Bodyguard Made to love....ขอแค่ได้รัก

ตอนที่ 10 : หุบปาก!!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

 หลังจากที่ทั้งสองหาอะไรกินกันจนอิ่ม ก็กลับมาเดินเล่นแถว ๆ อ่าววิคตอเรียพีคอีกครั้ง สองหนุ่มเดินพูดคุยกันหลายต่อหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องที่ยังเป็นเด็ก และกำลังคุยกันอย่างออกรส เผากันอย่างเมามัน แต่หลังจากที่มีสายด่วนเข้ามาทำให้ความสนุกหมดไปกลายเป็นเรื่องซีเรียสแทน

รามเพิ่งได้รับรายงานจากรันเวย์ผู้เป็นน้องชาย ที่รู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องยักยอกเงิน เป็นเสี่ยนพอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เพราะตระกูลภูริสิทธิโชคเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจิระอรรถวรกุลมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทั้งสองตระกูลทำธุรกิจเหมือนกันหลายอย่างแถมยังทับเส้นกันบ่อย ๆ ทำให้เกิดการบาดหมางกันอยู่หลายครั้ง แต่คุณวิเศษก็ไม่ค่อยได้สนใจมากนัก อีกฝ่ายเลยได้ใจเล่นสกปรกทุกครั้งที่มีโอกาสเรื่อยมา

“คุณบลูจะให้จัดการยังไงดีครับ” รามเอ่ยถามทันทีที่รายงานทุกอย่างจนหมด

“ให้ไอ้รันสืบต่อ...เอาหลักฐานมาให้ได้” บลูพูดเสียงเรียบ

“ไอ้รันสั่งพวกหนอนเรียบร้อยแล้วครับ”

“ไว้ใจได้แค่ไหน ไม่ใช่ว่าไปอยู่นาน ๆ จะแปรพักตร์นะ” เพราะหนอนพวกนั้นเป็นคนของรันเวย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับตนเอง

ครอบครัวของบลูไม่ใช้เด็กในสลัมแบบนั้นหรอกมันเสี่ยงเกินไป แต่จะใช้บอดี้การ์ดที่ต้องถูกฝึกมาเป็นอย่างดีเท่านั้น โดยบลูหารู้ไม่ว่าหนอนพวกนี้ฝีมือดีกว่าบอดี้การ์ดที่ถูกฝึกมาบางคนเสียอีก

“ไว้ใจได้ครับ” บลูไม่รู้หรอกว่าหนอนของรันเวย์เป็นแบบไหน หน้าตาเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งเพศอะไรเขาก็ไม่รู้เลย และไม่อยากจะสนใจด้วย แค่ใช้ประโยชน์ได้ก็พอแล้ว

“อือ” รามมองหน้าบลูนิ่งก่อนจะพูดเบา ๆ

“คุณบลูอย่าหันไปนะครับ...มีคนตามเรามา” รามเอ่ยก่อนจะจับแขนของ บลูไว้แน่น เขาเห็นมาได้สักพักแล้ว พอเขาหยุดมันก็จะหยุดตาม พอเขาเดินมันก็เดินตาม เป็นคนสะกดรอยตามที่โง่ที่สุดตั้งแต่รามเคยเจอมาเลยก็ว่าได้

“อือ”

“เดี๋ยวเราเดินไปตรงหอนาฬิกาแล้วคุณบลูเดินแยกไปอีกทาง...กลับโรงแรมไปก่อนเลยนะครับ” เพราะตรงแถว ๆ หอนาฬิกาคนค่อนข้างเยอะ แถมยังเดินขวักไขว่ไปมา อาจจะพอช่วยพรางตัวเจ้านายไปได้บ้าง เขาจะล่อมันไปอีกทางเอง

“ไม่ กูจะอยู่กับมึง” บลูไม่ยอมไป เขาจับข้อมือของคนที่กำลังจับแขนของเขาเอาไว้แน่น

“อย่าดื้อตอนนี้เลยนะครับ เพราะผมไม่รู้ว่าเป็นพวกไหน...นะครับ” ถึงจะมีพรรคพวกของไคอยู่เต็มเกาะ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รามเบาใจ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นห่วงคนตรงหน้าจึงไม่อยากจะไว้ใจใครทั้งนั้น

“กูไม่ได้ดื้อ กูเป็นห่วงมึง” เพราะหน้าสิ่วหน้าขวานทำให้บลูหลุดปากเผลอพูดออกไปอย่างที่ใจคิด รามจึงยกยิ้มให้ นี่ถ้าอยู่กันตามลำพังเขาจะดึงคนตรงหน้าเข้ามาจูบซะให้เข็ด

“ไปรอผมที่โรงแรมนะครับ... เดี๋ยวผมจะตามไป” รามยิ้มอ่อนโยนก่อนจะลูบหลังมือเพื่อให้เจ้านายสบายใจ

“มึงต้องมานะไอ้ราม... อย่าโกหกกู” บลูยอมทำตามแต่โดยดี แต่สีหน้าของเขาก็ฉายแววกังวล

“ครับ... ผมสัญญา” รามหยิบปืนส่งให้เจ้านาย ก่อนตัวเขาเองจะเหลือเพียงแค่มีดสั้น แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

“ทางนี้ครับ” บลูรับปืนมาแล้วเหน็บไว้ด้านหลัง เดินตามรามไปตรงหอนาฬิกา แล้วทั้งสองก็แยกทางกัน รามปล่อยบลูให้เดินปะปนไปกับผู้คน ก่อนตนเองจะเดินไปอีกทาง

เป็นจริงดังคาดพวกมันเดินตามเขามา รามจึงเดินเข้ามาในซอกตึกมืด ๆ แห่งหนึ่ง ก่อนจะยืนแอบอยู่ตรงนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ค่อย ๆ ดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แล้วมาหยุดอยู่ด้านหน้าของตึกที่เขาแอบอยู่ในที่สุด

“ไปไหนแล้ววะ” เสียงพึมพำกับตัวเอง รามเห็นว่ามันยืนเกาหัว ชายหนุ่มจึงค่อย ๆ เดินย่องไปทางด้านหลังแล้วใช้มีดจี้ที่ลำคอ

“ใครส่งมึงมา” รามพูดเบา ๆ ราวกับกระซิบ มันจึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ ชายหนุ่มจึงผลักมันไปกระแทกเข้ากับตัวตึก

“โอ๊ย!!! ใจเย็น ๆ นะครับคุณราม” เสียงชายคนนั้นเอ่ยขึ้นทำให้รามแปลกใจเป็นอย่างมาก มันรู้จักชื่อตนเองได้อย่างไร

“มึงเป็นใคร” รามเอ่ยถามก่อนจะกดปลายมีดไปที่ต้นคอของชายคนนั้นช้า ๆ จนเลือดไหลซึมออกมา

“มีคนต้องการคุยกับคุณครับ” ขายคนนั้นพยายามบอกด้วยความสุภาพ

“ใคร” รามตวาดกร้าว ก่อนจะได้ยินเสียงอีกคนออกมาจากซอกตึกอีกด้าน

“ผมเองครับ คุณหนู” ผู้ชายท่าทางมีอายุ ค่อย ๆ เดินออกมาอย่างใจเย็น เขาค้อมหัวให้รามที่หนึ่งอย่างนอบน้อม

“อาเจียง...มาทำไมครับ” เมื่อรามเห็นว่าเป็นใคร จึงปล่อยชายหนุ่มที่ตนจับอยู่ทันที

“คุณท่านอยากพบคุณครับ” เจียงรายงานด้วยความนอบน้อมเช่นเดิม เพราะถึงอย่างไรรามเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหลานเพียงคนเดียวของเจ้าสัวธนากรเจ้านายของตนเอง

หลังจากที่เจ้าสัวบอกให้เขาตามหาเมื่อสิบปีก่อน สองปีต่อมาเขาก็ตามหาจนเจอ รามถูกรับไปเลี้ยงโดยนางอ่อนศรีและภายหลังสืบทราบว่าเป็นคนของตระกูลจิระอรรถวรกุล แถมสถานเลี้ยงเด็กนั่นยังเป็นของจิระอรรถวรกุลอีกต่างหาก มันจึงทำให้เขาไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมถึงได้สืบยากเย็นนักหนา

แต่เพราะทุกอย่างต้องมีช่องโหว่ และเจียงก็เจอจึงทำให้รู้ว่ารามคือคนคนเดียวกันกับที่ตนเองตามหา

“ผมบอกไปแล้ว ว่าผมไม่กลับไปที่นั่น มันไม่ใช่บ้านของผม” รามบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะเขาไม่คิดกลับไปที่นั่นจริง ๆ

คนที่อ้างว่าเป็นลุงและเป็นอีกครอบครัวของเขา เขารู้เรื่องนี้เมื่อแปดปีก่อน ตอนนั้นอายุเพียงสิบแปดปี ผู้ชายตรงหน้าเดินมาหาที่หน้าโรงเรียนแล้วพาเขาไปหาคนที่บอกว่าเป็นลุงเป็นพี่ชายของแม่ ก่อนจะหยิบรูปผู้หญิงคนหนึ่งออกมายื่นให้ ซึ่งก็เป็นคนคนเดียวกันกับรูปในสร้อยล็อกเกตที่ตนใส่อยู่

แต่แล้วจะอย่างไรล่ะ แม่อ่อนคือคนที่เลี้ยงเขามาจนโตและเธอก็ดีกับเขามาก ๆ จะให้ทิ้งคนที่เลี้ยงเขามาแล้วไปใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองน่ะเหรอ เขาทำไม่ได้หรอก เขาไม่มีทางกลับไปให้ตายยังไงก็ไม่ไป เขาก็ไม่มีทางที่จะหักหลังคุณบลูโดยเด็ดขาด

“ท่านแค่อยากเจอคุณครับ เผอิญว่าท่านมาทำธุระที่นี่ ไปพบท่านสักหน่อยเถอะนะครับ” เจียงยังคงพูดนอบน้อมและใจเย็นอย่างเดิม

“บอกท่านว่าวันหลังนะครับ แล้วผมจะหาโอกาสไปเอง” เป็นเพราะเขาเป็นห่วงอีกคนที่รออยู่ อีกทั้งยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แม้กระทั่งนมอ่อนเองก็ไม่รู้ว่าเขาได้เจอครอบครัวของแม่ที่แท้จริงแล้ว

รามรู้มาตั้งนานแล้วว่าเขาเป็นเด็กที่นมอ่อนรับมาเลี้ยง เพราะเธอเป็นคนบอกกับเขาเองในตอนอายุครบสิบห้าปี และก็เป็นเธออีกนั่นแหละที่เป็นคนมอบสร้อยล็อกเกตเส้นนี้ให้ เธอบอกว่าคนที่มาส่งเขาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นคนให้ไว้แล้วบอกว่าเป็นของแม่ของตน แถมบนล็อกเกตยังมีตราประจำตระกูลรังสิมันต์สลักอยู่ด้านนอกอีกด้วย

“ทราบแล้วครับ...ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณตกใจ” เจียงไม่เซ้าซี้เพราะถ้ารามอยากพบคุณท่านรามคงไปพบเอง และเขาก็ไม่อยากบังคับให้อึดอัดใจ เพราะถ้าเป็นเขาก็คงต้องทำแบบนี้

“ผมขอตัวก่อน” รามเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินออกไปจากซอกตึกทันที เจียงได้แต่มองตามหลัง ก่อนจะกลับไปหาท่านเจ้าสัวที่รออยู่ที่รถและคาดว่าคงได้ยินทุกอย่างหมดแล้ว เพราะหูฟังบลูทูธที่เขาใส่อยู่แทบจะตลอดเวลา

 

 

อีกด้านหนึ่ง

บลูที่เดินหลบไปกับผู้คนตั้งแต่หอนาฬิกาก็เดินมาจนถึงโรงแรม เขาแปลกใจเล็กน้อยเพราะมันง่ายเกินไป เหมือนกับว่าพวกมันไม่ได้สนใจเขาตั้งแต่แรก บลูกำลังกดลิฟต์หลังจากที่ได้เข้ามา แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนขึ้นเสียก่อน

“รอด้วยค่ะ” เธอวิ่งเข้ามาเพราะบลูกดลิฟต์รอตามคำขอ

“ขอบคุณค่ะ” เธอหันมาขอบคุณเป็นภาษาจีนกลาง ก่อนจะมองเห็นใบหน้าของบลูเต็มตา

“คุณนั่นเอง” บลูเลิกคิ้วแปลกใจเพราะเขามั่นใจว่าไม่รู้จักผู้หญิงตรงหน้า

“อ้อ คุณไม่รู้จักฉันหรอกค่ะ” เธอพูดและยิ้มออกมา “แล้วผู้ชายที่อยู่กับคุณไม่มาด้วยเหรอคะ” คำถามของเธอจึงทำให้บลูนึกออกทันที ว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เจอบนนองปิงนั่นเอง บลูแสยะยิ้มนิด ๆ เสน่ห์แรงนักนะมึง เขาคิดในใจ

“คุณจะถามหาสามีผมไปทำไมเหรอครับ” บลูถามพร้อมกับมองหน้าหญิงสาวนิ่ง รุ้งลดาหัวเราะเจื่อน ๆ ก่อนจะพูดออกมา

“น่าเสียดายจังเลยนะคะ... มีเจ้าของซะละ” ประโยคหยอกเย้าพูดออกมาเหมือนผิดหวัง

“แต่ก็...อย่าเผลอแล้วกันนะคะ” แต่ประโยคหลังที่แผ่วเบา ค่อยสมกับเป็นคุณรุ้งลดาหน่อย

เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลรังสิมันต์ และก็ค่อนข้างเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ มีความมั่นใจ คิดอย่างไรก็พูด ชอบก็บอกว่าชอบ มองภายนอกเลยดูเหมือนว่าเธอจะเป็นคนที่ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่นัก และด้วยพ่อของเธอก็ตามใจยิ่งกว่าอะไรเลยทำให้เธอกลายเป็นคนเอาแต่ใจ และชอบเอาชนะไปโดยปริยาย

“ว่าไงนะ” บลูเอ่ยถามก่อนจะเดินขยับเข้าไปใกล้หญิงสาว แต่เสียงลิฟต์ที่ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน ทำให้เธอยกยิ้มแล้วเดินหลบออกไป ปล่อยให้บลูมองตามอย่างอารมณ์เสีย

“โธ่เว้ย!!! ผู้หญิงบ้าอะไร” บลูสบถหงุดหงิดในลิฟต์เพียงลำพัง วันนี้มันวันอะไรกันทำไมมีแต่เรื่องชวนให้หงุดหงิด

“เพราะมึงนั่นแหละไอ้ราม” บลูสบถอีกครั้งหลังจากที่เดินเข้ามาในห้อง เพราะตั้งแต่มาที่ฮ่องกงก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เห็นอะไรก็หงุดหงิดไปเสียหมด

 

 

ชายหนุ่มจึงเดินไปเปิดตู้เย็นก่อนจะหยิบเบียร์ขึ้นมาเปิด เขากระดกมันที่เดียวจนเกือบหมดเพื่อดับอารมณ์คุกรุ่น

“ทำไมยังไม่มาอีกวะ” หลังจากที่เปิดไปหลายกระป๋องก็ทำให้อารมณ์ของเขาเย็นลงบ้างแล้ว ตอนนี้เลยกลับกลายเป็นว่าเป็นห่วงอีกคนแทน

เสียงกลอนปลดล็อกทำให้บลูหันมองไปที่ประตูทันที เป็นรามที่กำลังเดินเข้ามา บลูที่รออยู่แล้วจึงเดินเข้าไปหา เขากระชากคอเสื้อของรามเข้ามาก่อนจะบดจูบลงไปทันที รามที่ยังงง ๆ เหมือนทำอะไรไม่ถูกก็พยายามตั้งสติก่อนเขาจะยกมือขึ้นคว้าท้ายทอยของบลูและกดเอาไว้แน่นเพื่อจูบตอบ ทั้งสองบดจูบกันอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ก่อนรามจะผละออกแล้วเอาหน้าผาก ชนกันไว้

“ไม่มีอะไรแล้วนะครับ” เขาลูบหลังคอของเจ้านายแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม

“ทำไมนานจังวะ” บลูไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ที่ต้องมานั่งรอคอยใครสักคนอย่างกระวนกระวายใจ

“ขอโทษครับ” รามบอกก่อนจะผละออก มองหน้าของบลูนิ่งก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน บลูจึงจับใบหน้าของรามเอาไว้ก่อนจะเคลื่อนริมฝีปากไปบดจูบอีกครั้ง กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งในโพรงปากมันเลยทำให้รามรู้ว่าเจ้านายกำลังไม่เป็นตัวของตัวเองก็เลยทำแบบนี้

“พอก่อนครับ... ก่อนที่ผมจะหยุดไม่ได้” น้ำเสียงสั่น ๆ พูดคลอเคลียใกล้ ๆ

“หุบปาก” บลูคำสั่งก่อนจะไม่สนใจ เขาบดจูบลงไปอีกครั้งอย่างเร่าร้อน

...........

เป็นห่วงเขาก็ยอมรับมาเถอะคะคุณบลู

sds


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น