สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) เผยแพร่ข้อมูลเรื่องภาวะท้องผูก ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หญิงหรือชายก็ไม่เว้น แต่การมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ให้ความสนใจที่จะแก้ปัญหาภาวะท้องผูกอย่างจริงจัง จะทำให้เกิดโรคตามมาได้ เช่น โรคริดสีดวงทวาร
สาเหตุภาวะท้องผูกอาจเกิดจากความผิดปกติทางกายหรือโรคทาง ลำไส้ เช่น รูทวาร ไขสันหลัง มีความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการถ่าย การอุดตันของสำไส้ มะเร็งลำไส้ หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายความกังวล ยารักษาโรคจิตและอาการซึมเศร้า ส่วนใหญ่ภาวะท้องผูกเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุทางกาย พบบ่อยในผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารน้อย หรือไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมถึงผู้ที่ชอบกลั้นอุจจาระบ่อยๆ
การรักษาอาการท้องผูกทำได้ 2 วิธี คือ การรักษาโดยการใช้ยา และการรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่วิธีที่ดีกว่า คือ การไม่ใช้ยา แต่อาจจะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ภาวะท้องผูกไม่รุนแรง ข้อแนะนำคือหันมารับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ เช่น ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักโขม ข้าวกล้อง พรุน ส้ม มะละกอ ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา อาจเป็นช่วงเช้า หรือช่วงเย็นก็ได้ เพื่อให้ลำไส้เคยชินกับการขับถ่ายเป็นเวลา
ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมการใช้ยาระบายมากเกินความจำเป็น บางคนเมื่อเกิดภาวะท้องผูกทีไรจะกินยาระบายทันที หรือผู้หญิงบางคนกินเป็นยาระบายเพื่อลดน้ำหนักซึ่งเป็นพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรใช้ยาระบายชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดยาและการเกิดกลุ่มอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ซึ่งจะทำให้การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลงมากกว่าปกติ ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ ทางที่ดีเมื่อเกิดภาวะท้องผูกและจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรเลือกชนิดของยาระบายให้เหมาะสม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย ด้วยการรับประทานผัก ผลไม้ อาหารที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำ เสมอ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ที่สำคัญการใช้ยาระบายทุกชนิดไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ที่มา ข่าวสดออนไลน์
ความคิดเห็น