M.U.T.E. ไล่ล่าในความเงียบ

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 นอกเส้นทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 ก.พ. 59


บทที่ 1 นอกเส้นทาง






เช้าวันอังคารที่แสนธรรมดาของดลธีเริ่มต้นขึ้นเมื่อนพดล ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้เป็นพ่อขับรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่ใช้มาอย่างสมบุกสมบันมาส่งเด็กชายตัวจ้อยที่หน้าโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดลธีโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ทันทีที่ตัวรถจอดสนิทด้วยความเคยชิน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มก้มมองพื้นขณะที่ยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นพ่ออย่างเก้ๆกังๆ


ดูๆไปแล้วเป็นการไหว้ที่ไม่สวยเท่าไรนัก แต่อีกฝ่ายรู้ดีว่าลูกชายของเขาใช้ความพยายามอย่างที่สุดเพื่อที่จะแบบนั้น


“ดล ตอนยกมือไหว้น่ะ มองหน้าพ่อด้วยสิลูก”


นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มยังคงมองต่ำอยู่ที่พื้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนมันจะค่อยๆช้อนขึ้นมาพยายามมองหน้าของอีกฝ่ายอย่างเต็มที่แต่นัยน์ตาของเด็กชายก็ยังเสออกไปเล็กน้อยอยู่ดี


“เก่งมาก” ชายหนุ่มวัยกลางคนถอนหายใจพร้อมกับคลี่ยิ้มแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวของดลธีที่มีหมวกลูกเสือสีน้ำเงินเข้มขอบเหลืองใบโทรมสวมอยู่ ดลธีเบี่ยงตัวหนีเล็กน้อยเพราะไม่ชอบกับการสัมผัสถูกตัว นี่ถ้าไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายคือคนที่คุ้นเคยอย่างพ่อล่ะก็เขาคงปัดมือและวิ่งหนีไปแล้ว


“แล้วนี่วันนี้จะไม่ให้พ่อมารับจริงๆเหรอ” นพดลไม่ใส่ใจกับท่าทีเหินห่างของลูกชายนัก เพราะเขาชินเสียแล้วและรับรู้มาตลอดด้วยว่าลูกของเขาค่อนข้างจะไม่ปกติ แต่เรื่องที่ดลธีบอกกับเขาเมื่อคืน… จะเรียกว่าบอกก็ไมเชิง เพราะลูกชายวัยแปดขวบของเขาไม่เคยปริปากพูดอะไรกับใครเลย การสื่อสารของดลธีจึงจะออกมาในรูปแบบอื่น ภาษาท่าทางบ้าง เขียนบอกเล่าบ้าง และเรื่องที่ดลธีพยายามสื่อสารกับเขาเมื่อคืนนี้คือการที่เด็กชายขอกลับบ้านเองด้วยตัวคนเดียว


ช่วงหลังๆมานี้ดลธีกำลังศึกษาเรื่องเส้นทางถนนต่างๆตามหน้าแผนที่ ทุกครั้งที่เด็กชายได้เห็นเส้นยึกยืออยู่บนหน้ากระดาษ ปลายนิ้วของเขาจะไล้ลงบนเส้นยุ่งเหยิงและขยับริมฝีปากขมุบขมิบแต่ไร้ซึ่งเสียงใดๆเปล่งออกมา การศึกษาเส้นทางเหล่านั้นทำให้เด็กชายเริ่มลองวาดแผนที่ในแบบของตัวเองขึ้น และตอนนี้เขาอยากจะพิสูจน์แผนที่ของเขาด้วยการเดินทางกลับบ้านด้วยตัวเอง


แม้นพดลจะไม่ค่อยเข้าใจแผนที่ในแบบฉบับของลูกชายตัวเองเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ดลธีแสดงออกมาก็ชัดเจนว่าเขาอยากจะลองกลับบ้านด้วยตัวคนเดียวจริงๆ


ความคิดที่จะเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวของดลธีเคยถูกปฎิเสธมาแล้วก่อนหน้านี้ จนกระทั่งเมื่อคนเป็นแม่ทนลูกตื๊อของลูกชายไม่ไหวจึงอนุญาตให้ดลธีไปซื้อของที่ร้านค้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านเท่ากับโรงเรียนนัก แต่นั่นก็เพียงพอที่จะให้เด็กชายฮึกเหิมและคิดจะเดินกลับบ้านคนเดียวในเวลาต่อมา


เด็กชายตัวจ้อยที่มีรูปร่างผอมบางกว่าเด็กในวัยเดียวกันพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน แม้จะยังไม่สบตากับผู้เป็นพ่อก็ตาม นพดลถอนหายใจอีกเฮือก ดูแววแล้วไม่ว่ายังไงลูกชายของเขาคงจะยืนยันความตั้งใจเดิมแน่ แถมถ้าเขาไม่ทำตามสัญญาต้องโดนโกรธอย่างแน่นอน แล้วเวลาดลธีโกรธ เขาโกรธเหมือนเด็กทั่วๆไปเสียเมื่อไหร่


เอาเถอะ ไว้เขาจะคอยแอบตามหลังอีกฝ่ายหลังเลิกเรียนดู อีกอย่าง… บ้านของพวกเขาก็ไม่ได้ไกลจากตัวโรงเรียนมาก มันคงไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก


หลังจากตกลงกันเรียบร้อยดลธีก็เดินเข้าไปในตัวโรงเรียนอย่างเชื่องช้า ไม่สนใจเสียงหัวเราะจากเด็กรอบข้างที่กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน มือบางจับสายของกระเป๋าสะพายแน่นขณะที่ตาเหม่อลอยไปตามทาง


ดลธีชะงักฝีเท้าลงเมื่อรู้สึกถึงแรงดึงบริเวณศีรษะ และเมื่อเขาค่อยๆหันกลับไปเด็กชายก็ค้นพบว่าหมวกของเขาถูกเด็กนักเรียนขาโจ๋ที่อยู่ห้องเดียวกันดึงออกไปจากหัวของเขาแล้ว


“เฮ้ย ว่าไง ไอ้ใบ้ ยังใช้ไอ้หมวกโทรมๆใบนี้อยู่อีกเหรอ พ่อแม่ไม่มีปัญญาซื้อใบใหม่ให้หรือไง” พูดจบ เสียงหัวเราะจากเด็กชายอีกสองคนที่อยู่ขนาบตัวเด็กชายร่างท้วมที่ดึงหมวกของเขาไปก็หัวเราะกันกราว มีอะไรน่าสนุกขนาดนั้นรึไงกันนะ


“เฮ้อ ดูซิเนี่ย ตรงด้านซ้ายนี่มันเป็นรูโบ๋หมดแล้ว แล้วด้านขวานี่ก็เยินเป็นรอยดำไปหมด อะไรน่ะ หัวนายเป็นกลากเกลื้อนเหรอ” แล้วทั้งสามคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอีก


คนถูกแกล้งค่อยๆขมวดคิ้วมุ่นขึ้นน้อยๆอย่างไม่เข้าใจว่ากลุ่มคนตรงหน้าเขาหัวเราะด้วยเรื่องอะไร ยังไม่ทันจะรู้คำตอบอีกฝ่ายก็โยนหมวกเก่าๆของเขาลงบนพื้นตรงหน้าเขาอย่างหมดความสนใจ


“โธ่เอ๊ย ลืมไปเลยว่ากำลังพูดกับไอ้ใบ้ แถมยังสติไม่เต็มเต็งด้วย ไปดีกว่าพวกเรา อยู่ตรงนี้นานเดี๋ยวพวกเราจะกลายเป็นแบบไอ้ใบ้นี่เข้า คงลำบากน่าดู” เด็กชายทั้งสามหัวเราะขณะที่ผละออกไปเพื่อไปหาเหยื่อรายใหม่ในการรังแกต่อ


ดลธีก้มตัวลงเก็บหมวกพร้อมกับเดินไปที่ห้องเรียนของเขาอย่างไม่ใส่ใจ ความผิดปกติของเด็กชายเองก็มีข้อดีตรงที่มันช่วยให้เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือแค้นเคืองใครต่อใครเวลาโดนแกล้ง เพราะเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังถูกรังแก! ตราบใดที่คนพวกนั้นไม่มาโดนตัวเขาหรือมาพูดจาก่อกวนตอนที่เขากำลังแก้ปริศนาอะไรซักอย่างอยู่ล่ะก็ คนอย่างดลธีก็ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังโดนยั่วโมโหอยู่แต่อย่างใด


วันนี้ในคาบคณิตศาสตร์ หลังจากที่เขาแก้โจทย์ตามที่อาจารย์เขียนสั่งบนกระดานเรียบร้อยแล้ว เด็กชายก็หยิบหนังสือพัซเซิลที่แม่ของเขาซื้อให้ออกมานั่งทำไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นคุณครูวัยกลางคนก็เริ่มพูดพรรณนาเรื่องความสำคัญในการเรียนของพวกเขาโดยที่ไม่สนใจเลยว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ต้องใช้สมาธิในการแก้โจทย์เลขที่หล่อนเพิ่งให้ไว้


“เนี่ยนะ ถ้าพวกเธอขยัน ตั้งใจเรียน โตขึ้นก็จะได้ทำงานดีๆ ก้าวหน้า ได้รับเงินเดือนสูงๆ จะได้เอาเงินไปใช้ซื้อของที่อยากได้ ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป ทุกอย่างมันก็เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้แหละ เพราะงั้นอย่าเอาแต่อู้เอาแต่เล่นนะ รู้ไหม”


“มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆเหรอคะคุณครู” เด็กสาวที่ผูกเปียสองข้างเงยหน้าขึ้นมาจากโจทย์เลขที่หล่อนไม่มีใจจะทำก่อนจะพูดค้านขึ้น “หนูได้ยินมาว่าคนที่ได้เงินเยอะๆต้องเป็นคนที่ใช้พลังจิตได้เท่านั้นไม่ใช่เหรอคะ พวกหนูเองต่อให้ทำยังไงก็ใช้พลังจิตไม่ได้ แล้วจะเรียนไอ้พวกนี้ไปทำไม เหนื่อยเปล่าๆ”


มีเสียงสนับสนุนจากเด็กอีกหลายคนที่อยากจะวางดินสอแล้วออกไปวิ่งเล่นข้างนอกเต็มแก่ ทำเอาคนเป็นครูต้องรีบหยิบไม้เรียวขึ้นมาแล้วฟาดลงกับโต๊ะเพื่อให้นักเรียนทุกคนกลับไปนั่งสงบเสงี่ยมตามเดิม


นัยน์ตาสีน้ำตาลเสมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยเมื่อเขาแก้โจทย์ข้อสุดท้ายที่อยู่ในหนังสือพัซเซิลเสร็จเรียบร้อย คำพูดของคนรอบๆตัวเหมือนอากาศที่ผ่านเข้ามาและผ่านออกไป


เรื่องใช้พลังจิตอะไรนั่นเขาไม่เห็นจะสนใจเลย ก็เรื่องพวกนั้นมันไม่ได้ใกล้กับโลกที่เขาใช้ชีวิตอยู่เลยนี่นา




◈◈◈◈


หลังเลิกเรียนเป็นเวลาที่ดลธีและเด็กๆอีกหลายคนตั้งหน้าตารอในตลอดระยะเวลาของวัน เด็กชายเก็บข้าวของทุกอย่างลงกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านด้วยตัวของเขาเองในวันนี้ ท้องฟ้าข้างนอกมืดเร็วกว่าทุกๆวันเพราะฤดูกาลที่ค่อยๆผันเปลี่ยน ดลธียกมือลาครูประจำชั้นสาวของตัวเองอย่างลวกๆ ไม่ต่างจากตอนที่เขายกมือไหว้ผู้เป็นพ่อในยามเช้า ครูสาวมองตามแผ่นหลังของนักเรียนตัวเองอย่างแปลกใจ ก็ทุกทีต้องมีคนมารับดลธีกลับบ้านไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมวันนี้นักเรียนของหล่อนถึงได้เดินดุ่มๆออกไปด้วยตัวเอง?


“เดี๋ยวค่ะ ดลธี วันนี้คุณพ่อไม่มารับเหรอ?”


ดลธีหยุดฝีเท้าของตัวเองและหันหน้ากลับมาทางครูสาว แม้จะไม่ได้มองตาเจ้าหล่อนก็ตาม ถ้าหล่อนสนิทกับนักเรียนของตัวเองอีกซักหน่อยล่ะก็… หล่อนคงสังเกตเห็นถึงร่องรอยแห่งความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะของอีกฝ่ายได้


“ไหน บอกครูสิคะว่ายังไง วันนี้หนูจะกลับบ้านคนเดียวเหรอ?” หล่อนได้คำตอบเป็นการพยักหน้ารับหงึกหงักจากอีกฝ่าย “กลับคนเดียวเองได้เหรอ แล้วนี่ได้บอกที่บ้านไว้รึเปล่า”


ดลธีพยักหน้ารับอีกรอบ เขายกมือไหว้อีกฝ่ายอีกครั้งเหมือนจะตัดบท ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ครูสาวรู้สึกไม่แน่ใจเพราะทางผู้ปกครองไม่ได้แจ้งให้หล่อนทราบเรื่องนี้ล่วงหน้า เดิมทีแล้วดลธีเป็นนักเรียนที่ถูกระบุไว้ว่าเป็นเด็กพิเศษที่ต้องได้รับการจับตามอง หล่อนจึงตัดสินใจคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้เพราะตั้งใจจะรั้งตัวเขาไว้ก่อน โทรถามทางผู้ปกครองให้แน่ใจแล้วจึงค่อยปล่อยตัวไป แต่หล่อนทำพลาดตั้งแต่ตอนที่อุ้งมือของหล่อนสัมผัสกับตัวของดลธีแล้ว


นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มประกายลุกวาบอย่างไม่พอใจ เด็กชายสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายและผละตัวไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาครูสาวใจเสียที่เห็นนักเรียนพิเศษของตนเองวิ่งออกไปหลังไวๆ ซ้ำยังทำท่าเหมือนรังเกียจหล่อนอีกต่างหาก




นพดลได้รับโทรศัพท์แจ้งจากครูประจำชั้นเรื่องลูกชายของเขา เขาจึงรีบขอโทษขอโพยอีกฝ่ายที่ไม่ได้แจ้งเรื่องที่ดลธีจะกลับบ้านคนเดียวเองล่วงหน้า เมื่อวางสายโทรศัพท์ลงชายหนุ่มวัยกลางคนก็ถอนหายใจเฮือกเพราะงานกะทันหันที่เข้ามาทำให้เขาไปรอดักดลธีอย่างที่คิดไว้ไม่ได้เสียอย่างนั้น


“พี่นพ ตรงนี้เสร็จแล้วนะ แล้วนี่เอายังไงต่อล่ะเนี่ย” เสียงเรียกจากเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องทำให้นพดลต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับงานซ่อมแซมตรงหน้าต่อ


เอาเถอะ งานตรงนี้เหลืออีกไม่มากแล้ว  พอเขาทำเสร็จเมื่อไหร่จะรีบตามไปดูพ่อลูกชายทันทีเลย


ขณะเดียวกันนั้นเองดลธีก็กำลังก้าวเท้าไปตามเส้นทางลูกรังที่ทำให้รองเท้านักเรียนสีดำมอซอถูกย้อมเป็นสีด่างด้วยฝุ่น เด็กชายหยิบแผนที่ที่เขาวาดเองขึ้นมาไว้ในมือพร้อมกับเริ่มไล้ปลายนิ้วลงตามเส้นทางอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อยราวกับกำลังพูดอะไรบางอย่างกับตัวเอง แต่เป็นการพูดที่ไร้เสียงอีกเช่นเคย


ดลธีเดินตามแผนที่ของตัวเองเรื่อยๆอย่างเอื่อยเฉื่อย ท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีแดงฉานเมื่อเวลาล่วงเลยไปก่อนจะค่อยๆมืดลง ดวงจันทร์สีเหลืองอร่ามลอยเท้งเต้งอยู่บนท้องฟ้าบ่งบอกให้รู้ว่านี่เป็นเวลาที่ค่อนข้างเย็นพอสมควร


ดลธีเงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์โดยไม่รู้ตัว นอกจากการแก้ปริศนาต่างๆแล้วก็ดูเหมือนจะมีพระจันทร์นี่กระมังที่เด็กชายให้ความสนใจ มือเล็กของเขาค่อยๆยืดออกไปตามตำแหน่งของพระจันทร์ที่เขามองเห็นราวกับว่าเขาสามารถคว้ามันมาไว้ได้ในมือ


รอบตัวของดลธีเองตอนนี้ไม่มีใคร อาจะเป็นเพราะว่าเส้นทางที่เขาใช้ในการกลับบ้านครั้งนี้แตกต่างจากเส้นทางตรงธรรมดาที่พ่อของเขาใช้ในการขี่มอเตอรไซค์ไปรับไปส่ง ดลธีไม่ค่อยชอบเส้นทางนั้นเท่าไหร่ มันพลุกพล่านไปด้วยผู้คนและฝุ่นก็ตลบอบอวลชวนให้เขารู้สึกเวียนหัวอยู่ร่ำไป


เด็กชายชักมือของตัวเองกลับในอีกครู่ใหญ่ต่อมา ทบทวนว่าตัวเองกำลังอยู่ขั้นตอนการกลับบ้านก่อนจะเริ่มก้าวเท้าออกจากพื้นที่นั้นอีกครั้ง นัยน์ตาของเด็กชายหลุบต่ำลงมองแผนที่ของตัวเองอีกครั้ง ห่างจากตรงนี้ไปเล็กน้อยมีทางรถไฟเก่าที่ถูกปิดตายมานานแล้ว ช่วงหลังๆมานี้ดลธีศึกษาเกี่ยวกับเส้นทางการคมนาคมต่างๆ และชื่นชอบทางรถไฟเป็นพิเศษ คงจะไม่เป็นไรหรอกมั้งถ้าเขาเดินไปดูทางรถไฟเก่าๆพวกนั้นก่อนจะกลับบ้าน มันคงใช้เวลาไม่นานหรอก


เท้าของเด็กชายหมุนเปลี่ยนไปยังทิศทางนั้นทันที เขาเดินไปตามทางเรื่อยๆโดยไม่สนว่าบรรยากาศรอบตัวของเขามืดลงอย่างรวดเร็ว ดลธีเจอรางรถไฟเก่าเส้นนั้นแล้ว เด็กชายเดินขึ้นไปเหยียบลงบนสายเหล็กของเส้นรางรถไฟและทรงตัวเดินบนมันอย่างเชื่องช้า


เขาไม่รู้หรอกว่าเส้นทางรถไฟเก่ากับเส้นทางรถไฟใหม่ต่างกันยังไง สำหรับการแปรค่าจากสมองของเขาอะไรที่ดูเป็นเส้นๆแบบนี้ก็ดูน่าสนใจหมดนั่นแหละ


ดลธีเดินไปตามรางรถไฟเรื่อยๆโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาค่อยๆออกจากเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังบ้านของตัวเองทุกทีๆ จนกระทั่งเส้นรางรถไฟนั้นขาดลงอย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ย การเล่นสนุกของเด็กชายจึงจบลงเพียงเท่านั้น


ระหว่างที่กำลังคิดทบทวนกับตัวเองว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เสียงเหมือนคนคุยกันที่ดังออกไปไม่ใกล้ไม่ไกลนักเรียกความสนใจของดลธีไปได้ไม่ยากเย็น เขาก้าวเท้าไปตามต้นเสียงอย่างสนใจ ภาพที่เขาเห็นเบื้องหน้าคือรถบรรทุกคันโตทีที่กำลังถูกปิดประตูลงโดยที่มีคนมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่นนั่งอยู่ข้างในนั้น


มีชายหนุ่มสองคนกำลังยืนนคุยกัน ในมือของชายคนหนึ่งดูภูมิฐานมากกว่าถือกระดาษแผ่นหนึ่ง เขากำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดถึงสิ่งที่อยู่ในกระดาษนั้น ดลธีเหม่อมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขากำลังอยู่ในระหว่างการกลับบ้านด้วยตัวคนเดียวอยู่ แถมตอนนี้ท้องฟ้าก็มืดขนาดนี้แล้ว ถ้าเขากลับช้ากว่านี้ล่ะก็… มีหวังครั้งหน้าแม่คงไม่ยอมให้เขาไปไหนมาไหนเองคนเดียวอีกแล้ว


คิดแบบนั้นดลธีก็ผละออกจากพื้นที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ตามปกติเด็กชายเป็นคนที่ทำอะไรช้า แต่ถ้าเขาลนหรือตื่นตกใจขึ้นมาเขาก็สามารถทำอะไรได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ ระหว่างที่ขาทั้งสองข้างของเด็กชายจ้ำไปตามทาง เขาไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มสองคนที่กำลังให้ความสำคัญกับแผ่นกระดาษในมือกำลังพูดเรื่องของเขาของเขาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดขึ้น


“มีคนอยู่ตรงนั้น” ชายคนที่แต่งตัวดูมีภูมิฐานมากกว่าพูดขึ้นอย่างสงบ หากมองจากภายนอกแล้วคงไม่รู้เลยว่าเขากำลังใช้พลังจิตอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจสอบคลื่นความถี่ของใครก็ตามที่มาเยือนในสถานที่นี้โดยไม่ได้รับอนุญาต


“อะไรนะ!?” ชายหนุ่มอีกคนที่แต่งตัวด้วยชุดเครื่องแบบของโรงงานแห่งหนึ่งดูมอซอถามทวนอย่างตกใจ เสียงที่ดังขึ้นของเขาทำให้ชายหนุ่มอีกคนต้องรีบยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นเชิงให้อีกฝ่ายเงียบลง


“เย็นไว้ก่อน อย่าเพิ่งแตกตื่นไป บางทีมันอาจจะไม่รู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไร อย่าโวยวายให้ไก่มันตื่นเลยจะดีกว่า” เขาพูดพร้อมกับยกนิ้วขึ้นดันแว่นกรอบสีดำขึ้น ชำเลืองนัยน์ตาหันไปมองยังทิศทางนั้นเล็กน้อยและเห็นหลังไวๆของเด็กชายคนหนึ่งวิ่งจากไป


ปฏิกิริยานั้นทำให้เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าคนที่เพิ่งจากไปไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร แล้วทำไมต้องรีบวิ่งออกไปอย่างนั้นด้วย และดูเหมือนคนข้างตัวเขาก็จะคิดแบบนั้นเช่นกัน ชายหนุ่มโวยวายขึ้นทันทีอย่างกังวล และคนที่ดูมีภูมิฐานมากกว่าก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่นัยน์ตาที่อยู่ด้านหลังเลนส์แว่นกรอบดำวาววับขึ้นมาอย่างเหี้ยมเกรียม


“เราต้องจัดการเรื่องตรงนี้ให้เสร็จก่อน ส่วนเรื่องพยานที่เห็นคนนั้นเดี๋ยวฉันจัดการเอง”


หลังจากที่จัดการเรื่องราวตรงนั้นอีกเล็กน้อย ชายหนุ่มที่ลั่นวาจาว่าจะจัดการผู้เห็นเหตุการณ์ก็เดินย้อนมาในตำแหน่งที่ดลธีเคยยืนอยู่ ทุกอย่างมันคงจะยากขึ้นสำหรับชายหนุ่มมากถ้าไม่ใช่ว่าดลธีที่รีบผละออกไปจากบริเวณนั้นจะทำหมวกใบโทรมของเขาตกลงอยู่ที่พื้น



◈◈◈◈


ดลธีกลับมาถึงบ้านในเวลาที่ช้ากว่าปกติไปพอสมควร แต่ถึงกระนั้นเด็กชายก็พาตัวเองกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ธีรตา หญิงสาวร่างโปร่งบางผู้เป็นแม่ของดลธีแทบจะถลาเข้าไปกอดลูกชายด้วยความโล่งอกแกมเป็นห่วง ดลธีเกร็งตัวขึ้นมาเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายรัดอ้อมแขนแน่นขึ้นนั่นจึงทำให้ธีรตารู้สึกตัว หล่อนผละออกจากลูกชายของตัวเองแล้วลูบเส้นผมสีดำของอีกฝ่ายอย่างรักใคร่


“ดลไปไหนมาฮึ ลูก ทำไมกลับบ้านช้าจัง ทีหลังถ้ากลับช้าแบบนี้แม่ไม่ให้กลับมาเองคนเดียวแล้วนะ”


เด็กชายตีหน้าตื่นเล็กน้อย ส่ายหัวรัวๆเป็นเชิงค้านคำพูดของผู้เป็นแม่ จังหวะนั้นเองที่นพดลก้าวเท้าเข้ามาในตัวบ้านพร้อมกับหมวกกันน็อคในมือด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม


“เอาน่าคุณ ไม่เป็นไรหรอก ผมตามลูกเรามาอยู่ เจ้าตัวดีใช้ทางอ้อมหน่อย แต่ก็กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยนะ” เขาพูดเพื่อให้ผู้เป็นภรรยาสบายใจ แต่ไม่บอกหรอกว่าเขาออกจากที่ทำงานมาช้าไปนิด… กว่าจะได้มาตามลูกอย่างที่ปากว่าก็เป็นตอนที่ดลธีเริ่มจ้ำฝีเท้าเร็วขึ้นจนเกือบถึงตัวบ้านอยู่แล้ว


“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะค่ะ” หล่อนพูดได้เพียงเท่านั้นก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับลูกชายที่ทำท่าจะเดินไปที่โต๊ะเพื่อค้นหาหนังสือปริศนาต่างๆที่หล่อนชอบวางทิ้งไว้ “เดี๋ยวก่อน ดล เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ไปล้างมือให้เรียบร้อยก่อน เสร็จแล้วมาทานอะไรร้อนๆ ทำการบ้าน แล้วค่อยไปทำพัซเซิลที่ลูกชอบทีหลังนะ”


“อ้าว ดล แล้วนี่ลูกไปลืมหมวกที่ไหนล่ะน่ะ ทำไมไม่เห็นใส่กลับมา” นพดลถามเมื่อสังเกตเห็นว่าหมวกลูกเสือของลูกชายไม่อยู่บนศีรษะอย่างที่มันควรจะเป็น


ดลธียกมือขึ้นจับหัวของตัวเองก่อนจะเสตามองไปทางอื่น สีหน้าของเด็กชายทำให้ผู้เป็นพ่อและแม่รู้ทันทีว่าเจ้าตัวเองก็ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าไปทำมันตกหายไปตอนไหน ธีรตาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะพูดบ่นเล็กน้อยตามประสาแม่ที่พยายามประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านทุกวิถีทาง


“นี่ล่ะน้า… เพราะมัวแต่ไปเถลไถลน่ะสิ คงมัวแต่เดินเล่นเพลินจนทำหมวกตกหายไปไม่รู้ตัวเลย”


“เอาน่า คุณ อย่าดุลูกเลย” ชายหนุ่มพูดขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าดลธีค่อยๆหลุบตาลงและถอยห่างออกไปจากพวกเขาเล็กน้อย นพดลสั่งให้ลูกชายของเขาไปล้างหน้าล้างตาอีกครั้ง และอีกฝ่ายผลุบหายไปอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ “แค่หมวกซักใบ ซื้อใหม่ให้ลูกคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงเท่าไรหรอก หมวกใบนั้นก็เก่ามากแล้ว”


“ค่ะ” ธีรตาถอนหายใจอีกรอบด้วยรู้ดีว่าเดิมทีแล้วลูกชายหล่อนไม่ใช่เด็กที่จะของหายบ่อย แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวคงไม่เป็นไรหรอก




หากครอบครัวของดลธีคงไม่รู้สึกถึงหายนะครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากการที่เด็กชายทำหมวกหายเพียงใบเดียว แม้แต่ตัวดลธีเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาได้เห็นอะไรที่เขาไม่สมควรจะเห็นลงไป เด็กชายยังใช้ชีวิตตามปกติอยู่อีกพักหนึ่ง ตื่นเช้าไปโรงเรียน ขากลับพ่อมารับด้วยความที่ธีรตาไม่อยากให้ลูกชายของหล่อนกลับบ้านด้วยตัวเองหากไม่มีเหตุจำเป็น


ดลธีนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่ถูกใช้รวมกับห้องครัวไปในตัวในเย็นวันหนึ่ง เด็กชายกำลังลากปากกาสีแดงลงบนปริศนาเขาวงกตเล่มที่แม่เพิ่งซื้อมาให้เขา เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นจากหน้าบ้านเรียกให้นพดลลุกออกจากเก้าอี้อย่างไม่เต็มใจนัก จังหวะนั้นเองที่ธีตาเห็นว่าลูกชายของหล่อนยังไม่หยิบเสื้อผ้าที่ใช้แล้วของตัวเองลงมาจากชั้นบน หล่อนจึงสั่งคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายขึ้นไปหยิบลงมา


“สวัสดีครับ พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพิเศษ ได้รับคำสั่งให้มาตรวจค้นบ้านของพวกคุณตามหมายศาลนี้ครับ” เสียงของชายหนุ่มผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาพูดขึ้นอย่างราบเรียบ เสียงโวยวายบางอย่างตามหลังมาจากเจ้าของบ้าน ยังไม่ทันที่ดลธีจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น เสียงกระสุนก็ดังขึ้นนัดหนึ่งตามด้วยเสียงกรีดร้องของธีรตาดังตามมาติดๆ


เด็กชายรู้สึกตัวชาวาบเพราะสัญชาติญาณร้องบอกกับเขาว่าเรื่องเลวร้ายกำลังเกิดขึ้น เขาถลาเข้าไปในห้องนอนใหญ่ที่พวกเขาทั้งหมดนอนรวมกันก่อนจะหันรีหันขวางเพื่อหาที่ซ่อนตัว ดลธีผลุบตัวเข้าไปในกล่องของเล่นขนาดใหญ่ที่สภาพมันเก่าเต็มทนแล้ว แม่ของเขาถลาตัวเข้ามาในห้องอย่างร้อนลน ในขณะที่เด็กชายมองเห็นภาพทุกอย่างผ่านรูเล็กๆที่อยู่ตรงขอบกล่องนั้น เสียงลั่นไกปืนก็ดังขึ้น เลือดสีแดงพุ่งทะลักออกมาจากหน้าอกของหญิงสาวที่ล้มตัวกระแทกลงกับพื้นในทันที


“เฮ้ย นั่นมันเสียงรถตำรวจนี่หว่า พวกเรา ถอยก่อน เดี๋ยวเจอกันเข้าเรื่องจะใหญ่กว่าเดิม รีบๆขึ้นรถเร็ว”


เสียงเอะอะโวยวายของคนข้างล่างดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้ารัวๆของคนจำนวนหนึ่งที่คงวิ่งออกไปจากตัวบ้านอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นความเงียบก็ตามมาติดๆราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองภาพเบื้องหน้าที่เห็นผ่านรูรูปวงรีขนาดเล็กบนกล่องของเล่นของเขา ไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาอยู่ในนั้นเนิ่นนานเท่าไร แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเด็กชายก็ค้นพบว่าร่างกายของเขากำลังสั่นเทาอย่างรุนแรง


เมื่อเล็กเอื้อมไปดันกล่องของเล่นออกอย่างเชื่องช้าก่อนจะค่อยๆออกมาจากตรงนั้น เขาเดินผ่านร่างที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นแม่ลงไปที่ชั้นล่าง เขาเห็นเพียงเงาตะคุ่มของร่างของนพดลซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่หน้าประตูบ้าน เด็กชายไม่คิดจะเดินเข้าไปดูใกล้กว่านี้เพราะบางอย่างได้บอกกับเขาว่าพ่อและแม่ของเขาไม่อยู่กับเขาอีกแล้ว


คิดถึงตรงนี้ร่างกายของเด็กชายก็สั่นสะท้านขึ้นอีกครั้งอย่างควบคุมไม่อยู่ แม้ว่าในสมองของเขาจะประมวลผลออกมาว่าความตายเป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่ามนุษย์คนไหนก็ต้องเจอเข้าในซักวัน แต่เด็กชายตัวจ้อยกลับไม่เข้าใจความรู้สึกอันหนักอึ้งที่อยู่ในใจเขาตอนนี้ได้อย่างชัดเจนนัก


ดลธีเปิดประตูหลังบ้านด้วยมือที่สั่นเทา เขาค่อยๆย่างก้าวออกไปในบริเวณที่เป็นซอกเล็กๆติดกับพงหญ้าสูงชันเมื่อเทียบกับขนาดตัวของเด็กชาย กลิ่นเหม็นเน่าของคูน้ำที่ห่างออกไปจากบ้านของเขาไม่มากนักไม่ทำให้ดลธีรู้สึกไม่ชอบใจเหมือนอย่างทุกเขาที่เขาได้กลิ่น แต่ดวงจันทร์ที่ลอยเท้งเต้งอยู่บนท้องฟ้ายังเรียกความสนใจให้เขาได้ตามเคย


เขาแหงนหน้าขึ้นไปมองเจ้าลูกกลมๆสีเหลืองอย่างเหม่อลอย และโดยที่ไม่ทันรู้ตัวมือบางก็เอื้อมไปทำท่าราวกับจะคว้าดวงจันทร์มาไว้ในมือแม้ว่าจะไม่สามารถทำได้เลยซักครั้งก็ตาม


ดลธียังคงก้าวเท้าเดินต่อไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย แม้จะยังแหงนหน้ามองตามพระจันทร์ที่ยังเคลื่อนไหวตามเขามาทุกที่ไม่ว่าเขาจะเดินไปยังทิศทางไหน


เสียงไซเรนดังหวออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณที่เด็กชายยืนอยู่ บางทีคนพวกนั้นคงได้พบศพของพ่อแม่ของเขาแล้ว หรือบางทีพวกเขาอาจจะกำลังตามล่าอาชญกรซักคนซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตัวเขาเลยก็เป็นได้ ในละแวกนี้มีเสียงหวอแบบนี้ดังขึ้นเสมอแหละ


ดลธีค่อยๆชะลอฝีเท้าของตัวเองลงเมื่อรู้สึกล้าที่ขาทั้งสองข้าง แต่ถึงกระนั้นดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลมโตก็ยังจ้องอยู่ที่พระจันทร์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าไม่ละสายตา


เด็กชายพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมเขาถึงได้มาหยุดยืนอยู่ที่นี่ ในเมื่อนี่มันเป็นเวลาที่มืดมากแล้ว และเขาควรจะเข้านอนในเร็วๆนี้ ถ้าเขาไม่นอนตามเวลาที่กำหนดล่ะก็ แม่ของเขาจะต้องโกรธอีกแน่ๆ


แต่แม่ของเขาคงจะไม่โกรธอีกต่อไปแล้ว ก็หล่อนไม่แม้แต่จะอยู่ในโลกนี้แล้วนี่นา


ดลธีรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่คอของเขา ถึงกระนั้นก็ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากคู่นั้น เด็กชายรู้สึกว่าอกข้างซ้ายของเขากำลังถูกบีบจากความรู้สึกที่รุนแรงบางอย่าง เขาไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน และมันทำให้เขานึกกลัว


“เฮ้ ไอ้หนู ดึกๆดื่นๆมาทำอะไรแถวนี้”


เสียงเรียกจากใครบางคนทำให้ดลธีสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ เด็กชายค่อยๆหันหลังกลับไปมองและพบว่าชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา อีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นสภาพของเด็กชายตัวเล็กที่ดูๆไปแล้วคงอายุไม่เกินสิบขวบมายืนอยู่ผิดที่ผิดทางในยามวิกาลเช่นนี้ ยิ่งเมื่อเขาเห็นของเหลวสีแดงบางส่วนเปรอะเปื้อนอยู่บนแก้มของอีกฝ่ายด้วยแล้ว


“นี่หลงทางมารึเปล่าเนี่ย แล้วบ้านอยู่ที่ไหน ให้น้าไปส่งไหม” เมื่อสังเกตดูดีแล้วๆอนรรฆวีหรือชายผู้มีชื่อเล่นว่าอัคก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นขึ้นไปอีก เพราะเด็กชายคนที่เขาพยายามให้ความช่วยเหลืออยู่นี่นอกจากจะไม่พูดตอบอะไรเขาแล้วยังเสมองไปที่อื่น ไม่ยอมสบตากับเขาอีกต่างหาก ดูท่าแล้วเขาจะพบเด็กหลงทางที่รับมือยากเข้าให้เสียแล้วสิ


เฮ้อ… ไม่น่าออกนอกเส้นทางจากทางกลับบ้านแล้วเดินอ้อมมาเจอเจ้าเด็กนี่เลย อัคลอบคิดอยู่ในใจ















--------------------------------------------------------
สวัสดีค่าา ทุกคน Airin_and_Arpoเองค่าาา XD
เอานิยายเรื่องใหม่มาให้ทุกคนได้อ่านกัน เรื่องนี้ถึงจะจั่วหัวว่าบู๊/แอ็คชั่น แต่เอาจริงๆแล้วออกแนวทางแฟนตาซี/ไซไฟมากกว่าค่ะ (แต่เด็กดีไม่มีให้เลือกไซไฟ จะเลือกแฟนตาซี บรรยากาศก็ไปไม่ถึง ฮาาา)
เรื่องนี้วางพล็อตไว้ค่อนข้างสั้นถ้าเทียบกับอีกเรื่องหนึ่ง (อันนั้นวางไว้4ภาคแน่ะ 5555)
แต่ความสนุกยังไงก็ไม่ทิ้งห่างกันแน่นอนค่า>w<
ชอบไม่ชอบยังไงอย่าลืมคอมเม้นท์บอกนักเขียนหน่อยนะคะ แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25 ความคิดเห็น

  1. #5 ตุ๊กตาตัวตลก.Joker (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:55
    ชอบดลธีอ่าาดูนิ่งมากนิ่งไปไหมเนี่ย?
    //รอต่อน้าา^^
    #5
    1
    • #5-1 Airin_and_Arpo(จากตอนที่ 2)
      16 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:50
      นั่นสิ ช่างเป็นเด็กชายที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรขนาดนี้ (ฮา)
      //รอหน่อยน้าา มีหลายเรื่อง ฮาาา
      #5-1
  2. #4 เรนเดล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 / 07:52
    จับจิ้นเรียบร้อย ถถถถ ดลน่าสงสารอะ T^T
    #4
    1
    • #4-1 Airin_and_Arpo(จากตอนที่ 2)
      16 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:50
      อ้าว จิ้นแล้วเหรอ เร็วจังค่ะ 55555
      #4-1
  3. #2 Yhafufuya (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 / 15:22
    T T ขอรับดลธีกลับบ้านแทนได้มั้ย?อยากได้~ บ้านพี่ขนมเยอะนะเออ!//บอกได้แค่ว่า ดลธีสตรองมากค่ะ!
    ปล.พึ่งรู้แหะว่าอีกเรื่องมีตั้ง4ภาค รอๆๆต่อปายย
    #2
    1
    • #2-1 Airin_and_Arpo(จากตอนที่ 2)
      14 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:13
      อุ๊ย ขนมเยอะเหรอคะ ขอไรท์ไปด้วยค---- //โดนโบก
      จริงงง เราว่านางสตรองจริงๆ
      ป.ล.ช่ายยย สี่ภาคแน่ะ ยังอีกยาวนาน โฮววววว (55555555)
      #2-1