[ APINK (Yuri fic.)ปฏิบัติการรักมาเฟียจอมเวทย์ ]

ตอนที่ 24 : STAGE 22 : ความเศร้าโศกและการถือกำเนิดของราชันต์ปิศาจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    17 ก.ค. 59



      ก่อนหน้านี้
      -ปังๆๆๆๆ-
         เสียงลั่นไกปืนที่ระดมยิงมาแบบนับไม่ถ้วน จำนวนของกระสุนที่หลุดออกมาจากปลายกระบอกปืนนั้น มีจำนวนมากจนมองคล้ายกับกำลังยิงลำแสงออกมาจากปืน ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายนั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวิ่งและกระโดดหลบวิถืของกระสุนนั้นด้วยความเร็วที่เหนือกว่ากระสุน ถึงจะบอกว่าเร็วกว่ากระสุนแต่ความเร็วที่ใช้นั้นก็เพียงแค่ทำให้หลบได้แบบฉิวเฉียดก็เพียงเท่านั้น เพราะกระสุนน้ำจากปืนเวทย์ของโชรงนั้นมีความเร็วกว่าปืนทั่วไป2.5เท่า ทำให้การที่จะหลบให้พ้นนั้นเป็นอะไรที่ทำได้ยาก


         ปืนคู่ของโชรงนั้น เป็นปืนที่เกิดจากการบีบตัวแน่นจากพลังเวทย์ ส่วนกระสุนที่ใช้ยิงออกไปนั้น เกิดจากการที่พลังเวทย์ของโชรงผสานเข้ากับความชื้นในอากาศและบังคับให้ความชื้นนั้นรวมตัวกันจนเป็นกระสุนน้ำแล้วยิงออกไป และกระบวนการแปลสภาพนี้ ใช้เวลาเพียง 0.01 วินาที ทำให้การยิงนั้นสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องกังวลว่ากระสุนนั้นจะหมด นอกเสียจากว่าพลังเวทย์ของโชรงนั้นจะหมดลงซะเอง แต่ถ้าจะให้พลังเวทย์ของโชรงหมดจากการยิงปืนนี้ คงจะต้องยิงติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือนโดยไม่มีการหยุดพัก


         'นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย ไหงสามคนนั้นถึงรวมร่างกันได้ล่ะ' โชรงบ่นกับตัวเองในห้วงความคิดถึงการรวมร่างของสามสาว "ว่าไงจ๊ะสาวสวย ทำไมถึงเอาแต่หลบอยู่แบบนั้นล่ะ" โชรงที่ยังคงกระหน่ำยิงไม่หยุด อีกทั้งยังสงสัยในเวทย์ของอีกฝ่าย ตะโกนถามอีกฝ่ายแข่งกับเสียงของปืนด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูสนุกสนานปนแอบสงสัยในระดับหนึ่ง


         "จะบ้ารึเปล่าเธอน่ะ เอาแต่ยิงมาไม่หยุดแบบนั้นแล้วจะไม่ให้โบราหลบได้ไง" โบราที่กำลังยุ่งกับการกระโดดหลบกระสุนของโชรงนั้นตะโกนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหงุดหงิดเข้าขั้น


         "ชื่อโบราหรอ....ก็ไม่รู้สิ แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันจะไม่เอาแต่หลบอย่างเดียวนะ จะพยามหาทางเข้าใกล้ให้เร็วที่สุดอ่ะ" โชรงแนะนำแนวทางให้กับฝั่งคู่ต่อสู้ ทั้งๆที่รู้ว่าการที่จะทำตามคำแนะนำของตนนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่...ในการแนะนำแบบเล่นๆนั้น กลับทำให้อีกฝ่ายนั้นคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


         "จริงด้วยสินะ ขอบคุณมากเลยนะสำหรับคำแนะนำน่ะ" ทันทีที่พูดจบโบราก็เปลี่ยนจากกระโดดหลบอย่างเดียวเป็นกระโดดหลบพร้อมกับวิ่งซิกแซก กระโดดหมุนตัวไปทางซ้ายที วิ่งต่ำกลับมาทางขวาที เป็นการหลบกระสุนปืนที่รวดเร็วของโชรง แม้จะโดนกระสุนเฉี่ยวเป็นแผลถากๆตามร่างกายหลายแผล แต่นั่นก็ทำให้ระยะของโบราและโชรงเหลือน้อยลงเรื่อยๆ


         'ตายหอง แนะนำเล่นๆดันทำให้ยััยนี่หาทางเข้าใกล้ได้ซะงั้น' โชรงถึงกับบ่นตัวเองในใจถึงการหยอกเล่นที่นำพามาซึ่งความยุ่งยาก


         "ดูท่าแล้วเธอจะเป็นพวกต่อสู้ระยะไกลสินะ ถึงได้แต่ใช้ปืนยิงมาแบบนี้น่ะ ถ้างั้นก็เสร็จโบราล่ะ" โบราพูดกับโชรงในขณะที่เข้ามาอยู่ในระยะประชิดที่ห่างกันไม่ถึงสองเมตร พร้อมกับชักดาบคาตานะที่เน็บอยู่ข้างเอวออกจากฝัก ผนึกพลังเวทย์สายฟ้าลงไปจนดาบเคลือบด้วยประจุไฟฟ้าที่มีพลังงานสูงจนพลังงานเสียดสีกับอากาศเป็นเสียงที่แสบแก้วหู


         "หึ" และวินาทีที่ดาบของโบรากำลังจะเข้าสัมผัสกับร่างกายของโชรง เวลาเดียวกันนั้นโชรงก็ได้ยิ้มและหัวเราะออกมาหนึ่งครั้งก่อนที่จะ คลายพลังจากปืนเวทย์มนต์แล้วเปลี่ยนมาใช้ดาบสายลมคาไมทะจิแทน ทำให้เป้าหมายเปลี่ยนจากการเฉือนลงคมดาบลงไปบนร่างกายของโชรงกลับมาเป็นการปะทะกันกับดาบของโชรงแทน "ฉันเคยบอกหรอว่า ฉันต่อสู้ระยะไกลน่ะ?" พูดจบโชรงก็ออกแรงไปที่ข้อมือแล้วงัดดีดสวนกลับไปในขณะที่ดาบของทั้งคู่ยังต้านแรงกันอยู่ ทำให้โบราที่ยังอยู่ในท่าของการโจมตีนั้นกระเด็นไปด้านหลังประมาณห้าเมตร


         "ขี้โกงนี่นา ทำไมไม่ยอมบอกกันก่อนล่ะว่าใช้ดาบได้ด้วย" โบราโวยวายออกมาด้วยเสียงที่ฟังดูไม่พอใจแบบเด็กน้อยถูกขัดใจ


         "ช่วยไม่ได้นี่นา ถ้ายอมไปเดทด้วย ก็จะเล่าเรื่องของฉันให้ฟังอยู่หรอก" ถึงกระนั้น โชรงมันก็ยังคงแอบเสียดายที่ถูกปฏิเสธการขอเดท ถึงตัดพ้อออกมา


         "งั้น...ถ้าตอบตกลงตอนนี้ล่ะ..."


         "พอเลย มันไม่ทันแล้ว!!!" โชรงตะโกนออกมาอีกครั้งด้วยความเสียดายก็ไม่เชิง
.
.
.
.
.
.
.
.
.

      ด้านของนัมจูและฮายอง

         "พี่นัมจู ห้าคนที่เรืองแสงเมื่อกี้ฟิวชั่นกันแล้วอ่ะ แถมพลังเวทย์เพิ่มขึ้นมหาศาลเลยด้วย" ฮายองสะกิดนัมจูพร้อมพูดเรื่องที่น่าตกใจด้วยสีหน้านิ่งเฉย


         "เออ รู้แล้วน่า มองอยู่ แล้วจะสะกิดทำไมเนี่ย" นัมจูที่เริ่มจะรำคาญที่ฮายองสะกิดเธอ จึงตีมือของฮายองไปเพี๊ยะหนึ่งแบบเน้นๆ


         "มันเจ็บนะค่ะ ตีซะแรงเชียว" ฮายองลูบมือปอยๆหลังจากโดนตี แต่สายตายังคงมองไปทางคู่ต่อสู้อย่างไม่ลดละ


         "เฮ้อ...เลิกเล่นเหอะ รีบๆจบเรื่องเถอะ เริ่มเบื่อแล้ว" นัมจูพูดกับฮายองด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้น


         "ค่ะ เอาแบบนั้นก็ได้" ฮายองหันมาและเริ่มร่ายเวทย์ของตัวเอง


         พริบตานั้นที่แขนทั้งสองข้างของฮายองปรากฎกระบองทอนฟาที่สร้างจากน้ำแข็งขึ้น พร้อมกันกับที่ใช้เวลาในเสี้ยววินาทีนั้นพุ่งเข้าหาหญิงสาวที่ก่อนหน้านี้ได้รวมกันจนเป็นร่างเดียว วินาทีที่ฮายองเข้าถึงตัวและง้างแขนขึ้นเตรียมที่จะซัดด้วยทอนฟานั้น ทางฝั่งอสูรสาวได้ยกบางอย่างขึ้นมารับอย่างรวดเร็ว เมื่อเหตุการณ์หยุดลง ฮายองได้สังเกตุเห็นว่าสิ่งที่คู่ต่อสู้ของเธอยกขึ้นมารับการโจมตีของเธอนั้นเป็นอาวุธชนิดเดียวกันกับของเธอ ซึ่งก็คือกระบองทอนฟา


         "ฉันชื่อฮายอง เธอล่ะชื่ออะไร" ฮายองถามชื่อของอีกฝ่ายในขณะที่ยังอยู่ในท่าปะทะกระบองกัน


         "เยริน คือชื่อของฉัน" ตอบด้วยสีหน้าตายด้านแต่รู้สึกได้ว่าไร้ความหยิ่งในคำพูดนั้น


         "เยริน...ชื่อเพราะดีนะ ฉันจะได้จำไว้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยล้มอสูรสาวชื่อนี้" ฮายองกระตุกยิ้มมุมปากให้กับเยรินครั้งหนึ่ง


         "คิดว่าทำได้ก็ลองดู..." เช่นเดียวกับทางเยรินที่ยกยิ้มมุมปากคืนให้ฮายอง


         "ถึงไม่ชวนฉันก็ลองอยู่แล้ว" ฮายองเร่งพลังเวทย์ขึ้นและใช้แขนอีกข้างที่ว่างอยู่ซัดเข้าไปตรงๆที่ใบหน้าของเยริน


          เยรินยกแขนอีกข้างขึ้นมากันการโจมตีของฮายองได้ทันท่วงที แต่สิ่งที่เยรินคำนวนพลาดไปก็คือ การที่ไปรับการโจมตีของฮายองตรงๆ ทำให้ตัวของเธอนั้นกระเด็นไปด้านหลังหลายเมตร เนื่องจากตัวเยรินนั้นไม่ได้เร่งพลังเวทย์ขึ้นมาช่วยเป็นตัวรับผ่อนแรง จึงเป็นเหตุทำให้เธอได้รับบาดเจ็บในระดับที่ไม่มากแต่ก็ไม่น้อย


         "นี่! คนแคระ!!!" หื้ม!? อ่าวยัยนี่ มาแนวกวนตรีนนี่หว่า นี่ตูเตี้ยแล้วผิดรึไงฟ่ะ


         "ว่าไงหรอค่ะยัยสูงกว่า" นัมจูฉีกยิ้มกลับไปให้อีกฝ่าย แต่สายตานั้นไม่ได้ยิ้มตาม กลับเป็นสายตาที่เหมือนจะหงุดหงิดก็ไม่เชิง แต่จะออกแนวเซ็งๆซะมากกว่า


         "ฉันชื่อ..."


         "ใครสนกันล่ะ" ไม่รอให้อีกฝ่ายแนะนำตัวตามที่ต้องการ นัมจูอัญเชิญโกเลมเสริมธาตุไฟกับธาตุสายฟ้าขนาด 3 เมตรขึ้นมาอย่างละตัวอย่างรวดเร็วและทุบลงบนร่างของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว


         "เฮ้ย มันอันตรายนะ เล่นแบบนี้ตกใจหมด นี่ถ้าหลบไม่ทันแล้วเกิดแข้งขาหักขึ้นมาใครจะรับผิดชอบกัน" อีกฝ่ายซึ่งนัมจูก็ยังไม่รู้ชื่อเพราะไม่ยอมฟังโวยวายกลับมาหลังจากกระโดดหลบไปได้


         "แต่ก็หลบได้ไม่ใช่รึไง" นัมจูยังคงแสดงสีหน้าเซ็งดังเดิม และคลายการอัญเชิญโกเลมลง 


         "ก็แค่พูดเผื่อไว้ไง ว่าแต่เธอชื่อนัมจูสินะ ใช้เวทย์อัญเชิญงั้นหรอ ถ้าเป็นคนอื่นที่ใช้เวทย์นี้ความสามารถของร่างกายจะต่ำมาก แต่ดูจากที่เธอหลบมีดของฉันได้แปลว่าสำหรับเธอคงไม่ใช่คนจำพวกนั้น" อสูรสาววิเคราะห์ความสามารถทางกายภาพพื้นฐานของนัมจูออกมาจากการโจมตีของเธอคราวก่อน


         "เฮ้อ...พูดมากจังเธอน่ะ อ่ะๆ ไหนบอกชื่อว่าซิ" ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่อยู่ๆนัมจูเกิดอยากให้อีกฝ่ายบอกชื่อขึ้นมา


         "ในที่สุดก็อยากรู้ชื่อของฉันแล้วสินะ ฉันชื่อโซจองน่ะ ชื่อเพราะดีป่ะ?" 


         "อืม...ก็เพราะดี"


         "อะไรอ่ะ ทำไมถึงชมด้วยสีหน้าแบบนั้น..."


         "ฮ้ากกกกกกกกก" ในระหว่างการต่อสู้และการสนทนานั้น จู่ๆก็ได้เกิดเสียงบางอย่างขึ้น จะบอกว่าเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นเสียงกู่ร้องก็ไม่เชิง หากจะบอกว่าเป็นเสียงตะโกนก็คงจะไม่ถูก ถ้าจะพูดให้เข้ากับสภาวะของเสียงที่ถูกปล่อยออกมานี้มากที่สุด คงต้องบอกว่าเป็นเสียงโหยหวนถึงจะใกล้เคียงมากที่สุด และเสียงนั้นได้ดังก้องไปทั่วสุดทั้งบริเวณที่เป็นอาณาเขตเวทย์ของโบมี ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเสียงนั้น ถึงกับหยุดชะงัก การต่อสู้ของทุกคู่ต้องหยุดลงแม้ว่าเพิ่งจะเริ่มสู้ได้ไม่นาน เป็นเพราะว่าทั้งหมดได้ยินเสียงร้องโหยหวนที่ก้องกังวาลไปทั่ว จนทำให้ในหัวใจของทุกคนบังเกิดความเศร้าขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ


         'นี่มันเสียงของอึนจีนี่นา'


         "นี่ คุณโชรง เมื่อกี้มันเสียงบอสของพวกคุณไม่ใช่หรอ"


         "อืม...ใช่" โชรงพยักหน้าตอบโบราที่ชะงักเช่นกัน 


         "แต่ว่าทำไม..."


         "นั่นสิ...ทำไมมันถึง...ทำไมเสียงแกฟังดูเศร้าขนาดนั้นล่ะอึนจี" เมื่อชั่งใจแล้วโชรงเป็นห่วงอึนจีมากกว่าจึงทิ้งการต่อสู้แล้วรีบไปหาอึนจีในทันที
.
.
.
.
.
.
.
.
.

         "พะ...พี่นัมจู รอด้วยค่ะ" ทันทีที่นัมจูได้ยินเสียงนั้นและรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร นัมจูก็ทิ้งการต่อสู้และรีบไปหาพี่สาวของเธอด้วยความเร็วสูงที่สุด ทำให้ฮายองที่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรต้องรีบตามนัมจูไปโดยเร็ว "พี่นัมจู เมื่อกี้มันเสียงพี่อึนจีนี่นา"


         "ใช่สิ...ฉันถึงได้รีบอยู่นี่ไง...โธ่เว้ย!!! ทำไมวันนี้ฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองวิ่งช้านักนะ" นัมจูที่รีบโดยไม่สนอะไรซึ่งวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดของเธอเพื่อที่จะรีบไปหาพี่สาวให้เร็วที่สุด


         "พี่นัมจูเร็วเกินไปแล้วนะค่ะ ฉันตามแทบไม่ทันแล้ว" ถึงนัมจูจะบ่นว่าตัวเองวิ่งช้าแค่ไหน แต่ด้วยความเร็วสูงสุดของเธอแม้ว่าจะยังไม่เทียบเท่าอึนจีหรือโชรง แต่มันก็ทำให้ฮายองนั้นตามเธอมาแทบจะไม่ทัน "แต่ว่าทำไมกัน เสียงของพี่อึนจีถึงเศร้าขนาดนั้นล่ะ"


         "ใช่!!!" นัมจูตะโกนออกมาอย่างลืมตัว "มันฟังดูเศร้าซะจนฉันอยากจะร้องไห้ตามเลยล่ะ" ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นพูดพึมพำกับตัวเอง ซึ่งฮายองก็ได้ยินอย่างชัดเจน

.

.

.

.

         "นี่เยริน แล้วเราล่ะจะเอาไง"


         "ก็ทำไงได้ล่ะ คงต้องตามไปนั้นแหละ บอสเราก็อยู่ทางนั้นนี่"


         "อืม...งั้นก็จะรออะไรล่ะ ฉันก็อยากรู้สาเหตุที่บอสของพวกนั้นปล่อยเสียงเศร้าๆนั่นมาเหมือนกัน" ทั้งสองพุ่งออกจากจุดนั้นทันทีที่ตกลงกันได้


         "บอสเราไปทำอะไรเข้านะ ถึงทำให้บอสของฝั่งนู้นเป็นแบบนั้นน่ะ สงสัยมั๊ยโซจอง"


         "อื้อ สงสัยสิ"
.
.
.
.
.
.
.
.
.

         "บอส...บอสเป็นอะไรไปน่ะ" ยูคยองล่ะทิ้งการต่อสู้ในทันทีและรับตรงไปหาบอสของเธออย่างไม่ลังเล และปล่อยให้โซยูยืนทำหน้างงอยู่คนเดียว แต่เธอก็เลือกที่จะตามไป หนึ่งในสาเหตุก็มาจากอยากจะรู้ว่าสาเหตุของเสียงนั้นเป็นเพราะอะไร
.
.
.
.
.

         ไม่นานนักทั้งหมดก็มาถึงจุดที่อึนจีอยู่ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ทั้งสี่คนตรงเข้าไปหาอึนจีทันที เช่นเดียวกันกับทางฝั่งอสูรที่กลับเข้าหาบอสของตัวเอง 


         "พี่อึนจี! เป็น...อะ.....ไร...ไป.......นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!" นัมจูที่วิ่งเข้าไปหาอึนจีทันทีเพื่อที่จะถามไถ่อาการของพี่สาวของตนเอง แต่ก็ต้องชะงักและตะโกนถามกับอากาศด้วยความตกใจ


         "บ้าเอ๊ย...ทำไมถึงเข้ามาอยู่ที่นี่ได้เนี่ย" ซึ่งก็ไม่ต่างกันกับโชรง


         "ฮึก!... คุณหนู...ไม่จริงน่า ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นล่ะค่ะ" ฮายองที่เห็นภาพตรงหน้าถึงกับแทบจะอยู่ในสภาพที่ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ยกมือขึ้นมาป้องปากปิดเสียงกั้นเสียงร้องไห้แต่น้ำตาก็ยังคงที่จะไหลออกมาดุจกับก๊อกน้ำรั่ว


         "โกหกรึเปล่าเนี่ย มันบ้าเกินไปแล้วนะ" ยูคยองที่แทบจะไม่ต่างกันกับทุกคนถึงกับกำหมัดแน่นจนเลือดซึมออกจากฝ่ามือโดยที่เธอเองก็ไม่รู้สาเหตุ


         หากสงสัยว่าภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าทุกคนนั้นคืออะไร มันก็คือภาพที่อึนจีนั่งอยู่กับพื้นโดยที่ในอ้อมอกของเธอนั้นกอดร่างของใครบางคนเอาไว้จนแน่นพร้อมกับร้องไห้ออกมาชุดใหญ่ เป็นการร้องไห้ที่ไม่ต่างจากเด็กน้อยเลยสักนิดเดียว เธอไม่ห่วงว่าลูกน้องจะมองเธอแบบไหน ไม่สนใจว่าฝ่ายศัตรูจะมองด้วยสายตาสมเพชเพียงใด แต่ตอนนี้เธอรู้เพียงว่าการร้องไห้แบบนี้ ในตอนนี้มันก็การระบายความรู้สึกที่มันเอ่อล้นจนแทบจะทะลักออกมาจากทุกอนูของร่างกาย แต่เป็นเพราะว่าทำแบบนั้นไม่ได้จึงทำได้เพียงแค่ร้องไห้ให้สุดกำลังที่เธอจะทำได้เท่านั้น ในขณะที่ร้องไห้อยู่นั้นเธอก็ได้เอ่ยเรียกชื่อของคนในอ้อมกอดของเธอซ้ำไปซ้ำมา เสียงเรียกนั้นฟังแทบจะไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำเพราะมันปะปนกันกับทั้งเสียงเรียกกับเสียงร้องไห้ แต่ร่างในอ้อมกอดของอึนจีก็ไม่มีการตอบกลับใดๆกลับมา สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียง เลือดที่ไหลออกมาจากหน้าอกของคนในอ้อมกอดจนเปรอะเปื้อนเนื้อตัวของอึนจีไปหมด 


         "นาอึน...ฮึก..น..า..อึนนน...ฮืออออ...ตื่นขึ้นมาสินาอึน...ฮืออออ...ตื่นขึ้นมาคุยกับพี่ก่อน..ฮึก....อย่า..ฮึก...อย่า...อย่าเงียบไปแบบนี้สิ...ฮือออ" ร่างบางของคนรักที่นอนไร้วิญญาณอยู่ในอ้อมกอด ใบหน้าที่ซีดเซียวเพราะเลือดไหลออกจากร่างกายเป็นจำนวนมาก บริเวณหน้าอกมีรูขนาดใหญ่กว้างประมาณ 3 นิ้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไหลและคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอสิ้นใจ


         ทุกคนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามาก ช็อคจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก ไม่สามารถลำดับเรื่องราวได้ว่าเป็นมายังไง แต่เพียงแค่เห็นคนตรงหน้าที่นั่งร้องไห้โดยไม่คิดชีวิต ความรู้สึกเศร้าก็บังเกิดขึ้นกับทุกคน รวมไปถึงอสูรสาวอีกสี่ตนที่ตามมาก็กลับรู้สึกไม่ต่างกันกับอีกสี่คนที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นศัตรูกันอยู่ ทั้งยังหาสาเหตุที่มาของความรู้สึกไม่ได้


         "ฮึก...ฮึก......ฮือออ...พวกแก...." อารมณ์ของอึนจีเปลี่ยนไปภายในเสี้ยววินาที จากเศร้าเสียใจสุดขีด จู่ๆกลับกลายเป็นความรู้สึกที่โกรธจนสุดขั้ว


         "เฮ้ยทุกคน! กางบาเรียเร็ว" มีเพียงโขรงเท่านั้นที่ทันได้สังเกตุเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันของอึนจี


        "ฮ้ากกกกกก!!!!" เสียงอันดังกึกก้องถูกปล่อยมาอีกครั้ง พร้อมกับพลังทำลายที่บดทุกอย่างที่อยู่รอบๆในรัศมีห้าร้อยเมตรจนเป็นผง แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้า แต่กลับเป็นเสียงที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวของเจ้าของเสียง เสียงที่บอกว่าพร้อมจะทำลายทุกอย่างที่คิดว่าเป็นสาเหตุของความโกรธนี้ 


         "เสียงร้องของยมทูต...บ้าน่า เวทย์นี้อึนจีมันยังฝึกไม่เสร็จไม่ใช่รึไง แล้วทำไมถึงใช้ได้" โชรงที่รู้จักพลังเวทย์นี้ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจและงุนงงที่จู่ๆอึนจีกลับสามารถใช้ออกมาได้ทั้งที่ยังไม่เคยฝึกสำเร็จ


         เสียงร้องของยมทูตเป็นเวทย์ที่รวมพลังเวทย์ไปไว้บริเวณกล่องเสียงปริมาณสูงมาก จากนั้นตะโกนออกมาโดยมีพลังเวทย์ช่วยหนุนเสริมความดังและพลังทำลายล้างที่มากมายมหาศาล ทุกสิ่งที่อยู่ในรัศมีต่างต้องแหลกสลายไป คล้ายกับมันได้สิ้นอายุขัยของมันเอง ทำให้เวทย์นี้ถูกเรียกว่าเสียงร้องของยมทูต ถ้าโชรงบอกให้ทั้งหมดกางบาเรียไม่ทัน ทุกคนอาจจะตายหรือไม่ก็อาจจะบาดเจ็บจนปางตายเลยก็ได้


         "นี่......แก...น่ะ รู้ตัวมั๊ยว่าทำอะไรลงไป" อึนจีที่อยู่ในท่านั่งกอดร่างของนาอึน  ได้ค่อยๆขยับให้ตัวเองลุกขึ้นโดยที่ช้อนอุ้มร่างของนาอึนให้อยู่ในอ้อมกอดเช่นเดิม 


         สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นไม่ได้มีแต่สิ่งที่อึนจีกำลังกระทำ ตอนนี้กระแสพลังเวทย์ของอึนจีได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง จากเป็นคนที่มีพลังเวทย์ที่น่าเกรงขาม กลับกลายเป็นคนที่ปล่อยพลังเวทย์ที่น่าสยดสยอง ความรู้สึกเย็นยะเยือกเข้ามาครอบคลุมบริเวณโดยรอบ พลังเวทย์ที่มีปริมาณมหาศาลอยู่แล้วของอึนจีกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัวและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพิ่มขึ้น เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจอย่างมากให้ทั้งทางฝ่ายเดียวกันและฝ่ายอสูร


         "นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพลังเวทย์ของยัยบอสตัวเล็กนั่นเพิ่มขึ้นมากขนาดนั้น แล้วยังไอความรู้สึกน่าขนลุกนี่อีก" โซยูพูดลอยกับพรรคพวกของตน


         "นั่นสิ ถ้าเทียบกันแล้วตอนนี้พลังเวทย์สูงกว่าบอสของพวกเราแล้วด้วยซ้ำไป" โบราที่อยู่ข้างๆตอบทันควัน


         "ฮ่ะๆๆ นี่ยัยนั่นมีพลังขนาดนี้ซ่อนไว้ด้วยงั้นรึเนี่ยน่าตกใจจริงๆ" บอสทางอสูรหัวเราะแห้งๆให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า


         "แกน่ะต้องชดใช้..." อึนจีบ่นพึมพำกับตัวเองทว่าเสียงนั้นกลับดังกึกก้องจนทั่ว "แกบังอาจจะฆ่าคนรักของฉัน...บังอาจมากที่มาทำแบบนี้กับคนที่ฉันรักที่สุด" พลังเวทย์ที่พุ่งขึ้นจนสูงเมื่อครู่นี้พลันหยุดชะงักและหายไปในพริบตา สร้างความสงสัยให้ทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง แต่ความสงสัยนั้นได้หายไปเมื่อในหัวของโชรง นัมจู ยูคยองและฮายองได้เกิดคำอธิบายขึ้นมา


         "อย่าเข้าใกล้คุณอึนจีในตอนนี้เด็ดขาด ถ้าเป็นไปได้ให้ถอยให้ห่างที่สุด" นี่คือสิ่งที่ดังขึ้นภายในหัวของทั้งสี่คน


         ก่อนที่จะได้ถามว่าทำไมคำตอบกลับปรากฎอยู่ตรงหน้าในทันที  รอบตัวของอึนจีค่อยๆมีพลังเวทย์สีดำสนิทหลั่งไหลออกมาและในพริบตาพลังเวทย์นั้นกลับทะลักออกมาปิดร่างของอึนจีที่อุ้มร่างของนาอึนอยู่บนอก พุ่งขึ้นไปบนฟ้าทำให้ดูเหมือนกับเสาที่มีสีดำสนิท ไม่นานนักเสาเวทย์ต้นนั้นเกิดระเบิดออกอย่างรุนแรง ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณที่อึนจียืนอยู่ แต่ฝุ่นควันนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ถูกพัดปลิวกระจายไปจนหมดด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ซึ่งก็คือมือของอึนจีนั่นเอง เมื่อฝุ่นถูกพัดไปจนหมด ปรากฏร่างของอึนจีที่มีการเปลี่ยนแปลง ตาสีขาวเปลี่ยนเป็นสีดำ นัยตาดำเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำที่ดูดุร้ายราวกับจ้าวของปีศาจ ช่วงสะโพกด้านหลังที่ปรากฏหางขนาดใหญ่คล้ายกับหางของมังกร ฝ่ามือที่เปลี่ยนไปจากมือของหญิงสาว ก็ดูคล้ายกับฝ่ามือของปิศาจที่ห่อหุ้มด้วยเกราะกระดูกสีดำสนิทไปจนถึงข้อศอก เท้าที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นอุ้งเท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยเกราะกระดูกสีดำตามสัดส่วนไปจนถึงต้นขาเช่นเดียวกับมือ มองโดนรวมแล้วดูรู้ว่าเป็นอึนจีแต่จะขัดกับความรู้สึกที่ว่าคนๆนี้ไม่ใช่อึนจี


         "อะไรกันน่ะพลังเวทย์ที่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุกแบบนี้" โชรงพูดถึงความรู้สึกของตนที่สัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ของอึนจีที่เปลี่ยนไปจากเดิม


         "พวกเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่สิ่งที่สัมผัสได้ในตอนนี้ก็คือ คุณอึนจีอันตรายมาก" ลิเวียธานพูดพร้อมกับปรากฎร่างข้างๆโชรง


         "เรื่องนั้นก็พอจะเดาได้ล่ะนะ ดูจากสภาพการแล้ว" โชรงพูดกับลิเวียธาน


         ".........อันที่จริงฉันรู้นะค่ะว่าพลังนี้คืออะไร" ด้วยคำพูดของยูคยองทำเอาทุกคนหันมามองทางเธอเป็นตาเดียว


         "เธอว่าไงนะ...รู้ใช่มั๊ย...บอกหน่อยสิว่ามันคืออะไร" นัมจูรีบเข้ามาเขย่าตัวของยูคยองเพื่อขอคำตอบ


         "เวทย์มนต์ลับ'เดวิลลอร์ด'...คือชื่อของเวทย์มนต์นี้ค่ะ"


         "เดวิลลอร์ด?"


         "ค่ะ เมื่อสมัยก่อนบอสเคยแอบฝึกเวทย์นี้ แต่ก็ฝึกเท่าไรก็ไม่สำเร็จนะค่ะ ก็เลยเลิกฝึกไป เหมือนว่าเงื่อนไขจะไม่ผ่าน" ยูคยองเล่าถึงที่มาอย่างย่อๆ


         "แอบฝึก แถมไม่สำเร็จ แต่ตอนนี้ใช้ได้แล้วเนี่ยนะค่ะ" ฮายองถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสงสัยเป็นอย่างมาก


         "ค่ะ เงื่อนไขของมันคือ ความแค้นหรือเกลียดชังในขั้นที่รุนแรงมากๆ แต่ก็รู้กันอยู่ว่าบอสเป็นคนแบบไหน ฉะนั้นถ้าจะให้แค้นแรงๆออกมานั้นบอสคงทำให้ไม่ได้" ยูคยองพูดด้วยสีหน้าที่สลดแล้วมองไปทางอึนจีที่ตอนนี้ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่


         "นั่นสินะ เพราะรักมาก...พอนาอึนเป็นแบบนั้น ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมันเลยเกิดขึ้นมา" นัมจูเองก็มองทางอึนจีด้วยสีหน้าเช่นเดียวกันกับยูคยอง


         "แต่ว่านะยูจัง...ทำไมเจ้าอึนจีถึงต้องฝึกเวทย์มนต์บทนี้ด้วยล่ะ ปกติฝีมือของมันก็โคตรเทพอยู่แล้วนะ ถ้าให้สู้กันจริงๆพี่อาจแพ้มันด้วยซ้ำ" โชรงถามถึงสาเหตุที่อึนจีแอบฝึกเวทย์มนต์ลับ


         "เพราะมีคนๆหนึ่งที่พี่อึนจีต้องการที่จะชนะให้ได้น่ะสิค่ะ" ยูคยองเล่าถึงสาเหตุที่อึนจีฝึกเวทย์ลับให้กับทุกคนฟัง ถึงจะมอบพลังเวทย์ให้มหาศาลแต่เวทย์นี้ก็มีข้อเสียอยู่นะค่ะ"


         "ข้อเสีย...งั้นหรอ?" นัมจูขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินถึงข้อเสียของเวทย์ดังกล่าว


         "ค่ะ...ในขณะที่เวทย์มนต์บทนี้ทำงาน จะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้หรือก็เหมือนกับการคลั่งนั่นแหละค่ะ และอีกข้อก็คือมันจะเป็นภาระอย่างหนักให้กับร่างกายและถ้าใช้นานเกินไปมันจะค่อยๆกัดกร่อนร่างกายไปเรื่อยๆค่ะ ด้วยพลังเวทย์ระดับบอสคงจะรับได้เต็มที่ก็ไม่เกินครึ่งชั่วโมง" ยูคยองยังคงอธิบายรายละเอียดต่อไป


         "ขนาดระดับพี่อึนจียังรับได้แค่ครึ่งชั่วโมงเองหรอ" นัมจูตกใจเมื่อได้ยินเรื่องดังกล่าว ซึ่งไม่ต่างจากโชรงและฮายอง


         "อืม...เพราะเป็นเวทย์ที่ทรงพลัง เงื่อไขเลยยุ่งยากน่ะ"


         "นา...อึน..น...น" และเสียงพูดในลำคอที่แฝงด้วยความอำมหิตของอึนจีดังเล็ดลอดออกมาตามไรฟัน "รอพี่แปบเดียวนะ เดี๋ยวพี่จะแก้แค้นให้เราเอง" ทำให้ทั้งหมดสั่นสะท้านไปด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ


         อึนจีเลือนหายไปจากสายตาของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่สายตาของทางฝั่งอสูรสาวทั้งหมด เลือนหายไปพร้อมๆกับร่างของนาอึนที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดเช่นเดิม


         "อั่ก!!!  อื้ออออ..." เสียงเหมือนใครกำลังจะอาเจียนอะไรออกมาแต่กลับโดนปิดปากไว้ก่อน ทุกคนหันไปมองทางต้นเสียงทันที ก็ได้เห็นอึนจีที่ตอนนี้อุ้มร่างของนาอึนด้วยแขนขวาข้างเดียวส่วนมือซ้ายนั้นกำลังบีบไปที่ใบหน้าของผู้เป็นบอสอสูรของรุนแรง คาดว่าเสียงก่อนหน้านี้เธอคงโดนอึนจีต่อยเข้าที่ท้องอย่างรุนแรงจนแทบอาเจียนเอาน้ำย่อยออกมาแต่กลับถูกอึนจีบีบเข้าที่ปากและใบหน้าไว้ก่อน


         "บอส!!!...ชิ ยัยนี่มาถึงนี่ตอนไหนเนี่ย" โซจองตะโกนเรียกผู้เป็นบอสของตน และพุ่งเข้าหาอึนจีที่กำลังพุ่งเข้าหาอึนจีทันทีเพื่อช่วยเหลือบอสของตน


         แต่ว่าเนื่องด้วยร่างกายได้เร็วกว่าความคิด พุ่งเข้าหาอึนจีโดยไม่ทันได้คิด ไม่ได้คำนึงถึงพลังที่ต่างชั้นกันอยู่แล้ว และยิ่งตอนนี้เป็นอึนจีที่พาวเวอร์อัพขึ้นแล้วเรื่องพลังนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่ทันที่โซจองจะได้แตะแม้แต่ปลายผมของอึนจี กลับถูกฟาดด้วยหางของอึนจีกลับเข้าที่ลำตัวจนกระเด็นไปกระแทกกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปราวๆหนึ่งร้อยเมตรจนแตกกระจาย หนึ่งในกลุ่มอสูรรีบพุ่งเข้าไปดูอาการของพรรคพวกในทันที


         "สะ...สลบเลยงั้นหรอ แค่ทีเดียวเนี่ยนะ พลังอะไรจะขนาดนั้น" เยรินที่เข้ามาดูอาการของโซจองถึงกับตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้น


         เยรินหันกลับมามองทางอึนจีและบอสก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจกว่าเดิมด้วยความกลัว รอยยิ้มของปิศาจที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของอึนจี ราวกับเป็นรอยยิ้มของราชันต์แห่งเหล่าปิศาจทั้งปวงได้มาจุติอยู่ตรงนี้ สิ่งที่แล่นเข้ามาในหัวของเยรินในตอนแรกที่เห็นรอยยิ้มนั้นก็คือ 'นั่นใช่มนุษย์จริงๆงั้นเหรอ'


_____________________________

     นำมาส่งให้แล้วนะครับ ขอโทษด้วยนะที่มาช้า ตอนนี้อาจจะอ่านยืดๆนิด เนื้อหาก็อาจจะยาวหน่อย ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ อย่าเพิ่งเบื่อกันไปนะ ช่วยฝากติดตามต่อด้วยนะครับ
         ขอคอมเม้นนิดนึงได้มั๊ยอ่า แบบ ตอนนึงของสัก4-5เม้นก็ได้นะ ดีใจตายเลย 
      รักรีด จุ๊บๆ -3-
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #138 RIN SAMA (@kasuru) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 12:41
    เพิ่งจะมาอ่านบอกเลยสนุกมาก
    #138
    2
  2. #133 YBOAP (@suppharat) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 22:33
    นาอึนของพี่จะไม่ตายใช่ไหม อย่าตายเลยนะ ปวดไต ตอนนี้กำลังมันเลยอึนจีน่ากลัว จะรอต่อนะคะ
    #133
    1
  3. #132 Jjamjomjam (@jamjomjam) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 21:44
    ไรท์ อึนจี นาอึน TT
    #132
    1
  4. #131 pej_apink (@por2918) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 20:33
    นาอึนจะตายจริงๆเหรอครับไม่เอาดราม่าอ่ะครับไรท์ หาวิธีทำให้นาอึนฟื้นขึ้นมาเร็วๆนะครับ รอติดตามต่อครับ
    #131
    1
  5. #130 luminousnut (@luminousnut) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 10:24
    กำลังสนุกเลย *o* รอตอนต่อไปอยู๋นะครับ
    #130
    1
  6. #129 NOYNAE_A (@NOYNAE_A) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 08:49
    เย่ๆ ไรท์อัพแล้ววววว สนุกมากกกก
    รอตอนต่อไปนะครับ
    ???????
    #129
    1