำลังตักโจ๊กและคีบเครื่องเคียงอื่น ๆ เข้าปาก

“ลูกจะกลับพรุ่งนี้ใช่ไหม... เที่ยวบินกี่โมง” เจ้าสัวถามขณะกำลังจิบกาแฟและมองลูกสาวไปด้วย

“ไฟลท์บินสาย ๆ ค่ะ หวังว่าจะปล่อยให้รุ้งเที่ยวเป็นส่วนตัวนะคะ” เธอพูดก่อนจะยิ้มให้ผู้เป็นบิดา แต่เจ้าสัวกลับมองยิ้ม ๆ เขาไม่ตอบอะไรได้แต่จิบกาแฟต่อไป

 

 

อีกด้านหนึ่ง

ทั้งสองร่างนอนกอดกันกลมอยู่บนเตียงคิงไซส์ขนาดใหญ่ ผ้านวมผืนหนาที่ว่าอุ่นแล้วดูเหมือนจะยังไม่อุ่นเท่าอ้อมกอดของกันและกันในตอนนี้

รามลืมตาตื่นขึ้นมา เขามองไปที่อีกคนที่กำลังนอนหลับสบาย ๆ อยู่ข้าง ๆ มองใบหน้าของบลูอย่างหลงใหล เขาค่อย ๆ ลูบเบา ๆ ไปตามกรอบหน้า ไล่มาที่สันกรามได้รูปที่รับกันดีกับจมูกโด่งเป็นสัน รามค่อย ๆ เลื่อนใบหน้าหล่อเหลาไม่ต่างกันไปจูบลงที่หน้าผากกว้างอย่างรักใคร่

แพขนตายาวกะพริบถี่ ๆ นิดหน่อยเพราะมีอะไรมาก่อกวนที่ใบหน้าตอนที่เขากำลังหลับและเมื่อเขาลืมตาขึ้นก็พบกับสายตาหวานเชื่อมที่ส่งมาอยู่ก่อนแล้ว

“มอร์นิ่งครับ” รามขยับตัวนิดหน่อยเพราะเขากำลังก่ายต้นขาของบลูอยู่ กลัวว่าอีกคนอาจจะหนักและนอนไม่สบาย แต่มือหนาของเขาก็ยังไม่ยอมออกห่างจากเอวสอบเลย

“อือ” บลูตอบรับเบา ๆ ในลำคอ ขณะที่กำลังตะแคงข้างซุกใบหน้าเข้าไปในอ้อมกอดของราม ปล่อยลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดที่ต้นคอก่อนจะหลับไปอีกครั้ง เพราะเขากำลังอุ่นและกำลังรู้สึกสบาย

รามก็ลูบไปตามแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าและกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม เขาหลับตาลงอีกครั้งเพราะตนเองก็กำลังรู้สึกดีเช่นกัน

รามตื่นมาอีกทีก็เกือบจะเที่ยงแล้ว เขาอาบน้ำและแต่งตัวจนเสร็จ เจ้านายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น จึงออกไปสั่งรูมเซอร์วิสเพราะกลัวว่าถ้าตื่นมาแล้วจะหิว

หลังจากนั้นเขาก็มาเก็บของทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางระหว่างรอ พอเสร็จเรียบร้อยก็ออกมายืนดูดบุหรี่ที่ระเบียงในเวลาต่อมา

เวลาของเราใกล้หมดลงทุกที พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางกลับแล้ว และทุกอย่างคงต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม ในฐานะเจ้านายกับบอดี้การ์ด เขาก็เป็นได้เพียงหมาวัดธรรมดา ที่นั่งมองเครื่องบินลำหรูอย่างลูกชายคนเล็กของตระกูลจิระอรรถกรเหมือนเดิม

เสียงเปิดประตูห้องนอนเรียกสายตาของรามให้หันกลับไปมอง เขาอัดบุหรี่เฮือกสุดท้ายก่อนจะดับมันและเดินเข้าไปหาเจ้านายทันที

“ตื่นแล้วเหรอครับ...หิวไหม” รามเอ่ยถาม

“อือ...มึงตื่นนานแล้วเหรอ” บลูเอ่ยถามขณะกำลังนั่งลงที่โต๊ะกินข้าวริมกระจก

“สักพักแล้วครับ” รามตอบก่อนจะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม เขาจำได้ดีครั้งหนึ่งเคยโดนด่ามาแล้วหลังจากที่ปล่อยให้บลูนั่งกินข้าวคนเดียว

“ทำไมมึงไม่ปลุกกูล่ะ” เขากำลังจัดการอาหารตรงหน้าเพราะว่าหิวจัด เมื่อวานก็มีแต่เรื่องเลยทำให้ไม่ค่อยได้กินอะไร

“เห็นกำลังนอนหลับสบายนี่ครับ” รามยิ้มก่อนเขาจะคีบเสี่ยวหลงเปาใส่จานให้เจ้านาย

“มึงก็กินเยอะ ๆ ไม่ต้องเสือกมาดูแลกูตลอดเวลาหรอก” บลูบอกก่อนจะคีบฮะเก๋าใส่จานให้คืนบ้าง รามมองบลูยิ้ม ๆ เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมุมนี้ของคนที่ตนเองรักมาก่อน

ทั้งสองกินไปนั่งคุยกันไปจนอิ่ม บลูก็มานั่งลงที่โซฟา เขายกขาข้างหนึ่งพาดไว้ที่โต๊ะตัวเล็กตรงกลาง ก่อนจะหยิบรีโมตขึ้นมาเปิดทีวีเพื่อฆ่าเวลา

“อยากไปไหนไหมครับ” รามที่เพิ่งเก็บจานจนเสร็จ ก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ

“ไม่!! กูขี้เกียจ” บลูตอบก่อนจะเอนหลังพิงไหล่ของรามเอาไว้ รามจึงยิ้มออกมาก่อนจะโอบแขนไปโอบรัดร่างกายของบลูไว้แน่น

“กลับพรุ่งนี้แล้วใช่ไหม” บลูเอ่ยถามขณะที่สายตายังคงจ้องมองไปที่โทรทัศน์

“ใช่ครับ” เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น เมื่อบลูถามคำถามนี้ออกมา มันตอกและย้ำให้เขารู้ว่ามันคือความจริง มันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว

“มึงจะอยู่ข้างกูตลอดไปใช่ไหม” บลูเอ่ยถาม แต่สายตาของเขาไม่ได้หันมามองคนที่เขากำลังพิงอยู่

“ผมบอกแล้วไงครับว่าผมจะไม่ไปไหนจนกว่าคุณจะเป็นคนไล่ผมไป” รามลูบต้นแขนของบลูแผ่วเบา ไม่ว่าบลูจะถามอีกสักกี่ครั้งเขาก็ยังเลือกที่จะยืนยันคำเดิม

“อือ...” บลูบอกแค่นั้นก่อนจะยิ้มเล็กน้อย

“รักนะครับ”

“...” มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมาเหมือนดังเช่นทุกครั้ง

 

Hong Kong International Airport

ชายหนุ่มทั้งสองคนกำลังเดินลงจากรถตู้ของทางโรงแรมเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากที่บลูถูกพี่ชายหลอกให้มาคุยงานที่ฮ่องกงเป็นอาทิตย์แล้ว

“คุณบลูนั่งรอก่อนนะครับเดี๋ยวผมไปเช็กอินก่อน” รามบอกก่อนจะลากกระเป๋าเดินไปเพื่อเช็กอินและสแกนสัมภาระ

บลูมองตามหลังจนสุดสายตาก่อนจะนั่งลงไขว้ขาอยู่บนเข่า และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเพื่อฆ่าเวลา เขารู้สึกเหมือนมีคนมานั่งลงเบาะข้าง ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ ก่อนน้ำเสียงกวน ๆ เป็นภาษาจีนที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุดจะเอ่ยขึ้น

“โลกกลมจังเลยนะคะ” รุ้งลดาหันมามองคนข้าง ๆ แต่บลูก็ไม่ได้หันมาสนใจแถมยังทำเป็นไม่ได้ยินอีกตั้งหาก

“ไร้มารยาทจังเลยนะคะ” รุ้งลดายังคงไม่ยอม เธอพูดพึมพำเบา ๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้น แต่ในจังหวะที่เธอกำลังหมุนตัว ก็มีเด็กวัยกำลังซนวิ่งมาชนเธอเสียก่อน ทำให้เธอเสียหลักล้มลงไปทับตัวของบลูที่กำลังนั่งอยู่ ชายหนุ่มที่ไม่ทันตั้งตัวก็เลยรับร่างของหญิงสาวโดยสัญชาตญาณ

“ว้าย” รุ้งลดากรี๊ดลั่นก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ สบตาของบลูที่มองลงมาอยู่แล้ว

“ลุกออกไปได้แล้ว” บลูพูดเสียงราบเรียบก่อนจะดันตัวรุ้งลดาให้ลุกออกจากตักของตนเอง

“ขอบคุณ” รุ้งลดาพูดออกมาเบา ๆ แต่บลูยังไม่ทันได้พูดอะไร รามก็เดินกลับมาเสียก่อน

“มีอะไรกันเหรอครับ” รามถามเป็นภาษาไทยเสียงราบเรียบ ก่อนจะมาหยุดยืนข้าง ๆ เจ้านายที่กำลังนั่งทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนอยู่ที่เดิม

“อุบัติเหตุ... ไปกันได้ยัง” บลูเองก็ตอบกลับเป็นภาษาไทย ทำให้หญิงสาวที่กำลังยืนฟังอยู่ถึงกับตาโต

“เป็นคนไทยกันเหรอคะ...” รุ้งลดาหันไปสอบถามบลูด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แต่บลูก็ไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด

“ไปเถอะ” บลูลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไปทันที เขาไม่สนใจหญิงสาวที่ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ข้าง ๆ รามจึงยิ้มให้หญิงสาวตามมารยาทก่อนจะเดินตามบลูไป ปล่อยให้รุ้งลดามองตามหลังจนสุดสายตา

“เดี๋ยวเราต้องได้เจอกันอีกแน่” รุ้งลดาอมยิ้มพึมพำอยู่คนเดียว

“กว่าจะตามมาได้” บลูบ่นออกมา เมื่อเขารอให้รามเดิมตามมาทันตนเองที่กำลังจะเดินเข้าเกต

“ขอโทษครับ” รามบอกก่อนเดินตามหลังบลูไปที่เกต

และเวลาต่อมาทั้งคู่ก็เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย รามให้บลูไปรอตรงด้านหน้าส่วนตนเองก็เดินไปอีกทางเพื่อไปยังอาคารจอดรถที่ฝากไว้ ก่อนจะขับมารับเจ้านายที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว รามลงมาเปิดประตูรถด้านหลังให้แต่บลูไม่สนใจ เขาเดินไปเปิดประตูเพื่อนั่งด้านข้างคนขับแทน รามปิดประตูแล้วแอบยิ้มก่อนจะยกกระเป๋าขึ้นรถและขับออกไป

“กลับบ้านเลยไหมครับ”

“อือ”

ไม่นานรถคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ บลูเปิดประตูและเดินเข้าบ้านไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ รามมองตามหลังอย่างไม่เข้าใจ เจ้านายของเขาเงียบมาตั้งแต่ออกจากสนามบินแล้ว รามพยายามนึกหรือนี่จะเป็นสัญญาณบอกว่าเวลาของเขาหมดลงไปแล้วกันนะ

 

เสียงบ่นละครในทีวีเรียกรอยยิ้มของรามที่กำลังเปิดประตูเข้ามาในบ้าน นมอ่อนที่กำลังเมามันกับละครเมื่อเห็นหน้าลูกชายก็ลุกเดินเข้าไปหาทันที

“กลับมาแล้วเหรอลูก” เธอเอ่ยถาม

“ครับ” น้ำเสียงเหนื่อย ๆ ตอบและยิ้มให้มารดา ก่อนเขาจะเดินเข้าไปกอด

“เหนื่อยเหรอลูก...หิวไหม” เธอลูบหลังลูกชายเบา ๆ ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“อยากพักมากกว่าครับ” เขาผละออกก่อนจะเดินจับมือแม่ของตัวเองไปนั่งลงที่โซฟาหน้าทีวีอย่างเดิม

“งานไม่ราบรื่นเหรอลูก...ทำไมหน้าตาเหนื่อย ๆ” เธอถามอย่างเป็นห่วงเพราะสีหน้าของชายหนุ่มไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

“เรียบร้อยดีครับ...” รามตอบก่อนจะยิ้มเพราะอยากให้มารดาสบายใจ

“ถ้ามันเหนื่อยนัก...ก็หยุดนะลูก อย่าไปฝืนทำอะไรที่มันยากเย็นนักเลย” คำพูดที่แสนธรรมดาและน้ำเสียงที่อ่อนโยนเรียกสติของรามได้เป็นอย่างดี ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามารดาของตนเองหมายถึงอะไร

“ครับ”

“ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ...จะได้ลงมากินข้าว แม่จะรอ” รามลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ปล่อยให้นมอ่อนมองตามหลังด้วยสายตาเป็นห่วง

สายน้ำเย็น ๆ ที่ไหลลงมาจากฝักบัวไม่สามารถดับความร้อนรุ่มที่อยู่ในใจของบลูในตอนนี้ได้เลย เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดีในเมื่อมันเกินเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว และดูเหมือนว่าตนเองจะขาดอีกคนไม่ได้ เขาอยากให้รามอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อน

 

 

ยี่สิบปีก่อน

บลูกำลังนึกย้อนไปถึงตอนที่วัยหกขวบ เขาเพิ่งกลับโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอเด็กผู้ชายตัวผอมกำลังนั่งเล่นกับลูกหมาอยู่ในสวน เสียงเจื้อยแจ้วตลอดเวลานั้นทำเขาอยากเข้าไปเล่นด้วย แต่ด้วยความที่เขาซนและเข้ากับคนไม่เก่งจึงกลายเป็นว่าเขาไปแย่งลูกหมาตัวนั้นมาจากมือของเด็กชายแทน

“มาทำอะไรที่บ้านเราน่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น เรียกสายตาของเด็กตัวผอมให้เงยขึ้นมอง

“ขอโทษครับ...หมามันหลุดเลยวิ่งมาตาม” รามรู้ว่าเด็กผู้ชายตัวอ้วนคนนี้เป็นใคร เพราะเขาเคยเห็นแม่ของตนเองเรียกและหยอกล้ออยู่ในที่ไกล ๆ และแม่เขาก็เคยบอกอยู่เสมอว่าห้ามไปวิ่งเล่นกับลูกของเจ้านาย และต้องพูดเพราะ ๆ เมื่อมีคนที่บ้านใหญ่คุยด้วย

เขาไม่เคยมาหน้าตึกใหญ่เลยเพราะแม่ของตนสั่งไว้อย่างดีว่าห้ามมาเล่นซนห่างจากตัวบ้าน แม่ต้องดุเขาแน่ ๆ แต่เจ้ามังกรนี่สิวิ่งหนีเขามาเกิดเรื่องจนได้ เอาอย่างไรดีนะ...หนีดีกว่า รามคิดในใจ

“หมาตัวนี้ของเรา...เพราะอยู่ในบ้านเรานะ” บลูท้วงทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะอุ้มหมาตัวเล็กเดินออกไป

“ของผมต่างหากล่ะครับ” รามเถียงทันที เพราะหมาตัวนี้ลุงยามเป็นคนเก็บมาจากปากทางหน้าบ้าน หลังจากได้ยินเสียงมันร้อง

“แต่นี่บ้านเรานะ...จะให้ดี ๆ ไหม” บลูเดินเข้าไปยื้อแย่งทันทีหลังจากที่เห็นว่ารามไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย

“อย่าครับของผม...โอ๊ย” ด้วยความที่บลูพยายามยื้อแย่งกลับมา แต่ตัวเขาผอมกะหร่องไม่สามารถสู้แรงเด็กชายตัวอวบอ้วนได้จึงโดนผลักไปกองกับพื้น

รามมองมือที่เลือดออกจากแผลถลอกด้วยใบหน้าตกใจก่อนจะรีบลุกขึ้นเอ่ยถาม

“ทำไมต้องทำแบบนี้ หมาตัวนี้เป็นของผม คุณบลูมาแย่งไปแล้วยังจะผลักเจ้าของอีก” รามต่อว่าบลูทันที เพราะแม่ของเขาเคยสอนว่าไม่ให้แย่งของคนอื่น

“ก็นายไม่ยอมปล่อยดี ๆ นี่นา” ด้วยความเอาแต่ใจ บลูเถียงออกไปขณะลูบหัวลูกหมาตัวนั้น

“นิสัยไม่ดี” คำพูดเบา ๆ แต่อีกคนกลับได้ยินชัดเจน บลูหันไปมองทันที เขาโยนหมาตัวนั้นออกจากอ้อมแขนก่อนจะเดินไปต่อยหน้าของราม

รามเองก็ไม่ได้ยอมเขารีบลุกขึ้นก่อนจะต่อยหน้าคุณคนเล็กของบ้านคืนไปหลายหมัด นมอ่อนที่กำลังออกมาตามเพราะไม่เห็นคุณบลูเดินเข้ามาสักที ก็ต้องตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก แต่เธอก็ตั้งสติก่อนจะดึงลูกชายที่กำลังขึ้นคร่อมคุณบลูอยู่ออกมาซะก่อน แล้วจึงตะโกนเรียกสาวใช้ในบ้านให้มาพยุงคุณคนเล็กที่กำลังร้องไห้ออกไปก่อนทันที

“เกิดอะไรขึ้นลูก” นมอ่อนถามทันที หลังจากพาลูกชายเข้ามาในบ้านหลังเล็กของตนเอง และตอนนี้กำลังทายาแผลฟกช้ำที่มุมปาก

“...” เด็กชายไม่ตอบ ยังคงนั่งก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดเพราะบังอาจไปต่อยหน้าคุณของบ้าน

“ถ้าลูกไม่บอกแม่ก็ไม่รู้นะลูก รามต้องบอกเหตุผลกับแม่นะ” เธอเป็นคนใจเย็นไม่อย่างนั้นเธอคงเลี้ยงคุณทั้งสามของบ้านไม่ได้หรอก เธอพอจะรู้นิสัยของทั้งสองคนดี แต่อย่างไรก็ต้องถามให้ได้ความก่อน

“ขอโทษครับ” รามพูดออกมาเพียงแค่นั้น เพราะแม่ของเขาเคยบอกแล้วว่าห้ามออกไปเล่นหน้าบ้านราม แต่เขาก็ไปทำให้เกิดเรื่องขึ้นจนได้

แต่ไม่ทันที่นมอ่อนจะได้พูดอะไรเด็กรับใช้ก็มาเคาะประตูเรียกซะก่อน เพราะคุณหญิงพราวให้คนมาตามเธอกับลูกชายขึ้นไปที่บ้านใหญ่ และนมอ่อนคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นนี่แน่นอน

“มาแล้วค่ะ...คุณพราว” เด็กรับใช้รายงานทันทีที่เข้ามาถึงห้องรับแขก รามที่เดินตามมาก็นั่งลงข้าง ๆ มารดา สายตาของเขามองไปยังเด็กตัวอ้วนที่มีรอยช้ำตามใบหน้าเช่นเดียวกับตนเอง จะแตกต่างก็ตรงที่คุณบลูมีรอยช้ำอยู่หลายจุด

“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะนมอ่อน...พอจะบอกได้ไหม” คุณหญิงพราวถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม เธออยากฟังความทั้งสองข้างก่อน บลูเองเมื่อได้ยินมารดาตนเองถามขึ้นมาก็รู้สึกผิดและกลัวขึ้นมาทันใด เพราะทุกอย่างมันเริ่มจากเขาก่อน

“ขอโทษด้วยค่ะคุณพราว...อิฉันสอนลูกไม่ดีเอง” นมอ่อนบอกกับคุณหญิงด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ไม่หรอกจ้ะ...นมไม่ผิด เพราะฉันก็พอจะรู้นิสัยตาบลูอยู่บ้าง ถ้าจะไม่ดีเราก็คงไม่ดีด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ” เธอรู้นิสัยลูกชายคนเล็กดีว่าคงเป็นคนเริ่มก่อน เธอทั้งสอนทั้งบอกจนเหนื่อยแต่ด้วยเพราะสามีของเธอคอยแต่จะให้ท้าย ลูกชายเธอเลยค่อนข้างเอาแต่ใจ

เมื่อบลูได้ยินแบบนั้นจึงร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ก็ยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะยอมรับผิดออกมา

“เงียบเลยนะจ๊ะ...ตาบลูห้ามร้องเด็ดขาด ลูกทำผิดนะ เป็นลูกผู้ชายทำแล้วต้องยอมรับผิดนะลูก” เธอสอนลูกขายของเธออย่างนิ่มนวล และเธอก็ไม่ได้เข้าไปปลอบ

“ผมผิดเองครับ...อย่าดุคุณบลูเลยนะครับ” รามเองที่มีความผิดอยู่แล้วเมื่อเห็นคุณร้องไห้อย่างหนักก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นไปอีก เพราะถ้าเขาไม่ไปที่หน้าบ้านก็คงไม่เกิดเรื่องเข้า เขาจึงยอมรับผิดออกมา

สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องรวมทั้งคนที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ก็หยุดร้องทันทีเหมือนกับโดนปิดสวิตช์

“ผมผิดเองครับ...ที่ทำร้ายคุณบลู ถ้าผมไม่อารมณ์ร้อนคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้” หลังจากรามพูดจบนมอ่อนเอื้อมมือมาจับมือลูกชายทันที

“รามผิดเองครับแม่...ลงโทษรามได้เลย” เธอรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาดื้อ ๆ ลูกชายของเธออยู่แค่ปอหนึ่งอายุแค่หกขวบ แต่ความคิดความอ่านกลับมีมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน อันนั้นเธอรู้ดีเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาในสมุดพกเล่มเหลืองคุณครูจะเขียนแบบนั้นมาเสมอ

“แม่ไม่ลงโทษรามเหรอครับ” เด็กชายเอ่ยถามหลังจากเดินกลับมาที่บ้านหลังเล็กของตนแล้ว

“ไม่จ้ะ...แม่รู้ว่ารามทำเพื่อปกป้องคุณบลู แต่แม่อยากจะบอกกับลูกนะจ๊ะ ไม่ว่าจะผิดหรือถูกห้ามใช้กำลังแบบนี้อีก เราต้องใช้เหตุผลนะลูก” เธอบอกกับลูกชาย แต่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดต่อ “ยกเว้นว่าลูกจะทำเพื่อปกป้องคนที่เรารักเข้าใจไหมลูก” ประโยคหลังนมอ่อนพูดเพราะรู้ดีว่าถ้ารามโตกว่านี้คงต้องได้เข้ารับใช้นายใหญ่ของบ้านเป็นแน่

“เข้าใจแล้วครับ” รามบอกออกมา

“ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะลูก จะได้ลงมากินข้าว” นมอ่อนลูบหัวลูกชายอย่างอ่อนโยนก่อนจะปล่อยให้ชายหนุ่มขึ้นไปจัดการธุระส่วนตัว

 

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูปลุกบลูออกจากภวังค์ เขามองนาฬิกา ใครมากันดึกขนาดนี้แล้ว ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตูแต่ก็ต้องทำหน้าเซ็ง ๆ

“มีไรเฮีย” เป็นบอมที่มาเคาะประตู เขาเดินตามหลังน้องชายเข้ามาและนั่งลงข้างๆ

“อึ...ดู” บอมยื่นไอแพดในมือให้คนน้อง ก็จะมองหน้ายิ้ม ๆ

“อะไร” บลูรับมาทำหน้าเซ็ง ๆ เรื่องที่ฮ่องกงยังไม่ได้เคลียร์ เฮียจะมาอะไรกับเขาอีก

“เส้นทางที่เสี่ยนพจะขนอาวุธ” บอมบอกสั้น ๆ

“นี่มันเขตเรานิเฮีย” บลูพูดออกมาแทบจะทันที “นี่มันจะเล่นอะไรอีก...อยู่กันดี ๆ ไม่ได้หรือไง” บลูเลื่อนดูไปเรื่อย ๆ ก่อนจะสะดุดตากับตู้คอนเทนเนอร์ที่มีสัญลักษณ์คุ้นตา

“นี่มัน”

“เออ...ตราบริษัทเรา...มันคงกำลังเล่นตุกติกกับเราแน่ ๆ” บอมบอกกับน้องชาย “มึงให้คนไปสืบมาว่ามันจะทำอะไร”

“ไอ้เสี่ยนี้ก็ขยันลอบกัดซะจริง...” บลูพูดออกมาก่อนจะครุ่นคิด “แล้วป๊ารู้หรือยัง”

“ยัง...ติดต่อป๊าไม่ได้” บอมเงียบไปอึดใจก่อนจะพูดต่อ “มึงลองโทรดิ...เขาอาจจะรับ”

“อะไรขนาดเฮียโทรยังไม่รับ ผมโทรเขาจะรับรึไง” เขารู้ว่าพี่ชายหมายถึงอะไร เพราะว่าป๊าค่อนข้างที่ตามใจเขามากและไม่ว่าจะขออะไรก็มักจะได้เสมอ

“หึ...แล้วเรื่องก่อนหน้านี้ตามไปถึงไหนแล้ว” บอมถามถึงเรื่องชัยวัฒน์ที่เขาให้ไปตามสืบคนที่บงการ

“ได้หลักฐานมาแล้วครับ...แต่อยู่กับไอ้ราม” บลูเหมือนเพิ่งนึกได้ ก็เริ่มหงุดหงิดออกมา

“พรุ่งนี้เอาไปให้กูที่บริษัทด้วย...ไปนอนละนอนดึกเดี๋ยวหน้าโทรม” บอมพูดจบก็เดินออกไป ปล่อยบลูให้นั่งอยู่เพียงลำพังอย่างเดิม

ชายหนุ่มเหมือนคิดอะไรอยู่สักพักเขาก็สบถออกมา “แม่งเอ๊ย...ว่าจะไม่แล้วไงวะ”

.......

มาแล้วๆๆๆ อย่าปากแข็งนักเลยคุณบลู

sds


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น