M.U.T.E. ไล่ล่าในความเงียบ

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ชายแปลกหน้า (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 มี.ค. 59



บทที่ 2 ชายแปลกหน้า







อนรรฆวีหรืออัค เจ้าของร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าคมสัน นัยน์ตาเฉี่ยวสวยได้รูปสีเดียวกับท้องฟ้าในยามนี้ จมูกโด่งกำลังดี โดยรวมแล้วเป็นชายหนุ่มที่หน้าดีทีเดียว เจ้าตัวอยู่ในชุดลำลองเรียบๆ ติดจะดูมอซอและเก่าพอสมควร ดูๆไปแล้วเขาก็ไม่ต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆที่อยู่ในละแวกแถวนี้เลย อาจเป็นเพราะส่วนสูงที่มากกว่ามาตรฐานก็เป็นได้ที่อาจทำให้เขาดูโดดเด่นท่ามกลางแหล่งเสื่อมโทรมที่มีบ้านหลังเล็กที่สร้างจากสังกะสีเรียงซ้อนๆกันแห่งนี้


“แล้วตกลงว่าเธอชื่ออะไร หืม? ออกมาเดินในที่เปลี่ยวๆแบบนี้ตอนกลางคืนมันไม่ปลอดภัยหรอกนะ พอจะจำได้ไหมว่าบ้านอยู่ทางไหน ให้ฉันไปส่งก็แล้วกัน” อนรรฆวียังไม่ละความพยายามในการสื่อสารกับเด็กชายตรงหน้าที่ตอนนี้กลิ้งนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของตัวเองจากทางซ้ายไปทางขวาแล้ว เหมือนกับอีกฝ่ายก็พยายามจะมองตาเขา แต่มันก็ไม่ประสบความสำเร็จสักที และนั่นทำให้ชายหนุ่มร่างสูงต้องถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน


เขาไม่ใช่คนประเภทรักเด็ก ไม่ชอบหาภาระให้ตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันอัคก็ไม่ใช่คนใจดำขนาดที่จะทิ้งให้เด็กหลงทางนอนอยู่ข้างถนนได้ลงคอเช่นกัน ยิ่งเห็นเลือดที่ติดอยู่ตรงแก้มของอีกฝ่ายด้วยแล้ว… ดูท่าเด็กคนนี้จะต้องเจอเรื่องอะไรที่ไม่โสภามาแน่ๆ เพราะงั้นเขาถึงได้แต่บ่นกับตัวเองในใจว่าถ้าเขาไม่คิดอยากจะเดินเล่น เลือกใช้เส้นทางที่อ้อมหน่อยในการกลับบ้านล่ะก็ เขาคงไม่ต้องมาเจอกับภาระชิ้นใหญ่นี่เข้า


เอาเถอะ… ให้มานอนด้วยสักคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยพาไปส่งสถานีตำรวจแล้วกัน


อัคทรุดตัวนั่งยองๆเพื่อให้ใบหน้าของพวกเขาสองคนอยู่ในระดับเดียวกัน ดลธีก้าวเท้าถอยหลังเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะกระโจนตัวหนีแต่อย่างใด ชายหนุ่มจึงวางใจ พยายามมองเข้าไปในดวงตาอีกฝ่ายอีกครั้ง


“อย่ามาอยู่ตรงนี้เลย วันนี้มาอยู่กับฉันก่อน แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปตามหาบ้านของเธอกัน โอเคไหม?” ไม่รอคำตอบ อัคเอื้อมมือไปจับแขนของเด็กชายหมายจะค่อยๆพาเด็กชายที่เขายังไม่รู้ชื่อกลับบ้านไปพร้อมกับเขา แต่ชายหนุ่มพลาดเสียแล้ว ดลธีสะดุ้งเฮือกเมื่อความร้อนจากฝ่ามือของอีกฝ่ายสัมผัสลงบนแขนของเขา เด็กชายสะบัดแขนออกอย่างรุนแรงราวกับมันเป็นตัวเชื้อโรคก่อนจะออกวิ่งไปอีกทาง ทำเอาอัคถึงกับชะงักไปเล็กน้อยด้วยความงง แต่วินาทีต่อมาเขาก็กระโจนไปที่ตัวอีกฝ่ายแล้วรวบตัวของเด็กชายร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว


“เดี๋ยว…! ใจเย็น ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นายตกใจนะ” ชายหนุ่มพยายามอธิบาย แต่คนในอ้อมแขนไม่ฟังเขา ดลธีดิ้นเร่าๆราวกับกำลังจะโดนเขาจับเชือดอย่างไรอย่างนั้น อัคได้แต่บ่นกับตัวเองในใจว่าเขาไม่น่าแส่หาเรื่องเลย ไอ้เด็กนี่จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยแท้ๆ หาเหาใส่หัวให้ตัวเองแล้วไหมล่ะ


แต่ในเมื่อเรื่องมันวิ่งมาหาเขาถึงที่ และเขาก็ตัดสินใจที่จะให้ความช่วยเหลือเจ้าเด็กนี่แล้ว ก็คงมีแต่ต้องทำให้ถึงที่สุด


ถึงจะคิดงั้นก็เถอะ… แต่ทำไมเด็กตัวแค่นี้ถึงได้มีแรงเยอะขนาดนี้กันนะ


“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่… โอ๊ย!” อัคร้องโอดขึ้นมาทันทีเมื่อเจ้าตัวดีที่อยู่ในอ้อมแขนที่ดิ้นปัดๆอยู่ถึงเมื่อกี้เกิดหันมากัดมือเขาลงเต็มแรงทำให้ชายหนุ่มเผลอตัวปล่อย… น่าจะเรียกว่าโยนอีกฝ่ายลงกับพื้นหญ้าแห้งๆน่าจะถูกกว่า


สภาพของดลธีที่ในตอนแรกว่าแย่แล้วบัดนี้กลับแย่ลงกว่าเดิม เนื้อตัวของเด็กชายเต็มไปด้วยดินสกปรกและเศษหญ้าเปรอะเปื้อนไปทั่วตัว เด็กชายอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลจากชายหนุ่มแปลกหน้าที่มาจับตัวเขาแบบนี้ไปให้ไกลเหมือนกัน เสียแต่ว่าขาทั้งสองข้างของเขาหมดแรงจนแค่ลุกขึ้นยืนจากพื้นยังทำไม่ไหว สภาพย่ำแย่ของดลธีทำให้อนรรฆวีถอนหายใจเฮือกด้วยความรู้สึกผิด เขานั่งยองๆลงอีกเพื่อให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับอีกฝ่ายอีกครั้งและพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลมากขึ้น


“โอเค ฟังนะ ฉันแค่อยากจะช่วยเธอเท่านั้นเพราะฉันเห็นว่าเธอกำลังเดือดร้อน… และเหมือนจะไม่มีที่นอนสำหรับคืนนี้ด้วยใช่ไหม”


อัคเงียบฟังคำตอบไปอึดใจหนึ่งและเด็กชายตรงหน้าเขาก็พยักหน้ารับครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาของเด็กชายยังคงไม่มองมาที่เขาเหมือนเคย


“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเธออยากจะมานอนที่บ้านฉันสักคืนก่อนไหม แล้วเดี๋ยววันพรุ่งนี้เราค่อยคิดหาทางออกกันว่าจะหาบ้านเธอได้ยังไงดี” พูดจบชายหนุ่มก็ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปหวังจะจับมือเด็กชายให้เดินมาด้วยกันกับเขาแต่ดลธีเบี่ยงตัวหลบ ถึงจะไม่ได้โจนออกจากตรงนั้นเหมือนเมื่อครู่ แต่เด็กชายก็แสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้ชายหนุ่มมาโดนตัวเขา อนรรฆวีจึงยอมถอยห่างไปแต่โดยดี


“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็เดินตามมาแล้วกัน”


ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินนำไปก่อน ต้องรออยู่อีกพักหนึ่งล่ะขาผอมๆของเด็กชายด้านหลังถึงก้าวเดินตามมาได้ อนรรฆวีสาบานได้ว่านี่เป็นการเดินช้าที่สุดเท่าที่ในชีวิตเขาจะมีได้ ตลอดทางชายหนุ่มต้องหันไปมองเด็กชายตัวจ้อยเป็นระยะๆ ด้วยความที่ดลธีหมดแรงมาจากการเดินและการดิ้นพล่านๆเมื่อครู่ การเดินในความเร็วระดับนี้ดูจะสุดความสามารถของเด็กชายแล้ว


“นี่ ไหวรึเปล่า ให้ฉันอุ้มดีกว่าไหม” เขาถามด้วยความเป็นห่วง และได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้ารัวๆจากดลธี


อนรรฆวีนำเด็กชายจนมาถึงบ้านของตัวเอง สภาพบ้านของเขาไม่ได้ต่างจากบ้านอื่นๆที่อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมละแวกนี้เท่าไรนัก ถึงแม้มันจะตั้งอยู่ไกลจากบ้านหลังอื่นๆหน่อยแต่ขนาดของมันเล็กกว่าบ้านของดลธีเสียอีกเพราะอัคอาศัยอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น


หากเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็จะค้นพบว่าด้านในนั้นดูสะอาดสะอ้านแตกต่างจากภาพลักษณ์ภายนอก เตียงนอนเดี่ยวถูกตั้งเอาไว้อยู่ที่ด้านหนึ่งของห้อง นอกจากนั้นแล้วก็มีเครื่องเรือนเท่าที่จำเป็น ตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก ตู้หนังสือ มีโซฟาที่ดูนั่งสบายและดูดีกว่าเครื่องเรือนชิ้นอื่นๆ ด้านหนังของมันมีโทรทัศน์เครื่องเล็กตั้งอยู่ ห้องครัวและโต๊ะกินข้าวสำหรับคนเดียวอยู่รวมกันโดยถูกแบ่งออกจากห้องนอนไม่ค่อยเป็นสัดส่วนนัก แทบจะเรียกได้ว่าทุกอย่างมารวมอัดกันอยู่ในห้องเดียวจริงๆ


“เดี๋ยวฉันจะเอาผ้ามาปูให้” อนรรฆวีพูดเรียบๆ เหลือบมองดลธีที่ค่อยๆกวาดตามองสำรวจรอบห้อง


อัคเหลือบมองเด็กชายที่ค่อยๆเดินไปที่ซิงค์ของครัวอย่างแปลกใจ เขานึกถึงเรื่องเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น อย่างเช่นว่าจริงๆแล้วมีใครส่งเด็กคนนี้มาให้ลอบฆ่าเขา และตอนนี้เจ้าตัวกำลังควานหามีดจากครัวเพื่อเอามาแทงเขาแล้ว แต่วินาทีถัดมาอัคก็รู้ตัวว่าเขาคิดมากเกินไปเมื่อดลธีเพียงแค่เอื้อมมือไปเปิดน้ำแล้วล้างมือของตัวเองลวกๆ อัคสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของเด็กชายขมุบขมิบแต่ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าดลธีกำลังทบทวนสิ่งที่แม่บอกให้เขาทำทุกครั้งเมื่อเข้ามาในบ้าน นั่นคือการล้างมือให้สะอาดนั่นเอง


“ห้องน้ำอยู่ตรงนั้น ถ้ายังไงนายจะอาบน้ำก่อนไหม เนื้อตัวสกปรกไปหมดเลย” ชายหนุ่มชี้มือไปทางห้องน้ำที่อยู่อีกมุมห้อง ดลธีค่อยๆเบือนหน้าหันไปมองและเดินไปที่ทิศทางนั้นอย่างว่าง่าย อัคถอนหายใจอย่างโล่งอกนิดหน่อยที่ไม่ต้องรบกันอีกรอบ เขาค้นตู้และหยิบเสื้อผ้าขนหนูกับเสื้อยืดเก่าๆวางเตรียมไว้ให้ นี่ดีสุดที่เขามีแล้วล่ะ คงไม่หวังให้เขามีชุดเด็กแปดขวบเตรียมเอาไว้ในบ้านซอมซ่อของตัวเองใช่ไหม?


ระหว่างที่เด็กชายกำลังอาบน้ำ ถึงอัคจะรู้สึกเป็นห่วงนิดหน่อยแต่ความอยากรู้ของเขาที่มีต่อเด็กชายมีมากกว่า เขาค้นเสื้อผ้าใช้แล้วของคนในห้องน้ำเพื่อดูว่าพอมีข้อมูลอะไรกับคนที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรตั้งแต่มากับเขาเลยบ้างไหม และชายหนุ่มก็ได้พบกับสิ่งที่ต้องการ


สมุดทำมือเล่มเล็กขนาดพกพาถูกใส่อยู่ในด้านหนึ่งของกระเป๋ากางเกง ชื่อ‘ดลธี’ถูกเขียนอยู่ตรงหน้าปกด้วยลายมือยึกยือซึ่งอัคคาดว่าเจ้าตัวคงจะเป็นคนเขียนเอง เขาพลิกไปหน้าต่อไปและเห็นรูปภาพของชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง มันถูกเขียนอย่างหวัดๆว่า ‘พ่อ แม่’อยู่ด้านล่าง หน้าถัดๆไปเป็นลายเส้นยุ่งเหยิงอีรุงตุงนังไปหมด มีทั้งลายมือ ลายแทง อะไรก็ตามแต่ที่เขาไม่เข้าใจ หรืออาจจะหมายความว่าเด็กคนนี้อาจจะไม่ใช่เด็กปกติทั่วไป นอกจากจะไม่พูดอะไรกับใครแล้ว เจ้าตัวอาจจะยังมีปัญหาทางด้านความจำและสมองอะไรทำนองนั้นก็เป็นได้


จะอยู่ในประเภทออทิสติกหรือดาวน์ซินโดรมอะไรพวกนี้รึเปล่านะ


อนรรฆวีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสียงกระชากประตูห้องน้ำจะดังขึ้น ดลธีออกมาจากห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว เขาหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดตัวอย่างลวกๆก่อนจะมองไปที่เสื้อยืดตัวโคร่งที่ชายหนุ่มวางทิ้งไว้ให้


“ขอโทษทีนะ ฉันมีให้แค่นั้นแหละ ใส่นอนไปก่อน เดี๋ยวซักเสื้อผ้าของนายให้แล้วค่อยใส่พรุ่งนี้นะ” พูดไป อนรรฆวีก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจที่เขาพูดมากน้อยแค่ไหน แต่ครู่ต่อมาดลธีก็หยิบเสื้อของเขาขึ้นมาสวมเรียบร้อยแล้ว ด้วยความรูปร่างของอัคสูงใหญ่กว่าคนทั่วไป เสื้อยืดของเขาจึงกรอมลงไปถึงข้อเท้าของดลธี ดูหลวมโพรกไปหมด แต่ก็คงดีกว่าไม่ใส่อะไรนอนแน่


อนรรฆวีไม่แน่ใจว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาไม่เคยเลี้ยงเด็ก แต่ดูจากสภาพอ่อนล้าของอีกฝ่ายแล้วชายหนุ่มก็ตัดสินใจเปิดตู้เย็นขนาดเล็กแล้วหยิบนมออกมารินใส่แก้วส่งให้ดลธี


“ดื่มนี่ได้ใช่ไหม” ดลธีรับมันไปไหวในมือ นัยน์ตาของเด็กชายดูเหม่อลอย เขาค่อยๆก้มลงสำรวจสิ่งที่อยู่ในแก้วก่อนจะค่อยๆยกมันขึ้นดื่ม อรรฆวีถอนหายใจออกมาอีกรอบอย่างโล่งอก “ถ้าอย่างนั้นพอดื่มแล้วก็เข้านอนซะนะ ฉันปูที่นอนของนายไว้ให้แล้วตรงนั้น ขาดเหลืออะไรก็บอกแล้วกัน” ถึงจะรู้ว่ายังไงอีกฝ่ายคงไม่ปริปากพูดอะไรกับเขาแน่ก็เถอะ


เมื่อเห็นว่าดลธีนั่งลงบนเก้าอี้แล้วดื่มนมเงียบๆอย่างสงบ อนรรฆวีก็ตัดสินใจหยิบเสื้อผ้าเข้าไปอาบน้ำเพราะรู้สึกล้าไม่ต่างอะไรกับเด็กหลงที่เขาเพิ่งเข้าบ้านมา และเมื่อก้าวเท้าพ้นจากประตูห้องน้ำ ชายหนุ่มก็ต้องเบิกตาโตกับสิ่งที่เห็น


“ดลธี นี่นายกำลังทำอะไรเนี่ย” เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายและค่อนข้างมั่นใจว่าเรียกถูก เพราะเจ้าตัวหันมาจากหนังสือที่ดึงลงมาจากชั้นทั้งหมดเล็กน้อย ก่อนจะหันไปง่วนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองทำค้างไว้อยู่ “ให้ตายเถอะ หนังสือก็อยู่ในชั้นของมันดีๆ จะไปรื้อลงมาทำไมเนี่ย เก็บขึ้นไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”


ดูเหมือนว่าเจ้าตัวก็กำลังทำแบบนั้นก่อนที่อัคจะพูดขึ้นมาแล้ว และเมื่อชายหนุ่มสังเกตสิ่งที่อีกฝ่ายทำ เขาก็ค่อยๆเข้าใจขึ้นมาดลธีกำลังทำอะไร เด็กชายกำลังเรียงหนังสือให้สันหันมาในทางเดียวกันโดยเรียงตั้งแต่ตัวหนังสือก-ฮและA-Zตามตัวอักษร อนรรฆวีมองสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำอย่างอึ้งๆ


“นี่นายเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดหรือยังไง?” แต่เขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร อัคปล่อยให้ดลธีเรียงหนังสือของเข้าชั้นตามตัวอักษรจนพอใจ คราวนี้พออัคเรียกให้ไปนอน เจ้าตัวก็ลุกเดินเตาะแตะไปตรงผ้าที่ปูไว้เรียบร้อยแล้วและเหมือนนั่นจะถึงขีดจำกัดของเด็กชายแล้ว ดลธีผล็อยหลับอย่างรวดเร็วทันทีที่หัวถึงหมอน


อัคละหน้าออกมาจากหนังสือที่เขากำลังอ่านอยู่บนเตียง ลอบมองเด็กชายที่นอนอยู้บนพื้นอย่างครุ่นคิด จะว่าไปแล้วเด็กคนนี้อาจจะเจอเรื่องอะไรที่ร้ายแรงมาก็ได้ อย่างเลือดที่ติดอยู่บนหน้านั่น เรื่องนั้นทำให้เขาคิดหนักพอสมควร ถ้าเกิดว่าดลธีเจอปัญหาในครอบครัวอย่างเช่นการทำร้ายร่างกายมาล่ะ? ถึงเท่าที่เขาพิจารณาดูเลือดนั่นจะไม่ได้มาจากแผลของเด็กชาย แต่มันก็ดูไม่ชอบมาพากลอย่างไรพิกล


แต่เอาเถอะ ไว้เขาจะหาคำตอบทุกอย่างในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน วันนี้เขาเหนื่อยมามากเต็มทีแล้ว ขอนอนพักหน่อยก็แล้วกัน





◈◈◈◈


หากอนรรฆวีได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมง ชายหนุ่มก็ต้องเบิกตาโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด โทรศัพท์มือถือของเขาไม่สั่นอยู่ที่ข้างหมอนของเขา สัญญาณไฟสีแดงกระพริบถี่ๆราวกับกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มยันตัวขึ้นจากเตียงอย่างเงียบงัน


มีคนบุกมาหาเขาถึงที่นี่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนบุกหวังจะมา‘เก็บ’เขา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่คนพวกนั้นมาในเวลาใกล้รุ่งสางแบบนี้ ดีที่เขาเป็นคนที่มีสัญชาติญานเฉียบแหลมและระตัวอยู่ตลอด ไม่อย่างนั้นเขาคงนอนหลับลึกจากวันที่แสนยาวนานของเขาและคงโดนเชือดนิ่มไปแล้ว


ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบงัน เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าและเปิดช่องลับที่เก็บอาวุธจำพวกปืนและระเบิดเอาไว้ ช่องลับนี้จำเป็นจะต้องใช้พลังจิตในรูปแบบเฉพาะของเขาในการเปิด เขาหยิบปืนขนาดพกพาขึ้นมาเช็คลูกกระสุน หยิบกระสุนสำรองขึ้นมาใส่กระเป๋ากางเกงของตัวเองตามด้วยมีดสั้น ก่อนจะหยิบระเบิดลูกขนาดเท่าฝ่ามือออกมาเป็นอย่างสุดท้าย


อนรรฆวีเดินไปเขย่าตัวของเด็กชายที่นอนหลับอยู่บนพื้นอย่างเงียบงัน ไม่ต้องใช้เวลานานในการปลุกดลธีเลย เด็กชายลืมตาขึ้นมาอย่างสลึมสลือก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสจากใครอีกคนที่แตะอยู่บนท่อนแขน ยังไม่ทันได้ดิ้นโวยวายอะไรมือหนาก็ครอบลงบนปากของเขา อนรรฆวีคิดว่าเด็กชายคงไม่กรีดร้องโวยวายอะไรขึ้นมาหรอก ก็ขนาดเมื่อวานที่ดิ้นปัดๆแทบตายยังไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาจากปากนี่เลยนี่นา แต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยง


“เราต้องไปจากที่นี่” เขาพูดรวบรัด “อย่าดิ้น อย่าโวยวายถ้ายังไม่อยากตาย แค่ตอนนี้เท่านั้น เข้าใจไหม”


ไม่รอฟังคำตอบ ชายหนุ่มรวบตัวของดลธีขึ้นไว้ในอ้อมแขนแล้วพุ่งตัวไปที่ด้านประตูหน้าของบ้าน กัดฟันแน่นเมื่อดลธีกำลังดิ้นประท้วงทำให้แขนเขาต้องรับน้ำหนักมากขึ้น


ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย… จะได้ตายกันหมดก็งานนี้แหละ อนรรฆวีได้แต่สบถอยู่ในใจ


อนรรฆวีก้าวถอยหลังมาติดผนังก่อนจะเขวี้ยงระเบิดออกไปตรงบริเวณประตูหลังบ้าน เขารอให้ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากวัตถุชิ้นนั้นก่อนจะพุ่งออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มสังเกตเห็นชายฉกรรจ์หลายคนที่อออยู่ที่บริเวณตัวบ้านของเขา รอบนี้ดูฝั่งนั้นจะลงทุนไปเต็มที่พอดู คงกะจะเก็บเขาให้ได้รอบนี้เลยล่ะสิ อย่าฝัน…


ผู้คนที่อยู่ในบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากบ้านของเขานักเริ่มออกมาดูสถานการณ์กันด้วยความแตกตื่นตกใจ ยิ่งเห็นชายหลายคนกำลังถือปืนขนาดใหญ่รายล้อมอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งยิ่งทำให้ผู้คนเสียขวัญ มีเสียงตะโกนโวยวายและเสียงเด็กร้องไห้ดังตามขึ้นมาราวกับโรคติดต่อ


อนรรฆวีใช้จังหวะนั้นแฝงตัวไปกับกลุ่มฝูงชน เขากระชับเสื้อฮู้ดตัวนอกและดึงฮู้ดขึ้นมาบังหน้าของตัวเองอย่างทุลักทุเลเพราะในมืออีกข้างเขายังต้องระวังไม่ให้ดลธีหล่นจากแขนของเขาไป ชายหนุ่มกึ่งเดินกึ่งวิ่งแทรกผู้คนมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงตัวรถของเขาที่อยู่จอดอยู่ห่างจากตัวบ้านพอสมควร


เขาโยนดลธีเข้าไปที่ท้ายรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้จนฝุ่นเขราะ ส่วนตัวเองประจำที่ตำแหน่งคนขับ สตาร์ทรถและบึ่งออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว


พวกมันรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และครั้งนี้พวกนั้นก็หาเขาเจอเร็วกว่าที่อนรรฆวีคาดการณ์ไว้


ข้อเท็จจริงนั้นทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นขึ้นอย่างครุ่นคิด ก่อนจะต้องขมวดมุ่นขึ้นหนักกว่าเดิมเมื่อคนที่นั่งอยู่ที่เบาะหลังใช้เท้าถีบอย่างรุนแรงที่เบาะคนขับที่เขานั่งอยู่


“เฮ้!! เจ้าหนูหยุด!!!”


อนรรฆวีมั่นใจว่าเด็กชายเข้าใจในสิ่งที่พูด แต่เขาก็ไม่ยอมหยุด และนั่นทำให้ชายหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาอีกเฮือก


“ดลธี!!!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น มันฟังดูน่ากลัว และคงทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินชะงักไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้ผลกับเด็กชายที่กำลังทุบเบาะของอนรรฆวีอย่างบ้าคลั่ง “ฉันเตือนนายแล้วนะ”


ชายหนุ่มหักพวงมาลัยเข้าข้างทางอย่างรุนแรง และนั่นทำให้ดลธีกลิ้งไปที่เบาะฝั่งซ้ายเพราะตั้งตัวไม่ทัน


ดลธีขยับตัว สีหน้าของเขายู่ยี่ นัยน์ตาประกายไปด้วยความโกรธแม้จะยังไม่มองหน้า ไม่มองตาเขาเหมือนเดิมอยู่ดี เด็กชายทำท่าจะเข้ามาทำร้ายเบาะที่นั่งของเขาต่อเมื่อตั้งตัวได้ ชายหนุ่มนิ่งงันไปอย่างลังเล เขาอยากจะทำให้เด็กคนนี้หลับลงไปเลย และนั่นคงไม่เกินความสามารถของเขา แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเขาทำแบบนั้น พอดลธีตื่นขึ้นมา เด็กชายก็จะรับรู้ว่าเขาใช้ความรุนแรงกับตัวเอง ถึงจะไม่รู้วิธีการแน่ชัด แต่สัญชาติญาณของดลธีต้องบอกเขาได้แน่

คิดแบบนั้นชายหนุ่มผู้ไม่ถนัดรับมือกับเด็กก็ถอนหายใจเฮือก


“ดลธี ช่วยสงบลงสักพักหนึ่งได้ไหม” เด็กชายยังไม่หยุดมือที่ทุบเบาะของเขา “ขอร้องล่ะ”


น้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนทำให้ท่าทีของเด็กชายอ่อนลงไปนิดหนึ่ง และเมื่ออนรรฆวียังคงนิ่งดลธีก็ค่อยๆผละมือออกไปเอง


เด็กชายขยับริมฝีปากขมุบขมิบแต่ไร้เสียง เขาขดตัวอยู่เบาะหลังรถ สายตามองไปเรื่อยเปื่อยเหมือนคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


“ฉันขอโทษที่ทำให้นายตกใจ” อนรรฆวีพูดอีกครั้ง “แต่ฉันตั้งใจจะช่วยนายจริงๆ นายหลับไปก่อนก็ได้นะถ้าง่วง”


แม้จะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายฟังที่เขาพูดอยู่รึเปล่า แต่ดลธีก็ค่อยๆซุกตัวนอนในท่ากอดเข่าทั้งสองข้าง เหมือนเต่าที่หลบหัวเข้าไปอยู่ในกระดอง อนรรฆวีเห็นไหล่เล็กสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มจึงถอนหายใจออกมาอีกรอบแล้วออกรถอีกครั้ง





◈◈◈◈


ชายหนุ่มจอดรถที่พงหญ้าแห่งหนึ่งซึ่งห่างจากสถานที่ที่เขากำลังมุ่งหน้าไปพอสมควร ที่ทำแบบนี้เพราะเขาไม่อยากให้มีปัญหามากมายตามมาทีหลัง การเจอกันครั้งนี้ของอรรฆวี เขาตั้งใจให้มันเป็นความลับ


อนรรฆวีกำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะฉุกคิดได้ว่าใช้โทรศัพท์ในกรณีที่เขาอยากให้เป็นการนัดเจอกันแบบลับๆก็ไม่น่าใช่ความคิดที่ดี คิดดังนั้นแล้วเขาจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีอื่นสื่อสารกับคนที่อยู่ในคฤหาสน์หลังงามด้วยวิธีที่ต่างกันออกไป


‘ลฉัตร ปิดอุปกรณ์ออนไลน์และระบบสื่อสารของนายให้หมด ฉันจะเข้าไปหา’


เขาส่งโทรจิตไปหาอีกฝ่ายและไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับ ใช่ คุณอ่านไม่ผิดหรอก เขาใช้โทรจิตสื่อสารกับใครอีกคน มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวของเขาอย่างที่น้อยคนในโลกนักจะมี และอีกฝ่ายไม่หสามารถตอบเขากลับผ่านโทรจิตได้ถ้าเขาปิดการใช้โทรจิตของตัวเองลง


อนรรฆวีรีบเดินไปเปิดประตูหลัง มองเด็กชายที่ยังนอนขดตัวก่อนจะเอ่ยเรียก


“ตื่นอยู่รึเปล่า” อีกฝ่ายค่อยๆผงกหัวขึ้นมา “ลงมาเถอะ ไปหาที่สบายๆกว่านี้นอนกัน”


เด็กชายไม่ค้านอะไรเลย เขาอ่อนล้ามามากพอแล้วสำหรับวันนี้ ดลธีค่อยๆก้าวเดินชายหนุ่มแปลกหน้าที่เขาเพิ่งเจอไม่กี่ชั่วโมงต้อยๆอย่างสะลึมสะลือ


อนรรฆวีหยิบกุญแจหลังบ้านที่ไม่ใช่บ้านของตัวเองขึ้นมาเปิด รอจนเด็กชายเดินเข้าไปจึงปิดลงกลอนอีกครั้ง ปกติแล้วเขาไม่เข้าคฤหาสน์หลังนี้ทางด้านหลัง แต่ก็นั่นแหละ วันนี้มันปกติเสียที่ไหนล่ะ


ทันทีที่ก้าวเข้ามาในตัวบ้าน สิ่งที่ปรากฎแก่สายตาของพวกเขาทั้งสองคนคือห้องโถงขนาดใหญ่ เสียงเปียโนดังคลอมาเบาอย่างนุ่มนวลทำเอาดลธีที่จะหลับแหล่มิหลับแหล่ยิ่งเคลิ้มราวกับฟังเพลงกล่อมเด็ก


โน้ตเพลงสุดท้ายจบลงพร้อมกับการปรากฎตัวของ‘ริชาร์ด ลฉัตร เทย์เลอร์’หรือที่อรรฆวีเรียกว่า‘ลฉัตร’ หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษผู้มีใบหน้าคมสันแบบชาวยุโรป เรือนผมสีบลอนด์ทองถูกเซตอย่างดี นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจัดตามแบบฉบับคนเอเชีย รฉัตรตัวเตี้ยกว่าอนรรฆวีเล็กน้อยแต่ก็ยังถือว่าสูงกว่ามาตรฐาน เขาแต่งกายด้วยชุดสุภาพแบบผู้ดีด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายแหน็บแว่นไร้กรอบสีชาเอาไว้ กางเกงสีดำเข้มที่คงราคาเท่าเงินเดือนโดยเฉลี่ยของประชากรทั่วไปทั้งเดือน เสื้อผ้าที่ดูจะเป็นทางการไปหน่อยแม้จะอยู่ในบ้านของตัวเองและอยู่ในประเทศไทยก็ตาม


“ไง อัค วันนี้มาเสียมืดค่ำเชียว” ชายหนุ่มว่าขณะก้าวเท้ามาหาเขา ในมือมีแก้วที่ใส่บรั่นดีอย่างดีถือไว้ข้างหนึ่ง “เรื่องด่วนมากเลยเหรอ”


“ก็ไม่เท่าไรหรอก” ตอบหน้าตาย “แค่ตอนนี้ไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนแล้ว”


“ด่วนจริงๆ” ลฉัตรพูดตอบ ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กชายที่ใส่เสื้อยืดตัวหลวมโพรกยืนอยู่ด้านหลังเพื่อนของเขา หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษเลิกคิ้ว “ลูกติด?”


“เก็บตกได้กลางทางน่ะ” อนรรฆวีขยายความ สังเกตเห็นถึงสายตาไม่ชอบใจของอีกฝ่ายที่กำลังมองชุดที่ดลธีใส่ โรคเจ้าสำอางขึ้นสมองกำเริบอีกแล้ว “หาได้ดีสุดเท่านี้แหละ นายก็รู้ว่าบ้านสังกะสีของฉันเป็นยังไง”


“ไม่แปลกใจเท่าไร” เขาว่าก่อนจะเดินนำแขก “เข้ามานั่งก่อน เรื่องเสื้อผ้าของเด็กนายฉันจะลองดูว่าทำอะไรได้บ้าง”


แม้คฤหาสน์ของทายาทตระกูลเทย์เลอร์จะใหญ่โตเหมือนคนทั้งตระกูลอยู่รวมกัน แต่แท้จริงแล้วชายหนุ่มอาศัยอยู่เพียงคนเดียว เขาไม่จ้างแม่บ้านหรือคนใช้เหมือนอย่างที่คฤหาสน์หลังโตทุกหลังต้องมี ลฉัตรมีหุ่นยนต์มากมายที่คอยอำนวยความสะดวกให้เขา เขาเป็นเจ้าของบริษัทที.แอล.อิเล็กทรอนิเคิลคอมพานี (ที.แอล.ซี) ซึ่งผลิตทั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์รูปแบบต่างๆ ในยุคที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคพวกนี้กำลังรุ่งเรือง บริษัทที.แอล.ซีจึงกวาดกำไรและรายได้มหาศาลไปอย่างถล่มทลาย


หุ่นยนต์ติดบ้านสารพัดประโยชน์ที่ถึงแม้จะทำงานบ้านทุกอย่างแทนไม่ได้หมดแต่ตรงส่วนล้อที่ขับเคลื่อนก็มีเครื่องดูดฝุ่นแถมพ่วงเป็นออพชั่นไปให้ด้วย นอกจากนั้นแล้วเจ้าหุ่นยนต์รุ่นนี้ยังถูกป้อนข้อมูลให้สามารถตอบโต้และพูดคุยสื่อสารกับมนุษย์ได้นอกจากนั้นก็พวกต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ตหาข้อมูล ท่องเว็บ โซเชียลต่างๆ ขายดีมากในหมู่คนพลเมืองชั้นหนึ่ง ใครไม่มีติดบ้านนี่ถือว่าเชยสนิท เจ้าหุ่นยนต์รุ่นนี้มีชื่อว่าลูโบ้ และลูโบ้ตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนที่มาทางพวกเขาตามคำสั่งของลฉัตร


“ฉันคิดว่าฉันบอกให้นายปิดระบบให้หมดแล้วนะ” อนรรฆวีขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย


“เปล่า อัค นายแค่บอกให้ฉันปิดระบบออนไลน์และระบบสื่อสารให้หมดต่างหาก หัวก็ยังไม่ขาวนะ ทำไมความจำสั้นงี้” เขาว่า แขกที่มีอายุประมาณสิบขวบของเขากำลังมองตามหุ่นยนต์ตัวนั้นลอยๆ เหมือนจะมอง แต่เหมือนความสนใจก็ไม่ได้อยู่ที่ลูโบ้เท่าไรนัก “อย่าห่วงไปเลย ตัวนี้ไม่ได้เชื่อมระบบออนไลน์ แค่เอาไว้ใช้ในงานในบ้านเท่านั้น เหมือนแม่บ้านที่หมกตัวอยู่กับบ้าน ไม่คุยเจ๊าะแจ๊ะกับแม่บ้านของบ้านข้างๆน่ะ”


“มีแม่บ้านแบบนั้นอยู่ด้วยเหรอ” อนรรฆวีพูดติดตลก สำหรับเขาแล้วอิมเมจของแม่บ้านตระกูลดังๆรวยๆต้องพูดมาก เหมือนในละครไง เรื่องราวอะไรเกิดขึ้นในบ้านพวกแม่บ้านและคนใช้ต้องได้รู้ก่อนใคร แล้วก็เอาไปกระจายข่าวต่อเสียด้วย


“ลูโบ้ เธอพาเอ่อ…” ลฉัตรลืมไปว่ายังไม่รู้ชื่อของเจ้าหนูเลย


“ดลธี” อนรรฆวีช่วยตอบให้


“ช่วยพาดลธีไปไปตัดเสื้อผ้าหน่อย ใช้หุ่นตัวที่อยู่ชั้นสองห้องริมซ้ายนะ ผ้าก็เลือกใช้ได้ตามสบาย ชุดนอนสักชุดกับชุดลำลองสำหรับพรุ่งนี้น่าจะพอแก้ขัดได้”


“รับทราบค่ะ” หุ่นยนต์สาวตอบด้วยเสียงอิเล็กทรอนิคก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวนำทางไป อนรรฆวีหันไปพูดกับเด็กชายที่ตอนนี้เริ่มแกว่งเท้าเล่นอย่างเบื่อหน่าย


“ตามเขาไปหน่อยได้ไหม นายจะได้มีชุดใส่สบายๆคืนนี้ไง”


นัยน์ตากลมโตแฝงความระแวงเล็กน้อย ยังไม่ยอมเดินตามไป


“ไม่ต้องกลัวหรอก” อีกฝ่ายสำทับ


สัญชาตญาณของเด็กน้อยก็บอกว่าที่นี่ปลอดภัยสำหรับเขา


ดลธีพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่มองตาเขาเหมือนเดิม แต่ก็ค่อยๆเดินจากไป และเมื่อเหลือเพียงพวกเขาสองคน อนรรฆวีก็เริ่มทิ้งน้ำหนักตัวลงบนโซฟาหุ้มหนังอันแสนหรูหราของเพื่อนอย่างเหนื่อยอ่อน ลฉัตรลุกออกจากที่นั่งไปพร้อมกับแก้วเจียระไนที่ว่างเปล่าในมือ


“ดื่มไหม”


“สักหน่อยก็ดีเหมือนกัน” เขาพูดตอบโดยที่ไม่ลืมตาขึ้นมา ลฉัตรรินบรั่นดีอย่างดีลงในแก้วสองใบแล้วถือกลับมา ส่งให้ชายหนุ่มอีกคน


“เพิ่งรู้ว่านายมีหุ่นรุ่นที่สามารถตัดเย็บชุดได้ด้วย”


“ยังเป็นรุ่นทดลอง ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไรหรอก” ลฉัตรพูดอย่างตรงไปตรงมา “แต่ถ้าแค่ชุดเด็กก็คงไม่แย่มาก”


“อ้อ” อนรรฆวีตอบสั้นๆ เงียบกันไปครู่หนึ่งก่อนชายหนุ่มจะพูดออกมาอย่างรู้สึกผิด “ฉันมารบกวนนายรึเปล่า”


“พูดอะไรของนาย” ลฉัตรขมวดคิ้วฉับ “ฉันจะทำเป็นว่าไม่ได้ยินคำถามเมื่อกี้แล้วกัน”


“ก็นายแต่งตัวเหมือน…” เขากวาดตามองเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า “จะออกไปกาล่าดินเนอร์อย่างไรอย่างนั้น”


“โอ้โห ฉันควรจะเชิญนายไปเต้นรำด้วยไหมเนี่ย” ลฉัตรหัวเราะหึๆ


“ตกลงว่ายังไง” อนรรฆวีถามย้ำ ยกแก้วขึ้นจิบ “เพิ่งกลับมาจากงานเหรอ? หรือว่ากำลังจะออก?”


“กำลังจะออก” ลฉัตรยกแก้วขึ้นจิบบ้าง ท่าทางสบายๆ “คงอยู่คุยกับนายได้สักชั่วโมง จากนั้นต้องบึ่งไปสนามบิน”


“จะกลับเข้ามาเมื่อไหร่”


“พรุ่งนี้เย็นๆ” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่มเหม่อมองฝาผนังที่อยู่ด้านหลังของอนรรฆวี “แต่นายใช้ที่นี่ได้ตามสบาย ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว”


“เข้าใจแล้ว” อนรรฆวีว่า เกือบจะหลุดคำว่าขอบคุณไปแล้ว แต่นึกขึ้นได้ว่าลฉัตรไม่ชอบอะไรที่เป็นพิธีรีตองกับเขามากนัก พวกเขาสองคนสนิทกันมากเกินกว่าจะขอบคุณกันในเรื่องเล็กๆน้อยๆ “นายคงหัวหมุนเหมือนกันสินะ ยังไงก็อย่าหักโหม”


“นายล้อเล่นใช่ไหม” หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษส่ายหน้า ลฉัตรไม่ชอบคนที่ประเมินค่าความสามารถของเขาต่ำเช่นกัน “คนอย่างฉันไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ” นั่นทำให้อนรรฆวีลอบยิ้ม


“เอาล่ะ ถึงตาฉันถามนายบ้าง” เจ้าของบ้านพูดขึ้นหลังจากเงียบกันไปครู่ “ตกลงว่าเรื่องมันเป็นไงมาไงกันแน่”
























-----------------------------------------------------------------------------------------
เต็มตอนมาแล้ววว เรื่องนี้คงอัพได้แบบช้าๆ เพราะตอนนี้กำลังรีไรท์เรื่องหลักอยู่ค่ะ
อ้อ แล้วก็... นิยายอีกเรื่องของเราผ่านเข้ารอบ20คนของโครงการEnter Books Writer 5ด้วยค่ะ
ฝากเข้าไปติดตามและให้กำลังใจด้วยนะ ตามนี้เลย>>http://www.dek-d.com/enterbooks/reading.php?id=101
อย่าลืมคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้เราด้วยน้าา >3<
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25 ความคิดเห็น

  1. #25 Burning Princess (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 13:48
    อัครู้ได้ไงว่านายเอกชื่อดลธี?
    #25
    0
  2. #10 ตุ๊กตาตัวตลก.Joker (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 00:43
    อัคสรุปนายเป็นใครเนี่ย?
    ดลธีนายพูดบ้างก็ได้นะ.....
    ตอนอ่านลุ้นอยู่แต่ว่าเมื่อไหรดลธีจะพูด...
    #10
    1
    • #10-1 Airin_and_Arpo(จากตอนที่ 3)
      3 มีนาคม 2559 / 11:37
      อัคเป็นใครต้องติดตามต่อไปค่าาา อิๆๆ
      ส่วนน้องดล น้องเป็นโรคบกพร่องทางการสื่อสารและการเข้าสังคมค่า น้องเลยไม่พูด แต่น้องฟังรู้เรื่องนะค่าาาา
      //เอ็นดูน้องดลด้วยนะค่าาาา
      #10-1
  3. #9 Yhafufuya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 18:47
    ธีลูก...อย่าพึ่งองค์ลงลูก เดี๋ยวอัคจะบ้าตายเอา ถถถ อัคนี่มิใช่คนธรรมดาแหะทำไรได้อีกมั้งๆ
    อยุ่ๆก็แอบคิดตรงเสียงเปียโน...โอ้ไมเคิลมาเล่นให้ฟัง(//ไม่ใช่และ)//พาธีไปตัดเสื้อไม่ใช่ธีนึกว่าพาไปเชือดนะ...
    #9
    1
    • #9-1 Airin_and_Arpo(จากตอนที่ 3)
      3 มีนาคม 2559 / 11:35
      น้องดลน่ารักขนาดนั้นไม่พาไปเชือดหรอกค่าาาาา
      #9-1
  4. #8 ตุ๊กตาตัวตลก.Joker (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2559 / 00:32
    ดลธีนายตามคนอื่นมาง่ายไปไหมเนี่ย
    อัคเหมือนพวกล่อลวงเด็กยังไงชอบดลแหะ-.-
    //รอตอนต่อไปนะ~~
    #8
    1
    • #8-1 Airin_and_Arpo(จากตอนที่ 3)
      2 มีนาคม 2559 / 18:37
      ดลธีผู้ไม่มีที่ไป 55555
      อัคดูล่อลวงจริงค่ะ นี่ถ้ายืนอมยิ้มให้ด้วยนี่ใช่เลย 5555555
      //มาล่ะๆ
      #8-1
  5. #7 Yhafufuya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:36
    แปลกมาก...เป็นเด็กที่แปลกมากค่ะ! งานหนักและอัคเอ้ย เพราะดูเหมือนจะไม่ได้อยู่แค่แป๊ปๆซะด้วย ยังไงก้นอนเตียงเดียวกันไปเลยสิ//ตอนต้นๆนี่เหมือนอัคลักเด้กเข้าบ้านเลย
    ปล.ชื่ออัคนี่อ่านว่าอะไรอะ...
    #7
    1
    • #7-1 Airin_and_Arpo(จากตอนที่ 3)
      2 มีนาคม 2559 / 18:36
      เนอะ เด็กอะไร แปล๊ก แปลก 5555555
      นั่นสิ ดูแววแล้ว ท่าจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกพ้ากกกใหญ่เลย (ฮา)
      //นั่นดิ ดูล่อลวงเด็ก? 5555555
      ป.ล.ชื่ออัคอ่านว่า อะ-นัก-ขะ-วี ค่ะ XD
      #7-1