sagime
ดู Blog ทั้งหมด

เชื้อดื้อยาภัยเงียบคุกคามโลก

เขียนโดย sagime
ดูเหมือนโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ จะพัฒนาตีคู่ขนานกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่หากจัดอันดับโรคที่กำลังเป็นความท้าทายของวงการแพทย์ทั่วโลกรวมถึงไทย ไม่ใช่ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่าง "เมอร์ส" แต่กลับเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูชาวบ้านทั่วไป



"เชื้อแบคทีเรียดื้อยา" หรือ ที่ทางวิชาการเรียกว่า การดื้อยาต้านจุลชีพ  (AMR : Antimicrobial resistance) กำลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพของนานาประเทศ รวมถึงไทย ที่มีข้อมูลพบว่า แต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 38,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรง 6,000 ล้านบาท และทางอ้อม 40,000 ล้านบาท

เชื้อดื้อยามาได้อย่างไร นพ.กำธร มาลาธรรม คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ประธานคณะกรรมการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล อธิบายว่า ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมเช่นโลกร้อน สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หรือปัจจัยที่คนสร้างขึ้นเอง อาทิ ไปกินสัตว์ป่าไปยุ่งเกี่ยวกับกับสัตว์ป่าทำให้ได้โรคมาด้วย ประกอบกับการเดินทางที่สะดวกจากซีกโลกหนึ่งไปอีกซีกโลกหนึ่ง ทำให้โรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

แต่ขณะเดียวกันก็มีโรคอุบัติใหม่อีกประเภทที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเกิดทั้งในบ้าน ชุมชนฟาร์ม และในโรงพยาบาล ซึ่งตัวเชื้อไม่ใช่ชนิดใหม่ แต่เป็นชนิดเก่าที่ดื้อยา เรียกว่า "เชื้อแบคทีเรียดื้อยา" หรือ เชื้อดื้อยา

 

"เชื้อดื้อยา รุนแรงมากขึ้น หากเทียบกับเมอร์ส เพราะเชื้อดื้อยาบางอย่างไม่มียารักษา และควบคุมยาก เพราะร่างกายกำจัดเชื้อแบคทีเรียเองไม่ได้ ต้องกินยาฆ่าเชื้อหากใครมีเชื้อดื้อยาต้องกินยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้น ในปัจจุบันมีเชื้อดื้อยารุนแรงที่ไม่มียารักษาได้แล้ว ทำให้คนไข้มีโอกาสเสียชีวิต 80% เทียบกับเมอร์สที่ระบาดในเกาหลีมีคนเสียชีวิต 15% จากคนที่เป็นโรคทั้งหมด"

นพ.กำธร อธิบาย ว่า เมื่อเทียบกับการได้รับเชื้อไวรัส ร่างกายกำจัดเองได้ มีไวรัสที่รุนแรงไม่กี่ชนิดที่ต้องใช้ยารักษา เช่น เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี เริม เพราะสามารถเข้าสมองได้ แม้มีไวรัสหลายตัวไม่มียารักษา เช่น ไข้เลือดออกแต่ก็สามารถควบคุมยุงที่เป็นพาหะ ขณะที่การรักษาเชื้อแบคทีเรียหายเองไม่ได้ ต้องได้รับยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะเท่านั้น

ดังนั้น หากคนไข้ดื้อยามีวิธีเดียวต้องให้ยาแรงขึ้น คนไข้จำนวนหนึ่งอาจดื้อยาชนิดหนึ่งที่ยังมียาฆ่าเชื้อไปฆ่าได้ แต่จำนวนหนึ่งดื้อยารุนแรงจนไม่มียารักษา ทำให้เสียชีวิต

สำหรับกลไกที่ทำให้เชื้อดื้อยานั้น นพ.กำธร อธิบายต่อไปว่า มาจากการที่คนใช้ยาฆ่าเชื้อกันมากขึ้น ทำให้เชื้อโรคมีกระบวนการสร้างความต้านทานสารเคมีที่มาฆ่ามัน เพื่อให้อยู่รอด เป็นที่มาของการดื้อยา

หากเชื้อไปอยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้ยาฆ่าเชื้อมากๆ ก็จะกลายเป็นเชื้อดื้อยาที่รุนแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ ยกตัวอย่าง คนที่กินยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ จะมีเชื้อดื้อยามากกว่า คนที่ไม่ค่อยกิน หรือในโรงพยาบาล รวมถึงในฟาร์มปศุสัตว์ที่มีการใช้ยาฆ่าเชื้อก็จะมีเชื้อดื้อยามากกว่าพื้นที่อื่นๆ เป็นต้น

 

การดื้อยาในหมู่ประชาชนทั่วไป มาจากการกินยาฆ่าเชื้อที่ไม่ถูกต้อง  หลายโรคไม่จำเป็นต้องกินยา บางคนปากแห้งยังคิดว่าปากอักเสบต้องกินยา เป็นกรณีตัวอย่างที่บอกให้รู้ว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน 2 เรื่องในเวลาเดียวในหมู่คนไทย คือ เข้าใจว่าอาการที่เป็นมาจากการอักเสบต้องกินยาเสมอ และเข้าใจว่ายาแก้อักเสบ และยาฆ่าเชื้อเป็นตัวเดียวกัน นำไปสู่การกินยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างที่กล่าวถึงเพียงแค่ทาลิปมัน ปากก็หายแห้งได้แล้ว หรือกรณีเป็นหวัด ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสและมีอาการเจ็บคอ ประชาชนจำนวนมากเข้าใจว่าคออักเสบ และไปกินยาฆ่าเชื้อ ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เป็นอีกปัจจัยทำให้เกิดการดื้อยา

นพ.กำธร ย้ำว่า ไข้หวัดไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ หายเองได้ แต่บางคนหายช้าเร็วต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ หากร่างกายเคยเจอเชื้อนั้นมาแล้วจะหายได้เร็ว เพราะร่างกายรู้จักจะกำจัดทิ้งโดยเร็ว แต่หากเป็นชนิดที่ร่างกายไม่เคยเจอจะหายช้า

ที่เป็นโรคแทรกซ้อนในคนเมืองคือ โรคภูมิแพ้ เมื่อติดเชื้อไวรัสจะกระตุ้นภูมิแพ้ แม้ไข้หวัดจะหาย แต่น้ำมูกไอจามยังอยู่ สาเหตุเพราะภูมิแพ้ ไม่ใช้มาจากไข้หวัด

"เวลาเป็นหวัดส่วนใหญ่ไม่ต้องกินยา 3 วันหายเองได้ ขอให้พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น กินอาหารถูกส่วน ผักผลไม้เลือกแบบสดที่มีวิตามินซี เมื่อหายแล้ว ทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายเสมอ ก็จะป้องกันหวัดได้"

ส่วนอาการเจ็บคอเล็กน้อย หรือระคายคอ ให้ดื่มน้ำอุ่นก็หายเองได้ เช่นเดียวกัน ยกเว้น เจ็บคอชนิดรุนแรง โดยให้ส่องคอดูด้วยตัวเอง หากเห็นเป็นจุดหนอง บวมโต แดงเข้ม เวลากลืนจะเจ็บรุนแรงทรมาน จึงจะเข้าข่ายอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ต้องกินยาฆ่าเชื้อ เป็นต้น

สำหรับเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล นพ.กำธร บอกว่า ในโรงพยาบาลมีการให้ยาฆ่าเชื้อรักษาคนไข้จำนวนมาก ดังนั้นเชื้อดื้อยาจะรุนแรงกว่า เป็นสาเหตุให้คนที่ติดเชื้อในโรงพยาบาล ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนาน เสียค่าใช้จ่ายสูง หรือมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า

 

คนไข้ได้รับเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลได้อย่างไร นพ.กำธร ระบุว่า เป็นผลต่อเนื่อง2 ส่วน ส่วนแรกพบมากขึ้นในระยะหลัง คือ คนไข้มีเชื้อดื้อยาติดตัวมาอยู่แล้วจากการกินยาฆ่าเชื้อไม่ถูกต้องและมากเกินไป เมื่อมารักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ยาฆ่าเชื้อมากอีก ก็มีโอกาสติดเชื้อรุนแรงสูงขึ้น

"ยกตัวอย่างเคยกินยาฆ่าเชื้อชนิด ampicillin หาย แต่เมื่อดื้อยาชนิดนี้ ต้องกินยาแรงขึ้น เป็น cefazolin คู่กับ gentamicin หากมีเชื้อรุนแรงกว่านั้น ทำให้ยา 2 ตัวนี้รักษาไม่ได้ ก็ต้องกินยาแรงอีกขึ้น เป็น ceftriaxone เป็นต้น หากดื้อรุนแรงกว่านั้น มีแนวโน้มจะไม่มียารักษาต่อ และมีโอกาสเสียชีวิต"

ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มีกระบวนการควบคุมมากว่า 10 ปีแล้ว และเข้มข้นในช่วง 5 ปีหลัง และพบว่าได้ผลดี 2-3 ปีที่ผ่านมาการติดเชื้อลดลงปีละ 10%

กระบวนการที่เราทำ คือ การรณรงค์ล้างมือ แม้ดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่หลายคนมักลืม โดยเฉพาะแพทย์พยาบาลที่ต้องดูแลคนไข้ จึงต้องย้ำให้ล้างมือเสมอหลังดูแลคนไข้แต่ละคน ป้องกันไม่ให้ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่ง

หากแยกห้องรักษาคนไข้ติดเชื้อดื้อยาได้ให้ดำเนินการ แต่หากไม่มี แพทย์พยาบาลต้องทำตามกระบวนการ เช่น ใส่เสื้อคลุม และถุงมือ รวมถึงการระมัดระวังในการใช้เครื่องมือแพทย์อย่างปลอดภัย ซึ่งส่วนนี้ไม่น่าห่วง เพราะมีการเรียนการสอน และการฝึกในโรงเรียนแพทย์อยู่แล้ว หากเทียบกับการล้างมือที่ลืมกันได้ง่ายมากกว่า ซึ่งเรารณรงค์ไปถึงคนไข้ และญาติที่มาเยี่ยม ซึ่งมีโอกาสพาเชื้อไปแพร่กระจายต่อด้วย

สำหรับการคิดค้นยาใหม่ นพ.กำธร บอกว่า มีข้อจำกัดมาก เพราะทุกวันนี้ เรารู้กระบวนการและวิธีขัดขวางเชื้อโรคไม่ให้ทำงานได้ ดังนั้นกระบวนการใหม่กว่าเดิมแถบมองไม่เห็นทาง ขณะเดียวกันการผลิตยาใหม่ต้องใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูงไม่สามารถตามทันการดื้อยาที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว บริษัทยาจึงมองว่าไม่คุ้มทุน ที่จะค้นคว้าวิจัย

เมื่อมีข้อจำกัดมาก วิธีการใช้ยาในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นทางออกเดียว พร้อมกับการกระบวนการป้องกัน นอกจากโรงพยาบาลแล้ว ประชาชนมีส่วนช่วยป้องกันได้อย่างดีนพ.กำธร ย้ำว่า ต้องไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น

ไม่เฉพาะโรงพยาบาลรามาธิบดีเท่านั้นที่ดำเนินการ ปัจจุบันมีความร่วมมือกันในหลายโรงพยาบาลอย่างเข้มข้น ภายใต้คณะทำงานข้อมูลเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ'

เชื้อดื้อยารุนแรงมากกว่าเมอร์ส เพราะเชื้อดื้อยาบางชนิด ไม่มียารักษาและควบคุมได้ยาก' นพ.กำธร มาลาธรรม กล่าว

 

ที่โรงพยาบาลศิริราช อีกโรงพยาบาลใหญ่ที่มีกระบวนการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา นพ.ภัทรชัย กีรติสิน หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่าเชื้อดื้อยามีหลายประเภท แต่ที่อยู่ในความสนใจ คือ แบคทีเรียดื้อยา เมื่อ 10-20 ปีก่อนแบคทีเรียดื้อยาจะเป็นปัญหาในโรงพยาบาลเป็นหลัก เช่น คนไข้ นอนโรงพยาบาลนาน มีเครื่องมือใส่ในร่างกายหลายอย่าง เช่น ท่อช่วยหายใจประกอบกับอาการป่วย ทำให้มีภูมิต้านทานไม่ดี ประกอบกับโรงพยาบาลต้องใช้ยาฆ่าเชื้อในการรักษา ทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย และรุนแรง

มาวันนี้เชื้อดื้อยาไปอยู่ในชุมชน ครัวเรือน ปัจจุบันคนไข้ที่เดินมาจากบ้านก็อาจติดเชื้อดื้อยามาจากบ้านได้ด้วย แม้คนนั้นจะไม่เคยนอนโรงพยบาล หรือไม่เคยสัมผัสอะไรในโรงพยาบาล

นพ.ภัทรชัย ยกงานวิจัยในชุมชนห่างไกล และมีการเก็บอุจจาระของคนมีสุขภาพดีมาตรวจ พบเชื้อดื้อยาในหลายคน ทั้งที่เขาไม่ได้ป่วย และใช้ชีวิตตามปกติ แต่เมื่อคนเหล่านี้ขับถ่ายออกไป มีโอกาสปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมทำให้เชื้อดื้อยาขยายขอบเขต จากผู้ป่วยในโรงพยาบาลเป็นใครก็ได้ก็มีสิทธิติดเชื้อดื้อยา

และเวลานี้มีเชื้อที่ไม่มียารักษาแล้ว สำหรับที่ศิริราช มีรายชื่อเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 7-8 ชนิดที่เราเฝ้าระวังตามลำดับความรุนแรง อันดับต้นๆ ที่เฝ้าระวัง ได้แก่ Acinetobacterbaumannii โดยคนไข้ที่เสี่ยงมักเป็นผู้ที่ต้องใช้ท่อช่วยหายใจ สามารถติดได้ที่ปอด และกระแสเลือด รองลงมาเป็นPseudomonas aeruginosaคนไข้กลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกับชนิดแรก และสามารถติดจากบาดแผล รวมถึง Multidrug resistant bacteria หรือเชื้อดื้อยาหลายขนาน

"การมาโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมด มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ และหลายตัวเป็นเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะคนไข้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน และมีอุปกรณ์การแพทย์ใส่เข้าไปในร่างกาย เช่น สายต่างๆ หรือ ท่อช่วยหายใจ"

 

นอกจากนี้ยังมีเชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่ต้องเฝ้าระวังในภาพรวมของประเทศ เพราะไทยเป็นเขตร้อนที่เป็นแหล่งกำเนิด โดยเฉพาะวัณโรคดื้อยา ที่พบว่าปัจจุบันทั้งประเทศมีวัณโรคดื้อยา 3-5 % เป็นชนิดดื้อยารุนแรง 0.5-1% ซึ่งรักษายากมากขณะเดียวกันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเชื้อกระจายออกไปแล้วมากน้อยเพียงใด

วัณโรคดื้อยาได้อย่างไร นพ.ภัทรชัย อธิบายว่า วัณโรคดื้อยา เกิดจากผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคจำนวนมากไม่สามารถกินยาได้ครบกำหนด เพราะต้องใช้เวลานานมากกว่า 6 เดือนในการรักษา และการกินยาอาจมีผลข้างเคียงกับเขา เมื่อเลิกกินกลางทาง ปล่อยให้เป็นมาก และกลับมาหาหมออีกครั้งก็จะพบเชื้อดื้อยาไปแล้ว ต้องให้ยาแรงขึ้น หรือมาเลเรียดื้อยา ที่มาจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเช่นเดียวกัน แต่มีพาหะเป็นยุง โรคนี้ยากในการทำให้หมดไป เนื่องจากเราไม่สามารถกำจัดยุงให้หายไปได้ทั้งหมด

สำหรับมาตรการโดยทั่วไปโรงพยาบาลศิริราช มีงานควบคุมโรคติดเชื้อ (IC : Infection Control) โดยมีคณะกรรมการมาควบคุมและร่วมกันเฝ้าระวังในโรงพยาบาล เพื่อติดตามว่ามีเชื้อดื้อยารุนแรงที่ไหนหรือไม่ และอัตราติดเชื้อมากน้อยอย่างไร หากจุดใดเสี่ยงจะมีการเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ และเร่งแก้ไขให้ผู้ติดเชื้อหายจากโรค รวมถึงป้องกันควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดไปที่คนอื่น

"แม้จะมีมาตรการเข้มข้น แต่ใช่ว่าเชื้อดื้อยาจะหมดไปได้ง่ายๆ ไม่ได้แปรว่าเราควบคุมไม่ได้ เป็นเพราะพัฒนาการของเชื้อที่มากขึ้น แต่หากไม่ทำมาตรการใดเลย สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นกว่านี้มาก เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าเชื้อดื้อยาจะไปปรากฏที่ไหนบ้าง

ในศิริราช พบว่า มีคนไข้เข้าโรงพยาบาลวันละหลักหมื่นคน ซึ่งเราไม่รู้ว่าได้ว่าใครมีเชื้อดื้อยาในตัว หน้าที่เราที่ทำได้ คือการเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้ข้อมูลประชาชน แต่มีเชื้อบางประเภทที่เราควบคุมได้ผลดีเหมือนกัน คือเชื้อในทางเดินปัสสาวะ"

สำหรับการแก้ไขป้องกันในระดับประเทศ นพ.ภัทรชัย ย้ำว่าถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องลงมาช่วยกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นภัยคุกคามสุขภาพระดับโลกที่ทั้งองค์การอนามัยโลก และผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ และอังกฤษต่างออกมาประกาศจะต่อสู้กับเชื้อดื้อยาเมื่อปีที่ผ่านมา

 

ในประเทศไทยนั้น ขณะนี้หลายโรงพยาบาลและหลายหน่วยงาน กำลังเตรียมข้อมูลสนับสนุนให้เป็นรูปธรรม และกำลังออกรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ โดยรัฐบาลสนับสนุนอย่างแต็มที่ มาตรการหลักที่เห็นว่าต้องทำ คือ ห้ามขายยาฆ่าเชื้อในร้านขายยา เพราะถือเป็นยาอันตราย ซึ่งในหลายประเทศควบคุมอย่างชัดเจนมานานแล้ว โดยห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง หากไม่มีคำสั่งแพทย์ ขณะเดียวกันประชาชนของหลายประเทศที่มีความเจริญจะตั้งคำถามกับแพทย์เสมอว่า ทำไมถึงต้องกินยาฆ่าเชื้อ

สำหรับไทย ต้องใช้เวลาอย่างมากในการแก้ไขความเชื่อของประชาชนที่ฝังรากลึกและให้ความรู้ที่ถูกต้องโดยเฉพาะย้ำข้อมูลว่า 90% ของหวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่หายเองได้ การการไปซื้อยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียมากินเอง นอกจากไม่สามารถรักษาได้แล้ว ยังไปกระตุ้นให้แบคทีเรียที่มีในลำคอให้เกิดการดื้อยา

รวมไปถึงการเข้าออกโรงพยาบาลทั้งของคนไข้และญาติ ให้ตระหนักว่าทุกคนมีโอกาสได้รับเชื้อดื้อยาด้วยกันทั้งหมด และมีโอกาสเป็นผู้แพร่กระจายของเชื้อด้วยเช่นเดียวกัน หากไม่ระมัดระวัง และดูแลความสะอาดในการกินอยู่ เพราะแม้แต่อาหารที่นำมาให้คนไข้กินก็อาจมีเชื้อดื้อยา หรือแม้แต่คนใกล้ชิดอาจเป็นพาหะมาให้เราได้

นพ.ภัทรชัย ย้ำอีกประเด็นว่า ภาคเกษตรเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นจุดเสี่ยง ทั้งในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และบ่อกุ้ง เนื่องจากมีการใช้ยาฆ่าเชื้อ บางส่วนเพื่อควบคุมโรค แต่บางส่วนใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด รวมถึงควบคุมการใช้ในโรงพยาบาลเอกชนด้วย

ทุกคนมีโอกาสได้รับ และเป็นผู้กระจายเชื้อดื้อยา หากไม่ระมัดระวัง' นพ.ภัทรชัย กีรติสิน กล่าว

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

         Credit http://www.thaihealth.or.th/Content/29021-เชื้อดื้อยาภัยเงียบคุกคามโลก.html

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น