กามเทพร้อยรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 18,224 Views

  • 25 Comments

  • 69 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,004

    Overall
    18,224

ตอนที่ 14 : อยู่ในความรับผิดชอบ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 520
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    18 เม.ย. 62

     ธัญพิมลยอมเดินมากับเขาจนถึงรถของเขาที่จอดอยู่ ความจริงหล่อนไม่ได้อยากจะให้เขาไปส่งด้วยซ้ำ คิดว่าแค่นี้มันก็มากเกินไป หล่อนกะว่าจะเรียกแท็กซี่เอาน่าจะดีที่สุด แต่เพราะความเข้าใจผิดทำให้เกิดไม่กล้าเอ่ยปากอะไรออกไป แต่เมื่อมาถึงรถของเขาแล้ว ทำให้หล่อนจำเป็นต้องบอกเขาไปว่าไม่จำเป็นต้องไปส่งก็ได้ ซึ่งทำเอาเขาต้องนิ่วหน้า

แน่ใจเหรอ เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมา คราวนี้ผมช่วยคุณไม่ได้นะ ผมจะไปส่งเขาออกคำสั่งและไม่ต้องการฟังเหตุผลอะไรจากหล่อน

ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ แค่นี้ก็มากเกินไปแล้ว

ผมไปส่งนั่นแหละดีแล้ว ไม่งั้นคุณก็เอาผมไปพูดในทางเสียหายอีก คราวนี้จะข้อหาอะไรดีนะเขาแสร้งทำหน้าครุ่นคิด และมันก็พลอยทำให้หญิงสาวหน้าแดงเพราะโมโห มั่นใจว่าที่เขาพล่ามอยู่นี่เพราะเขาตั้งใจหลอกด่าหล่อนด้วย

ไม่เป็นสุภาพบุรุษบ้างละ อันธพาลบ้างละ เมื่อกี้ก็ฉวยโอกาส คราวนี้ก็คงเป็นคนใจดำเหมือนอีกาใช่ไหม?” หญิงสาวรู้ดีว่านั่นคือการเหน็บแนมชั้นดีจากเขา CEO ปากร้ายหรือศัตรูหมายเลขหนึ่งของหล่อนนั่นเอง แต่กระนั้นมันก็ทำให้หล่อนรู้สึกผิดที่กล่าวหาว่าเขาฉวยโอกาส หลังจากที่รู้ความจริงจากพยาบาลสาวว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นซึ่งหล่อนเองก็ดันเชื่อเขาสนิทตั้งแต่ตอนแรก

ฉัน...ฉันขอโทษก็ได้หล่อนก้มหน้าพูดคำขอโทษเบาๆ ชายหนุ่มที่สูงกว่าหล่อนมากต้องก้มหน้าเข้ามาใกล้ แล้วหัวใจของเขาก็กลับเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

คุณว่าอะไรนะครับดวงตาที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมีประกายสุกใสอย่างเห็นได้ชัด

ก็ขอโทษไงค่ะ ไม่เคยได้ยินเหรอหล่อนแหวให้เบาๆ 

เรื่องอะไรไม่ทราบครับ คุณกล่าวหาผมตั้งหลายเรื่อง” 

ไม่ได้กล่าวหานะคะหล่อนยังไม่วายถกเถียงเพราะในบางเรื่องนั้นมันเป็นความจริงที่หล่อนจะยืนกรานไปตลอดชีวิตว่าเขาเป็นแบบนั้น แต่ไอ้เรื่องฉวยโอกาสนั้น หล่อนยอมรับว่าหล่อนพลาดไป แต่จะว่าไปมันก็เกิดจากเขาเองที่หลอกหล่อนต่างหาก

ฉันขอโทษเรื่องที่กล่าวหาว่าคุณฉวยโอกาสค่ะ พอใจหรือยังคะหล่อนเน้นถึงเรื่องที่ตั้งใจขอโทษเพื่อไม่ให้เขาได้เข้าใจผิดเอาว่าหล่อนจะขอโทษเขาทุกเรื่อง

อ้าวทำไมล่ะครับ เกิดเปลี่ยนใจซะแล้วว่างั้นเถอะ” 

คุณก็รู้ดีอย่ามาทำเป็นไขสือหน่อยเลยค่ะ แต่คุณมาโกหกฉันทำไมกันละคะ สมควรหรอกสุดท้ายธัญพิมลก็ไม่วายตั้งข้อหาให้เขาอีกจนได้ ชายหนุ่มจึงหัวเราะในลำคอ คิดว่าหล่อนคงไปสืบรู้มาแล้วเป็นแน่ ว่าเขาไม่ได้เป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ นั่นหมายถึงเขาไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่หล่อนกล่าวหาเขา แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นคนโกหกไปเสียแล้ว เฮ้อ หล่อนมีข้อกล่าวหาว่าเขาได้ทุกเรื่องสินะ

เอาละถือซะว่าจบกันไป ผมไม่ค่อยจะเรื่องมากเรื่องเยอะ ปวดหัวเปล่าๆ ขึ้นรถได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นมากกว่านี้

ไม่ต้องไปส่งหรอกค่ะ ฉันไปเองได้จริงๆธัญพิมลไม่อยากจะรบกวนเขามากไปกว่านี้จริงๆ แม้จะรู้สึกว่าเขามีน้ำใจ ทำตัวเป็นเจ้านายที่แสนดีพาลูกน้องมาส่งถึงโรงพยาบาลมิหนำซ้ำค่าใช้จ่ายหล่อนยังไม่ได้ถามรายละเอียดเลยว่ามากน้อยแค่ไหน

อะไรอีกล่ะคุณธัญพิมลเขาทำเสียงรำคาญส่งมาให้ และมันก็พอจะทำให้คนเท้าบวมค่อนข้างประหม่าขึ้นมาได้บ้าง

ฉันไปเองได้จริงๆ นะคะ

เดินเองก็แทบจะไม่ไหว นี่ถ้าไม่เกรงใจผมคงได้อุ้มคุณแล้ว คุณแน่ใจเหรอครับ

แน่ใจค่ะ!” หล่อนทำเชิดหน้ามั่นใจว่าตัวเองเดินได้ พร้อมยังวางเท้าไปยังพื้นหากแต่ความจริงแล้วมันยังปวดอยู่มาก มากซะจนต้องยกเท้าขึ้นสูงจากพื้นนิดหน่อย แค่หลอกตาเขาก็น่าจะพอ แต่มีหรือว่าหล่อนจะหลอกเขาได้ในเมื่อกว่าจะมาถึงที่จอดรถก็ทุลักทุเลน่าดูชม 

ชายหนุ่มรู้ดีว่าธัญพิมลยังคงโกรธเคืองเรื่องการชนที่ตกลงกันไม่ได้ โดยที่ปราชญ์ไม่ต้องการพูดพร่ำทำเพลงอะไรอีกต่อไป เมื่อหล่อนดื้อด้านนัก เขาจึงเปิดประตูรถแล้วอุ้มเอาคนที่ไม่ได้ตั้งตัวยัดเข้าไปนั่งในรถจนได้ พร้อมกับที่ตัวเขายังคงยืนขวางประตูอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าหล่อนจะไม่วิ่งหนีเอา แต่ถึงหล่อนจะหนีก็ไปไหนไม่พ้นหรอก แค่เดินยังจะไม่ไหวเลย

เลิกดื้อได้แล้วธัญพิมลเขายื่นหน้าเข้ามาในตัวรถ ทำให้คนที่อยู่ในรถต้องถอยใบหน้าหนีจากเขาแทบนอนราบไปกับเบาะนั่ง แล้วเขาก็พูดต่อ

ฟังนะ!ไม่ว่าคุณชนผมหรือว่าผมชนคุณในวันนั้น แต่ผลลัพธ์ก็คือเท้าที่บวมเป่งของคุณนี่ไง ซึ่งจะว่าไปแล้วผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณบาดเจ็บ และคุณก็ยังเป็นลมในที่ทำงาน ที่ที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเช่นกัน ต่อให้คุณไม่ชอบขี้หน้าผมยังไงคุณก็หนีความจริงข้อนี้ไม่ได้ ความจริงที่ว่าคุณอยู่ในความรับผิดชอบของผม และผมต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด ให้แน่ใจว่า...” เขามองเข้ามายงดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้มันกำลังเต้นระริกอย่างประหม่าและหวาดกลัว

คุณจะไม่ตาย!”

สิ่งหนึ่งที่ธัญพิมลยังไม่รู้อีกนั่นก็คือในตอนที่หล่อนล้มฟุบลงไปในที่ทำงานสิ่งสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงร้องโหวกเหวกตกใจของเพื่อนร่วมงาน ใครสักคนวิ่งไปตามชายหนุ่มในห้องทำงานและแจ้งว่ามีพนักงานเป็นลม ในฐานะของท่านผู้บริหารเขาจึงจำเป็นต้องมาดูให้เห็นกับตา จะได้ช่วยกันจัดแจงเรียกรถพยาบาล แต่เมื่อพบว่าเป็นธัญพิมล มันยิ่งทำเอาเขาหน้าซีด วิ่งเข้าไปหาร่างที่นอนแน่นิ่งไร้สติ ก่อนจะอุ้มหล่อนขึ้นฝ่าฝูงชนออกมา และพามายังโรงพยาบาลด้วยตัวเอง หากแต่หญิงสาวไม่ได้รับรู้รายละเอียดปลีกย่อยตรงนั้น นอกจากรู้แค่ว่าเขาเป็นคนนำหล่อนมารักษา ก็ใช่นะสิในเมื่อเขาเป็นเจ้านายนี่นะ ถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้นเขาก็คงโดนลูกน้องตำหนิเอา นั่นคือสิ่งที่ธัญพิมลเข้าใจ


เมื่อคำพูดของเขามันน่าเกรงขามทำให้ธัญพิมลไม่อาจที่จะต้านทานเขาได้อีก หญิงสาวจำเป็นต้องนั่งตัวแข็งทื่อมาในรถเขาจนได้ ชายหนุ่มชวนคุยบ้าง แต่ก็รับรู้ว่าหล่อนไม่ได้อยากจะคุยกับเขาเลย และเขาก็รู้ดีว่าเพราะอะไร หากแต่เขาทำเป็นไม่รู้เรื่องไปเสีย ทำให้หญิงสาวจำเป็นต้องตอบคำถามออกมาหรือที่เรียกว่าถามคำตอบคำนั่นเอง เมื่อมาถึงยังคอนโด นั่นก็อีกกว่าหล่อนจะพาตัวเองออกจากรถได้ ก็ทำเอาเหงื่อซิก เท้าของหล่อนมันแผลงฤทธิ์จนน่ารำคาญ ดีว่าเขาช่วยหยิบจับเอาทั้งกระเป๋าและถุงยาที่ติดมือมาด้วย ไม่รู้ว่าเขาอยากจะทำจริงๆ หรือต้องการแสดงให้รู้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษที่ดีคนหนึ่ง

จะให้ผมอุ้มไหมเขาถามขึ้นเมื่อเห็นอาการกะเผลกของหล่อน แต่นั่นทำเอาคนที่เดินยากต้องกัดฟันเดินให้ได้ 

ไม่เป็นไรค่ะหล่อนนึกหมั่นไส้เขาครามครันเช่นกันที่ตั้งคำถามบ้าบอนั่น ถ้าเป็นคนรักกันก็ว่าไปอย่าง และนี่ถ้าไม่ใช่เจ้านายกับลูกจ้างก็คงไม่ได้รู้จักกันไปเลยละมัง เพราะต่อให้ต่างก็เป็นเพื่อนของเพื่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหล่อนกับเขาจะต้องมาเป็นเพื่อนกันด้วยซะหน่อย

หล่อนยอมให้เขาพาขึ้นลิฟต์มายังหน้าห้องพักของหล่อนในที่สุด หรือจะว่าไปเขาเองก็ดื้อเอาการที่จะมาส่งหล่อนให้ได้ โดยอ้างว่าเพื่อความแน่ใจว่าหล่อนไม่เป็นอะไรกลางทาง แต่หญิงสาวคิดว่าถ้าหล่อนเป็นอะไรในห้องพักของหล่อน เขาเองก็ไม่มีทางรู้ได้อยู่ดีนั่นแหละ

ขอบคุณค่ะธัญพิมลจับลูกบิดประตูไว้ เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะเปิดมันออก เพราะเขาเป็นคนไขกุญแจให้ ชายหนุ่มมองหน้าแล้วเลิกคิ้วสูงไปให้

ไม่เป็นไรครับ

ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะหล่อนบอกเขาให้รู้ว่า เขาจะเข้าไปในห้องพักของหล่อนไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งปราชญ์ก็ดูเหมือนจะเข้าใจเป็นอย่างดี และเคารพในการตัดสินใจของหล่อน 

ได้ครับ แต่คุณจำได้ใช่ไหมว่าหมอสั่งอะไรไว้บ้าง ถ้าจำไม่ได้ก็อ่านฉลากยาให้เข้าใจแล้วก็ทำตามด้วยเขาออกคำสั่งราวกับว่าหล่อนคือเด็กน้อยผู้ไม่รู้ว่ายาแก้อักเสบที่ได้มานั้นต้องกินไปสองสัปดาห์ ห้ามหยุดกิน ต่อให้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม นั่นคือสิ่งที่หมอกำชับไว้ และตอนนี้เขาก็ทบทวนความเข้าใจจากหมอให้หล่อนได้ฟังอีก

ฉันรู้แล้ว ไม่ต้องมาจ้ำจี้ฉันมากก็ได้

ผมรู้ครับว่าคุณรู้ และผมก็ยังรู้อีกว่าคุณน่ะดื้อขนาดไหน

นี่คุณ...คุณคอยหลอกด่าฉันอยู่เรื่อยเลยนะคะหล่อนรับเอาของจากมือเขา พร้อมกับค้อนให้อย่างไม่ชอบใจเขาหลอกด่าได้เจ็บแสบทุกครั้งไปสิน่ะ!

ผมไม่ชอบด่าใครตรงๆ” 

กลับไปได้แล้วค่ะ” 

อย่าลืมล่ะไอ้ที่บอกน่ะ

ไม่ลืมหรอกค่ะ คุณไม่ต้องใส่ใจมากก็ได้ ฉันไม่ใช่แฟนคุณสักหน่อยที่คุณจะต้องมาดูแลขนาดนี้หลังจากพูดจบแล้วธัญพิมลเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องพูดอย่างนั้น แต่มันก็ทำให้เขายิ้มที่มุมปากขึ้นมา แล้วขยับตัวมาใกล้พร้อมกับที่จับเอาข้อศอกของหล่อนไว้แผ่วเบาและยังดึงเข้าหาตัวจนใบหน้าของคนที่ตั้งตัวไม่ติดคะมำเข้าหาอกกว้างอย่างจัง ปากหยักยื่นมายังใบหูสีแดงของหล่อน

ถ้าคุณเป็นแฟนผมนะ ผมคงไม่ยืนบอกคุณแค่หน้าประตูห้องหรอก เพราะผมจะตามไปดูแลคุณถึงเตียงนอนเลยทีเดียวเสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาแต่หล่อนได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำและมันทำเอาหล่อนแทบกลั้นหายใจ ธัญพิมลไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่จะไม่รู้ว่ามันมีความหมายบางอย่างซ่อนไว้ 

เพียงแต่หล่อนแค่ไม่เข้าใจว่าเขาจะพูดทำไม เขาหมายถึงแบบนั้นจริงๆ หรือแค่พูดเพื่อสนุกปากแต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม คำพูดของเขามันทำให้หัวใจของหล่อนเต้นโครมครามขึ้นมา กว่าจะหยุดมันได้ก็นานนับชั่วโมงหลังจากนั้น


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

0 ความคิดเห็น