AllJAENFICTION

ตอนที่ 16 : กระเป๋าสีชมพู[JohnJae]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 มิ.ย. 60




เนื้อเรื่องมีความรุนแรง ไม่ควรอ่านตอนทานข้าว

แนะนำให้เปิดไฟสลัวๆ ปืดห้องเงียบๆ อ่านคนเดียวจะได้อรรถรส เอ็นจอยคะ


================================================







"แจฮยอนฟังฉันก่อน"


"ผมไม่ฟัง"


"ไม่ นายต้องฟัง!"


"จะบอกว่าเรื่องพี่กับผู้หญิงคนนั้นเป็นเรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรอครับ?"


"ก็ใช่นะซิ ฉันกับผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรกันจริงๆนะ"


"บังเอิญจังนะครับ บนเตียงเนี้ยนะ?"


"แจฮยอนมันไม่ใช่...."


"ผมทนความเจ้าชู้ของพี่ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว มันมากเกินกว่าที่ผมจะแบกรับ พี่ไม่เคยสนใจว่าผมจะรู้สึกยังไง
โกหกหลอกลวงผมซ่ำแล้วซ้ำเล่าและถ้าคิดว่าผมจะเป็นไอ้โง่ตาบอดที่หลงรักพี่สุดหัวใจละก็ คนๆนั้นได้ตายไปแล้วครับ"



ผมหันหลังให้ชายที่ผมรักด้วยความเจ็บปวด 3ปีที่คบกันมาไม่มีความหมายอะไรเลย
เค้าไม่เคยสนใจผม มาหาก็เมื่อต้องการร่างกายผม ไม่เคยพาไปแนะนำให้ใครรู้จัก ถึงแม้คนรอบข้างเราจะระแคะระคายเกี่ยวกับความสัมพันของเรา เขาก็เลือกที่จะตบหน้าผมโดนการปฎิเสธและตอบพวกนั้นไปว่าผมกับเขาเป็นแค่ พี่น้องกัน




( พี่น้องหรอ? น่าขัน แล้วสิ่งที่นายฝากไว้ในตัวฉัน มันเรียกว่าพี่น้องได้หรอ? ซอยองโฮ )




ผมเดินเข้าห้องนอนผ่านผู้หญิงคนนั้นที่ยังเชิดหน้ามองผมด้วยสายตาดูถูก ดึงกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ออกมากางออก เปิดตู้เสื้อผ้าหยิบของใช้ส่วนตัวของผมเท่าที่มันจะสามารถยัดลงไปในกระเป๋าเดินทางได้



"นายจะไปไหน?ฉันไม่ให้ไป"


ผมมองมือหนาของอดีตคนรักซึ่งกำข้อมือผมแน่น ผมกระชากและกระชากผมกลับ แต่เค้าก็ไม่มีท่าทีจะปล่อยมัน


"อย่างี่เง่าได้ไหมแจฮยอน? เมื่อกี้ฉันไล่ยัยนั้นไปแล้ว รอบนี้นายโกรธแรงไปนะ!"


แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เค้าเหยียบย่ำความรู้ผม จนก้อนเนื้อที่อกด้านซ้ายมันชินช้าตายด้านไปแล้ว

นายหวังจะได้เห็นไอ้งั้งคนเดิมนั้งร้องห่มร้องไห้เสียใจแล้วทุกอย่างมันจะจบลงด้วยเซ็กส์แสนอ่อนโยนที่นายปลอบฉันเหมือนทุกครั้งที่นายทำเลวๆนะหรอ?



(ไม่ !! ไม่ยองโฮ มันจะไม่มีไอ้งั้นนั้นอีกแล้ว)




"เอางี้นะครับ ผมจะพูดสั้นๆและกรุณาตั้งใจฟัง เพราะผมจะไม่พูดซ้ำอีกแล้ว"



เขาปล่อยมือผมให้เป็นอิสระหลังเห็นรอยยิ้มของผม ปากกระจับยกยิ้มเมื่อเขาคิดว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม
ผมขยับตัวเข้าไปใกล้เขาจนร่างของเราแนบชืดกัน เขย่งปลายเท้าขึ้นวางมือยึดบ่ากว้างกดริมฝีปากแนบความอ่อนนุ่มแบบเดียวกัน ผมหลับตาแนบริมฝีปากแช่ไว้แบบนั้น ซึมซับความทรงจำระหว่างผมและเค้าที่เคยมีให้กัน


ผมผละออกก่อนเลื่อนหน้าไปกระซิบที่ใบหูของเค้า


แผ่วเบา.. แต่.... หนักแน่น




"ลาก่อน"







(เฮือกกกกกกก )






(ฝันร้าย อีกแล้ว...)

ผมกุมหน้าอกตัวเองแน่น เสียงหอบหายใจของผมยังดังก้องห้องนอนมืด ควานหาสวิทซ์ไฟบนหัวเตียงไปทั่ว
คล่่ำไปเรื่อยๆจนเจออะไรบางอย่าง......... บางอย่างที่นุ่มเกินกว่าจะเป็นสวิทซ์ไฟ





ยองโฮ..




(เฮือกกกกกกกก)




(อะไรกันเนี้ย ฝันซ้อนฝันหรอ?)





ผมกระเด้งตัวขึ้นนั้งหอบหายใจเอาอากาศเข้าร่างกายเพื่อเอาชีวิตรอด หัวใจผมเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาจากหน้าอกเสียให้ได้ เสยผมชื่นเหงื่อของตัวเองขึ้นนั้งแช่อยู่แบบนั้นสักพักจนจังหวะหายใจของกลับมาเป็นปกติ



ใครกันนะชายแปลกหน้าเจ้าของใบหน้าหวานได้รูปนั้น? ผิวขาวราวหิมะยามต้องแสงแดด
ร่างกายบอบบางเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง




ทำไมคนๆนั้นถึงได้มาอยู่ในฝันของเราแทบทุกคืน?





เกือบ3เดือนแล้วที่ผมย้ายมาอยู่คอนโดนี้และจำเรื่องอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้
มีเพียงหญิงชายวัยกลางคนคู่หนึ่งอ้างตัวว่าเป็นพ่อกับแม่ผมเท่านั้นที่ไปมาหาสู่ผม พวกเขากำชับให้ผมอยู่แต่ในห้องพักห้ามออกไปไหนโดนให้เหตุผลว่าผมป่วย พวกเค้าบอกว่าโรคของผมไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด
แต่ผมคิดว่ามันอาจเป็นสาเหตุที่ผมจำอะไรกอ่นหน้านี้ไม่ได้อยู่ตอนนี้
พวกเค้าบอกว่าที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะต้องการที่จะปกป้องผม




ผมจำอะไรไม่ได้ก็จริง.....






แต่ใบหน้าหวานและกลิ่มกายหอมรันจัวใจนั้นกลับเป็นสิ่งเดียวที่ติดอยู่ในสมองผม




ก็อก ก็อก ก็อก


"ครับๆ ไปเปิดเด่วนี้ละครับ"


ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงคนค็อกประตูห้อง ปลายตามองนาฬกาบอกเวลา ตี3.03!
ใครมันมาค็อกประตูห้องชาวบ้านกันตอนนี้ว่ะ ผมที่พึ่งจะได้หลับไปไม่ถึงสองชั่วโมง เดินออกมาเปิดประตูห้องด้วยความหัวเสีย



"ครับ???"


ผมขยี้หัวตัวเองจนยุ่งเพียงเพราะต้องการระบายอารมณ์เสียที่กำลังปะทุ


"ผมขอโทษที่มารบกวนกลางดึกนะครับ คือ คือ คือ"


"คืออะไรก็รีบๆว่ามาครับคุณ"

ผมกระชากปลายเสียงแข็ง ผมรู้ว่ามันแย่แต่ความง่วงทำให้ผมเลือกจะข้ามคำขอโทษไป



"ผะ ผะ ผมพึ่งย้ายมาห้องตรงข้ามคุณวันนี้ แล้ว แล้ว แล้วไฟในห้องมันไม่ยอดติดสักดวงเลยครับ"



"ทำไมคุณไม่เรียกนิติละครับ?"

ผมนวดขมับตัวเองก่อนลืมตาขึ้นมามองเพื่อนบ้านใหม่เจ้าปัญหา



คุ้น คุ้นมากก เหมือนเคยเห็นที่ไหน????




"คือผมไม่รู้เบอร์นิติอ่ะครับ พึ่งจะลงเครื่องมาเมื่อกี้ เปิดเข้าห้องไปก็เป็นงั้นเลย"

 

ผมมองใบหน้าหวานที่ผมรู้สึกคุ้นตานั้น ไล่ลงมาจนหยุดที่กระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ของเจ้าตัว
เพื่อนบ้านใหม่ยิ้มแห้งๆให้ผม ผมถอนหายใจก่อนดึงทั้งคนและกระเป๋ายักษ์เข้ามาในห้องของผม




"คะ คะ คุณ ดึงผมเข้ามา ทำไมครับ?"


"ก็ผมซ่อมไฟไม่เป็นแล้วถ้าไฟไม่มาก็แสดงว่าน้ำห้องคุณก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน มันเป็นระบบของคอนโดเรา
สงสัยตัวควบคุมเสีย ไว้พรุ่งนี้ผมบอกนิติให้ไปซ่อมให้ คืนนี้นอนห้องผมก่อนละกันนะคุณ"




"ไม่ได้หรอก ผมเป็นคนแปลกหน้านะครับ? เด๋วผมลงไปนอนโซฟาที่ล็อบบี้ก็ได้"




"ตอนนี้หน้าหนาว คุณได้แข็งเป็นปลาช่องแข็งแน่ๆ นอนนี้ละ ผู้ชายด้วยกันกลัวอะไร?"
ผมยกแขนขึ้นมากอดตัวเองทำท่าเหมือนหนาวแบบเวอร์ๆ เรียกใบหน้าหวานให้ตื่นตกใจกับความเล่นใหญ่ของผม



"ก็ได้ งั้นจะถือว่าคุณเชิญผมแล้วนะ"

"ครับ"

"หะ ห้องน้ำ ไปทางไหนอ่ะ?"


"ตรงไปเลี้ยวขวา"



ผมคลียิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว มองแผ่นหลังบางของเพื่อนบ้านคนน่ารักจนมันหายวับเข้าไปในห้องน้ำ
นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้ นอกจากฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนผมทุกวัน
ก็คงเป็นใบหน้าขาวงั้มงอนั้นที่ทำให้ใจผมเต้นแรง







ผมตื่นมาในช่วงสายของอีกวัน สิ่งแรกที่ผมทำคือควานหาเจ้าตัวหอมนุ่มนิ่มที่ผมนอนกอดมาทั้งคืน แต่กลับไม่เจอ
กระเด้งตัวจากเตียงเดินไปทั้วห้องชุดหรูของตัวเอง ห้องครัว ห้องนั้งเล่น ห้องน้ำ ห้องอ่านหนัง




ไม่มี....หมอนั้นไปแล้ว



ถึงจะรู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ เพราะยังไงเพื่อนบ้านใหม่ของเค้าก็มีห้องเป็นของตัวเอง และความสัมพันของเราเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าแต่ก็อดใจหายไม่ได้เมื่อไม่เห็นหมอนั้นตอนตื่นมา กลื่นกายหอมหวานและความอุ่นยังติดอยู่ปลายจมูกไม่จางหาย



ผมถอนหายใจ นั้งลงโซฟาก่อนนวดขมับตัวเองหนักๆ ให้ตายเถอะนึกยังไงก็นึกไม่ออก
หน้าของเพื่อนบ้านเค้าคุ้นมากจริงๆ แล้วเมื่อคืนก็ไม่ได้ถามชื่อซะด้วยซิ



ผมนั้งแช่อยู่แบบนั้นจนอาการปวดหัวดีขึ้นค่อยลุกขึ้นไปทำขนมปังปิ้งกินง่ายๆกับกาแฟหนึ่งแก้ว
และกิจวัฏแบบเดิมๆก็เริ่มขึ้นเมื่อผมตื่น

.
.
.
.
.



แต่ไม่หรอก วันนี้มันจะไม่เหมือนเดิม

ไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ผมมีเพื่อนบ้านใหม่นั้นละ
.

.



.

.

.

"นายช่วยไปดูแผ่งคุมไฟกับน้ำที่ห้องตรงข้ามฉันทีซิ"


"ห้อง 303 หรอครับ?"


"ใช่ เมื่อวานมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่แต่ไฟห้องไม่ติดทั้งห้อง"


"คุณยองโฮครับ แต่ว่า..."


"แต่อะไร?"


"ก็ห้องนั้นไม่มีคนอยู่มาเกือบ 3 เดือนแล้วนะครับ"



หน้าเจ้าหน้าที่นิติบุคคลซีดเผือกลงอย่างเห็นได้ชัด  เสียงของเขาสั่นเครือ อะไรกันเนี้ย?



"คนใหม่พึ่งย้ายเข้ามาเมื่อคืน ฝ่ายบุคคลตกหล่นชื่อเค้าไปหรือเปล่า? ไม่รู้ล่ะ ไปจัดการเรื่องไฟซะไม่งั้นฉันไล่นายออก"
แต่ในระหว่างที่กำลังหันหลังกลับ นิติบุคคลคนเดิมก็เรียกผมไว้เสียก่อน



"คนที่คุณยองโฮพูดถึง เค้ามากันกี่คนครับ? มีของมาเยอะไหม?"


"มาคนเดียว ผิวขาวๆ สูงประมาณจมูกฉัน ลากกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ๆ"




นิติคนนั้นกลืนน้ำเอือกใหญ่ ดวงตาไหววูบ เค้ารับปากผมว่าจะไปดูให้ทั้งเสียงที่สั้นเครือ
แต่เมื่อผมจะกลับ เค้าก็รั้งผมไว้อีกครั้ง



"คุณยองโฮครับ คุณเชื่่อเรื่องวิญญาญหรือเปล่า?"


"ไร้สาระน่า เรื่องแบบนั้นมีจริงที่ไหน หึ!"


"มีความเชื่อที่ว่าคนเราพอตายไปแล้ว เมื่อครบ 100 วันเค้าจะกลับมาครับ"


"กลับมาหรอ? กลับมาทำไม?"
ผมรู้ว่ามันไร้สาระ แต่ฟังๆไปก็ไม่เสียหายในเมื่อผมก็เหงาไม่ได้คุยกับใครมานานแล้ว




"มีหลายเหตุผลที่พวกเค้ากลับมาครับ กลับมาร่ำราคนรัก กลับมาหาคนในครอบครัว
กลับมาบอกกล่าวเรื่องสำคัญ หรือแม้กระทั้งกลับมาแก้แค้น..."



"ฟังดูแฟนตาซีดี แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก คนตายไปแล้วก็คือคนตายมีแต่คนเป็นเท่านั้นละที่คิดเป็นตุเป็นตะไปเอง"
ผมหมุนตัวกลับโดนที่ไม่สนใจคำพูดสุดท้ายของนิติคนนั้น



.

.
"คุณยองโฮครับ วันนี้คือวันที่ 100 ของคุณครับ"

.
.
.




ผมกลับมาที่ห้อง ทำความสะอาด ตะเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็น และแน่นอนแขกที่ผมจะเชิญมาดินเนอร์ก็คงไม่พ้นเพื่อนบ้านใหม่ร่างนุ่มนื่มนั้น ผมจำวิธีทำอาหารไม่ได้ แต่ผมกำลังทำมันอยู่ ความทรงจำหลายๆอย่างค่อยๆไหลเข้ามาในหัวผม น่าขำที่เมื่อก่อนพยายามนึกยังไงก็นึกไม่ออก







กึก กึก ครืดด



เสียงอะไรบ้างอย่างดังมาจากห้องนอนของผม ผมวางมีดหั้นผักลงก่อนเดินเข้าห้องไปดู



กึก กึก ครืดด




มันดังขึ้นอีกแล้ว




กึก กึก ครืด



เสียงเหมือนอะไรขยับอยู่ในที่แคบๆและลงท้ายด้วยเสียงลากของอะไรสักอย่าง




กึก กึก ครืดด




ผมหาต้นตอของเสียงไปทั้วห้องนอนจนกระทั้งเจอ กระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ของเพื่อนบ้านในห้องน้ำในห้องนอนผม




สงสัยจะลืม หรือหนักเกินจนยกไม่ไหว?




ผมลองยกกระเป๋าดูและพบว่ามันก็หนักเอาเรื่องเหมือนกันเลยปล่อยไว้แบบนั้นรอตอนเย็นเด๋วเจ้าตัวนุ่มนิ่มคงมาจัดการ
เหลือบตาไปเห็นหน้าต่างห้องน้ำเปืดอยู่ผมจึงสันนิฐานว่าคงเพราะลมที่พัดเข้ามากระเป๋าเลยขยับไปโดนอะไรในห้องน้ำสักอย่าง






แต่หนักขนาดนั้นมันขยับได้ไงวะ?




ผมเลิกสนใจกระเป๋าและกลับมาทำอาหารต่อ

.
.
.


อาหาร 3-4 อย่างที่ทำเสร็จแล้วถูกผมนำมาจัดวางบนโต๊ะกินข้าว จากนั้นก็ไปอาบน้ำออกมานั้งรอเพื่อนบ้านตัวขาวกลับมา




จาก 2 ทุ่ม กลายเป็น 4 และ 5 ทุ่ม
ผมเหลือบดูนาฬิกาติดฝนังครั้งที่เท่าไรแล้วไม่อาจนำได้
แต่จะเพราะแอร์เย็นหรือรายการทีวีมันน่าเบื่อก็ไม่รู้ผมถึงเผลอหลับไป
ตื่นมาอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง






กึก กึก ครืด...

กึก กึก ครืด........

กึก กึ ครืดด...........




ผมลุกขึ้นมาเปิดไฟแต่ดันไม่ติดสักดวง เดินหัวเสียไปห้องครัวเปิดลิ้นชักตู้เก็บของควานหาไฟฉาย
เสียงฟ้าร้องและฝนที่ตกหนักทำให้มผมรู้ทันทีว่าทำไมไฟถึงดับ
แต่กระนั้นเสียงประหลาดนั้นก็ดังแวกเสียงฟ้าฝนเข้าโซนประสาทผมอยู่เป็นระยะ




กึก กึก ครืดดด


(ซ่าาาา)


กึก กึก ครืดดดดดด....




ผมเดินตามเสียงมาเรื่อยๆจนมาหยุดที่กระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ของเพื่อนบ้านในห้องน้ำ
ผมค่อยๆฉายไฟฉายไปที่กระเป๋าด้วยใจที่เต้นระรัว!!



กึก....กึ...ครืดด...









มีบางอย่างในกระเป๋าขยับอยู่ มันพยายามจะออกมา เสียง"กึกกึก"คือเสียงกระเป๋าขยับ แล้วเสียง"ครืด"ละมันมาจากไหน?





ของเหลวสีแดงข้นค่อยๆปะทุของมาจากร่องปิดกระเป๋าพร้อมๆกับกระเป๋าที่ขยับรุนแรงขึ้น
ของเหลวไหลออกมาอย่างรวดเร็วจนพื่นห้องน้ำเจืองนอง



กลิ่นคาวคละคุ้งไปทั้วห้องน้ำเหม็นขึ้นจมูกจนแทบอ้วก ผมช็อกและกลัวมากจนไม่สามารถก้าวขาหนีออกไปได้
ได้แต่มองกระเป๋าสีชมพูใหญ่ขยับสั่นไหวแรงจนในที่สุดบางอย่างในนั้นมันก็ทะลักออกมาจนกระเป๋าเปิดอ้าออก




พระเจ้า!!!! ข้างในกระเป๋าคือร่างกายของมนุษย์มันถูกหั้นเป็นชิ้นๆ บางส่วนที่หั้นไม่ได้ก็อย่างขายาวๆกลับถูกหักเป็นสองท่อนจนเห็นกระดูกโพล่งออกมาทั้งๆที่เนื้อทั้งสองข้างไม่ได้ถูกตัดแยกออกจากกัน 
เครื่องในตับไตและลำไส้เส้นยาวๆทะลักออกมากองที่เท้าของผม




(นี้มันอะไรกันวะ?? หรือว่าผมฝันร้าย??)






กึก กึก ครืดดด
.
.
.


กึก กึก ครืดด
.
.
.

.

ครืดดดดดดดดดด


.
หมับ!



มองกลั้นหายใจฉายไฟฉายไปที่มือขาวซีดและร่างกายท่อนบนที่ชุ่มไปด้วยเลือดที่จับอยู่ที่ข้อเท้าของผม
ใช่แล้ว เสียงกึกกึก คือเสียงของแขนที่ถูกตัดเส้นเอ็น มันขยับตั้งฉากไปกับพื้นแทนขาที่ถูกตัดจากลำตัวไป







ข้อมือขวา

กึก

.
.


ข้อมือซ้าย


กึก
.
.

.




และเมื่อแขนตั้งฉากแล้วจึงค่อยไถ่ลำตัวไปข้างหน้า



ครืดดดดด!!
 


นั้นละครับที่มาของมัน



และผมว่าตอนนี้  ผมจำทุกอย่างได้แล้ว



.
.
.
.
.
.
.
.
.
.



"ฉันไม่ให้นายไป หยุดเด๋วนี้นะแจฮยอน"


"ปล่อยผม"


"หยุดดิ้นซืโว้ย!!!"


"ผมเกลีดยพี่ ได้ยินไหมว่าผมเกลียดพี่"


"ถอนคำพูดเดียวนี้แจฮยอน!!"


"ไม่!!"



( เพี๊ยะ)




"จะ..แจฮยอนฉันขอโทษ ฉัน ฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจ"


"อึก อึก ฮือ ฮือ"

"ผมหาจะคนรักใหม่ เอาที่ดีกว่าทพี่ร้อยเท่าพันเท่า และผู้ชายเลวๆอย่างพี่ขอให้ตกนรกทั้งเป็น"


"ไม่ ไม่ ไม่แจฮยอน เรื่องที่นายจะเป็นของคนอื่นมันจะไม่เกิดขึ้น"


"นายรักฉัน รักฉันแค่คนเดียว ใช่ไหม?"


"ฮือ ฮือ อึก ไม่..ไม่...อึก อีกแล้ว"



ตุบ!


ระหว่างที่ผมกำลังจัดการในส่วนของเครื่องใน บางอย่างรูปร่างกลมเหมือนเอเลี่ยนตัวเล็กๆที่ผมคุ้นตาก็ปรากฎขึ้น
ผมล่นลานค่อยๆหยิบเจ้าเอเลี่ยนขนาดครึ่งฝามือของผมขึ้นมา



(แจฮยอนท้อง!)




"ทำไมนายไม่ยอมบอกฉัน?"



"ม่ายยยยยยยย"





ผมกรีดร้องปาดใจจะขาด ผมพรากสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผม ผมฆ่าพวกเค้า ผมจะทำยังไงดี?
ม้จะกรีดร้องเศร้าเสียใจปานใดแต่เวลาไม่อาจหวนคืน
ผมในตอนนั้นหลังจากพลั้งมือบีบคอแจฮนอนเพราะอารมณ์ชั่ววูบกลายเป็นไอ้ขี้กลาดที่กลัวความผิดจนหัวหด
พยายามจะปกปิดความผิดของตัวเอง ผมลากกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ของแจฮยอนออกมาเปิดและยัดชิ้นส่วนของคนรักและลูกน้อยของผมลงไปทั้งน้ำตา




ผมนั้งอยู่กับกระเป๋าชุ่มเลือดในห้องน้ำผมอยู่นานจนในที่สุดผมตัดสินใจบอกความจริงกับพ่อแม่ของผม
และขอให้ท่านส่งผมให้ตำรวจ



แต่การที่ลูกเจ้าของบริษัทอหังสารายใหญ่ของประเทศอย่างผมมีข่าวเรื่องคดีความมันดันไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของบริษัท ดังนั้นแม่ของผมจึงจัดการเรื่องทุกอย่าง การในอำพรางศพในคอนโดที่ตัวเองเป็นเจ้าของนั้นง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก ศพของแจฮยอนถูกฝั่งโบกปูนไว้ที่ห้องตรงข้ามห้องผมรวมทั้งกระเป๋านั้นด้วย
ทุกย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยอำนาจเงิน




ส่วนผมที่เสียใจจนช็อกจึงได้เกืดอาการอย่างหนึ่งที่เรื่องว่า สภาวะการป้องกันตัวเอง ขึ้น
มีสภาวะจิตไม่ปกติจนแม่ผมต้องพาไปรักษาด้วยการสะกดจิตให้ลืมเรื่องก่อนหน้านี้




ครืดดด...




เสียงขยับตัวของร่างที่ข้อเท้าเรียกให้ผมกลับมายังเหตุการณ์ปัจจุบัน
ใบหน้าหวานที่คุ้นเคย ผิวขาวราวกับหิมะยามต้องแสงแดด ร่างกายบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้อง
แม้ว่าทุกอย่างจะเปื้อนสีแดงและชุ่มไปด้วยเลือดแต่ผมก็จำได้แม่มว่าเค้าคือใคร




"จ แจ แจฮยอน..."



"อ็อก อ็อก อึก อัก อึก อุก อุก อ็อก อ็อก"




"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"





END.







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #74 Ztart (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 00:54
    น่ากลัวมากกกกก อ่านตอนจะตีหนึ่งอีก ตายแล้ว
    #74
    0
  2. #62 FlowerMan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 15:03
    รู้สึกปวดจุยยยยยยยยยยยยยยย กุมขมับสองสามที เอ่อออออออ.....น้ำตาซึมเลย หนูกลัววววววววววววว 5555 ซึมจริง ขนลุกด้วย แบบเวลากลัวผีนี่จะน้ำตาซึมอ่าาาเค่อะ ว่าแล้วอิพี่จ้อนต้องเป็นไอ่อาการที่ว่าหลงกาล หรือะไรแบบนั้นเลยจำไม่ได้ว่าทำอะไรไป แต่ก็นะ เงาแค้นน้องก็ตามมาหาพี่ได้เสมอล่ะในฝัน ซ้อนฝัน ซ้อนซ้อนฝันนน ยิ่งกว่าอินเซปชั่น ตายในฝันนนนน เหอๆๆๆๆ อิชั้นปวดจัยยย
    #62
    0
  3. #61 Lolpooh (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2560 / 09:51
    น่ากลัวมากใจจะวาย อ่านคนเดียวในห้องมืดอีก555 สงสารเเจฮยอนคือโดนพี่จอห์นทำร้าย;___;
    #61
    1
  4. #60 wuingpcx (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 21:32
    โอ้โห...พอเห็นคำเตือนและเรื่องกระเป๋านี่ก็นึกถึงเรื่อง summer ฤดูร้อนนั้นฉันตาย ทันทีเลย ละมันก็ใช่จริงด้วย...พลั้งมือทำลงไป แต่หลังจากนั้นมันเป็นไปด้วยความตั้งใจล้วนๆเลยนะ ครบ 100 วัน มันก็ถึงเวลาที่เค้าตะกลับมาแล้ว แต่ว่านะ นุ้งในสภาพสยองก็ยังจินตนาการไม่ค่อยออก ทำร้ายจิตใจกันเกินไป ;--; พอเห็นว่าท้องด้วยนี่ยิ่งโกรธอิพิจอน แกกกก
    #60
    1
  5. #59 ~๋฿eat๛ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 18:08
    พูดไม่ออกเลย ... 
    #59
    1
  6. #58 imagine_me (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 17:32
    สยดสยองและเศร้าไปพร้อมๆกันเลยค่ะ ใจมันโหวงๆตอนที่รู้ว่าแจท้องแต่มันก็น่ากลัวมากที่ยองโฮใจดำโหดร้ายฆ่าได้ลงคอขนาดนี้ กลัวววสว
    #58
    0