คัดลอกลิงก์เเล้ว

{Inazuma: Ares} Call Me 'Aniki' | Atsuya X Shirou

โดย A_Angelica

เรียกผมว่าพี่ชายสิ ทำไมอาสึยะเอาแต่เรียกผมด้วยชื่อนะ [100%]

ยอดวิวรวม

845

ยอดวิวเดือนนี้

27

ยอดวิวรวม


845

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


33
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  23 มี.ค. 62 / 23:45 น.
นิยาย {Inazuma: Ares} Call Me 'Aniki' | Atsuya X Shirou {Inazuma: Ares} Call Me 'Aniki' | Atsuya X Shirou | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

TITEL: Call Me 'Aniki'

ANIME: Inazuma Eleven: Ares no Tenbin

PAIRING: Fubuki Brother (Fubuki Atsuya X Fubuki Shirou]

AUTHOR: A_Angelica

RATE: PG

NOTE: ฟิคนี้อิงคาแรกเตอร์จากภาค Ares ดังนั้นชิโร่กับอาสึยะจะไม่ใช่ฝาแฝดกันนะคะ และชิโร่ก็จะไม่ใช่ชิโร่แสนโมเอะ แต่เป็นชิโร่ที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

 


Shirou: นี่ฉันเป็นพี่ชายนะ เรียกฉันว่าพี่บ้างสิ


เนื้อเรื่อง อัปเดต 23 มี.ค. 62 / 23:45


 

Call Me ‘Aniki’


 

 


ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

เพราะเราใกล้ชิดสนิทกันเกินไป?

 

เพราะเราเกิดห่างกันแค่ปีเดียว?

 

หรือเพราะผมเองที่ยอมเขาให้ทุก ๆ เรื่อง?

 

[Fubuki Shirou’ POV]

 

“ชิโร่” ผมหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะชะงักเพราะหน้าอกอีกคนอยู่ในระดับสายตาพอดี ผมลอบถอนหายใจก่อนจะแหงนหน้ามองน้องชายบังเกิดเกล้าที่กำลังยืนค้ำหัวคนเป็นพี่อยู่รอมร่อ

 

“ฉันเป็นพี่นาย” ผมลุกขึ้น รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่อาสึยะเอาแต่เรียกผมด้วยชื่อ เมื่อก่อนอาสึยะก็เรียกผมว่าพี่นะ แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงไม่เรียกซะแบบนั้น ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินอาสึยะเรียกผมว่าพี่คือก่อนจบการแข่งฟุตบอลฟรอนเทียร์เมื่อสองปีก่อน

 

“เคารพฉันบ้างสิ” ผมว่า อาสึยะหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอาแขนมาคล้องคอผมไว้แล้วดันตัวผมให้เดินไปข้าง ๆ กัน

 

เพิ่งจะเตือนไปหยก ๆ เองนะ

 

ผมรู้ว่ามันแค่ปีเดียว (ผมเกิดท้ายปีของอีกปีนึง แล้วอาสึยะถึงเกิดตามตอนต้นปีหลัง) แต่นับตามศักดิ์ยังไงผมก็เป็นพี่ชายอยู่วันยันค่ำ มาเรียกชื่อห้วน ๆ ยังไม่พอ การคล้องคอผมเหมือนเป็นเพื่อนกันนี่มันใช้ได้ที่ไหนกัน  แต่ผมก็ได้แต่คิด เพราะอาสึยะก็เป็นอย่างนี้มาสองปีแล้ว หรือเป็นเพราะผมเลือกที่จะไม่พูดให้มันชัดเจนออกไปเองกันนะ

 

“ไม่หนาวเหรอ?” อาสึยะไม่ได้มองหน้าผม เขาเพียงแค่คล้องคอผมเดินไปเรื่อย ๆ แล้วเอ่ยถามออกมา

 

“ทนได้” ผมพูดแค่นั้น

 

วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย

 

แม้ว่ากำลังจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ฮอกไกโดที่ถูกขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหนาวก็ยังมีอุณหภูมิต่ำอย่างต่อเนื่อง ถึงจะเป็นปลายเดือนมีนาคมและหิมะเริ่มละลายแล้วก็ตาม ฉะนั้นทั่วทั้งโรงเรียนตอนนี้ก็ยังคงจัดเต็มกับแฟชั่นฤดูหนาว มองไปทางไหนก็มีแต่คนใส่อุปกรณ์เสริมอย่าง ผ้าพันคอ ถุงมือ ที่ครอบหู ตัวผมเองไม่ได้แต่งตัวต้อนรับฤดูหนาวแต่อย่างใด ในขณะที่อาสึยะสวมแจ็กเก็ตสีน้ำตาล แถมยังมีผ้าพันคอสีขาวเป็นออฟชั่นประจำตัว ผมว่าเป็นอาสึยะมากกว่าที่หนาว เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วว่าตัวเองนั่นแหละเป็นคนขี้หนาวที่สุด

 

ระหว่างนั้นก็ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นระหว่างเราอีก

 

อาจจะเพราะพวกเรารู้จักกันมาตั้งแต่เกิด ความเงียบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความอึดอัด อย่างน้อยก็สำหรับผมน่ะนะ ลมที่พัดผ่านมาทำผมตัวสั่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่นานไปกว่านั้นเพราะน้องชายถอดแจ็กเก็ตของตัวเองออกก่อนจะยกมันให้ผมแทน

 

“คราวหลังก็อย่าลืมเสื้อสิ” ผมมองหน้าเขา ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้าเล็กน้อย เหมือนบอกว่า ‘รู้แล้วน่า’ แต่ก็ใช่ว่าผมจะทำได้ เพราะผมมักคิดเข้าข้างตัวเสมอว่าความหนาวแค่นี้ทนได้สบาย ๆ มาก นั่นจึงเป็นเหตุให้เสื้อคลุมของอาสึยะมักจะมาอยู่บนตัวผมบ่อย ๆ ช่วงหน้าหนาว และแค่เสื้อตัวนี้ก็มักทำให้ผมอุ่นขึ้นมาได้เสมอ

 

[Fubuki Atsuya’ POV]

 

ทำไมไม่เรียกฉันว่าพี่


ชิโร่ถามคำถามนี้กับผมเสมอด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ผมก็ได้แต่หัวเราะแล้วบ่ายเบี่ยง

 

ผมเพิ่งรู้ตัวเมื่ออายุสิบสี่ เรื่องมันเกิดหลังจากจบการแข่งระดับประเทศ จากวันนั้นก็สองปีแล้ว ตอนที่พี่มองตรงมา หัวใจผมราวกับหลอมละลายบังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น ผมสาบานได้เลยว่าไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่ารักหรือเปล่านะ! ตอนนั้นผมพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น นั่นอาจเป็นแค่อารมณ์หลงผิดชั่ววูบของผมไปเอง

 

— แต่มันไม่ใช่เลย

 

เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมก็ยิ่ง ออกอาการมากขึ้นเท่านั้น

 

นั้นเป็นคำอธิบายที่เหมาะเจาะที่สุดแล้ว ภาพที่พี่มองและยิ้มให้ผมผุดขึ้นในใจและไม่จากไปไหนเลยหลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่ได้สบตามันเหมือนกับมีปุ่มบางอย่างในส่วนลึกของร่างกายถูกกดให้เริ่มทำงาน รับรู้ได้ว่าเลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง หายใจลำบาก

 

— ตอนนั้นมันแย่มาก ผมรู้ตัวดี

 

ผมเริ่มมั่นใจว่าสิ่งที่เป็นอยู่คืออะไร เมื่ออาการที่ว่าปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งแรกที่ผมคิดคือ

 

อย่าเลย ขอร้องล่ะ

 

ผมเริ่มกลัว กลัวสิ่งนั้น ทั้งที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น

 

ช่วงเวลานั้นผมสับสนในตัวเองมาก เหมือนกับว่ากำลังกลายเป็นพวกโรคจิต ในสมองเอาแต่ฉายภาพผมกับพี่เดินเคียงคู่กัน ผมได้กุมมือพี่ ได้ครอบครองพี่ และพี่จะเป็นของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

ผมไม่อยากเลยให้ตายเถอะ!

 

คิด ๆ ไปแล้วก็ทุเรศตัวเอง ไม่ว่าจะมองยังไง ผมกับพี่ก็ไม่มีทางจะลงเอยกันได้เลย เพราะมีสายสัมพันธ์เส้นหนาขีดค่าเอาไว้ว่าเราเป็นแค่ พี่น้องกัน และคงไม่มีวันได้เป็นมากกว่านั้น ตอนแรกผมเกือบจะไปหาจิตแพทย์ด้วยซ้ำ อยากจะถามหมอแทบขาดใจว่าผมเป็นไอ้บ้าโรคจิตไม่ปกติหรือเปล่า ที่บังเอิญไปตกหลุมรักพี่ชายตัวเอง หลายครั้งที่ผมบอกตัวเองว่าควรตัดใจ แต่ทุกครั้งที่ได้มองพี่...

 

ผมกลับหยุดความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ได้เลย แค่คิดต่อไปว่าเมื่อพี่อายุมากขึ้นและกลายเป็นผู้ชายเพอร์เฟคจะต้องมีชายหญิงอีกล้านแปดเข้ามาข้องเกี่ยว ผมก็โกรธจนตัวแทบสั่น แล้วก็ได้แต่คิดว่าถ้าผมยังเป็นไอ้งั่งที่นั่งข้างพี่ เฝ้ามองพี่ไปวัน ๆ ล่ะก็ ผมรู้เลยว่าความผูกพันเหล่านั้นจะทำให้พี่มองผมเป็นแค่ น้องชายคนหนึ่งเท่านั้น

 

แน่นอนว่าผมไม่ต้องการแบบนั้น ผมไม่ยอมให้ฟุบุคิ ชิโร่เป็นแค่พี่ชายหรอก

 

ผมจึงเลือกที่จะสร้างช่องว่างระหว่างเราขึ้นมา โดยการไม่ยอมเรียกอีกฝ่ายว่า พี่ชายภาวนาให้ชิโร่รู้ตัวบ้างว่าที่ผมทำแบบนี้เพราะไม่อยากเป็นแค่น้อง แต่อยากเป็นมากกว่านั้น

 

ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าการที่เกิดมาเป็นน้องชายของฟุบุคิ ชิโร่จะทำให้รู้สึกแย่เท่านี้ แค่ใบหน้าที่ได้รูป ดวงตาสีเดียวกันแต่แตกต่างตรงที่ของชิโร่จะสงบนิ่งดังสายน้ำ รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความน่าค้นหาเต็มเปี่ยม ทุกอย่างล้วนใกล้เคียงกับคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’

 

ผมมองพี่แบบนั้นเสมอมา

 

วันนี้เราต้องนั่งเครื่องบินไปโตเกียวเพื่อไปร่วมงานฉลองของพี่กับนักฟุตบอลจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่เคยพบปะทำความรู้จักสนิทสนมกันในช่วงการแข่งขันระดับประเทศเมื่อสองปีก่อน เราตกลงกันว่าจะอยู่เที่ยวที่โตเกียวสักห้าวันเพราะไหน ๆ ก็ปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิแล้ว

 

งานเลี้ยงถูกจัดที่โรงเรียน ไรมงได้ข่าวว่าเอนโด มาโมรุเป็นคนคิดขึ้น เพราะมันเป็นโรงเรียนเก่าของพวกอดีตสมาชิกไรมงอีเลฟเว่น ชวนแล้วนึกถึงการรวมตัวของทีมปาฏิหาริย์ ผมไม่รู้รายละเอียดนัก ประมาณว่าหลังจากพวกนั้นพ่ายแพ้ให้ระดับโลกจึงตัดสินใจยุบทีม แล้วต่างฝ่ายก็แยกย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่มีทีมฟุตบอลชั้นนำ

 

ผมรู้มาตลอดว่าต่อให้พี่ไม่แต่งอะไรก็ยังดูดี จนนึกสงสัยว่าพี่ทำแบบนั้นได้ยังไง เราก็กินข้าวหม้อเดียวกันมาตลอด หรือพี่แอบกินอะไรบำรุงร่างกายเป็นพิเศษลับหลังผมถึงได้ดูดีขนาดนี้ ราวกับมี ฉลากความสมบูรณ์แบบแปะอยู่บนตัว

 

วันนี้ชิโร่ค่อนข้างจะดูดีเป็นพิเศษ แม้ความจริงว่าพี่จะดูดีเป็นปกติทุกวันอยู่แล้ว แต่วันนี้มันพิเศษยิ่งกว่า อาจจะเพราะชุดที่ใส่บวกกับใบหน้าแสนวิเศษที่ผมเห็นมาตั้งแต่เกิด ถึงแม้พี่จะไม่สูงขนาดนั้น แต่สำหรับผมแค่นั้นมันดูพอดีกับชิโร่แล้ว เสื้อผ้าที่พี่ใส่ทั้งเรียบร้อยและดูดีราวกับถูกจัดสรรมาไว้ให้เหมาะสมในเวลาเดียว

 

ชิโร่ส่งยิ้มอย่างประณีตให้กับทุกคนที่เดินเข้ามาทักทายพี่ในงานเลี้ยง ผมทำได้เพียงแต่ลอบมองอยู่อย่างนั้น อากัปกิริยานั้นช่างดูดีและนุ่มนวล แสดงถึงความใส่ใจอันละเอียดอ่อนที่มีต่อคนรอบข้าง ผมคิดในใจว่าพี่ช่างเป็นคนที่ดูน่ารัก เอาใจใส่คนอื่นดีเหลือเกิน อีกทั้งยังเป็นคนฉลาดและมีความมั่นใจมาก ๆ ด้วย

 

พี่ฉลาดที่จะพูด อีกทั้งยังรู้วิธีทำให้คนอื่นรัก ผมกล้าพนันได้เลยว่าต้องมีใครสักคนเองที่แอบชอบชิโร่อยู่เหมือนกัน คนในชมรม สาว ๆ ในโรงเรียน ใคร ๆ ก็ล้วนยิ้มเมื่อเห็นพี่กันทั้งนั้น ชิโร่น่ะทั้งแต่งตัวดีและยังวางตัวเป็น อีกทั้งยังมีน้ำใจ อัธยาศัยดี เป็นมิตร จนใครต่อใครก็ให้ความสนใจพี่กันหมด

 

พี่ขาดอะไรบ้างไหม เป็นคนแน่หรือเปล่าเนี่ย

 

ผมถูกเบียดออกมาสักพักแล้ว เพราะมีแต่คนเข้ามารุมล้อมหน้าหลังพี่กันหมด แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็ยังหันกลับมามองผมบ่อย ๆ ส่งยิ้มมาให้ทุกครั้ง และขยับปากให้ผมอ่านได้ว่า รอฉันก่อน

 

พี่เป็นมิตรก็จริงอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าถึงได้ง่าย ผมจึงวางใจ ว่าพี่จะไม่เหลวไหลไปต่อกับใครที่ไหนหลังจบงาน แม้ความจริง ถึงพี่จะไปต่อกับใครมันก็ไม่เกี่ยวกับผมอยู่ดี

 

“นาย...ฟุบุคิใช่ไหม” ใครบางคนเดินเข้ามาหาพี่ หมอนั่นตัวสูงกว่าเราสองคน มีผมสีขาวถูกเซ็ตตั้งขึ้น ผมมองมันตั้งแต่หัวจรดเท้า ในใจเกิดความรู้สึกคุกรุ่นขึ้นมา

 

[Fubuki Shirou’ POV]

 

“นาย...ฟุบุคิใช่ไหม” เสียงใครบางคนเรียกผม ผมหันไปมองก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

 

“ใช่ ฉันฟุบุคิ ชิโร่” ผมตอบกลับ ก่อนที่คนตรงหน้าจะส่งยิ้มมาให้ ถ้าจำไม่ผิด เขาคือเอซสไตรเกอร์จากคิโดคาวะเซชู ผมเคยเห็นหน้าเขาผ่านทางโทรทัศน์ จำได้ว่าเมื่อสองปีก่อนได้นั่งดูแมตช์เขาแข่งกับเซย์โซด้วยกันกับอาสึยะ

 

“ฉันโกเอนจิ ชูยะ”

 

“อ่า มีอะไรหรือเปล่า” นึกชื่อออกเสียที

 

“แค่อยากรู้จัก” ผมเผลอขมวดคิ้วหลังเขาพูดจบ ผมค่อนข้างเป็นคนที่ชอบอยู่เงียบ ๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคบ แต่ชอบความสงบเสียมากกว่า เพราะมีแค่น้องชายอย่างอาสึยะคนเดียวผมก็ปวดหัวแล้ว

 

“ฉันรู้จักนายผ่านโทรทัศน์เมื่อสองปีก่อน” ผมพูด เขายิ้มขำ ก่อนจะขยี้หัวผมเบา ๆ

 

“ใช่ ฉันมองนายมาสองปี น่าเสียดายที่ไม่ได้เข้าไปคุย”

 

ผมเงียบ รอฟังโกเอนจิคุงพูดต่อ

 

“ไหน ๆ ก็ได้เจอแล้ว ก็เลยอยากจะบอก”

 

“อะไรงั้นเหรอ”

 

เพราะผมทำหน้าตาแปลก ๆ หรือเปล่า โกเอนจิคุงถึงเอาแต่หัวเราะแล้วขยี้หัวผมอยู่อย่างนั้น

 

“สองปีก่อนฉันไปดูแข่งฮาคุเรนและเห็นนายบนสนาม จากนั้น...”

 

ผมขมวดคิ้ว ในหัวเริ่มมองเห็นภาพในอนาคต

 

“ฉันตกหลุมรักนายตั้งแต่แรกเห็น”

 

สีหน้าผมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เพราะพอจะเดาไว้อยู่ก่อนแล้ว

 

 สถานการณ์ ตอนนี้ค่อนข้างอึดอัดกว่าทุกครั้ง หลังจากที่ผมกับโกเอนจิคุงคุยกันได้ไม่นาน ผมก็สะดุ้งเพราะเสียงเรียกของน้องชาย อาสึยะเดินมาพร้อมกับหน้าตาที่บอกได้ว่า  ‘ฉิบหาย’

 

 ผมใช้คำแรงไปหรือเปล่านะ เอาเป็นว่าผมไม่เห็นหน้าตาแบบนี้มาตั้งแต่ตอนม.ต้นปีสามแล้ว ตอนนั้นที่ผมโดนแก๊งหลังห้องแกล้งจนเจ็บตัวนิดหน่อย (ผมไม่ได้กลัวการต่อสู้ ไม่ได้กลัวแพ้ แต่ไม่อยากเจ็บตัวแบบโง่ ๆ กับเรื่องงี่เง่าไม่มีเหตุผล ต่อยแพ้ชนะมันไม่เห็นจะบอกอะไรได้เลย ทางที่ดีแก้ปัญหาด้วยปัญญาดีกว่า) แต่พอเจ้าน้องชายนี่รู้เข้า จำได้ว่าหัวหน้าแก๊งนั้นหายไปสองอาทิตย์ก่อนจะกลับมาด้วยสภาพฟกช้ำเต็มตัว แถมด้วยไม้ค้ำและผ้าพันทั้งแขนขา

 

ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่เวลาจะมานั่งย้อนอดีต แต่ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงกับปัจจุบัน และเหมือนโกเอนจิคุงจะรู้ เจ้าตัวจึงยิ้มให้ก่อนจะบอกลาแล้วเดินจากไป ทิ้งผมให้อยู่กับเด็กที่ทำหน้าตาจะกินหัวผมอยู่ร่อมร่อ

 

“ใครเหรอ ชิโร่”

 

“ฉันเป็นพี่” แน่นอนว่าผมไม่ได้ตอบทันที เมื่อไหร่เจ้าน้องชายนี่จะเรียกผมว่าพี่ชิโร่นะ แต่น้ำเสียงและใบหน้าของอาสึยะไม่ยอมเล่นด้วยกับผม จึงได้แต่ลอบถอนหายใจ

 

“ใคร”

 

“โกเอนจิ ชูยะ”

 

“ทำไมผมไม่เคยเห็นหน้า”

 

“นายจำไม่ได้ต่างหาก”

 

“เมื่อกี้คุยอะไรกัน”

 

“แล้วทำไมฉันต้องตอบนายด้วยล่ะ”

 

เจ้าน้องชายขมวดคิ้ว จ้องหน้าผมนิ่ง นิ่งไปสักพักใหญ่ ๆ ผมจึงจ้องตากลับ กลายเป็นว่าเราสองคนจ้องตากันโดยไม่มีใครพูดอะไร เหมือนต่างคนต่างกำลังหาคำตอบของฝ่ายตรงข้ามผ่านแววตา ก่อนที่อาสึยะจะถอนหายใจออกมา

 

“เรากลับกันดีกว่า”

 

“อืม”

 

 

 

 

 

 

 

ผมมีนัดกับโกเอนจิคุง หลังจากที่คุยกันวันนั้นเราแลกอีเมลกับเบอร์มือถือกัน และเขาก็นัดผมออกมา ผมตรวจดูการแต่งกายของตัวเองอีกสักรอบ กำลังจะเดินออกจากห้องพักก็เจอเข้ากับน้องชายตัวแสบยืนขวางประตูอยู่

 

“จะไปไหน” เขาถามแล้วจ้องผม

 

“ไปหาเพื่อนน่ะ แล้วนายมายืนขวางทางฉันทำไม”

 

“คนไหน?

 

“โกเอนจิ ชูยะ” ผมยักไหล่ ถึงจะเพิ่งคุยกันแต่โกเอนจิคุงคือเพื่อนผม มันไม่ได้เสียหายหรือเป็นความลับอะไรนัก และหวังว่าอาสึยะจะเข้าใจและเลิกทำตัวเป็นหมาหวงก้างกับผมเสียที

 

ก็ได้แต่หวังล่ะนะ...

 

“อาสึยะ นายจะตามฉันมาทำไม” เดาได้ไม่ยาก เจ้าน้องชายไม่ได้เอ่ยขอจะมาด้วย แต่เดินตามผมมาตั้งแต่ออกจากห้อง

 

“ก็อยากมา”

 

ผมส่ายหน้าเล็กน้อย เขามองผมแล้วเลิกคิ้วเหมือนถามว่า ‘จะทำไม’  ผมยกสองมือขึ้นทำท่ายอมแพ้

 

“อยากตามมาเอง อย่ามาโวยวายล่ะ”

 

“รู้แล้วน่า”

 

 

 

  

 

 

 

“เลิกมองหน้าโกเอนจิคุงแบบนั้นได้แล้ว” ผมบ่นออกมา หลังจากมาถึงร้านกาแฟที่โกเอนจิคุงนัดไว้ น้องชายนี่ก็นั่งจ้องโกเอนจิคุงด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเลยสักนิด แต่คนโดนจ้องก็ไม่ได้นำพา แถมยังยิ้มตอบกลับเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรกับรังสีประหลาด ๆ ที่ออกมาจาก น้องชายตัวแสบข้าง ๆ ผม

 

แน่นอนอาสึยะไม่ตอบอะไร แต่ตวัดสายตาไม่พอใจมาให้

 

เฮ้ นี่ฉันผิดเหรออาสึยะ?

 

“ไปซื้อเค้กมาเพิ่มให้หน่อย” ผมยื่นเงินให้ แต่อาสึยะแค่มองผม หันกลับไปมองโกเอนจิคุงนิ่ง ๆ อีกที แล้วลุกออกไปต่อแถวซื้อเค้กหน้าเคาน์เตอร์

 

ผมลอบถอนหายใจเบา ๆ เมื่ออาสึยะเดินออกไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม เขาหัวเราะผม ดูดีมากเชียวล่ะ

 

“น้องชายนายขี้หวงมากเลยฟุบุคิ”

 

“ก็แค่อารมณ์เด็กหวงของเล่น” ผมว่าพร้อมโบกมือปัดอยากให้เขาเปลี่ยนเรื่องคุย

 

“ถ้าไม่หวงก็คงหึง”

 

“ฮะ ไม่มีทาง” ผมเกือบสำลักกาแฟ

 

“นี่นายไม่รู้จริง ๆ เหรอฟุบุคิ”

 

“รู้อะไร”

 

“ก็เรื่องที่นายดูดีขนาดนี้ แต่กลับไม่มีแฟนสักที...ใช่ไหมล่ะ”

 

“…”

 

“น้องนายมันร้าย เชื่อฉันสิ”

 

“…”

 

“บางทีนายอาจเป็นแฟนน้องตัวเองแบบไม่รู้ตัวมาหลายปีแล้วก็ได้

 

“…”

 

“และฉันรู้ ว่านายฉลาด อย่ามาทำนิ่งใส่น่า”

 

บางทีผมก็รู้สึกเกลียดคนรู้ทันแบบโกเอนจิคุงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้หรอกนะ แต่ในเมื่อน้องชายนั่นไม่เคยชัดเจนต่อหน้า คนเป็นพี่แบบผมก็จะแกล้งทำเป็นไม่สนใจต่อไป 

 

“แล้วก็นะพนันได้เลยไม่เกินวันนี้ หมอนั่นต้องสารภาพรักกับนายแน่ ๆ”

 

“ถ้ารู้แบบนั้นแล้วจะมาขอฉันเดตทำไม”

 

“แน่สิ ก็ฉันชอบนายนี่”

 

“ถ้าอาสึยะมาได้ยิน นายตายแน่ ๆ โกเอนจิ ชูยะ”

 

ผมกับโกเอนจิคุงนั่งขำกับการคำพูดของกันและกัน แต่ก็ต้องเงียบเพราะน้องชายตัวแสบของผมเดินถือถุงเค้กกลับมา คิ้วขมวดยุ่งใส่

 

“กลับได้แล้วชิโร่”

 

“อะไร? แล้วทำไมเอาเค้กใส่กล่องล่ะ ฉันจะกินที่นี่นะ”

 

“ไปกินที่ห้อง” อาสึยะคว้าข้อมือผมให้ลุกขึ้นก่อนจะลากผมออกจากร้าน ผมหันไปหาโกเอนจิคุงจะให้ช่วยแต่เจ้าตัวกลับยักคิ้วกลับมาให้ ผมส่งสายตาคาดโทษแต่ยังไม่ทันได้บอกลาก็โดนดึงออกจากร้านมาแล้ว

 

 

 

50%

 

 

 

อาสึยะไม่ได้พาผมกลับห้องจริง ๆ แต่พามาแวะที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ น้องชายดึงให้ผมนั่งลงบนม้านั่งตัวนึง แต่สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคืออาสึยะไม่ได้นั่งข้าง ๆ แต่เลือกที่จะนั่งลงบนพื้นหญ้าตรงหน้าผม ผมก้มมองคนตรงหน้าแต่ก็พบว่าอาสึยะมองผมก่อนแล้ว

 

อาสึยะไม่ได้พูดอะไรเอาแต่จ้องหน้าผมอยู่แบบนั้น แววตาของน้องชายสั่นไหว นี่เป็นครั้งแรกที่อาสึยะแสดงออกถึงความกังวลต่อหน้าผม

 

“ทำไมนายไม่เรียกฉันว่าพี่

 

“ชิโร่ชอบไอ้หมอนั่นเหรอ”

 

สองประโยคคำถามของผมกับน้องชายออกมาพร้อมกัน เราจ้องกันสักพักเหมือนลองเชิงว่าใครจะตอบคำถามก่อน

 

“นายคิดว่าฉันชอบโกเอนจิ ชูยะเหรอ” เป็นผมที่พูดออกมาก่อน

 

“ชอบไอ้หมอนั่นจริง ๆ เหรอ” อาสึยะถามอีกครั้ง

 

“ก็นะ โกเอนจิคุงดูดีออก”

 

“แต่

 

“กี่ครั้งแล้วอาสึยะ นายทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว”

 

“ชิโร่พูดถึงอะไร”

 

“กี่ครั้งแล้วที่นายมาขัดขวางทางความรักของฉันน่ะ คิดว่าจะทำแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนเหรออาสึยะ?

 

“ผม...”

 

“ฉันเป็นพี่ชายนาย จำได้ใช่ไหม”

 

“...”

 

“เรื่องนี้นายควรจะรู้ตั้งแต่เกิดด้วยซ้ำ”

 

“ผมรู้”

 

“คนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจะรู้สึกผูกพันจนไม่อยากเห็นใครมาแย่งความรักมันก็ไม่แปลกหรอกนะ แต่เรื่องแบบนี้มันไม่เด็กเกินไปสำหรับคนที่อายุสิบหกเหรออาสึยะ?

 

“...”

 

อาสึยะนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น สุดท้ายน้องชายผมก็เป็นแค่เด็กที่คิดว่าตัวเองฉลาดเสียเต็มประดา ทั้งที่จริงแล้วเขานั้นไม่เคยรู้อะไรสักอย่างแม้แต่วิธีการตอบโต้ผมด้วยคำพูดดี ๆ

 

ผมฉลาดกว่า ฉลาดมากพอที่จะทำให้อาสึยะเขวจนพูดอะไรไม่ออก ผมดูออกมานานแล้วว่าอาสึยะรู้สึกยังไง ถึงได้เลือกตอกย้ำสถานะพี่น้องให้กับเขาแทบทุกประโยค


รีบ ๆ หมดความอดทนแล้วพูดมันออกมาได้แล้ว

 

“ผมเลิกไม่ได้หรอก”

 

“...”

 

“ผมทนเห็นชิโร่รักกับคนอื่นไม่ได้”

 

“...”

 

“ชิโร่ก็รู้ ผมไม่เปิดใจและไม่ทำตัวเป็นเด็กดีกับใครเลย ชิโร่เป็นคนเดียวในชีวิตที่ผมเป็นทำแบบนั้นด้วย”

 

  น่าแปลกที่พอได้ยินคำตอบแล้วผมกลับรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างมหาศาล ยิ่งตอนเห็นว่าแววตาของอาสึยะที่กำลังมองมามันเป็นแบบไหนผมก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก ราวกับว่าสิ่งที่ผมได้ทำไปก่อนหน้านี้มันเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์

 

“และนี่ก็เหมือนกัน ผมกลายเป็นเด็กงี่เง่าก็เพราะชิโร่”

 

“...”

 

“ไม่ชอบ ไม่ได้เหรอ”

 

“...”

 

“ไม่ชอบคนอื่นไม่ได้เหรอ ชิโร่” เสียงของอาสึยะแผ่วลงจนผมแทบไม่ได้ยิน ผมมองดูคนตรงที่หน้าส่งสายตาเศร้าสร้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท้าท่างเว้าวอนเล็ก ๆ นั่นทำเอาผมใจสั่น

 

“ฉันจะกลับไปหาโกเอนจิ” ผมลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไป แต่ก็ต้องหยุดอยู่กับที่เมื่อถูกน้องชายคว้าข้อมือเอาไว้แล้วดึงกลับมามองหน้ากัน

 

ผมมองมือตัวเองสลับกับใบหน้าอาสึยะอย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่พยายามหาทางออกที่ดีที่สุด (ยั่วโมโห) แล้วแต่หมอนั่นก็ยังยื้อดึงไม่ยอมพูดอยู่อีก จะมาทำซึนอยู่อีกทำไม ในเมื่อผมรู้หมดแล้ว ชอบผมแค่ไหนพูดออกมาก็จบ 


— ฉันมองนายออกทะลุปรุโปร่งเหมือนมองวัตถุโปร่งแสงเลยล่ะอาสึยะ

 

“ห้ามไป!

 

“เฮ้ มันมากไปแล้วนะ!” ผมเริ่มใจไม่ดี ยิ่งตอนได้ยินน้ำเสียงที่อ่อนลงของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ่งลำบากใจ ผมตัดสินใจสลัดมือน้องชายตัวเองออกแล้วยืนประจันหน้ากับน้องชาย

 

“ทำไมจะชอบโกเอนจิไม่ได้ล่ะ ในเมื่อ

 

“ที่ถามว่าทำไมไม่เรียกชิโร่ว่าพี่” อาสึยะไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับโกเอนจิแต่เลือกที่จะตอบคำถามที่ผมสงสัยมาตลอด “ก็เพราะผมไม่ได้อยากเป็นพี่น้องกับชิโร่อีกต่อไปแล้ว”

 

“...”

 

“แล้วถ้าชิโร่ไม่อยากให้เรียกชื่อเฉย ๆ ผมจะไม่เรียก”

 

“…”

 

“การเดินไปพร้อม ๆ กับผมมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าชิโร่ไม่ชอบให้ผมเดินข้าง ๆ ผมเดินข้างหลังชิโร่ก็ได้นะ อย่างน้อยให้ผมระวังหลังให้เอง แล้วเรื่องชิโร่กับโกเอนจิมันทำให้ผมโมโหจริง ๆ แต่ว่านะ ผมสัญญาจะปล่อยไป”

 

“…”

 

“คนที่ผมชอบคือชิโร่นะ แต่อะไรก็ตามที่ผมพูดหรือทำอะไร ชิโร่เอาแต่หาว่าผมบ้า”

 

“...”

 

“ผมไม่ชอบที่เราเป็นได้แค่พี่น้องกัน”

 

“...”

 

“เพราะอย่างนั้นอย่าเพิ่งไปคบกับใครเลยนะ”

 

โอเค ผมช็อกนิดหน่อยถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรามันไม่ได้เหมือนพี่น้องกันมานานแล้ว แต่คำว่า ‘ชอบ’ ที่เจ้าน้องชายตรงหน้าพูดมามันก็ค่อนข้างจั๊กจี้อกด้านซ้ายไปสักหน่อย 

 

“เรื่องโกเอนจิคุงน่ะ...”

 

“ถ้าคบกันแล้วก็ไปเลิกซะ”

 

?”

 

“ถ้าไม่กล้าเลิก เดี๋ยวผมเดินไปบอกให้”

 

เดี๋ยวนะ

 

นายคิดว่าฉันจะชอบคนที่เพิ่งเจอหน้ากันเนี่ยนะ มันไม่ตลกไปหน่อยเหรอ นี่ไม่ใช่เจ้าหญิงการ์ตูนดิสนีย์นะ ที่จะได้คบใครตั้งแต่เพิ่งเจอ

 

“ผมมาก่อนไอ้หมอนั่นนะ หลายปีด้วย  ไปบอกเลิกมันเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่ผมจ

 

เสียงของอาสึยะขาดหายไปเพราะถูกผมรั้งเข้ามาในอ้อมกอด น้องชายไม่ได้กอดตอบผม สองมือนั่นค้างอยู่กลางอากาศ ผมกดแผ่นหลังอีกคนกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

 

“ชิโร่...”

 

อาสึยะเหมือนเด็กโง่ในสายตา หมอนั่นเอาแต่เรียกชื่อผมอย่างไร้เหตุผล อาสึยะปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ากำลังรู้สึกดีอยู่เหมือนกัน เขาปล่อยเวลาผ่านไปหลายวินาที แต่สุดท้าย...สองมือที่เคยคว้างอยู่กลางอากาศก็ค่อย ๆ โอบกอดตอบผม

 

“เด็กบ้าเอ๊ย...”

 

“...”

 

“อย่าดื้อกับฉันมากนักสิ”

 

“...”

 

“จากนี้ไปทำตัวดี ๆ...” ผมลอบยิ้มแน่นอนว่าอาสึยะไม่มีทางเห็น “แล้วเรียกฉันว่าพี่ชายด้วย”

 

“ชิโร่

 

“ฉันไม่โง่นะอาสึยะ ที่จะไม่รู้ว่าน้องชายตัวเองรู้สึกยังไง”


ผมรู้ ทั้งรู้และรู้สึกมาตลอดด้วยซ้ำ แต่สำหรับเรื่องนี้ แม้แต่ผมที่เป็นเกมเมกเกอร์และกัปตันทีมฮาคุเรนก็ยังไม่รู้จะทำยังไง ที่ผ่านมาจึงได้แต่รอให้อาสึยะพูดก่อน 


“งั้นรู้แล้วชิโร่ก็ห้ามไปไหนกับคนอื่นอีก”

 

“...”

 

“ผมจะไม่ทำตัวเป็นน้องชายงี่เง่าอีกแล้ว”

 

อาสึยะ

 

“ผมรักพี่นะ...อานิกิ”

 

ผมไม่รู้ว่าควรจะตกใจอะไรก่อนระหว่างคำบอก ‘รัก’ ของคนตรงหน้ากับคำว่า ‘อานิกิ’ ที่เขาไม่เรียกมานานแล้ว

 

“ผมสัญญาเลยว่าจะเป็นน้องชายที่ดีของพี่ตลอดไป”

 

“...”

 

“ถ้าพี่บอกว่าพี่เองก็ชอบผมบ้าง”

 

อาสึยะ...

 

นายมันเด็กโง่จริง ๆ

 

 

 

THE END

 

 

 

จบแล้วววว ฮือออ ดูตอนล่าสุดแล้วหลงรักน้อง (อาสึยะ) มากมาย แต่งไปแต่งมาก็คิดคุณพี่ชายแมนไปไหน สนใจมาเป็นเม-- เอ้อ เรามีทวิตเตอร์นะทุกคน! และหวีดหนักบ้าง มาคุยกันได้เน้อออ @ A_Anglicaz

 

T
B

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ A_Angelica จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 16:33

    ดีงามพระรามเก้าาาาาา >/////< คือคุณน้องเข้าใจที่อานิกิพูดไหมมมมม


    #4
    0
  2. วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 21:33

    โอ๊ยยยยย ชอบเว่อร์ คือดีงาม ชอบความบราค่อน555555

    #3
    0
  3. วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 12:50
    อัพต่อไวๆนะค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #2
    0
  4. วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 06:53
    ภาษาดีจัง ชอบมากๆค่ะ จะติดตามจนจบนะคะ! /////
    #1
    0