[ APINK (Yuri fic.)ปฏิบัติการรักมาเฟียจอมเวทย์ ]

ตอนที่ 26 : STAGE 24 : ฝันร้ายที่กลายเป็นความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    15 ก.ย. 59





         ซากปรักหักพังการจากการต่อสู้ได้ลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ เมืองที่เคยสงบสุขบัดนี้ได้เกิดความโกลาหลจากการต่อสู้ของหนึ่งอสูรกับหนึ่งมนุษย์ แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกคงต้องบอกว่าเป็นการต่อสู้ของหนึ่งอสูรกับหนึ่งปิศาจมากกว่า...


         "ฮ๊าาาาา!" อึนจีที่ตะโกนออกมาพร้อมกันนั้นก็ใช้มือกำข้อเท้าขวาของซันนี่ที่เตะใส่เธอไว้จนแน่นและจับเหวี่ยงลงด้านล่างปล่อยไปซันนี่นั้นให้ปลิวไปตามแรง โดยที่ไม่สนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะมีมากเท่าใด


         'ตู้มๆๆ' 
         ร่างกายของซันนี่กระแทกกับบ้านพักของชาวเมืองจนพังทลายไปนับสิบหลังส่งเสียงดังไปทั่วทั้งเมือง ซึ่งยังไม่นับรวมจำนวนก่อนหน้านี้ที่อึนจีกับซันนี่นั้นได้ร่วมกันทำไว้


         พลันตรงจุดที่ซันนี่ไปหยุดอยู่นั้นก็เกิดคลื่นความร้อนขึ้นมา และในวินาทีนั้นคลื่นความร้อนก็ถูกปล่อยออกมาโดยมีเป้าหมายคืออึนจีที่ตอนนี้ได้ใข้เวทย์มนต์ลอยตัวอยู่ด้านบนสูงกว่า 50 เมตร
         'ซูมมมม'
         หากแต่อึนจีกลับไม่มีการหลบแต่อย่างใดทั้งยังพุ่งเข้าหาคลื่นพลังเวทย์นั้นราวกับมันคือธาตุอากาศธาตุหนึ่ง


         "หึ ไม่หลบงั้นหรอ งั้นแกก็ตายไปเถอะยัยจอมเวทย์ชั้นต่ำ" ซันนี่ฉีกยิ้มออกมาเมื่อเห็นอึนจีพุ่งเข้าหาคลื่นพลังเวทย์ของเธอ


         'บรึ้ม'
         เมื่อเข้าปะทะกันก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ซันนี่ยืนมองดูผลงานด้วยความพึงพอใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ได้ลดการป้องกันลง ทั้งยังเตรียมการโจมตีในระลอกต่อไป


         'ฟุบ' 
         อึนจีพุ่งตัวลงมาจากจุดปะทะอย่างรวดเร็วมาหยุดข้างหน้าซันนี่ อ้อมมือไปจับผมซันนี่อย่างแรงแล้วจับกระแทกลงกับพื้นแล้วลากเป็นทางยาวกว่า 10 เมตรก่อนจะยกขึ้นมาแล้วชกเข้าที่ท้องของซันนี่อย่างรุนแรงจนเธอนั้นแทบกระอักเลือดออกมา

         ทางซันนี่ก็ไม่ยอมแพ้ ก่อนที่หมัดที่สองจะตามมาเธอได้พลิกตัวแล้วเตะเข้าที่หน้าของอึนจีอย่างแรง จนมือของอึนจีนั้นปล่อยจากผมของเธอและกระเด็นไปด้านหลังห่างออกไปหลายสิบเมตร


         'พลังบ้าอะไร ยิ่งสู้แทนที่จะยิ่งเหนื่อย แต่ยัยนั่นยิ่งสู้กำลังยิ่งเพิ่มขึ้น ...แต่เป็นเราที่กลับค่อยๆอ่อนแรงลงเรื่อยๆ แบบนี้มีหวังแพ้มันแน่' ซึ่งในระหว่างที่อึนจีค่อยๆลุกขึ้นนั้น ซันนี่ก็พยายามที่จะหาทางจัดการกับอึนจีให้ได้ 'หือ? นั่นมัน...' เหมือนว่าทางซันนี่เองจะไม่ได้โชคร้ายไปซะทีเดียว เนื่องจากเธอสังเกตุได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายของอึนจี


         'แกร๊ก'
         เสียงปริแตกของผิวหนังจากแขนซ้ายของอึนจีดังขึ้นมา ซึ่งสร้างความยินดีให้กับซันนี่ทันทีที่เห็น เลือดที่ค่อยๆไหลซึมออกจากรอยแตกนั้นหยดลงบนพื้นอย่างเชื่องช้าทีละหยดๆ ซึ่งในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ของอึนจี ไม่ว่าการโจมตีใดๆก็ไม่สามารถที่จะสร้างบาดแผลให้กับอึนจีได้เลย แต่จู่ๆกลับมีรอยแตกปรากฎขึ้นมาได้ เลยทำให้ซันนี่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า


         'เป็นอย่างนี้นี่เอง เวทย์บทนี้ของยัยนั่นเป็นดาบสองคมงั้นสินะ' ถ้าใครได้มาเห็นใบหน้าที่ฉีกยิ้มของซันนี่ในตอนนี้อาจจะรู้สึกขนลุกก็เป็นได้ เพราะใบหน้าที่ฉีกยิ้มของเธอในตอนนี้นั้นมันบ่งบอกถึงความมีชัยอย่างเจ้าเล่ห์ 'ถึงว่าทำไมมันถึงได้พลังมหาศาลขนาดนั้นมาได้' เมื่ออึนจีมีทีท่าว่าจะพุ่งเข้าหา ซันนี่รีบยิงพลังเวทย์สวนเข้าใส่ทันที

         "ตายซะเถอะยัยมนุษย์" ซันนี่ระดมยิงพลังเวทย์ใส่อึนจีอย่างมากมาย ทั้งพลังและความเร็วนั้นก็ถือว่าอยู่ในเวทย์มนต์ระดับสูง


         อึนจียืนโงนเงนอย่างไร้ชีวิตชีวา ร่างกายสะบัดตามที่มีพลังเวทย์นั้นได้กระทบใส่ แต่อึนจีนั้นไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดกับการถูกโจมตีแบบนี้ เธอกล้บค่อยๆเดินเข้าหาซัันนี่ขึ้นเรื่อยๆ


         "ตายยากนักนะแก..." จากการยิงเร็วๆรัวๆเปลี่ยนเป็นยิงช้าลงแต่รุนแรงขึ้น ทำให้อึนจีชะงัักในแต่ละครั้งที่ถูกเวทย์มนต์ของซันนี่แต่ก็ยังคงก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ค่อยๆสร้างแรงกดดันใส่ซันนี่ขึ้นเรื่อยๆ 'ทำไม ทั้งที่โจมตีใส่รอยแตก แต่ยัยนั่นกลับเหมือนไม่รู้สึกอะไร'


         หากสังเกตุให้ดีๆล่ะก็ ซันนี่จะรู้ว่าที่เธอไม่สามารถทำให้อึนจีบาดเจ็บเพิ่มขึ้นได้นั้น เป็นเพราะปริมาณของพลังเวทย์ที่ค่อยๆสูงขึ้น จนมีออร่าที่เคลือบอยู่บนผิวเบาบางแต่แข็งแรง ทำให้กระสุนพลังเวทย์ของซันนี่นั้นแฉลบออกไป จะมีก็เพียงแต่แรงกระแทกเท่านั้นที่ยังส่งมาถึงอึนจี


         ในขณะที่ซันนี่คิดว่าทำไมแต่อึนจีที่ไม่ได้คิดอะไรนั้น อึนจีก็พุ่งเข้าหาซันนี่อย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยววินาที อึนจีมาปรากฎอยู่ด้านหน้าใช้มือฟาดใส่ แต่ซันนี่ไหวตัวทันในวินาทีสุดท้าย หลบออกมาจากฝีืมือของอึนจีได้แบบฉิวเฉียด ไม่พอเท่านั้น อึนจียังพุ่งตามเข้ามาติดๆซันนี่เตะเข้าที่คางของอึนจีจนเธอลอยไปด้านหลังตามแรงเตะนั้นไกลนับสิบเมตร


        "แฮ่ก แฮ่ก...หึหึ  ถ่วงเวลา...ถ้าฉันถ่วงเวลาเอาไว้ แกก็จะแพ้ภัยตัวเองจนตาย.." ซันนี่ยังคงระดมยิงพลังเวทย์ใส่อึนจีที่ยังนอนอยู่ที่พื้นอย่างต่อเนื่อง


         'แกรก....แกรก แกรก'
         เสียงของรอยแตกดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและน่ากลัว รอยแตกที่เคยปรากฎแค่แขนซ้ายกลับลามไปจนถึงร่างกายซีกซ้ายทั้งหมด เลือดที่ค่อยๆไหลออกมา แต่ด้วยปริมาณทำให้พื้นบริเวณนั้นถูกย้อมไปด้วยสีแดง


         เมื่อเห็นว่ารอยร้าวนั้นมีมากกว่าครึ่ง ซันนี่เองรีบกระโดดขึ้นไปด้านบน ร่ายเวทย์ระดับ 10 หรือก็คือเวทย์มนต์ที่รุนแรงที่สุดของเธออย่างรวดเร็ว


         "ข้าขอวอนแด่เทพแห่งความตายอันยิ่งใหญ่ เทพผู้นำพาความสิ้นสุดมาสู่สิ่งมีชีวิตทั้งมวล ท่านผู้เป็นที่น่าหวั่นเกรง ข้าขอหยิบยืมพลังของท่านเพียงเศษเสี้ยว เพื่อใช้กำจัดศัตรูแห่งข้าให้สิ้นซาก...'เดดไดเมนชั่น' " เมื่อกล่าวจบบังเกิดบอลเวทย์สีดำสนิทขึ้นตรงหน้า ขนาดมันกว้างกว่า 5 เมตร สีของบอลเวทต์มนต์นี้ที่ดำสนิทจนทำให้รู้สึกถึงความเวิ้งว้างอันไร้จุดสิ้นสุด เมื่อจับจ้องแล้วคล้ายกับจะถูกดูดเข้าไปข้างใน ทั้งยังปริมาณพลังเวทย์ที่อัดแน่อยู่ภายในนั้นจนอากาศโดยรอบสั่นสะเทือน


         แม้จะรับรู้ถึงอันตรายแต่อึนจีนั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะหนีหรือแสดงความตื่นตระหนอกออกมาแต่อย่างใด ทั้งยังลอบยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพื่อเป็นการแสดงถึงความมั่นใจในตัวเอง


         เมื่อซันนี่เห็นถึงการกระทำของอึนจีพลันก็โกรธขึ้นมาแต่ก็แอบยินดีอยู่ในใจ  เพราะเมื่อในอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะหลบ เธอก็ไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดเป้าหมายหรือไม่ ซ้ำยังเพิ่มปริมาณพลังเวทย์ทั้งหมดลงไปในบอลเวทย์สีดำ ซึ่งส่งผลให้บอลเวทย์มนต์นี้อันตรายยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากได้รับพลังเวทย์ทั้งหมดของซันนี่เข้าไปด้วย ทำให้ในตอนนี้ซันนี่นั้นเหลือแรงไว้แค่ยิงพลังนี้ออกไปเท่านั้นและชัดเจนว่าเธอเดิมพันกับการโจมตีครั้งนี้ไว้


         อึนจีทะยานร่างเข้าหาซันนี่ด้วยความเร็วสูงซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ซันนี่ได้ยิงบอลแห่งความตายมาใส่อึนจี ตามสัญชาตญาณเมื่อรู้สึกถึงอันตรายอึนจีอัดพลังเวทย์ลงไปในหมัดขวาพร้อมกับชกสวนเข้าปะทะกับบอลแห่งความตายเพื่อที่จะทำลายมันทิ้ง พริบตานั้นการระเบิดที่รุนแรงได้บังเกิดขึ้นจากจุดที่ปะทะส่งผลให้พื้นที่โดยรอบถูกทำลายจากแรงระเบิดเป็นวงกว้างถึงครึ่งกิโลเมตร รวมไปถึงตัวซันนี่เองที่ถูกพัดจนกระเด็นออกมาไกลจากจุดระเบิด


         ทั้งนี้บริเวณที่ระเบิดนั้นอาจจะต้องเกิดหลุมที่ลึกลงไปอีกหลายสิบเมตรหากว่าชาวเมืองนั้นไม่ได้ลงไปอยู่ในหลุมหลบภัยและเปิดกางบาเรียเต็มกำลัง ถึงแบบนั้นบาเรียที่ใช้อยู่นี้นั้นก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว เนื่องจากต้องรับการโจมตีจากการต่อสู้ของปิศาจสองตนทำให้พลังเวทย์ที่สะสมไว้นั้นหมดไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งการรับแรงระเบิดเมื่อครู่นี้ทำให้พลังเวทย์นั้นลดไปกว่า30% และถ้าหักลบจากการที่ทั้งคู่ต่อสู้มานาน หลุมหลบภัยของบางครอบครัวนั้นเหลือพลังเวทย์อยู่ไม่ถึง20%แล้วด้วยซ้ำ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเวลาว่าบาเรียนั้นจะโดนทำลายเมื่อไรเท่านั้นเอง


         จุดศูนย์กลางของการระเบิดยังคงมีฝุ่นลอยอยู่เต็มบริเวณ ไอความร้อนจากการระเบิดยังคงเหลืออยู่ สังเกตุได้จากภาพที่บิดเบี้ยวอยู่บริเวณเหนือพื้นดิน


         ซันนี่นั้นเมื่อตั้งตัวได้เธอรีบรุดมาดูผลงานด้วยความร้อนรีบอย่างทุลักทุเล เนื่องจากในตอนนี้เธอนั้นไม่เหลือพลังเวทย์แล้วในร่างกาย เธอรอดูผลงานของเธออย่างคาดหวังและมั่นใจ


         เมื่อฝุ่นควันจางลงปรากฎเงาท่ามกลางกลุ่มควันนั้น ทำเอาซันนี่ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองด้วยความลุ้นสุดโต่ง พลันเกิดสายลมกรรโชกมาจากไหนก็ไม่อาจรู้ได้ ฝุ่นควันนั้นโดนพัดออกไปในทันทีพร้อมกับร่างของใครบางคนที่เด่นชัดต่อสายตาของซันนี่


         'บะ..บ้าน่า โดนเวทย์มนต์ระดับนั้นเข้าไปยังมีชีวิตอยู่ได้อีกงั้นหรอเนี่ย' ซันนี่ยืนเบิกตากว้างด้วยความตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเธอไม่ได้คาดคิดเอาไว้ว่าจะรอด แม้คิดเผื่อไว้ว่าอาจจะไม่สามารถทำให้หายไปโดยสมบูรณ์แต่อย่างน้อยก็น่าจะคร่าชีวิตของศัตรูผู้นี้ได้ ซึ่งสถานการณ์ในตอนนี้นั้นอยู่นอกเหนือจากที่ซันนี่ได้คำนวณเอาไว้แล้ว


          สภาพร่างกายของอึนจีในตอนนี้นั้นมีสภาพที่ไม่ว่าจะมองดูยังไงก็ไม่น่าจะสามารถขยับร่างกายได้แน่นอน เพราะรอยปริแตกของบาดแผลนั้นได้เกิดขึ้นไปทั่วท้้งตัวของเธอแล้ว เลือดได้ไหลซึมออกมาจากแผลนั้นแม้จะไหลไม่เยอะแต่ก็มีความต่อเนื่อง และสภาพร่างกายของอึนจีจะแย่กว่านี้ถ้าเธอยังคงใช้พลังต่อไป


         "อึนจี แกพอได้แล้ว ร่างกายแกรับพลังไม่ไหวแล้วนะ" โชรงปรากฎตัวข้างอึนจีด้วยความเร็วระดับสูงสุดของเธอเพื่อที่จะมาห้ามอึนจีที่พยายามจะขยับตัวเองไปจัดการกับซันนี่


         "......." อึนจีไม่ได้มีที่ท่าจะว่าหยุด กลับกันเธอค่อยๆขยับร่างกายทั้งยังหน่วงพลังเวทย์ไว้จำนวนที่มากในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะเทียบเท่ากับเวทย์มนต์ระดับ 7 เลยทีเดียว


         "ชิ! ยัยนี่ไม่ได้ยินอะไรแล้วงั้นเรอะ" โชรงอดที่จะสบถออกมาอย่างขัดใจไม่ได้


         "บ้าเอ๊ย มาได้แค่นี้เอง...." ซันนี่กัดฟันจับจ้องไปยังอึนจีที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอด้วยความทุลักทุเล 'ทุกคนขอโทษนะ ที่ฉันแก้แค้นให้ไม่ได้น่ะ' ในตอนที่การโจมตีของอึนจีกำลังจะถึงตัว ซันนี่ได้เอ่ยขอโทษลูกน้องของเธออยู่ในใจ


         'ตู้มมมม.มม..มมม'
         เสียงระเบิดจากการชกหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังเวทย์ของอึนจีที่มีเป้าหมายคือซันนี่ แต่ทว่าหมัดนั้นกลับไปไม่ถึงตัวของซันนี่ เหตุเพราะมีกำแพงดินมาขว้างระหว่างซันนี่แหละหมัดของอึนจีเอาไว้


         'โล่ปฐพี'
         เวทย์มนต์รูปแบบที่สี่ของโชรงถูกเรียกใช้ กำแพงดินที่อัดแน่นไปด้วยพลังเวทย์ก่อตัวขึ้นมาเป็นโล่ที่แข็งแรง...แต่เป็นโล่ที่กำเนิดขึ้นมาปกป้องซันนี่


         "......." อึนจีเหลือบมองโชรงด้วยหางตาแต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าออกมาแต่อย่างใด

.
.
.
.
.

         "นั่นพี่โชรงมันทำอะไรน่ะ" นัมจูอดที่จะสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นโชรงนั้นได้ลงมือเพื่อที่จะช่วยเหลือฝ่ายศัตรูจากการลงมือที่คิดว่าน่าจะเป็นการปิดฉากของอึนจี


         "นั่นสิ ทำไมถึงไม่ปล่อยให้พี่อึนจีจัดการให้มันจบๆไป" ฮายองขมวดคิ้วขึ้นด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่โชรงนั้นได้ทำ


         "ฉันคิดว่าพี่โชรงต้องมีเหตุผล" เสียงของบุคคลหนึ่งดังขึ้นซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับสามสาวที่ยังยืนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


         "อะไรทำให้พี่โบมีคิดแบบนั้นงั้นหรอค่ะ?" ฮายองเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย


         "พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่แค่รู้สึกว่าที่พี่โชรงทำนั้นมันอาจจะดีกว่าให้อึนจีจัดการกับซันนี่ก็ได้" โบมีขยับตัวลุกขึ้นจากการนั่งพัก


         "นั่นสินะ พี่โชรงคงจะให้คำตอบกับเราได้แน่..." นัมจูหรี่ตามองไปยังโชรงด้วยสายตาที่คาดหวังกับคำตอบ

.
.
.
.
.

         "นี่อึนจี! ฉันว่าแกพอแค่นี้เถอะ แกรีบคลายเวทย์บทนี้ได้แล้ว ร่างกายแกจะรับไม่ไหวแล้วนะ" โชรงคลายโล่ปฐพีของเธอลงและเดินมายืนอยู่ระหว่างอึนจีกับซันนี่


         "......" อึนจีจ้องมองใบหน้าของโชรงด้วยสายตาที่ดุร้ายแต่แฝงไปด้วยแววตาที่เหม่อลอยแล้วค่อยๆลดหมัดลง


         "ส่วนยัยซันนี่...เดี๋ยวพวกเราผนึกพลังแล้วค่อยหา...!!!" แต่ยังไม่ทันที่โชรงจะได้เบาใจนัก อึนจีกลับผนึกพลังเวทย์ไว้ที่มือแล้วชกใส่โชรงอย่างแรง


         ไวกว่าความคิด โล่ปฐพีของโชรงถูกสร้างขึ้นมาตามสัญชาตญาณ และกันหมัดของอึนจีได้ทันท่วงที ทำให้โชรงรอดจากหมัดที่แสนอันตรายนั้นอย่างฉิวเฉียด


         "บ้าเอ๊ย!!! ไม่ฟังอะไรแล้วสินะ" โชรงสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อสิ่งที่เธอต้องการจะทำนั้นไรผล


         "...." อึนจีไม่พูดอะไรออกมา และยังคงชกหมัดที่สองและสามตามออกมาและยังชกออกมาเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เลือดที่ไหลรินเริ่มมีปริมาณที่มากขึ้น แต่ถึงแบบนั้นก็ยังไม่มีเลือดหยดถึงพื้นหรือติดอยู่ที่ไหนเลย เพราะทันทีที่เลือดได้ไหลออกจากร่างกายนั้นก็จะถูกพลังเวทย์ที่คลุมอยู่รอบๆตัวเผาจนระเหยไปในทันที


         "นี่เธอน่ะ...รีบกลับโลกของเธอไปซะ" โชรงหันมาพูดกับซันนี่ที่นั่งหมดแรงอยู่ด้านหลัง


         "นี่เธอ...ช่วยฉันหรอ..." ซันนี่ถามออกไปด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง


         "อย่าคิดว่าฉันช่วยเธอ..ที่ฉันบอกให้เธอกลับไปเพราะว่าอึนจีมันจะหมดเป้าหมายและอาจจะคลายพลังเวทย์ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น" โชรงรีบบอกเหตุผลของเธอออกมาก่อนที่ซันนี่จะเข้าใจผิด


         "งั้นหรอ..." แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันแล้ว เพราะทางซันนี่นั้นได้รู้สึกว่าตัวเธอนั้นเริ่มเกิดความรู้สึกบางอย่างต่อโชรงขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ "...แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ถึงฉันอยากจะกลับ ฉันก็ทำไม่ได้แล้วล่ะ" ซันนี่พูดออกมาอย่างตัดพ้อ


         "......" โชรงมองซันนี่ด้วยสายตาที่สงสัย


         "ไม่ต้องสงสัยหรอก...พลังเวทย์ของฉันไม่มีเหลือแล้วล่ะตอนนี้" ซันนี่เฉลยออกมาเพื่อคลายความสงสัยของโชรง "ปล่อยให้บอสของเธอฆ่าฉันเถอะ เรื่องมันจะได้จบๆไป ฉันจะได้ไปอยู่กับลูกน้อง..."


         "จะบ้าหรือเปล่าเธอน่ะ!!!" จู่ๆโชรงก็ตะโกนใส่ซันนี่จนเธอถึงกับผงะ "ใครจะยอมให้อึนจีฆ่าเธอกัน...." ซึ่งสิ่งที่ซันนี่ได้ยินนั้นมาถึงแค่ส่วนนี้ ส่วนคำพูดต่อจากนี้ของโชรงนั้นกลับไม่เข้าหูเธอเลยแม้แต่น้อย


         'นี่เค้าปกป้องเรา...เค้าไม่ต้องการให้เราตายงั้นหรอ' ซันนี่นั้นได้คิดไปต่างๆนาๆสำหรับการช่วยเหลือจากโชรง


         'กร๊อบ!'
         เสียงร้าวจากโล่ปฐพีของโชรงดังขึ้นขัดจังหวะความคิดอันบ้าบอของซันนี่ เธอได้สติและเหลือบมองรอยร้าวนั้นทันที


         "บ้าเอ๊ย! กำลังในการชกของยัยนี่รุนแรงขนาดโล่ร้าวเลยเรอะ" โชรงอดที่จะบ่นไม่ได้ถึงพลังในการต่อยของอึนจี แต่จะเรียกบ่นก็คงไม่ถูกเรียกอุทานออกมาอย่างตกใจจนเป็นประโยคจะเข้าท่ากว่า


         'ตูมมมมมมม'
         และใช้เวลาไม่นานนัก โล่ของโชรงก็แตกลงด้วยการต่อยเพียงไม่กี่สิบหมัดของอึนจี
         'หมับ'
         อึนจีใช้มืออันแข็งแรงคว้าเข้าที่คอของโชรงอย่างรวดเร็วจนเธอไม่ทันตั้งตัว


         "อั่ก!!!" แม้แต่จะร้องถามออกมาก็ยังไม่สามารถที่จะทำได้ 'นี่แก...ทำอะไรของแกน่ะ...อึนจี' ทำได้แค่เพียงส่งสายตาเป็นการถามออกไป ทั้งยังพยายามดิ้มและอีกหลายอย่างเพื่อที่จะได้หลุดออกจากเงื้อมือนี้


         "เฮ้ย! พวกเดียวกันแท้ๆแกยังทำร้ายลงอีกหรอวะ" ซันนี่ตะโกนและลุกขึ้นเพื่อเข้าช่วยเหลือโชรง แต่เนื่องด้วยพลังเวทย์ที่ไม่เหลือและเรี่ยวแรงที่แทบจะไม่มีทำให้ซันนี่เข่าอ่อนและทรุดตัวล้มลง ซึ่งก่อนที่หน้าของเธอจะแตะพื้นนั้น อึนจีใช้หางของเธอฟาดเข้าที่ใบหน้าของซันนี่จนกระเด็นไปอีกหลายเมตร


         "....." โชรงเหลือบตามองไปยังร่างของซันนี่ที่กระเด็นไปได้ไม่ไกลนัก และในตอนนี้สติของเธอก็เริ่มที่จะเลือนลางไปเรื่อยๆแล้วจากการที่ถูกอึนจีบีบคอจนเริ่มที่จะขาดอากาศ


         'ตูม ตูม ตูม' เมื่อถูกโจมตีมาจากด้านหลังอึนจีจึงเหลียวมองไปดูยังผู้ที่โจมตีเธอ ปรากฎเป็นร่างของ นัมจู ฮายองและยูคยอง โดยที่มีโบมียืนอยู่ข้างๆและกำลังเริ่มที่จะวิ่งเข้ามาหาเธอ


         'ซูมมมมมมม' 
         อึนจียิงพลังเวทย์ใส่ทันทีเมื่อเธอรู้สึกไม่ชอบใจ แต่พลังเวทย์นั้นก็ถูกโบมีดูดซับเข้าไปยังมิติหนึ่งของโบมีก่อนที่จะได้สร้างความเสียหายใดๆ


         "พวกเธออยู่กับนาอึนตรงนี้นะ เดี๋ยวทางนั้นพี่จัดการเอง" โบมีหันมาบอกกับทั้งสามคน


         "เอ่อ...แล้วผมล่ะหัวหน้า จะให้ทำอะไร" ดงอุนเอ่ยถามถึงหน้าที่ของตนทันทีเมื่อรู้สึกเหมือนว่าโบมีนั้นได้ลืมตัวของเขา


        "อ๋อ..เอ่อ...นายก็อยู่ช่วยพวกนี้แล้วกัน" โบมีบอกกับดงอุนก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปหาอึนจีกับโชรงอย่างรวดเร็ว


         "ครับ...." 'ลืมใช่มั๊ย เมื่อกี้หัวหน้าลืมเราจริงๆใช่มั๊ย' ดงอุนได้แต่โหยหวนอยู่ในใจถึงเรื่องที่โบมีนั้นได้ลืมเขาไป


         'แปะ' นัมจูเดินมาแตะที่ไหล่ของดงอุนเบาๆพร้อมกับพูดขึ้นว่า


         "เอาน่าพี่ดงอุน ยังไงซะพี่ก็น่าจะชินได้แล้วนะ ปกติพี่ก็จะโดนเมินแบบนี้อยู่ตลอดไม่ใช่หรอ" นัมจูยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันให้กับดงอุนผู้จืดจาง


         ".... 'ไม่เป็นอย่างอุนใครจะเข้าใจ' อ่า...นั่นสินะ" ดงอุนพยายามที่จะคลี่ยิ้มออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของตัวเอง

.
.
.
.
.
.
         ในขณะที่สติของโชรงกำลังจะดับวูบลงไปนั้น


         "อึนจี...แกปล่อยพี่โชรงเดี๋ยวนี้นะ" ทันทีที่โบมีมาถึงนั้นเธอตรงเข้าไปจับแขนข้างที่บีบคอของโชรงไว้หวังเพียงเพื่อให้อึนจีนั้นคลายแรงบีบลงและปล่อยโชรงออกมา


         "....." เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่อึนจีไม่ได้สนใจอย่างอื่น เธอทำเพียงแค่เหลียบตามามองโบมีแว๊บเดียวแล้วก็หันกลับไปดังเดิม


         "คนที่ส่งนาอึนเข้าไปคือฉัน...เพราะฉันนาอึนถึงได้ตาย" โบมีพูดพลางร้องไห้ไปพลาง โทษว่าความผิดจากการตายของนาอึนนั้นเป็นฝีมือของเธอ "ฉันรู้ว่ามันไม่พอ...แต่ฉันขอโทษนะอึนจี" น้ำตายังคงไหลออกมาอย่างต่อเนื่องในขณะที่พูดขอโทษอึนจี


         อึนจีคลายมือออกจากคอของโชรงและค่อยปล่อยร่างของโชรงกองลงกับพื้นแล้วหันมามองโบมี


         "อึนจี...นี่แ..!!!!" อึนจีใช้มือซ้ายคว้าเข้าที่คอของโบมีอย่างรวดเร็วแล้วยกขึ้นจนลอยเหนือพื้น "อะ...อึ้กก.กกก.." ไม่มีแม้แต่คำพูดที่จะสามารถเปล่งออกมาได้


         สายตาของอึนจีในตอนนี้ที่มองมายังโบมีเปลี่ยนไปจากเดิมต่างจากตอนสู้กับซันนี่ แววตาที่บ่งบอกว่าต้องการที่จะฆ่าอย่างถึงที่สุด รังสีของการฆ่าแผดพุ่งออกมาเหมือนกับเขื่อนแตก ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นแม้จะมองไม่เห็นถึงกับตัวสั่นทันทีด้วยความหวาดกลัว


         ทางด้านของคนทั้งสามเมื่อเห็นสิ่งที่อึนจีกำลังจะทำนั้น พลันก็พยายามที่จะเคลื่อนตัวออกจากจุดนั้นไปยังที่ที่อึนจีและโบมีอยู่ในทันที


         ด้านของโชรงเอง แม้จะมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ด้วยสติที่กำลังจะหมดลงทำให้เธอไม่สามารถที่จะขยับร่างกายได้อย่างใจนึก และทำได้แค่เพียงส่งเสียงออกมาอย่างยากลำบากและเบาบาง "ยะ..อย่า...ทำ......อ..อะ...ไร....โบม..นะ"


         สิ่งที่ทุกคนกำลังเห็นอยู่นั้นคือ การที่อึนจีเงื้อมือไปด้านหลังเกร็งฝ่ามือใช้แทนใบมีด และต้องการที่จะใช้ฝ่ามือน้้นเสียบเข้าใส่หัวใจของโบมีโดยที่เจ้าตัวไม่สามารถที่จะขัดขึ้นได้แต่อย่างใด แม้จะพยายามขัดขืนแล้วก็ตาม


         สำหรับอึนจีแล้วนั้นรอบๆตัวเหมือนกับถูกหยุดเอาไว้ ภาพที่พรรคพวกทั้งสามคนของเธอกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วงสูงสุด โชรงที่พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นเพื่อจะมาช่วยโบมี สายลมที่พัดผ่านอย่างเอื่อยเฉื่อย ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่เร็วขัดกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ นั่นคือมือของอึนจีที่กำลังพุ่งตรงเข้าหาหัวใจของโบมี


         ในตอนที่โชรงกำลังร้องไห้ ในตอนที่ยูคยอง นัมจูและฮายองกำลังใช้ความเร็วสูงสุดเพื่อจะมาขัดขวาง ในตอนนั้นเองได้มีสายลมที่อ่อนโยนพัดใส่อึนจีอย่างน่าแปลกประหลาด ราวกับว่าต้องการที่จะหยุดอึนจีเอาไว้ และในเสี้ยววินาทีที่ลมได้พัดใส่อึนจีนั้นเอง ภายในจิตใจของอึนจีได้เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้น


         'ภายในจิตใจของอึนจี'
         'ตูม ตูม ตูมมม'
         ลูซิเฟอร์นั้นพยายามอย่างหนักที่จะทำลายผลึกแก้วสีดำใสที่กำลังกักขังจิตของอึนจีเอาไว้ เพื่อที่จะดึงสติของอึนจีกลับมา


         "แข็งชะมัดเลยกำแพงเวทย์นี่....ถ้าทำลายได้คุณอึนจีก็จะเป็นเหมือนเดิม" ลูซิเฟอร์เองพยายามอย่างมากที่จะทำลายกำแพงจิตที่กำลังห่อหุ้มจิตของอึนจีไว้คล้ายกับดักแด้ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการใช้เวทย์ต้องห้าม


         ในตอนที่ลูซิเฟอร์กำลังจะโจมตีกำแพงเวทย์อีกครั้ง ข้างจุดที่เธอยืนอยู่เกิดดวงแสงขึ้นมาก่อนที่ดวงแสงนั้นจะค่อยๆก่อรูปร่างขึ้นมาจนคล้ายกับรูปร่างของคน


         "คะ..คุณนาอึน. มาอยู่นี่ได้ไง...แต่ว่าคุณ..." ลูซิเฟอร์ที่รู้สถานการณ์ทุกอย่างตกใจอย่างมากเมื่อเห็นนาอึนที่สามารถเข้ามาถึงจิตใจของอึนจีได้


         นาอึนไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่ยิ้มบางๆให้กับลูซิเฟอร์ แล้วเธอก็หันเข้าหาอึนจีซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในสภาวะกึ่งจำศีล เธอยกมือขึ้นแตะกับกำแพงใสสีดำนั้นอย่างอ่อนโยนแล้วพูดออกมาเพียงประโยคเดียวกับอึนจี


         "พี่อึนจี..หยุดเถอะค่ะ พอได้แล้วนะคะ" เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวที่ออกมาจากปากของนาอึนกลับทำให้อึนจีนั้นมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาได้ทันที


         เมื่อทำในสิ่งที่ควรจะทำสำเร็จ ร่างของนาอึนก็เปล่งแสงและค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆจากจุดนั้น


         กำแพงเวทย์ที่แข็งแรงเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นมาเอาเฉยๆจากการขยับตัวเพียงเล็กน้อยของอึนจี สร้างความแปลกใจให้กับลูซิเฟอร์เป็นอย่างมาก แต่ก็สร้างความยินดีให้ด้วยเช่นกัน


         'แกร๊กกกกก'
         เสียงและรอยร้าวของกำแพงนั้นค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด
         'เพล้งงง'
         กำแพงเวทย์นั้นก็ได้แตกออกราวกับกระจกบางๆ และร่างจิตที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น


         "นาอึน........" ก่อนที่ร่างจิตของอึนจีจะกลายเป็นแสงพร้อมๆก้บลูซิเฟอร์และทั้งสองก็ได้เลือนหายไปจากจุดนั้น

.
.
.
.
.
.
.

         วินาทีเดียวกันนั้นที่ด้านนอก


         'วู้มมม'
         สายลมที่พัดผ่านมาในเสี้ยววินาทีนั้นเหมือนเป็นช่วงเวลาเพียงแว๊บเดียว แต่สำหรับอึนจีนั้นมันกลับมากพอจะทำให้เธอได้สติและหยุดสิ่งที่กำลังจะทำเอาไว้


         'กึก' อึนจีหยุดกงเล็บของเธอเอาได้ทันก่อนที่มันจะทะลวงผ่านไปยังหัวใจของโบมี แต่ถึงแบบนั้นปลายเล็บก็ยังเจาะเข้าไปในอกของโบมีราวๆ 2 เซนติเมตร ทำให้มีเลือดไหลออกมาจากอกของโบมี


         "อ..อึน....จี...." อึนจีผ่อนแรงจากการบีบคอของโบมีจนเธอนั้นสามารถที่จะเปล่งเสียงออกมาได้แล้ว แม้จะตะกุกตะกักก็ตามที


         "..นะ.....นี่ฉันทำอะไร....ฉันทำอะไรลงไป..." ในขณะที่มือยังคงอยู่ที่คอของโบมี น้ำตากลับไหลออกมาจากดวงตาของปิศาจอย่างขัดกัน นัยตาที่ดุร้ายนั้นช่างขัดกับน้ำตาโดยสิ้นเชิง "นาอึน..."


         เวทย์มนต์เดวิลลอร์ดถูกยกเลิกทันทีหลังจากที่ได้สติ ร่างกายของอึนจีกลับไปเหมือนก่อนหน้าที่จะใช้พลัง ต่างกันแค่เพียงสภาพของอึนจีเต็มไปด้วยบาดแผลมากมายบนร่างกายของเธอ


         "ขะ....ขอ..ขอโทษนะโบมี..." อึนจีทรุดตัวล้มลงพร้อมกับโบมีที่หลุดจากมือของอึนจี ทั้งคู่ล้มลงนอนไม่ห่างกันมากนัก โดยมือของโบมีนั้นได้พาดไปแตะที่หน้าผากของอึนจีอย่างช่วยไม่ได้ พร้อมกับเวทย์มนต์สองบทของโบมีได้เกิดร่ายด้วยตัวเองอย่างไม่สามารถควบคุมได้


         เวทย์แรกนั้นก็คือ 'มิติความฝัน' ซึ่งเป็นเวทย์มนต์ที่สามารถใช้ตรวจสอบความทรงจำของผู้ที่ถูกสัมผัสได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเวทย์บทนี้จะทำให้แค่ผู้ใช้เท่านั้นได้รับรู้ถึงความทรงจำของผู้ที่ถูกสัมผัส แต่ถ้าเกิดมันทำงานพร้อมกับเวทย์ 'จิตวิญญาณที่เชื่อมโยง' ความทรงจำที่ผู้ใช้เวทย์ได้รับจะถูกถ่ายทอดไปยังคนที่ผู้ใช้เวทย์นั้นต้องการได้พร้อมกัน 


         และในตอนนี้สมองของโบมีที่อยู่ในภาวะที่กำลังเบลอนั้น คนที่เธอคิดถึงและพูดคุยอยู่เป็นประจำอย่างโชรง นัมจู ฮายอง ยูคยอง จึงได้รับการถ่ายภาพความทรงจำของอึนจีเข้ามาพร้อมๆกันโดยอัตโนมัติ


         'นี่คือความทรงจำของพี่อึนจี/บอส งั้นหรอ'

.
.
.
.
.
.
.

         ภาพความทรงจำของอึนจีที่ฉายมานั้นเป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังต่อสู้กับซันนี่ การต่อสู้ของทั้งคู่นั้นมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก ในการโจมตีของทั้งคู่ในแต่ละครั้งนั้นมีพลังทำลายระดับที่ทำให้แผ่นดินถึงกับสั่นสะเทือน


         ทั้งสองคนผลัดกันโจมตีตามแต่จังหวะของตัวเองด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปิดช่องโหว่ก่อนเพียงเล็กน้อย ทั้งคู่รู้ดีว่าจะเป็นการนำมาซึ่งความพ่ายแพ้หรือความตายของตัวเอง


         ในด้านของพลังนั้นอึนจีมีมากกว่าของซันนี่เล็กน้อย เนื่องจากอึนจีนั้นได้รับการเสริมพลังเวทย์จากลูซิเฟอร์โดยอัตโนมัติแบบถาวร นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบของเธอในการต่อสู้ครั้งนี้


         ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินมาได้สักพักใหญ่มักจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดความเหนื่อยล้าและบาดแผลขึ้นกับทั้งสองคน แต่ว่าในเมื่อสังเกตุให้ดีๆแล้วจะมีแต่ทางด้านของซันนี่เท่านั้นที่ดูจะเหนื่อยล้าและได้บาดแผลจากการต่อสู้ จึงเป็นที่สงสัยให้กับซันนี่ว่าเพราะอะไรถึงได้เป็นแบบนี้


         'ยัยนั่น...ทำไมแผลถึงได้สมานตัวเร็วขนาดนั้นกันทั้งพลังเวทย์ที่แทบจะไม่ลดลงนั่นอีก แบบนี้มันแปลกๆแฮะ' ซันนี่หยุดตั้งหลักห่างจากอึนจีพร้อมกับสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นกับอึนจีไปด้วย


         "....." ด้านอึนจีเองก็ไม่ต่างจากซันนี่ เธอยกมือทั้งสองข้างมามองและสำรวจตัวเองไปด้วย 'ทำไมแผลหายเร็ว? พลังเวทย์ก็ฟื้นฟูตลอดด้วย'


         "ซันนี่...ฉันชื่อซันนี่ แล้วเธอล่ะชื่ออะไร" จู่ๆซันนี่ก็เอ่ยคำแนะนำตัวเองพร้อมกับถามชื่อของอึนจีออกมา


         "หื้ม?...อ๋อ ฉันชื่ออึนจีน่ะ" และอึนจีนั้นก็ตอบไปไม่ถือในความที่เป็นศัตรูกัน


         "เธอนี่ฟื้นตัวเร็วดีนะว่ามั๊ย..." ซันนี่เอ่ยแขวะอึนจี


         "ฉันก็ว่างั้น แต่ปกติมันก็ไม่ได้เร็วอะไรแบบนี้หรอกนะ" อึนจีเองก็ตอบไปอย่างไม่สนใจนัก 'อีกแล้วไอพล้งแบบนี้ นาอึนสินะ' จนในที่สุดเธอนั้นก็สัมผัสถึงที่มาของอาการแปลกๆของเธอ ทำให้เธอยิ้มออกมาน้อยๆ 'ก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำยังไง แต่ยัยโบมีคงช่วยสินะ'


         "ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บ้ารึเปล่าเธอน่ะ" เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนยิ้มคนเดียวเธอจึงอารมณ์เสียที่คนถูกเมิน


         "อ่า...โทษที  งั้น...มาต่อกันเลยมั๊ย" พูดจบอึนจีก็ทะยานร่างเข้าหาซันนี่อย่างรวดเร็ว


         การต่อสู้ได้ดำเนินต่ออีกครั้ง ทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการจะจบเรื่องนี้ให้ไวที่สุด


         เรื่องพลังนั้นอึนจีเหนือกว่าซันนี่ก็จริง แต่จากประสบการณ์นั้น ซันนี่ผ่านสมรภูมิมากกว่าจึงมีประสบการณ์มากกว่า ทำให้ซันนี่ค่อยๆแอบต้อนอึนจีทีละนิดอย่างไม่รู้ตัว


         จนในที่สุดอึนจีได้พลาดท่าเปิดช่องโหว่ออกมา แม้จะเพียงน้อยนิดและรวดเร็ว แต่มันมากเพียงพอสำหรับซันนี่ที่ตั้งใจรออยู่แล้ว เธอหลบหมัดของอึนจีแล้วทิ้งตัวไปด้านหลังของอึนจี สร้างหอกเวทย์มนต์และขว้างใส่อึนจีทันที


         'บ้าเอ๊ย...ไม่ทันงั้นเรอะ' อึนจีที่เสียหลักไม่สามารถที่จะหลบหรือป้องกันได้จึงต้องจำใจยอมรับการโจมตีนั้น


         'ฉึก!!!'
         เสียงหอกเวทย์มนต์เสียบทะลุร่างกาย แต่ว่าคนที่โดนนั้นกลับไม่ใช่อึนจี แต่เป็นคนที่เธอทิ้งไว้ด้านนอกเพื่อความปลอดภัย ทว่าในตอนนี้นั้นคนร่างบางนั้นได้มาปรากฎตัวอยู่ตรงนี้เบื้องหน้าของอึนจี แล้วยังหอกเวทย์มนต์ที่ควรจะเสียบทะลุตัวเธอแต่ตอนนี้มันกลับเสียบคาอกของหญิงสาวร่างบางอยู่


         เวลาเหมือนกับโดนใครมาดึงรั้งเอาไว้ ภาพตรงหน้านั้นค่อยๆฉายอย่างช้าๆราวกับตั้งใจ อึนจีที่ในตอนนี้กำล้งตกตะลึงได้แต่ยืนมองเฉยๆด้วยความช็อคเป็นอย่างมาก จนในที่สุดร่างนั้นล้มลงกับพื้น


         "พี่....พี่อึนจี..คะ.." สติถูกเรียกกลับมาเมื่อได้ถูกคนตรงหน้าเรียกชื่อเธอ


         "นาอึน!" อึนจีรีบตรงดึ่งเข้าหานาอึนพร้อมกับช้อนร่างของเธอขึ้นมานอนบนตักอย่างเบามือที่สุด


         ร่างบางของนาอึนมีเลือดไหลออกมาจากหน้าอกราวกับน้ำที่ถูกเปิดทิ้ง  อึนจีใช้มือแตะไปที่หอกเวทย์มนต์ก่อนแล้วใช้พลังเวทย์ของเธอเข้าไปหักล้างสลายมันทิ้ง แต่เหมือนว่าจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะทันทีที่หอกเวทย์มนต์สลายไป เลือดกลับไหลออกจากบาดแผลเร็วขึ้น


         อึนจีใช้พลังเวทย์อุดปากแผลไว้เพื่อห้ามไม่ให้เลือดไหลออกมา หรืออย่าวน้อยๆก็ให้ไหลออกมาให้ช้าที่สุดก็ยังดี ขณะเดียวกันเธอก็ใช้เวทย์รักษาที่แสดงผลออกมาได้เพียงเล็กน้อยในการสมานแผลให้กับนาอึน แต่เหมือนว่าการรักษานั้นจะช้ากว่าเลือดที่ไหลออกจากบาดแผล ใบหน้าของนาอึนค่อยๆซีดเซียวลงเรื่อยๆ แต่อึนจีก็ไม่ยอมหยุดเธอกลับใช้พลังเวทย์มากขึ้นมากเดิมเพื่อเร่งการรักษา


         "พอ..เถอะค่ะ....ถึงจะกลัว...แต่ฉันก็รู้ตัวว่าไม่ไหว...แล้ว"


         "พอแล้วนาอึน...ฮึก...อย่า...อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ...พี่น่ะ...พี่กำลังช่วยเราอยู่นี่ไงเห็นมั๊ย..." อึนจีรู้ว่านาอึนต้องการพูดอะไรจึงพูดขัดนาอึนทั้งที่ยังสะอื้น


         นาอึนยิ้มบางๆออกมาให้อึนจีเห็นก่อนจะพูดประโยคที่อึนจีมักจะได้ยินอยู่เป็นประจำ "ฉันรักพี่นะคะ..พี่อึนจี"


         แค่ได้รับฟังประโยคนี้กำแพงที่กั้นอารมณ์เอาไว้ของอึนจีเหมือนถูกทำลาย เธอปล่อยโฮออกมาทันทีเพราะร่างบางตรงหน้าของเธอนั้นได้แน่นิ่งไปแทบจะทันทีหลังจากที่ได้กล่าวประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกมีความสุข แต่ครั้งนี้อึนจีกลับไม่มีความรู้สึกนั้นออกมาเลย ตรงกันข้ามเธอนั้นกลับรู้สึกโศกเศร้าเสียใจมากกว่า ราวกับว่าเธอนั้นจะไม่ได้ประโยคนี้อีกต่อไปแล้ว


         "นาอึน! นาอึน! ตื่นมาพูดกับพี่ก่อนสิ อย่าเพิ่งหลับไปนะ ตื่นมาพูดกับพี่ แค่ส่งเสียงก็ยังดี...ฮืออออ..ไม่เอา...ฮึก..ไม่เอาแบบนี้...ไม่เอาสินาอึนนน...ฮือออ...ฮือ" อึนจีร้องเรียกนาอึนทั้งน้ำตา ถึงอย่างนั้นก็ไร้การตอบรับใดๆกลับมา เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่านาอึนนั้นได้จากเธอไปแล้ว


         และภาพความทรงจำที่ฉายมาต่อจากนี้ก็เริ่มที่จะเลือนลาง มันเริ่มที่จะวูบวาบเหมือนกับการรับภาพขาดห้วง และมืดลงไปในที่สุด สิ่งที่ท้ายที่ทุกคนได้รับรู้ก็คือเสียงร้องโหยหวนของอึนจีที่ดังกึกก้องไปทั่วที่พวกเธอได้ยินก่อนหน้านี้


         เมื่อความทรงจำที่ฉายเข้ามาข้างในหัวของทุกคนถูกฉายจบภายในเวลาไม่กี่วินาที ทุกคนจึงเข้ามายังจุดที่เกิดเหตุการณ์


         "พี่อึนจี....." นัมจูเดินเข้ามาหาอึนจีที่ตอนนี้นอนสลบอยู่บนพื้น "ปุยนุ่น" เกิดวงแหวนเวทย์มนต์ขึ้นที่ใต้ร่างของคนทั้งสามเมื่อนัมจูเอ่ยเรียกชื่อบางอย่าง "ฝากหน่อยนะเด็กๆ" เกิดเป็นวัตถุสีขาวที่ดูนุ่มนวลขึ้นมารองรับร่างของอึนจีกับโบมีและโชรงไว้ ส่วนนาอึนนั้นที่ตอนนี้นอนอยู่บนปุยนุ่นอยู่ก่อนแล้วก็ค่อยๆลอยมารวมที่เดียวกัน "ฉันว่าเรากลับไปที่แฟมิลี่กันก่อน ส่วนเรื่องการกู้ภัยและช่วยเหลือชาวเมืองก็ให้คนในแฟมิลี่มาช่วยชาวเมืองไปก่อนแล้วกัน" ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับนัมจู และกลับไปที่แฟมิลี่


         เมื่อกลับมาถึงแฟมิลี่นัมจูจัดการชี้แจงจ่ายงานให้กับคนในแฟมิลี่ทันที ส่วนทางด้านอึนจี โชรง และโบมีนั้นถูกส่งต่อให้กับหมอประจำแฟมิลี่ทำการรักษาในทันที โดยอึนจีนั้นอย่างที่รู้กันว่ามีอาการหนักมากที่สุดถึงกับต้องใช้ทั้งศัลยแพทย์กับหมอที่ใช้เวทย์รักษาร่วมมือกันนับสิบคน และพวกนัมจูเองก็นำซันนี่กลับมารักษาด้วยเช่นกัน แต่หลังจากที่ทำการรักษาเสร็จก็ได้ทำการผนึกพลังเวทย์ของซันนี่เอาไว้เพื่อความปลอดภัย


         ผ่านมาสามชั่วโมงหลังจากทำการรักษา การรักษาโบมีกับโชรงนั้นผ่านไปได้ด้วยดี แต่ยังไม่ใช่สำหรับอึนจี การรักษาของอึนนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะอาการที่ทับซ้อนกันหลายอย่างทำให้เกิดการต่อต้านมาเป็นระยะ บาดแผลที่กำลังจะสมานตัวเองก็ฉีกออกใหม่จากการปะทุของพลังเวทย์ที่ปั่นป่วนในร่างกายซ้ำยังค่อยๆเปิดกว้างขึ้นทุกครั้งเพราะการรักษาของทีมแพทย์นั้นช้ากว่าการปะทุของพลัง


         "หมอ พี่อึนจีเป็นยังไงบ้าง ปลอดภัยแล้วใช่มั๊ย?" นัมจูเป็นคนแรกที่รีบเข้าไปถามหมอถึงอาการของอึนจีเมื่อเห็นว่ามีหนึ่งในหมอเดินออกมาจากห้องที่กำลังทำการรักษา


         หมอคนดังกล่าวส่ายหน้าช้าๆ "ตอนนี้อาการของคุณอึนจีนั้นแย่มากเลยครับ และมีแนวโน้มที่จะแย่ลงกว่านี้ด้วย" เมื่อได้ยินสิ่งที่หมอกล่าวออกมาถึงกับทำให้นัมจูมีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นในทันที


         "อะไรกันหมอ มีกันตั้งหลายคนทำไมถึงยังรักษาไม่ได้อีก" นัมจูตวาดใส่หมอด้วยความโมโห


         "พี่นัมจูใจเย็นๆก่อนนะคะ" ฮายองเดินเข้ามาโอบนัมจูบเพื่อปลอบให้เธอใจเย็นลง


         "ใจเย็นหน่อยสินัมจู ฉันว่าหมอเค้าก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วล่ะ" ยูคยองเองก็ช่วยปลอบนัมจูด้วยเช่นกัน


         "แต่ว่า..."


         "อาการพี่อึนจีหนักมากเลยนะครับเนี่ย พี่นัมจู" ก่อนที่นัมจูจะได้พูดจนจบประโยคก็มีเสียงของใครสักคนพูดขึ้นมาก่อน


         ชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมเสื้อกราวตามแบบฉบับของหมอแต่แตกต่างกันตรงที่มันเป็นดำแทนที่จะเป็นสีขาว โดยตอนนี้ชายหนุ่มได้ยืนจ้องมองไปยังด้านในห้องที่ทำการรักษาให้อึนจีอยู่


         "อ่ะ!" เมื่อเห็นว่าเป็นใครนัมจูจึงร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วจากใบหน้าที่เคร่งเครียดกับผ่อนคลายลงและยิ้มออกมาเล็กน้อย "เครียดมากจนลืมนายไปเลยนะเนี่ย"


         "ว้า...ลืมกันแบบนี้ผมเสียใจนะครับพี่นัมจู" ชายหนุ่มคนเดิมกล่าวออกมาอย่าเล่นๆด้วยรอยยิ้ม


         "ถ้านายกลับมาแล้ว เรื่องพี่อึนจีฉันก็วางใจได้สินะ" นัมจูกล่าวออกมาอย่างผ่อนคลายลงกว่าเดิม


         "ไว้ใจได้เลย งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ" พูดจบชายหนุ่มก็เดินเข้าไปข้างในห้องพร้อมกับหมอคนที่ออกมาแจ้งอาการของอึนจีเมื่อครู่นี้


         "พี่ยูค่ะ ผู้ชายคนเมื่อกี้คือใครหรอค่ะ" ฮายองถามออกมาอย่างสงสัยเมื่อเห็นชายคนดังกล่าวแล้วนัมจูดูผ่อนคลายลง


         "อ๋อ ชายคนเมื่อกี้คือผู้อำนวยการของโรงพยาบาลของแฟมิลี่น่ะ ชื่อว่ามินกิ" ยูคยองตอบออกมารอยด้วยยิ้ม


         "อ่อค่ะ แต่ทำไมทุกคนดูผ่อนคลายจังค่ะพอเห็นคุณมินกิมา" ฮายองถามซ้ำด้วยความสงสัย


         "แน่นอนสิ มินกิน่ะเป็นหมอที่เก่งมากเลยนะ ลงว่าถ้าได้ลงมือรักษาแล้วล่ะก็คนไข้ของเค้าปลอดภัยแน่นอน" ยูคยองอธิบายให้ฮายองถึงฝีมือของชายที่ชื่อมินกิ


         "งั้นหรอค่ะ ขอบคุณนะค่ะพี่ยูที่บอกให้ฟัง" ฮายองก้มหัวเป็นการขอบคุณแก่ยูคยองพร้อมยิ้มน้อยๆออกมา แต่ภายในใจของเธอตอนนี้กลับรู้สึกไม่ชอบใจในความที่นัมจูดูสนิทสนมกับมินกิเท่าไรนัก


________________________________________


         ใจเย็นๆฮายองใจเย็นๆ อย่าคิดมากสิ เอ๊ะ หรือคิดดี


         ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ


         ปล.ได้เก็บตังรอ 'Pink_Revolution' กันยังเอ่ย?
         ส่วนผมเก็บได้แล้วนะ ตื่นเต้นโคตรๆ^^
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #157 jetkamol39 (@jetkamol39) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 19:49
    พึ่งมาอ่านเรื่องสนุกมากๆๆๆๆ ไรท์ รอไรท์มาต่ออยู่นะ. จะรอนะไรท์
    #157
    0
  2. #154 151224 (@151224) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2559 / 21:08
    เพิ่งได้มาอ่านเรื่องนี้ค่ะ โอยยย ติมงอมแงม สนุกมากจริงๆค่ะ อยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นไง ถ้าไรท์ว่างก็มาต่อนะคะ ขอบคุณค่าาา
    #154
    0
  3. #150 Phoenixploy (@Phoenixploy) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 17:40
    โชรงเอ้ยเสน่ห์แรงจริง
    ได้ตายดีแน่ถ้าโบมีรู้
    #150
    1
  4. #142 pej_apink (@por2918) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 กันยายน 2559 / 20:38
    ซันนี่ตกหลุมรักโชรงแล้วแน่ๆ ถ้าโบมีรู้เรื่องพี่โชรงงานเข้าอีกแน่ๆ 
    อึนจีกลับเป็นคนเดิมได้ซักที แล้วนาอึนจะฟื้นรึเปล่าครับ อึนจีจะเป็นยังไงต่อไป รอติดตามต่อนะครับ
    ปล.สั่งอัลบั้มไปแล้วเรียบร้อย3อัลบั้ม กระเป๋าแฟ่บไปเลยทีเดียว5555
    #142
    1
  5. #141 APAINK (@WeloveGot7Mark) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 กันยายน 2559 / 19:55
    โอ้ยยย มันส์หยด555 สนุกมากค่ะตอนนี้ ปล.นี่ยังไม่มีตังเลยค่ะ ฮืออออ
    #141
    1