ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    [Fic Harry Potter] The Witchcraft Alphabet

    ลำดับตอนที่ #2 : { SS • I } บั น ทึ ก ห น้ า ที่ ๒ : เศษกระดาษที่ถูกขโมย งานเต้นรำ และวัตถุดิบที่ต้องสงสัย

    • อัปเดตล่าสุด 18 ม.ค. 66




    บั น ทึ ก ห น้ า ที่ ๒

    เศษกระดาษที่ถูกขโมย งานเต้นรำ
    และวัตถุดิบที่ต้องสงสัย

     

     

     

     

    หยดน้ำจับตัวใสแจ๋วอยู่บนปลายใบสนจูนิเปอร์ขนาดจิ๋ว --- ฉันจ้องมอง --- กระถางต้นจูนิเปอร์บอนไซถูกตั้งบนโต๊ะเขียนหนังสือ หน้าต่างห้องถูกแง้มจนอากาศถ่ายเทปลอดโปร่ง บางครั้งฉันได้ยินเสียงลมหวนทำให้รู้สึกสงบ แต่แฝงความวังเวงในความรู้สึก ครู่หนึ่ง --- น้ำหยดนั้นย้อยและตกลงบนดินร่วนในกระถาง ฉันไม่ได้ยินเสียงตกกระทบในหู แต่ในจิตสำนึก มันดัง ปุ้บ~

    ฉันนอนอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง --- นัตตี้และซีนออกไปข้างนอก พวกเธอไม่ได้บอกว่าจะไปที่ไหน หรือเธออาจบอก แต่ฉันคงจำไม่ได้ ฉันกระชับผ้าห่มคลุมปิดขึ้นมาถึงปลายจมูก --- อากาศเริ่มหนาวแล้ว เมื่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง --- วิวทะเลสาบถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาที่ลอยเหนือผิวน้ำ

    เมื่อวาน โรงเรียนของเราได้คุณพ็อตเตอร์มาเป็นศาสตราจารย์วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่ ฉันได้ยินว่าเขาจะมาสอนเราแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น และคิดว่าการมาของเขาครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการประลองเวทย์ไตรภาคี ที่กำลังจะถูกจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ด้วย ทั้งอัลเลย์ และ รอยส์ ดูจะตื่นเต้นกับเรื่องพวกนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมแข่งขันก็ตามที

    ในเวลานี้ พวกคนที่เก่งและกระหายจะพิสูจน์ตัวเอง จะรู้สึกเร่าร้อนและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้รับคัดเลือกในการประลอง ส่วนนักเรียนชายหญิงที่ไม่ได้คิดเรื่องการแข่งขัน พวกเขาก็มีปัญหาอื่นที่ใหญ่รองลงมา นั่นก็คือ --- คู่เต้นรำในงานเลี้ยงเต้นรำ ---

    ความจริงฉันคิดว่า การเขียนชื่อตัวเองใส่ลงไปในถ้วยอัคนี อาจไม่ยากเท่าการหาคู่เต้นรำก็ได้

     

     

    กรุก ๆ !~

    มีบางอย่างชนเข้ากับขอบหน้าต่าง เมื่อหันไปมองก็พบว่า เจ้าฮวอคกลับมาจากการบินเที่ยวของมันแล้ว ฉันขยับตัวออกจากผ้าห่มและเอื้อมตัวไปเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นอีกนิด พอที่เจ้าฮวอคจะบินเข้ามาได้

    “เป็นไงบ้าง --- หนาวขนาดนี้แกยังบินไหวอีกนะ” ฉันทักทาย ถึงรู้ว่ามันจะไม่เข้าใจก็ตาม

    ฮวอคเป็นนกเรเวนสีดำ --- เมื่อถูกแสงแดดจัดๆ บางครั้งจะเห็นขนของมันประกายเป็นสีเขียวอมน้ำเงิน --- มันอาจจะแปลกไปสักหน่อยที่ฉันเลือกใช้นกเรเวนแทนที่จะใช้นกฮูก แต่นั่นก็ไม่ได้ผิดกฎของโรงเรียน มิหนำซ้ำ --- ความจริงแล้วเรเวนเป็นนกที่ฉลาดมาก อาจมากกว่านกฮูกเสียด้วยซ้ำไป แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็มีนกฮูกของตัวเองเช่นกัน แต่เจ้านั่นมันไม่ค่อยจะเป็นมิตรสักเท่าไร แถมใช้งานไม่ค่อยจะได้เสียด้วย

     

    ฮวอคกระโดดไปเกาะที่หัวเตียง ที่ประจำของมัน ฉันจึงแง้มหน้าต่างให้แคบลงตามเดิม โชคดีที่นัตตี้และซีนไม่ค่อยถือสาเรื่องที่ฉันให้ฮวอคเข้ามาในห้อง เพราะโดยปกติแล้ว พวกนกจะต้องอยู่ที่โรงเลี้ยงนก และถ้าไม่ใช่เพื่อมาส่งจดหมายแล้ว พวกเราก็ไม่ค่อยนิยมให้มันเข้ามาข้างในห้องด้วยเหตุผลสารพัด

    “ห้ามขี้ล่ะ”

    ฉันพูดพลางทิ้งตัวลงนอนคว่ำบนเตียง มือล้วงหยิบซองหนังสีดำที่ใต้หมอน มันถูกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิดเสมอ --- ฉันดึงเอาแผ่นกระดาษสีน้ำตาลซีเปียร์ออกจากซอง ขอบกระดาษด้านหนึ่งมีรอยฉีกอย่างรีบๆ --- ฉันจ้องมองภาพหมู่ของนักเรียนบ้านสริธีรินบนหน้ากระดาษ ภายในผู้คนมากมาย ใบหน้าหนึ่งเล็กเท่านิ้วก้อยกำลังยิ้ม --- รอยยิ้มที่ลึกลับ ของผู้หญิงลึกลับ --- ฉันเฝ้ามองและอ่านชื่อของเธอซ้ำไปซ้ำมา

    ‘คริสตาร์ ครีดซ์’

    เมื่อปีก่อน ฉันบังเอิญเจอหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุด อาจจะด้วยความสะกิดที่ใจหรืออะไรบางอย่าง มันเป็นหนังสือรุ่นของบ้านสริธีริน --- จะมีสักกี่คนที่เปิดดูมัน?

    แต่ฉันเป็นหนึ่งในนั้น ---

    ฉันพลิกหน้าหนังสือ กรีดไล่ปีที่คาดเดาเอาไว้ในสมอง สายตาสอดส่อง --- ฉันรู้ว่าจะต้องมีชื่อของ คริสตาร์ ครีดซ์ อยู่ในบ้านสริธีรินอย่างแน่นอน --- เมื่อฉันเจอข้อมูลที่ค้นหา --- อะไรบางอย่างทำให้ฉันตัดสินในฉีกกระดาษหน้านั้นออกจากหนังสือ และขโมยมันออกมาจากห้องสมุด

    ณ ตอนนี้ หน้ากระดาษที่ถูกขโมยมายังคงอยู่ในมือของฉัน ---

     

     

    เสียงกอกแกกดังที่ประตู ฉันรีบเก็บกระดาษในมือใส่ซองและยัดมันเอาไว้ที่ใต้หมอนอย่างรีบร้อน เมื่อหันไปมองยังประตู นัตตี้กับซีนกำลังเดินเข้ามา พวกเธอหัวเราะคิกคัก ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

    “สุดยอดไปเลย ฉันเขินแทนเธอจัง” ซีนพูด เธอยิ้มจนแก้มขึ้นสีเลือดฝาด

     

    “อ๊า ไม่อยากจะเชื่อ” นัตตี้ตอบด้วยเสียงอ้อยอิ่ง แต่แววตาของเธอเป็นประกาย เธอยกมือขึ้นกุมไว้ที่หน้าอกและเริ่มถอนหายใจยาวๆ ออกมาด้วยห้วงอารมณ์แห่งความสุข

    “นี่อัล!” ซีนตะโกน

    “อ้า --- มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ” ฉันถามด้วยรอยยิ้ม มองไปยังนัตตี้

    “แมททริว เจนเนอร์ ชวนนัตตี้ไปงานเลี้ยงเต้นรำด้วยล่ะ!” ซีนพูดอย่างออกรส

    ‘แมททริว เจนเนอร์’ นักเรียนบ้านเรเวนคลอ --- เขาเป็นหนุ่มอังกฤษที่รูปหล่อทีเดียว และยิ่งไปกว่านั้น ใครๆ ต่างพากันพูดว่า เขาเป็นตัวเต็งที่น่าจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการประลองเวทย์ไตรภาคีในครั้งนี้ --- ซึ่งฉันคิดว่า มันไม่ได้เกินความจริงไปเลย

    แมททริว เป็นคนเก่งและมีความสามารถ ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาจะดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับพวกผู้หญิงเท่าไหร่นัก แต่ฉันก็พอเข้าใจ --- เพราะแม้แต่ฉันก็ยังรำคาญแทนเขา ที่ต้องคอยตอบคำถามของเด็กผู้หญิงจำนวนมากตลอดเวลา --- อาธิเช่น ‘บีซัวร์เอาไว้ใช้อะไรได้บ้าง’ หรือไม่ก็ ‘ชื่อต็มๆ ของแมนเดร็กซ์คืออะไร’ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นแค่คำถามโง่ๆ ที่จะได้เรียนตั้งแต่ตอนปี 1 แต่พวกเธอก็ยังคงถามเขาเพียงเพื่อต้องการให้เขาตอบหรือพูดคุยกับพวกเธอ

    “ว้าว --- เหลือเชื่อจริงๆ นั่นแหละ” ฉันบอก

    ไม่ใช่แค่เหลือเชื่อที่เขาชวนนัตตี้ --- นัตตี้เป็นผู้หญิงที่ดี เธอสวย และแน่นอน เธอเป็นคนที่มีหนุ่มๆ รอจะชวนมากมาย แต่ที่หน้าเหลือเชื่อคือ --- พระเจ้า --- แมททริว เนี่ยนะ? ฉันไม่เคยเห็นเขาสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย มันมหัศจรรย์ที่เขาออกปากชวนผู้หญิงไปงานเต้นรำ และใช่ มหัศจรรย์เป็นสองเท่าเมื่อผู้หญิงคนนั้นคือนัตตี้

     

    “ให้ตายสิ --- แล้วเธอล่ะอัล จะไปงานเต้นรำกับใคร” ซีนถาม

    “ยังไม่รู้เลย” ฉันตอบ

    จะว่าไปแล้ว กว่าจะถึงงานเลี้ยงเต้นรำก็อีกตั้งหลายเดือน ฉันคงพอมีเวลาคิด ว่าจะไปกับใคร

    “แล้วเธอไปกับใครล่ะซีน” ฉันถาม

    “ที่จริง --- ฉันคิดว่า --- จะไปกับรอยส์ดีไหม” ซีนตอบ

    “รอยส์ชวนเธอเหรอ” ฉันถามและเธอพยักหน้ารับ

    “แต่ว่า --- แพ็ททริค ก็ชวนฉันเหมือนกัน --- ตอนนี้ยังไม่ได้ตอบตกลงใครสักคนเลยอ่ะ ...”

    ให้ตายสิ --- งานนี้ซีนกลายเป็นตัวเต็งไปเสียแล้ว!

    ซีน ชื่อเต็มของเธอคือ ‘เซเนียร์ คีล’ เธอเป็นสาวเอเชีย ผิวขาวผ่องเหมือนหิมะ จุดเด่นของเธอคงเป็นที่ความสนุกสนานเฮฮา เธอมีรอยยิ้มเหมือนเด็กสาวแรกรุ่น เสียงของเธอเป็นอกลักษณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในสวนสนุกหรืองานคัลนิวัลตลอดเวลา นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชมรมประสานเสียงจะขาดเธอไปไม่ได้

     

    “แล้ว --- นี่ตกลงว่ารอยส์จีบเธอจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย!~” นัตติเซียร้องถามเหมือนรู้ใจฉัน

    “จะบ้าเหรอ!~ หมอนั่นบอกว่าถ้าเราไปด้วยกันคงเป็นคู่หูคู่ฮา --- แค่นั้นเอง” เธอรีบตอบ

    ฉันเอนหลังพิงหมอน เจ้าฮวอคกระโดดจากขอบหัวเตียงขึ้นมาบนไหล่ของฉัน เล็บมันจิกทะลุเสื้อทำให้รู้สึกเจ็บนิดหน่อย --- ฉันมองไปยังทั้งสองคน เสียงหัวเราะคิกคักของพวกเธอยังคงดังในระหว่างการสนทนา ช่างเป็นบรรยากาศที่สดใส น่าคุ้นเคยแต่สวนทางไปในเวลาเดียวกัน

    “นี่อัล ฉันกับนัตตี้จะไปที่ร้านมาดามมัลกิ้น เธอจะไปด้วยกันไหม” ซีนถาม

    “ซื้อชุดตอนนี้มันจะไม่เร็วไปเหรอ” ฉันถาม ร้านมาดามมัลกิ้น ถือเป็นร้านเสื้อผ้าที่โด่งดังในตรอกไดแอกอน

    “เธอก็รู้ว่าพวกผู้หญิงต้องแห่ไปที่นั่น --- ถ้าไม่รีบไปเลือกเอาไว้ก่อนล่ะก็ จะไม่เหลือชุดดีๆ เอานะ” ซีนตอบ

    มันก็จริงอย่างที่เธอว่า มาดามมัลกิ้นมีชุดสารพัด สำหรับพ่อมดแม่มด แต่เฉพาะนักเรียนในฮอกอตส์ที่กว่าครึ่งหนึ่งจะไปใช้บริการที่นั่น มาดามมัลกิ้นก็แทบจะเป็นลมแล้ว --- ฉันยังหาคู่ไปงานไม่ได้ แต่ไปหาชุดเอาไว้ก่อนก็คงไม่เสียหาย และอีกอย่าง ฉันอยากจะแวะที่อื่นแถวๆ ตรอกไดแอกอนอยู่เหมือนกัน

    “นั่นสิ งั้นฉันไปด้วยก็แล้วกัน” ฉันตอบ

     

     

     

     

    “เธอว่าสีไหนสวยกว่ากัน”

    นัตตี้ชูชุดเดรสสองตัวให้ฉันและซีนดู ตัวหนึ่งเป็นเดรสยาวสีน้ำเงินเข้ม อีกตัวเป็นสีชมพูอ่อนที่ดูสั้นเหนือเข่า และชุดที่เธอสวมอยู่เป็นเดรสยาวประดับลูกไม้สีเงิน --- มองจากตรงนี้เธอเหมือนผู้หญิงที่ส่องแสงได้ แสงแดดจากหน้าต่างบานขนาดเท่าผนังทำให้แสงสาดส่องเข้ามากระทบกับชุดที่เธอสวมใส่ มันวิ้งเป็นประกายจนทำให้รู้สึกว่าตัวเธอกำลังจะหายไปพร้อมกับแสงเลื่อมวาววับเหมือนโบเก้

    “ฉันว่าตัวที่เธอใส่อยู่ก็สวยมากแล้วนะ” ฉันบอก และซีนพยักหน้ารับเห็นด้วย

    นัตตี้หมุนตัวอยู่หน้ากระจกเพื่อตัดสินใจ ในทุกครั้งที่เธอขยับตัว แสงวิบวับก็จะสะท้อนไปทั่ว บางครั้งฉันรู้สึกแสบตา แต่อีกนัยหนึ่งก็สวยอย่างน่าประหลาด

    “เธอเลือกได้รึยังล่ะ” ซีนถามฉันซึ่งถือเสื้อผ้าเอาไว้เต็มไม้เต็มมือ

    “กำลังจะไปลองอีกรอบเนี่ย” ฉันตอบ

    เมื่อเลือกเสื้อผ้าจากราวได้แล้ว ฉันก็ตรงไปยังห้องลองเสื้อ ฉันหยิบเดรสดำขึ้นทาบที่ตัว สลับกับเดรสสีชมพูกุหลาบช้ำ ทั้งสองชุดให้ความรู้สึกต่างกันมากและฉันคิดว่ามันก็เป็นชุดที่สวยดีทั้งคู่ ฉันเลือกสวมชุดสีชมพูก่อน หลังจากสวมเสร็จแล้วก็หมุนตัวอยู่หน้ากระจกครู่หนึ่ง ชุดเดรสเกาะอกยาวลากพื้นให้อารมณ์อบอุ่นจนดูไม่เหมือนตัวฉัน --- บางทีชุดนี้อาจเหมาะกับนัตตี้มากกว่า --- อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงทุกคนก็ต้องการเปลี่ยนลุคในคืนงานเต้นรำด้วยกันทั้งนั้น ฉันแขวนชุดเดรสสีดำเอาไว้ที่ราวแขวนผ้าก่อนจะเดินออกจากห้องลองเสื้อ

    “ฉันดูเป็นไงบ้าง” ฉันถามพลางหมุนตัวให้เพื่อนๆ ดู

    “อัล!” เสียงนัตตี้ตะโกน

    “ให้ตายสิ --- เอาจริงใช่มั้ยเนี่ย” ซีนพูดแทรกด้วยตาเป็นประกาย

    “ทำไมล่ะ มันไม่โอเคเหรอ” ฉันถาม

    “มันดีมากเลย --- โรแมนติกสุดๆ ไปเลยอัล!” เสียงนัตตี้พูด

    เมื่อได้ฟังดังนั้นฉันก็ยิ้มออกมา โล่งอกไปทีที่มันไม่ดูประหลาดหรืออะไรทำนองนั้น ในขณะที่ฉันกับนัตตี้เริ่มหัวเราะคิกคักเกี่ยวกับชุดที่พวกเราลองอยู่นั้น เสียงเคาะที่กระจกหน้าต่างก็ดังขึ้น ฉันหันมองก็พบว่าอัลเลย์กับรอยส์ยืนอยู่ที่นอกร้านและกำลังมองตรงมายังพวกเรา รอยส์ยกนิ้วโป้งขึ้นพร้อมขยิบตา ฉันจึงยิ้มรับ

    “พวกนายมาทำอะไรกันที่นี่ล่ะ” ซีนถาม

    “จะแวะไปกริงกอตส์สักหน่อย พวกเธอต้องการคนช่วยเลือกชุดหน่อยมั้ย” รอยส์ถามด้วยสายตาซุกซน

    ซีนก็ส่งสายตาซุกซนกลับไปเช่นกัน หลังจากนั้นพวกหนุ่มๆ ก็เดินเข้ามาในร้านของมาดามมัลกิ้น ---

    “เปลี่ยนลุคไปเลยนะ” อัลเลย์ทักทายในขณะที่เดินผ่านฉันไปยังโซฟาภายในร้าน

    “ไม่ดีเหรอ”

    “ก็ดี” เขาตอบแค่สั้นๆ

    “ก็นะ --- ฉันจะไปลองชุดอื่น” ฉันบอกก่อนจะเดินกลับไปยังห้องลองเสื้อผ้า

    ในขณะที่ฉันเปลี่ยนชุดอยู่นั้น เสียงพูดคุยภายนอกก็แต้มไปด้วยเสียงหัวเราะ เมื่อรอยส์พยายามบอกให้ซีนเลือกชุดที่ดูวาบหวิวกว่านี้ เพราะเขาต้องการควงคู่เต้นรำกับสาวสวยสุดเซ็กซี่ ในขณะที่ซีนบอกกับเขาว่า เธอยังไม่ได้ตอบตกลงไปกับเขาเลยด้วยซ้ำ

    ฉันสวมชุดเดรสสีดำเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่ยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจก ฉันเหมือนเป็นคนละคนกับผู้หญิงเมื่อครู่ เดรสสายเดี่ยวสีดำยาว แต่ผ่าข้างจนเห็นเรียวขาข้างหนึ่งอย่างชัดเจน เนื้อผ้าเงาแบบซาตินและด้วยรูปทรงของเสื้อผ้า ฉันคิดว่ามันค่อนข้างเน้นหน้าอกเกินไปหน่อย --- ฉันหมุนตัวหน้ากระจกอยู่ราวสามนาทีก่อนจะผลักประตูออกไป

    “ชุดนี้เป็นไง” ฉันถาม เมื่อเงยหน้าขึ้น รอยส์จ้องมาที่ฉันก่อนจะยกนิ้วโป้งและส่งสายตาเห็นด้วยอย่างถึงที่สุด

    “โอ้ --- อัล ----” เสียงของซีนดังมาจากห้องลองเสื้อที่อยู่ติดกัน เธอชะโงกหน้าออกมามองที่ฉันและเริ่มพยักหน้าอย่างช้าๆ อีกครู่หนึ่งเธอกัดริมฝีปากตัวเอง

    “มันจะไม่โป๊ไปเหรอ” อัลเลย์พูดแทรก

    “นายว่างั้นเหรอ” ฉันถาม มองไปที่เขา

    “นายพูดอะไรวะ นี่แหละสุดยอดแล้ว!” รอยส์แทบจะตะโกนออกมาเลยทีเดียว

    “ก็พูดไปตามที่คิด”

    “เธอว่ายังไงนัตตี้” ฉันเบนสายตาจากรอยส์และอัลเลย์ไปยังนัตตี้ เธอยังคงจ้องมองที่ฉันก่อนจะยกมือขึ้นประกบที่แก้มของตัวเอง

    “ผู้ชายที่ไม่ขอเธอไปงานเต้นรำต้องโง่มากแน่ๆ เธอรู้มั้ย ฉันหยุดมองไปที่เธอไม่ได้เลย”

    แกมของเธอแดงระเรื่อ จากนั้นฉันหมุนตัวให้เธอดูอีกรอบ เราสองคนหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันและเธอลุกขึ้นจากโซฟาเดินตรงมาที่ฉัน ชุดสีเงินประดับเลื่อมของเธอ และชุดสีดำเนื้อซาตินของฉันช่างดูเหมือนขั้วหยินหยางที่ลงตัว อีกครู่หนึ่งซีนก็เดินออกจากม่านของห้องลองเสื้อในชุดเดรสสั้นสีแดงเลือดหมู เนื้อผ้ากำมะหยี่ทำให้เธอยิ่งดูลึกลับเข้าไปใหญ่ ผิวขาวผุดดุจหิมะทำให้ฉันนึกถึงสโนวไวท์ หรือไม่ก็หนูน้อยหมวกแดง

    “เอาชุดนี้!” รอยส์พูดแทบจะเป็นตะโกนอีกครั้ง

    “พวกเธอคิดว่ายังไง” ซีนหันมาถามความเห็นจากฉันและนัตตี้

    เราหันมองหน้ากันก่อนจะหันกลับหาหาซีน

    “เพอร์เฟก!” “เพอร์เฟก!”

    เสียงของเราประสานกัน หลังจากนั้นเสียงหัวเราะคิกคักก็ดังขึ้นในร้านของมาดามมัลกิ้น ---

     

     

     

     

    ฉันเดินเตร็ดเตร่อยู่ในตรอกไดแอกอนหลังจากที่แยกกับพวกเพื่อนๆ แล้ว ซีนกับนัตตี้บอกว่าจะไปที่ไปที่ร้านไอศกรีมของฟลอเรียน ฟอร์เตสคิว ส่วนอัลเลย์และรอยส์ไปธนาคารกริงกอต์ ---

    เดิมทีแล้วเหตุผลที่ฉันมาที่นี่ไม่ใช่แค่เพราะชุดสวยๆ ของมาดามมัลกิ้น แต่ฉันมีธุระบางอย่างแถวๆ นี้พอดิบพอดี ในขณะที่เดินไปบนถนนเปียกชื้นฉันดึงผ้าฮูดขึ้นคลุมหัวก่อนจะเบียดตัวเข้าสู่ฝูงชนที่เดินกันอัดแน่นเต็มท้องถนน เมื่อเดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ ฉันผลักประตูเข้าสู้ร้านของมิสเตอร์มัลเปเปอร์ เสียงกระดิ่งที่ประตูดังและมิสเตอร์มัลเปเปอร์ชะโงกหัวออกมาเหนือเคาน์เตอร์

    “มาอีกแล้วรึ” เขาเอ่ยถาม

    “กำลังทำอะไรอยู่หรือคะ”

    มิสเตอร์มัลเปเปอร์ลุกขึ้นยืนพลางวางกล่องไม้ลงบนเคาน์เตอร์ ภายในบรรจุหลอดแก้วมากมาย และถึงแม้ว่ามันจะถูกฝุ่นจับจนหนาเตอะแต่ฉันก็พอจะมองออกว่ามันคืออะไร

    “มีของพรรค์นี้ด้วยหรือคะ” ฉันถาม

    “ก็ต้องมีสิ่ ---”

    ฉันเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์จนมองเห็นหลอดแก้วได้อย่างชัดเจน ของเหลวสีแดงเดือดปุดๆ อยู่ภายในหลอดแก้วที่เปรอะฝุ่นจนดูคร่ำครึ

    “ฉันอยากได้พิษแมงมุมบราวน์เรคคูส คุณพอจะมีไหมคะ”

    หลังฉันถามจบมิสเตอร์มัลเปเปอร์ก็มองหน้าฉัน

    “จะเอาไปใช้ทำอะไรหรือแม่หนู”

    “ก็ --- เอาไว้ใช้ปรุงยาอะไรทำนองนั้น”

    “วิชาเรียนหรือ” เขาถามอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

    “---- มีหรือเปล่าคะ”

    “ไม่มีหรอก และถึงมีฉันก็คงจะขายให้เธอไม่ได้”

    มิสเตอร์มัลเปเปอร์ตอบก่อนจะเดินแทรกตัวออกจากเคาน์เตอร์ไปพร้อมกับกล่องไม้ในมือ เขามักจะปฏิเสธเสมอในยามที่ฉันมาขอซื้อวัตถุดิบปรุงยา มิสเตอร์มัลเปเปอร์เอื้อมมือดันกล่องไม้เข้าสู่ชั้นวางของที่อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบมากมาย

    “แต่คุณเคยขายให้หนูนี่คะ” ฉันกล่าว

    “งั้นหรือ --- แต่ฉันจะไม่ขายให้เธออีกต่อไปแล้ว” เขากล่าวโดยไม่มองหน้าฉัน

    “ทำไมล่ะคะ”

    “แม่หนู --- ฉันไม่รู้ว่าเธอเรียนอะไรถึงต้องใช้ของพรรนั้น แต่พักนี้มีข่าวไม่ค่อยดีเรื่องมีคนปรุงยาผิดกฎหมาย ถ้าเธอซื้อของพรรนั้นจะถูกสงสัยเอาได้” มิสเตอร์มัลเปเปอร์กล่าวก่อนจะหันมามองยังฉันหลังจากที่เขาเก็บของเข้าชั้นเรียบร้อยแล้ว แววตาของเขาคล้ายจะคาดคั้นให้ฉันพูดบางอย่าง ถึงแม้ว่ามันจะมีความไม่แน่ใจ แต่แน่นอนว่าเขาสงสัยตัวฉันเต็มประดา

    “ค่ะ --- ถ้าอย่างนั้น --- ขอเกสรดอกไฮเดรนเยียแห้งสองห่อค่ะ” ฉันกล่าว

    “บอกได้ไหมว่าเธอกำลังปรุงยาอะไรอยู่”

    “ดอกไฮเดรนเยียไม่ได้มีพิษนะคะมิสเตอร์มัลเปเปอร์ ฉันเอาเกสรดอกไม้ไปใช้ฆ่าใครไม่ได้หรอก”

    “สำหรับคนทั่วไป --- แต่ไม่ใช่สำหรับนักปรุงยา” เขากล่าว มองฉันด้วยสายตาครุ่นคิด

    “มิสเตอร์มัลเปเปอร์ --- ฉันเป็นแค่นักเรียนเท่านั้นนะคะ” หลังจากฉันพูด เขาจึงพยักหน้ารับอย่างส่งๆ

    “ตามมาทางนี้ สองเกลเลี่ยน ฉันลดให้เธอนะแม่หนู” เขาเดินนำฉันไปยังชั้นวางของในส่วนหนึ่งของร้าน ฉันยืนมองดูเขาปีนบันไดไม้ขึ้นไปหยิบวัตถุดิบที่อยู่ด้านบนของชั้นวางของครู่หนึ่งก็ส่งหอยาให้กับฉัน

    “ขอบคุณค่ะ” ฉันกล่าวก่อนจะจ่ายเงิน

    “ระวังตัวด้วยล่ะ --- หวังว่าเธอจะฉลาดพอนะแม่หนู ที่ร้านสลั๊กแอนจิงเกิลส์มีพวกหูไวตาไวอยู่เป็นกระบุง” มิสเตอร์มัลเปเปอร์กล่าวก่อนที่ฉันจะเดินออกจากร้าน เขาไม่หันมาสบตาฉันแต่ยังคงจัดการจัดกล่องยาต่างๆ เข้าที่คล้ายกำลังหมกมุ่น --- แต่คำพูดนั้นเป็นการยืนยัน ฉันตกเป็นผู้ต้องสงสัยของมิสเตอร์มัลเปเปอร์แล้ว 80% ฉันปิดประตูโดยไม่ตอบหรือพูดอะไรทั้งสิ้น หลังจากนั้นฉันหันกลับไปสู่ถนน

    การไปที่ร้านสลั๊กแอนจิงเกิลส์แล้วหาซื้อวัตถุดิบต้องสงสัยนั้นถือว่าโง่เสียยิ่งกว่าโง่ แม้แต่เด็กๆ ที่เสกคาถาวิงกาเดี้ยมไม่ได้ก็ยังรู้ดี --- นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันเลี่ยงร้านสลั๊กแอนจิงเกิลส์ถึงแม้ว่ามันจะเป็นร้านขายวัตถุดิบปรุงยาที่ใหญ่ที่สุดในตรอกไดแอกอน

    ฉันก้าวเท้าลงบนถนน และเริ่มเบียดตัวเข้าสู่ฝูงชนโดยซุกห่อกระดาษราคา 2 เกลเลี่ยนเอาไว้ภายใต้เสื้อคลุม ถึงแม้ว่ามันจะเสี่ยง แต่ฉันไม่มีทางเลือก

    มีที่เดียวที่ฉันจะได้พิษแมงมุมบราวน์เรคคูสโดยไม่ถูกปฏิเสธ หรือถามให้มาเรื่องมากความ

    และที่นั่นก็คือ ...

     

    ‘ตรอกน็อกเทิร์น’

     

     


     

    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×