เขาบอกว่าชีวิตคือละคร เรากำลังเล่นไปตามบทที่ไม่มีผู้กำกับบอกให้เรารู้ฉากต่างๆล่วงหน้า แต่ละคนก็เป็นนักแสดงนำในละครของตัวเอง ซึ่งก็น่าจะเป็นพระเอกนางเอกกันแหละ แต่ก็ต้องระวังหน่อยนะว่าบางทีคุณอาจไม่รู้ตัว เผลอไปสวมบทเป็นตัวอิจฉาในเรื่องของคนอื่นอยู่ก็ได้นะ
ไม่ว่าจะเป็นตัวอิจฉา หรือตัวโกงของเรื่องไหนก็ไม่มีใครชอบนะ ดังนั้นถ้าหลงบทไป รีบถอนตัวโดยด่วน หรือเตือนตัวเองก่อนสถานการณ์มันพาไป ด้วยวิธีเหล่านี้
1.เลิกเปรียบเทียบ แล้วกลับมาสนใจที่บทของตัวเอง
อย่ามัวแต่ไปอิงกลุ่มเพื่อตัดเกรดตัวเองว่า คุณจะได้เกรดดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับคนอื่น ในเมื่อชีวิตเรามันอิงเกณฑ์ จะผ่านไม่ผ่านมันก็ขึ้นอยู่กับคุณเองว่า ทำมันได้ดีแค่ไหน ซึ่งถ้าคุณได้เกรดต่ำ นั่นก็เพราะคุณ ไม่ใช่เพราะใครทำคะแนนกันสูงๆ แล้วกดคุณให้ตกลงมาซักหน่อย
จริงๆ แล้วตำแหน่งของคนอื่นไม่ได้มีผลกับคุณเท่าไร ดังนั้นไม่ต้องไปใส่ใจให้ความรู้สึกแกว่งไปตามหรอก สู้มามุ่งความสนใจที่พัฒนาการของตัวเองแทนดีกว่า แข่งกับตัวเอง และเฝ้าดูความก้าวหน้าของคุณ ให้เป็นแรงฮึด และความภาคภูมิใจในตัวเองที่ได้เดินมาไกลจากจุดเดิมขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเทียบตัวเองกับตัวเอง แล้วคุณก็จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าน่าชื่นชมกว่าสิ่งที่คุณไปอิจฉาในคนอื่นซะอีก
2.ชื่นชมยินดีกับสิ่งที่คุณได้รับ
แทนที่จะไปอยากได้อยากเป็นเหมือนคนอื่นให้เหนื่อยใจเหนื่อยกาย จะมีความสุขกว่าถ้าคุณหันมาชื่นชมในตัวเอง ให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณได้มาและมีอยู่จริงๆ ตอนนี้ หลายสิ่งคุณอาจละเลยและมองเห็นเป็นของธรรมดา จนลืมไปว่า ถ้ามันหายไป คุณก็อาจอยู่ไม่ได้ ลองมองไปรอบตัวดีๆ จะเห็นว่า ใช่ว่าทุกคนจะมีเหมือนกับคุณนะ และหลายคนอาจกำลังอิจฉาคุณอยู่ก็ได้ จากนี้ไปถ้าคุณใช้เวลาตอนตื่น หรือก่อนเข้านอนแต่ละวันฝึกการสำนึกรู้คุณสิ่งต่างๆ ในชีวิต ตั้งใจนึกถึงสิ่งที่คุณได้รับด้วยความรู้สึกขอบคุณตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนเรื่องสำคัญในชีวิต แค่ไล่รายการในหัวหรือจดพวกมันลงสมุดบันทึก คุณจะพบว่ามีมากมายให้อิ่มเอมเชียว คุณจะรู้สึกดีกับตัวเอง และสิ่งที่คุณมี
3.อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกขาด
ถ้ารู้ว่าตัวเองมีดีอะไรอยู่ หรือมั่นใจในตัวเอง ต่อให้เห็นคนที่มีมากกว่าเราก็จะไม่หวั่นไหวใดๆ ในเชิงลบ ซึ่งตรงข้ามกับคนที่เห็นแต่ข้อด้อยของตัวเอง มักรู้สึกว่าตัวเองยังขาด และกลัวการสูญเสีย ก็จะอิจฉา หึง และไม่พอใจเหมือนตัวเองโดนแย่ง มองทางไหนก็เจอแต่คนอยู่เหนือกว่าตัวเองเสมอ ซึ่งจะยิ่งรุนแรง และยาวนานขึ้น ถ้าหมกมุ่นอยู่กับความคิดและอารมณ์แบบนี้ตลอดเวลา
วิธีช่วยก็ไม่ต้องถึงขนาดหลอกตัวเองว่า คุณเลิศเลอเพอร์เฟกต์ แค่มองหาข้อดีของตัวเอง รู้จักพอใจ และรู้จักความพอดี คุณจะก้าวออกจากความคิดที่ปิดกั้นและมุ่งโกรธเคืองคนอื่นได้ และต่อให้คุณยังขาดอยู่จริงๆ ก็ต้องบอกตัวเองว่า คุณเติมมันได้
4.ถามตัวเองว่า คุณได้อะไรจากมัน
ถ้าความอิจฉาอยู่ในระดับที่เหมาะสม เป็นแรงผลักดันให้คุณพยายามมากขึ้น อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ดีขึ้นจะได้เทียบเท่ากับคนอื่น แบบนี้จะมีบ้างก็ยังโอเค แต่หากความอิจฉาเข้าขั้นกัดกร่อนหัวใจคุณ ทำให้เป็นทุกข์ โทษคนอื่นตลอดเวลา และส่งผลทำลายความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้าง คอยคิดแต่การทำลายล้างให้อีกฝ่ายสูญเสีย ประมาณว่าถ้าคุณไม่ได้ก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะได้ แบบนี้คุณต้องถามตัวเองแล้วว่า มันดียังไงเนี่ย คุณไม่มีทางจะได้อะไรกลับคืนมาเลย ดังนั้นตั้งสติ และไม่ปล่อยไหลไปตามอารมณ์เช่นนั้น คิดใหม่ว่า ถ้าคนอื่นทำได้ คุณก็ต้องทำได้เหมือนกันสิ แล้วทำมัน ก็จะดีกับทุกฝ่าย
5.ไปหาอะไรทำอย่างอื่นซะ
ง่ายและอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็ได้ ถ้าคุณเริ่มพบว่า ตัวเองอยู่ในวังวนของความอิจฉา จิตใจว้าวุ่น หมั่นไส้คนบางคนไม่จบไม่สิ้น จนไม่เป็นอันทำอะไร เอาล่ะ เมื่อรู้ตัว ก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องลุกขึ้นไปเปลี่ยนบรรยากาศ ออกไปเที่ยว พบปะผู้คน เฮฮาปาร์ตี้ หากิจกรรมที่สนุกหรือแปลกๆ ที่มันสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ทำ คุณจะไม่มีเวลาหรือเหตุผลที่จะอิจฉาเลย เพราะมีอะไรดีๆ ที่ทำให้คุณมีความสุขกว่าตั้งเยอะ
ในละครชีวิตที่คุณแสดงอยู่นี้ แม้ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และบอกตอนจบไม่ได้ แต่คุณมีสิทธิกำหนดแนวทางของมันได้ ด้วยการเป็นผู้เลือกและกำกับบทของคุณให้เล่นออกมาเต็มที่และดีที่สุดในทุกฉาก ซึ่งไม่ใช่การไปสนใจอะไรกับบทของคนอื่นแน่ เพราะนั่นอาจทำให้คุณลืมได้ว่าตัวเองเล่นเป็นใครอยู่!
ความคิดเห็น