sagime
ดู Blog ทั้งหมด

จับสลากเข้าเรียน "วัดดวง"หรือ"ให้โอกาส"

เขียนโดย sagime


เป็นประเด็นที่ถูกยกมาถกเถียงกันทุกปีๆ กับการ "จับสลาก"เข้าเรียนต่อชั้น ม.1

เพราะภาพที่พ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย พาลูกหลาน ไปรอคิวในโรงเรียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถาบัน บางรายต้องพกพาเครื่องรางของขลังประจำตัวมาไว้ให้อุ่นใจ

ขณะที่ใจก็ลุ้นระทึกกับอีกก้าวหนึ่งทางการศึกษา ที่ต้องฝากอนาคตไว้กับกระดาษเพียงแผ่นเดียว

หันไปทางพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มาร่วมลุ้น ก็อยู่ในภาวะตึงเครียดไม่น้อยไปกว่าลูกๆ หลานๆ ของตัวเองกันเลย

ภาพเหล่านี้ล้วนกระตุกอารมณ์ของสังคม จนเกิดคำถามตามมาว่า เหมาะสมแล้วหรือ ที่จะนำระบบการวัดดวงอย่าง "จับสลาก" มาใช้ตัดสินอนาคตของเด็กกัน

บางรายพูดถึงขั้นว่า "ประเทศชาติคงจะพัฒนาไปไม่ได้ ตราบใดที่เรายังใช้การจับสลากรับเด็กเข้าเรียนต่อ"

นำไปสู่คำถามต่อไปว่า เราไม่มีระบบหรือทางเลือก อื่นที่จะช่วยให้เด็กไม่ต้องตกอยู่ในภาวะกดดันเช่นนี้ได้หรือไม่

สำหรับระบบการรับนักเรียน ในปีการศึกษา 2553 นี้ ในระดับชั้นก่อนประถมศึกษา ป.1 และ ม.1 จะยึดวิธีการรับนักเรียนเหมือนปีการศึกษา 2552 ที่ผ่านมา โดย 50% ให้รับเด็กในพื้นที่บริการของโรงเรียนทั้ง หมด หรือหากมีจำนวนเด็กเกินกว่าจำนวนที่โรงเรียนรับได้ให้ใช้วิธีการจับสลาก ส่วนอีก 50% ใช้วิธีการสอบคัดเลือกเด็กในเขตพื้นที่ และเด็กนอกเขตพื้นที่บริการ

สำหรับการรับนักเรียนชั้น ม.4 ให้รับนักเรียนที่จบจากชั้น ม.3 ในโรงเรียนเดิมจนเต็มจำนวน ที่รับได้ก่อน ขณะที่นักเรียนนอกพื้นที่สามารถสอบขึ้นบัญชีไว้ได้ ในกรณีที่มีผู้สละสิทธิ์ หรือโรง เรียนขยายจำนวนนักเรียน /ห้องเรียนเพิ่ม

โรงเรียนสังกัดสำนัก งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กว่า 30,000 โรงเรียน ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่แล้วก็จะรับนักเรียนทั้งหมดที่สมัครเข้ามา



แต่แน่นอนว่า ที่นั่งในโรงเรียนยอดนิยมย่อมเป็นที่ต้องการ ดังนั้น ในโรงเรียนชื่อดังทั้ง 365 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นโรงเรียนที่มีชื่อคุ้นหู ติดตาตรึงใจพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คน ต้องการให้ลูกของตนเองได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ ด้วยความมั่นใจในศักยภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาของโรงเรียนนั้นๆ

จึงต้องเลือกนำระบบการ "จับสลาก" มาใช้คัดเลือก

โดย ดร.สมเกียรติ ชอบผล เลขาธิการคณะกรรม การการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ยอมรับว่า วิธีการจับสลากกระทบต่อความรู้สึกของเด็กๆ แต่เมื่อมีจำนวนนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนจำนวนมากเกินกว่าจำนวนที่โรงเรียนจะรับได้ ก็จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีนี้เพื่อกระจายโอกาสและความเป็นธรรมให้แก่เด็กมากที่สุด

"ในอดีตนั้น การรับนักเรียนของ สพฐ. ในชั้น ป.1 และ ม.1 จะใช้วิธีการคัดเลือกโดยการประเมินศักยภาพ และความพร้อมของนักเรียน ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะเลือกใช้วิธีการสอบคัดเลือกมาวัดนักเรียน ทำให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานไปติว กวดวิชากันตั้งแต่ชั้นอนุบาล ดังนั้น เด็กที่เข้าสู่โรงเรียนดังๆ ได้ ก็จะต้องเป็นเด็กเก่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองและมีความพร้อมมากกว่า"

ระบบการจับสลากเกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปี หลังจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเท่าเทียมกัน

"เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะเปิดรับนักเรียนที่เข้ามาสมัครทั้งหมด หากกรณีที่เกินกว่าจำนวนที่รับได้ก็ใช้วิธีการจับสลาก เพราะถือว่าความสามารถของเด็กในวัยขั้นพื้นฐาน ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ไล่เลี่ยกันอยู่แล้ว จากนั้นการจับสลากก็ถูกนำมาใช้เรื่อยๆ โดยในอดีตจะใช้วิธีการจับสลากก่อน หากเด็กที่จับสลากไม่ได้จึงจะต้องมาสอบคัดเลือก ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า เป็น การเชื่อถือดวงกันมากเกินไป จึงมีการปรับเปลี่ยนโดยการเปิดให้นักเรียนได้สอบก่อน กรณีที่พลาดจากการสอบก็ยังมีโอกาสเข้าจับสลากอีก" ดร.สมเกียรติกล่าว

ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวด้วยว่า "ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่มองได้หลายมิติ ซึ่งผู้ปกครองบางคนก็เห็นด้วยและคิดว่ากระบวนการสอบคัดเลือกเพียงอย่างเดียวเป็นการไปทำลายกระบวนการเรียนรู้ของเด็กที่มีต้นทุนต่ำกว่า ดังนั้น ก็เห็นว่าการที่ สพฐ.แบ่ง 50:50 ระหว่างสอบคัดเลือกและจับสลากก็ถือเป็นธรรม และเปิดโอกาสให้เด็กใกล้บ้านแต่อาจจะมีความสามารถน้อยกว่าได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนชื่อดังได้ด้วย จากเดิมหากเข้า ม.1 แล้วใช้การสอบคัดเลือกทั้งหมด เด็กใกล้บ้านอาจจะเข้าได้เพียงไม่กี่คน"

"ในอดีตเด็กอาจจะไม่รู้สึกอะไรกับการจับสลากมาก แต่ในปัจจุบันเมื่อการแข่งขันสูงมากขึ้น เด็กมีความเซ็นซิทีฟมากขึ้น โดยส่วนตัวเองเมื่อได้เห็นภาพเด็กที่ผิดหวัง จับสลากไม่ได้ผ่านสื่อก็รู้สึกเห็นใจ เพราะบางโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนชื่อดังมีที่นั่งไม่พอรองรับนักเรียนทุกคนได้ ซึ่งในขณะนี้ สพฐ.เองก็มีการนำสรุปผลการรับนักเรียนแต่ละปีมาทบทวนและหาวิธีการที่เหมาะสมยิ่งขึ้น"

ดร.สมเกียรติเองก็ยอมรับว่า ส่วนตัวแล้วหากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการจับสลากก็ควรเปลี่ยน

"วิธีการในขณะนี้ทำให้เกิดความรู้สึกมากมาย ซึ่ง สพฐ.ก็มองเห็น แต่ก็ยังไม่มีวิธีการอื่นที่ดีกว่า เพราะบางโรงเรียนที่แข่งขันสูงๆ ก็ต้องอาศัยวิธีนี้ ขณะเดียวกันนอกจากการรับนักเรียนด้วยวิธีการสอบคัดเลือก หรือจับสลากแล้ว ยังมีอีกหลากหลาย อาทิ โคว ตาเด็กทำคุณประโยชน์ ความสามารถพิเศษ ในส่วนนี้ก็ช่วยเสริมเข้าไปด้วยแต่อาจจะเป็นส่วนน้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นประเด็นปัญหาที่สะท้อนออกมา สพฐ.ก็ยินดีปรับ และหาวิธีการที่เหมาะสมยิ่งขึ้น แต่จะต้องผ่านการหารือร่วมกับนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป"

ในส่วนความรู้สึกของพ่อแม่ ผู้ปกครองเองก็ยอมรับว่าแนวทางนี้ แม้จะสร้างบาดแผลในใจให้กับลูกๆ แต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง

เช่น คุณแม่วัย 39 ปี ที่อยู่ระหว่างการยื่นคำร้องขอจัดสรรที่เรียนให้กับลูก หลังจากพลาดหวังในการสอบ และจับสลากในโรงเรียนที่ตั้งใจ เปิดเผยว่า แม้ลูกจะจับสลากไม่ได้ แต่ก็ได้ให้กำลังใจกัน เพราะรู้ว่าลูกทำอย่างเต็มที่แล้ว ตั้งแต่การเตรียมตัวสอบเมื่อสอบไม่ได้ก็มาจับสลาก ซึ่งลูกก็มีความตั้งใจอย่างมากที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังก็ไม่เป็นไร ขอให้มีที่เรียนก็พอ

ขณะที่นักวิชาการด้านการศึกษา อ.สมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมุมมองในเรื่องนี้ว่า "หากเราได้เห็นภาพพ่อแม่ไปบนบาน เด็กๆ ร้องไห้เมื่อตัวเองพลาดจากการจับสลาก เกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เข้าไปอยู่ในโรงเรียนดีๆ ที่หวังไว้ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการศึกษาไทยสูญเปล่า หากนักการศึกษาคิดได้แค่นี้บ้านเมืองเราคงไปไม่รอด"

สำหรับข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ อ.สมพงษ์ เห็นว่า "การศึกษาไม่ใช่เรื่องของการวัดดวง ดังนั้น ไม่ว่าจะคัดเลือกเด็กด้วยการสอบ หรือสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ก็แล้วแต่ แต่ก็ยังมีวิธีการอีกมากมายที่จะมาใช้แทนการจับสลากเป็นวิธีการ เพราะภาพเหล่านั้นเป็นภาพแห่งความเจ็บปวด และทำให้เสียความรู้สึกกับการศึกษาไทยได้ นอกจากนั้น ยังเป็นการส่งเสริมค่านิยมให้กับสังคมว่า หากไม่อยากเสี่ยงก็ต้องไปหาเส้นสายฝากเด็ก"

สุดท้ายด้วยภาพที่เต็มไปด้วยรอยน้ำตาของเด็กที่พลาดหวังจะเป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีวิธีการที่ดีกว่า ในการเปิดโอกาสให้กับเด็กอย่างเท่าเทียม

"จับสลาก" คงเป็นระบบที่เด็กไทยยังจะต้องเผชิญหน้ากับมันต่อไป

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ทำให้กูประสาทกิน
เอิ๊ก