[BNK48 | TenSic] Dangerous OR | เรื่องเล่าห้องผ่าตัด

ตอนที่ 5 : เจ็บกว่าแผลผ่าตัด ก็ภาพตรงหน้านี่แหละ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    26 ม.ค. 61

บทที่ 5
พยาบาลแพรวา


ขี้เกียจไปทำงานโว้ย!

แพรวาตะโกนลั่นห้องขณะนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงสี่สิบแล้วเธอก็ยังไม่ยอมลุกไปอาบน้ำเสียที วันนี้วันเสาร์แต่ต้องอยู่เวรเช้า  พอทำงานติดๆ กันหลายวันร่างกายจึงล้าสะสม แถมช่วงนี้ยังไม่มีแรงบันดาลใจให้ไปเจออีก แพรวาคนขยันเลยกลายเป็นคนขี้เกียจไปชั่วคราว

จิรดาภาที่ได้ทำหน้าที่พยาบาลหัวหน้าเวรครั้งแรกคงจะตื่นเต้นจนไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนเมมเบอร์อย่างเธอหากจะขอไปทำงานสายสักวัน อินชาร์จคงจะไม่ว่าอะไร  แต่ก็ทำได้แค่คิด แพรวาจะไปสายไม่ได้ หากหัวหน้าเช็คเวลาทำงานเธอก็จะถูกเรียกไปตำหนิจนหูชา คิดได้ดังนั้นแพรวาก็พุ่งตัวไปอาบน้ำทันที 

เพราะเป็นเช้าวันเสาร์ทุกอย่างเลยไม่ค่อยเร่งรีบ เคสผ่าตัดถูกเคลียร์ไปเมื่อวานเยอะแล้ว วันนี้จึงมีแต่การผ่าตัดง่ายๆ สบายๆ  สมกับเป็นวันหยุด จิรดาภาจ่ายงานล่วงหน้าไว้แล้ว เธอให้รุ่นน้องคนสนิทอย่างแพรวาและพิชญาภาไปเข้าเคส “บีโลว์ นี แอมพูเตชั่น” หรือ การตัดขาในระดับต่ำกว่าหัวเข่าออกนั่นเอง

เดิมทีแพรวาคิดว่าการผ่าตัดนี้เป็นของทีมศัลยกรรมกระดูก แต่จิรดาภาแจ้งว่ามันเป็นของทีมศัลยกรรมทั่วไป เธอแอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะหากเป็นการผ่าตัดของหมอกระดูกผู้เชี่ยวชาญเครื่องไม้เครื่องมือมากกว่า การผ่าตัดก็อาจจะแล้วเสร็จเร็วขึ้น

แพรวาเจอปัญสิกรณ์ที่หน้าห้องอาหาร หมอศัลย์คนนี้กำลังจะไปหากาแฟดื่มก่อนเข้าเคส ทั้งคู่มีโอกาสได้นั่งคุยกันที่ห้องอาหารนั้น แพรวาจึงทราบว่าปัญสิกรณ์เป็นหนึ่งในทีมผ่าตัดที่กำลังจะเกิดขึ้น

เพราะการเจอกันและทำงานร่วมกันบ่อยๆ บวกกับความเข้าถึงง่ายของหมอศัลย์ ทำให้แพรวาสามารถพูดคุยกับปัญสิกรณ์ได้อย่างไม่เคอะเขิน หมอศัลย์ไม่ลืมที่จะถามเรื่องของฝากจากหมอดมยาเพื่อนสนิท แพรวาบอกไปว่าเธอได้รับแล้ว

“ฝากขอบคุณหมอเต็นด้วยนะ หมอปัญ”

“ยังไม่ได้บอกเลยว่าใครฝากมาให้ มิวสิครู้ได้ไงอ่ะ” หมอศัลย์ตรงหน้าเอ่ยขึ้น แพรวาคิดว่าปัญสิกรณ์คงไม่มีเจตนาปกปิด แต่น่าจะยังไม่ทันได้บอกเธอมากกว่า

“หมอเค้าเขียนโน้ตมาให้ด้วยหนิคะ” แพรวาตอบไปตามจริง ปัญสิกรณ์พยักหน้าเข้าใจ

“เนี่ย เต็นมันกังวลมากเลยนะ มันกลัวว่ามิวจะโกรธอ่ะ” คำบอกเล่านั้นทำให้แพรวาอมยิ้มเล็กๆ นี่หมอดมยาคนเมาคงจะกังวลมากจริงๆ สินะ

เมื่อเห็นว่าถึงเวลา แพรวาจึงขอปลีกตัวจากหมอศัลย์เพื่อไปจัดเตรียมห้องรอรับการผ่าตัดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากนี้

พิชญาภาซึ่งถูกมอบหมายให้เข้าส่งเครื่องมือในการผ่าตัดนี้ เธอกำลังวิ่งตามหาแว่นตานิรภัยที่เคยใช้อยู่ประจำ มันหายไปจากกล่องเก็บ แพรวานำแว่นอีกอันที่ได้จากห้องเครื่องมือมาให้ใช้ไปก่อน ถึงจะไม่ใช่แว่นอันเก่ง แต่พิชญาภาก็ยินดีรับเอาไว้ เธอสวม “ชู โคฟเวอร์” ด้วย มันเป็นกระดาษกันน้ำมีความยาวถึงกลางหน้าแข้ง ใส่สวมทับรองเท้าเพื่อป้องกันเลือดและน้ำหกใส่เท้านั่นเอง

ปัญสิกรณ์เข้ามาในห้องตอนนั้น แพรวาแนะนำให้ใส่แว่นนิรภัยเพื่อป้องกันเลือดและสารคัดหลั่ง แต่หมอศัลย์ปฏิเสธเพราะรู้สึกรำคาญไอจากลมหายใจที่ทะลุหน้ากากอนามัยขึ้นไปเกาะ มันทำให้รบกวนการผ่าตัดจนเกินไป

สครับเนิร์สจะถูกสอนให้ระมัดระวังและการป้องการตนเองจากการปฏิบัติงานเป็นพิเศษ ถึงจะมีสติขนาดไหน แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ถุงมือผ่าตัดควรใส่สองชั้น และในเคสที่มีแนวโน้มว่ามีสารคัดหลั่งออกมาก หรือเคสที่ต้องชะล้างบาดแผลด้วยน้ำเกลือมาก ก็ควรจะใส่แว่นตาป้องกันเลือดกระเด็นเข้าตา
 
แพรวารับคนไข้จากจุดรอผ่าตัดเข้าไปในห้อง หลังจากช่วยย้ายคนไข้ขึ้นเตียงแล้ว ทีมดมยาก็รับหน้าที่ดูแลต่อ แพรวาหันไปทำหน้าที่ของตนเอง เธอกำลังเปิดเครื่องมือสเตอร์ไรด์ให้กับพิชญาภาซึ่งตอนนี้แต่งตัวด้วยชุดกาวน์สเตอร์ไรด์แล้ว แพรวาแอบได้ยินเจตสุภาที่เป็นหมอดมยาในเคสนี้พูดกับพยาบาลของเธอระหว่างช่วยกันจัดท่าคนไข้เพื่อฉีดยาเข้าสู่ไขสันหลัง

“หมอแจนบล็อกดีๆ นะ เดี๋ยวคนไข้ขยับขาระหว่างผ่าตัด ระวังจะโดนหมอศัลย์เหวี่ยง”

“โอ้ย เหวี่ยงมาเลย มีคนเหวี่ยงมากกว่านี้อีกจ้า แค่นี้ชิวๆ” ดูท่าทางหมอดมยาอย่างเจตสุภาจะเป็นพวกยังไงก็ได้ ไม่เก็บเอาเรื่องเหวี่ยงวีนมาคิดให้ปวดหัว ซึ่งแพรวาเองชื่นชอบเธออยู่ไม่น้อยตรงที่เธอใจดีและแอบตลกอยู่เป็นบางครั้ง

แพรวารู้กิตติมศักดิ์ของหมอศัลย์ที่ว่านั่นดี เจตสุภาต้องหมายถึงพัศชนันท์แน่นอน แพรวาเห็นพัศชนันท์ที่หน้าห้องผ่าตัดตอนไปรับคนไข้ เธอพอจะทราบว่าหมอศัลย์คนนี้เข้าผ่าตัดด้วย และเธอก็ดีใจไม่น้อยที่ไม่ได้เป็นสครับเนิร์สในเคสนี้
 
หลังจากที่หมอดมยาทำการบล็อกหลังและเทสคนไข้เสร็จแล้ว ทีมหมอผ่าตัดก็เริ่มเข้ามาจัดท่าคนไข้ การผ่าตัดส่วนรยางค์ของร่างกายมักจะมีการใช้ความดันห้ามเลือด วิธีการคือใช้คัพวัดความดันรัดที่โคนแขนหรือโคนขา เมื่อจะลงมีดหมอผ่าตัดจะสั่งให้ปล่อยลมเข้าสู่คัพวัดความดัน มันจะบีบค้างอยู่อย่างนั้นเพื่อลดปริมาณเลือดไปเลี้ยงยังส่วนปลาย ซึ่งจะช่วยให้การผ่าตัดสะดวกและสูญเสียเลือดน้อยลง

“ขึ้นทูนิเก้ 350 มิลลิเมตรปรอท” พัศชนันท์บอกหลังจากปูผ้าสเตอร์ไรด์เรียบร้อยแล้ว แพรวาหมุนปรับความดันที่เครื่องควบคุมตรงผนังห้อง การผ่าตัดส่วนขามักใช้ความดันประมาณ 300-350 มิลลิเมตรปรอทแล้วแต่ขนาดตัวคนไข้ การใช้ความดันห้ามเลือดนี้จะต้องมีการจับเวลาด้วย แพทย์จะต้องสั่งคลายคัพวัดความดันเมื่อถึงเวลาสองชั่วโมง เพื่อปล่อยเลือดให้ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนปลาย  ก่อนที่จะเริ่มทำการขึ้นทูนิเก้อีกครั้ง

พัศชนันท์ที่เป็นหมอผ่าตัดหลักในเคสนี้เริ่มทำการลงมีดที่ผิวหนังใต้หัวเข่า  เธอค่อยๆ ตัดเลาะกล้ามเนื้อด้วย "เม็ทเซ็นบอม" ซึ่งเป็นกรรไกรตัดชิ้นเนื้อปลายแหลมชนิดหนึ่ง เมื่อหมอผ่าตัดพบเส้นเลือดจะต้องทำการผูกด้วยไหมไม่ละลายและตัดให้ขาด และถึงแม้จะทำการขึ้นทูนิเก้แล้วตอนนี้บริเวณผ่าตัดก็ยังมีเลือดออกอยู่เล็กน้อย 

หลังจากทำการตัดเลาะชั้นกล้ามเนื้อจนเห็นผิวกระดูก พิชญาภารีบบอกให้แพรวาต่อสายเลื่อยตัดกระดูกเข้ากับสายแอร์โฮสเพื่อพร้อมกับการทำงาน เลื่อยที่ใช้ในงานผ่าตัดกระดูกมีขนาดไม่ใหญ่ และมีใบมีดหลายไซส์ให้ปรับเปลี่ยน มันมีชื่อเรียกว่า “ออสคูเลติง ซอว์” ถึงจะมีขนาดเล็กแต่ก็ใช้งานค่อนข้างลำบากสำหรับหมอผู้หญิง เพราะเมื่อเปิดสวิตซ์แล้วใบเลื่อยจะส่าย ผู้ใช้จะต้องออกแรงต้านเพื่อให้คมเลื่อยอยู่ในแนวเดิมเสมอ

พัศชนันท์ออกแรงกดเลื่อยนั้นลงบนผิวกระดูก ปัญสิกรณ์และหมออินเทิร์นอีกคนช่วยจับขานั้นไว้ เสียงเลื่อยนั้นดังเหมือนกับอยู่ในโรงงานเฟอร์นิเจอร์  และคนไข้ที่รู้สึกตัวกำลังนอนฟังเสียงนั้นอยู่

แพรวานำถุงแดงขนาดใหญ่มาเตรียมไว้ ชิ้นเนื้อที่ถูกตัดออกหากแพทย์ไม่สั่งให้ส่งตรวจ จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตู้เย็นแช่ชิ้นเนื้อฝากทิ้ง และรอให้เจ้าหน้าที่นำไปทำลาย

พัศชนันท์ใช้เวลาตัดขาให้ออกจากกันราวๆ หนึ่งชั่วโมง ส่วนขาที่ตัดออกมานั้นพิชญาภาเป็นผู้รับมาและใส่ลงในถุงแดงที่แพรวาเปิดอ้ารออยู่ เธอจัดการมัดปากถุงให้แน่นแล้วนำไปเก็บให้เรียบร้อย การต้องหิ้วถุงที่มีขาข้างหนึ่งไว้ในมือนั้น คนข้างนอกที่ได้ฟังแบบนี้คงจะรู้สึกสยดสยองอยู่พอควร แต่แพรวาพบเจอกับสิ่งเหล่านี้ทุกวัน เธอมองว่าอวัยวะเหล่านี้มันเป็นของเสียที่ต้องจำกัดออกไปเพื่อให้ชีวิตคงอยู่ต่อได้เท่านั้นเอง

ตอนนี้หมอผ่าตัดเริ่มทำการล้างและแต่งแผลเพื่อเตรียมเย็บสตัมพ์แล้ว “สตัมพ์”  คือการเรียกส่วนปลายของรยางค์ที่ถูกออก หมอผ่าตัดจะเย็บให้ผิวหนังส่วนขอบมาชิดติดกัน และมันต้องสวยงามเพื่อภาพลักษณ์ของคนไข้ การจะทำให้ผิวหนังสองด้านมาชิดกัน บางทีผู้เย็บก็ต้องออกแรงมากหน่อย เหมือนปัญสิกรณ์ที่กำลังออกแรงรั้ง “นีดเดิล โฮลเดอร์” ซึ่งเป็นอุปกรณ์จับเข็มผ่าตัดอย่างแรงเพื่อให้ปมไหมแน่น  แต่เลือดและน้ำเกลือมักทำให้เส้นไหมลื่นจนหลุดจากโฮลเดอร์ได้

“โอ้ย พี่!” เสียงอุทานของปัญสิกรณ์ทำให้ทุกคนชะงัก  พัศนันท์หยุดนิ่งเพื่อสังเกตหมอรุ่นน้อง

“อะไรปัญ เข็มทิ่มหรอ”

“ไม่พี่ เหมือนเลือดกระเด็นเข้าตาอ่ะ” พัศนันท์ตกใจเล็กๆ

“หมอปัญออกไปล้างก่อนมั้ย” พิชญาภาแนะนำ พัศชนันท์เห็นด้วย ปัญสิกรณ์รีบคืนอุปกรณ์ในมือให้สครับเนิร์ส และผละออกจากฟิลด์ผ่าตัด แพรวาขยับเข้ามาแกะปมเสื้อด้านหลังให้

“ไปล้างที่อ่างด้านนอกนะหมอปัญ เดี๋ยวเอานอลมอล ซาไรด์ไปให้ค่ะ” แพรวาคว้าแขนปัญสิกรณ์ที่กำลังหน้าเสียออกไปจากห้อง เธอให้หมอผ่าตัดรอที่อ่างล้างมือ ส่วนเธอไปนำน้ำเกลือขวดใหญ่สองขวดมาให้ ปัญสิกรณ์เอียงหน้าในอ่าง แล้วค่อยๆ เทน้ำเกลือผ่านดวงตานั้น มันดูเก้ๆ กังๆ จนแพรวาต้องช่วยเทน้ำเกลือให้แทน 

“ล้างคร่าวๆ ไปก่อนนะ เดี๋ยวหมอต้องไปอีอาร์อยู่ดี” แพรวาบอกขณะช่วยเทน้ำเกลือลงช้าๆ ปัญสิกรณ์กระพริบตาข้างขวาที่โดนเลือดกระเด็นใส่ถี่ๆ เพื่อให้น้ำเกลือชะล้างได้ทั่วถึง แพรวาส่งผ้าสะอาดให้หมอศัลย์เช็ดหน้า 

“ขอบคุณมากนะมิวสิค”

“ไม่เป็นไร เราก็เคยโดน หมอไม่ต้องกังวลหรอกนะ” แพรวาบอกพลางยิ้มให้กำลังใจ ปัญสิกรณ์พยักหน้า

“แล้วจะไปส่งเราที่อีอาร์ป๊ะ” 

“ไปไม่ได้ เนี่ยทิ้งสครับไว้นานแล้ว แต่เดี๋ยวเราจะไปบอกอินชาร์จไว้ หมอปัญนั่งรอที่หน้าโออาร์นะ” แพรวาบอกก่อนที่จะเป็นธุระไปตามอินชาร์จให้

จิรดาภาซึ่งเป็นอินชาร์จวันนี้ต้องจัดการเรื่องเอกสารอุบัติการณ์ให้กับปัญสิกรณ์ มีการขออนุญาตคนไข้เพื่อเจาะเลือดส่งตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี รวมทั้งติดต่อกับหน่วยควบคุมการติดเชื้อของโรงพยาบาลเพื่อขอคำปรึกษา

แพรวากลับเข้ามาในห้องหลังจากนั้นสิบห้านาที เธอโดนพิชญาภาบ่นเพราะไม่มีเซอร์คูเลทช่วยหยิบจับของให้ โชคดีที่ได้พยาบาลดมยาคอยเทียวมาให้สครับเนิร์สใช้งานตลอด แพรวาขอโทษยกใหญ่ แต่ก็ขอความเข้าใจเรื่องที่เธอหายไปด้วยเช่นกัน

หลังเลิกงานวันนั้นแพรวาไม่ได้กลับหอทันที เธอแวะไปที่ห้องสมุดคณะแพทย์เพื่อค้นหาหนังสือเกี่ยวกับเครื่องมือผ่าตัดของศัลยกรรมกระดูก ระหว่างที่กำลังตั้งอกตั้งใจหาหนังสือบนชั้น เสียงไลน์ก็ดังระรัวจนเธอต้องรีบควานหามือถือในกระเป๋าเพื่อมาปิดเสียง ท่าทางเพื่อนสนิทกำลังเมาท์กันสนุกปากเรื่องของเธออีกแล้ว แพรวาเลิกสนใจหนังสือแล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งซึ่งไกลจากผู้คนพอสมควร เพื่อนสนิททั้งสองพูดเรื่องที่เธอกับปัญสิกรณ์หายไปด้วยกันหลังเหตุการณ์เลือดกระเด็นเข้าตา แถมยังพูดเรื่องคุกกี้ของฝากกล่องนั้นอีก  แพรวาไม่ได้ซีเรียสที่เพื่อนสนิทพยายามจับคู่เธอกับหมอศัลย์ แต่อยากจะอธิบายกับทั้งสองคนเข้าใจให้ถูกต้องเสียมากกว่า

แพรวาบอกเรื่องคุกกี้กล่องนั้นว่ามันเป็นของเจนนิษฐ์ ไม่ใช่ของปัญสิกรณ์ตามที่ทุกคนเข้าใจ จิรดาภาและพิชญาภาประหลาดใจไม่น้อยว่าเหตุใดหมอดมยาจึงต้องนำคุกกี้มาให้ แพรวาจึงต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ตบหน้านั้นขึ้นมาอีกครั้ง  แทนที่เพื่อนสนิทจะเข้าใจเรื่องที่เธอจะสื่อ กลับตีความไปว่าทั้งหมอศัลย์และหมอดมยาอาจจะกำลังชอบเธออยู่ทั้งคู่

แต่สิ่งที่ทำให้แพรวาคาใจก็คือเรื่องของเจนนิษฐ์ พิชญาภาถามว่าเหตุใดหมอดมยาจึงไม่ขอโทษเธอด้วยตนเองเมื่อตอนที่อยู่ในห้องผ่าตัด แพรวางงกับเรื่องนี้ เพื่อนสนิทเล่าว่าเจนนิษฐ์เข้ามาในห้องผ่าตัดเงียบๆ มันอาจจะเป็นช่วงที่แพรวากำลังยุ่งจนไม่ทันสังเกต พิชญาภายังบอกอีกว่าเจนนิษฐ์อยู่ในห้องตลอดและกลับออกไปหลังจากเกิดเหตุการณ์กับปัญสิกรณ์ 

แพรวาไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรกับเหตุการณ์นี้ เธอเพียงแต่รู้สึกเสียดายมากกว่าที่ไม่ได้เห็นหน้า และไม่ได้มีโอกาสเอ่ยคำขอบคุณกับหมอดมยาคนนั้นตรงๆ

แพรวาหาหนังสือที่ต้องการได้สองเล่ม เธอใช้บัตรนักศึกษาของรุ่นน้องเพื่อยืมมัน หลังเสร็จธุระที่นี่ เธอตั้งใจว่าจะกลับหอพักทันที

กดลิฟท์หนึ่งครั้งสูญเสียค่าไฟฟ้าเจ็ดบาท แพรวาระลึกถึงข้อความที่ใครสักคนบอกอยู่เสมอ มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอใช้บันไดมากกว่าลิฟท์ แต่ในเฉพาะกรณีที่ขึ้นลงไม่เกินสามชั้นเท่านั้น 

ห้องสมุดแห่งนี้อยู่ชั้นสามของอาคาร และวันนี้แพรวารู้สึกขี้เกียจเป็นอย่างมาก เธออยากจะผลาญค่าไฟเจ็ดบาทของคณะแพทย์เสียหน่อย  แพรวายืนรอลิฟท์หน้าห้องสมุดที่กำลังพุ่งดิ่งขึ้นมาหา ประตูลิฟท์เปิดออก นักศึกษาหญิงสามคนเดินออกมา แพรวารอจนว่างจึงเข้าไปด้านใน ไม่น่าจะมีใครไปกับเธออีก แพรวากดชั้นหนึ่ง ประตูค่อยๆ เลื่อนปิดลง

“เดี๋ยวค่ะ รอด้วย” 

เสียงจากด้านนอกทำให้แพรวารีบกดให้ประตูเปิดอีกครั้ง เจ้าของเสียงนั้นเดินสวนเข้ามาด้านใน แพรวาอึ้งไม่น้อย นี่มันจะบังเอิญเกินไปเสียแล้ว

ทำไมหมอดมยาที่มีคนพบที่ห้องผ่าตัดจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่ห้องสมุดแห่งนี้ แพรวาหันไปมองคนข้างๆ เจนนิษฐ์อยู่ในชุดสุภาพ เธอสวมเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาวสีดำ และสวมรองเท้าหุ้มส้น  แพรวาคิดว่าหมอดมยาคงมาติดต่องานอะไรสักอย่าง ในฐานะคนเคยเห็นหน้ากันมาก่อนเธออดไม่ได้ที่จะยิ้มทักทาย และเจนนิษฐ์ก็ยิ้มตอบกลับมาด้วย

“ผ่าตัดเป็นไงบ้างคะ” แพรวาเป็นฝ่ายถามขึ้น เจนนิษฐ์ยิ้ม ท่าทางหมอดมยาจะเก้อเขินอยู่เล็กน้อย

“ก็ดีค่ะ ยังมีปวดแผลอยู่นิดหน่อย” เป็นคำตอบสามัญทั่วๆ ไป ซึ่งแพรวาก็ไม่ได้คาดหวังให้หมอดมยาเล่ารายละเอียดอะไรไปมากกว่านั้น 

บรรยากาศในลิฟท์กลับมาเงียบ แพรวาสังเกตว่าเจนนิษฐ์คงอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ เธอจึงรอฟังอย่างตั้งใจ

“เอ่อ...คุกกี้”

“ได้รับแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ จริงๆ หมอไม่ต้องลำบากก็ได้ เราไม่ได้คิดอะไร” แพรวาตอบทันที เธอรู้ว่าเจนนิษฐ์ต้องการจะขอโทษเรื่องวันนั้น เธอไม่อยากให้คิดมากเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนหมอดมยาจะนิ่งไปหลังได้ฟังคำตอบ

“ไม่ได้คิดอะไรคือ” แพรวาเห็นว่าเจนนิษฐ์ขมวดคิ้วอีกแล้ว ท่าทางคนเป็นหมอจะกังวลกับประโยคนี่ไม่น้อย  เธออาจจะพูดอะไรผิดไปจนคิดว่าต้องรีบอธิบายซ้ำอีกครั้ง

“หมายถึงว่า ไม่ได้โกรธอะไรน่ะค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ แล้วมันก็ไม่ได้เจ็บด้วย หมอสบายใจได้แล้วนะ” คำตอบพร้อมรอยยิ้มของแพรวาที่อยากจะให้คนรอฟังคลายความวิตกกังวล และมันก็ดูเหมือนจะได้ผล หมอดมยายอมยิ้มออกมาอีกครั้ง

“แล้วหมอมาทำอะไรที่นี่คะ”

“คืนหนังสือน่ะค่ะ พอดีไปเคลียร์งานที่ภาควิชามาเมื่อเช้า” การสนทนาเริ่มไหลรื่น แพรวารู้สึกดีที่บรรยากาศผ่อนคลาย และเจนนิษฐ์ก็พูดคุยกับเธอมากกว่าปกติ

“ลาป่วยยังต้องมาทำงานอีกหรือคะ จริงๆ น่าจะพักบ้างนะ” แพรวารู้ตัวว่าเผลอแนะนำคนไม่สนิทออกไป เธอหวังว่าเจนนิษฐ์คงจะไม่ถือสามัน

“ความจริงเราว่าจะมาส่งใบลาพักร้อนด้วยล่ะ หนึ่งอาทิตย์” คนเป็นหมอบอก แพรวาพยักหน้ารับทราบ 

หนึ่งอาทิตย์เชียวหรือ

ทั้งๆ ที่บอกให้คนข้างๆ พักผ่อนบ้าง แต่พอรู้ว่าจะไม่เจอนานเป็นอาทิตย์ แพรวากลับรู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก

“นานจังเลยนะ แค่สามชั้นเอง” คำพูดของหมอดมยาทำให้แพรวาฉุกคิดขึ้นมาได้ 

นั่นไง! เธอลืมกดชั้นหนึ่ง

แพรวารีบกดมันทันที คนข้างๆ กลั้นขำจนไหล่ขยับ เจนนิษฐ์คงรู้ว่าเธอไม่ได้กดลิฟท์ แต่ทำไมคนที่รู้ถึงไม่ยอมเตือนเธอสักหน่อยล่ะ

ลิฟท์เปิดออกที่ชั้นหนึ่ง ด้านล่างค่อนข้างเงียบ และข้างนอกเริ่มมืดแล้ว ทั้งสองเดินออกมาด้านหน้าอาคารด้วยกัน 

“ต้องกลับหอพักแล้วล่ะค่ะ” แพรวาบอก บางทีอาจจะต้องแยกกับเจนนิษฐ์ตรงนี้แล้ว

“เราก็ไปทางนี้เหมือนกัน” เจนนิษฐ์บอกและเริ่มออกเดินก่อน แพรวารู้สึกใจเต้นเล็กๆ เหตุการณ์ต่างๆ ในวันนี้มันอยู่นอกเหนือความคิดของเธอทั้งหมด  เธอไม่ได้เตรียมใจว่าจะเจอเจนนิษฐ์ในวันนี้ และไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องเดินไปข้างๆ กันแบบนี้ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นแพรวาไม่รอช้าที่จะรีบเดินตามหมอดมยาคนนั้นไป

 "คงไม่ได้เจอหมออีกนานเลย” แพรวาเอ่ยขึ้นขณะที่เดินไปตามทาง ทั้งคู่เดินอย่างสบายๆ ไม่มีความเร่งรีบ แพรวาคิดว่าคนข้างๆ คงยังปวดแผลอยู่ เธอจึงไม่สามารถเดินได้เร็วนัก

“ไม่นานหรอก อาทิตย์หน้าก็เจอ” 

อ้าว! ไหนเจนนิษฐ์บอกว่าจะลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์ไงล่ะ อาทิตย์หน้าก็ไม่ควรจะได้เจอสิ แพรวาหันมองคนข้างๆ หมอดมยากำลังยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยุดเดินอย่างฉับพลัน

“จะเที่ยวให้สนุกได้ยังไง ถ้าใจยังห่วง...ห่วงงานน่ะ” หมอดมยาบอกพร้อมกับมองหน้าแพรวา  เจนนิษฐ์ต้องการบอกอะไรกับเธอ  แพรวาหลบสายตานั้น เธอจะมาเสียจริตแสดงความเขินอายเพราะโดนจ้องตาจากคนที่แอบชอบแบบนี้ไม่ได้  แพรวาตัดสินใจเดินต่อไปเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอทำมันหลุดออกมา เธอไม่อยากให้เจนนิษฐ์เห็นอาการแบบนี้ แม้จะเดินหนี แต่เสียงสาวเท้าถี่ๆ ก็ตามมาเดินเคียงข้างเธออีกครั้ง

 ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันอีก เดินไปด้วยกันเงียบๆ 

แต่แพรวากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก...


...................................................................


แพทย์หญิงเจนนิษฐ์


ไม่เคยรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากขนาดนี้ นี่จะต้องแยกกับเธอแล้วหรือ

เจนนิษฐ์ไม่เคยเดินอ้อยอิ่งแบบนี้มาก่อน ไม่ใช่เพราะปวดแผลผ่าตัด แต่เพราะต้องการอยู่กับคนข้างๆ ให้นานที่สุดเท่านั้นเอง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้พูดคุยกันมากกว่าถามเรื่องงานในห้องผ่าตัด และเป็นครั้งแรกที่เจนนิษฐ์ถือวิสาสะเดินมาส่งแพรวากลับหอพัก ถึงแม้เธอจะอ้างว่ากลับทางเดียวกันกับแพรวาก็ตาม 

“ขอบคุณอีกครั้งกับขนมที่ซื้อมาฝากนะคะ อร่อยมากค่ะ” แพรวาบอกเมื่อทั้งคู่เดินมาถึงหน้าหอพัก เจนนิษฐ์พยักหน้ารับ เธออยากจะชวนคุยต่อ แต่กลับนึกไม่ออกว่าต้องพูดเรื่องอะไร

“กลับบ้านดีๆ นะคะหมอ” แพรวาบอกก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในตึก มันเป็นประโยคทั่วๆ ไปที่เจนนิษฐ์ได้ฟังบ่อยๆ แต่พอคนพูดคือแพรวา เธอถือว่ามันพิเศษมากพอแล้ว

เจนนิษฐ์กลับมาที่ลานจอดรถใต้ตึกใกล้ภาควิชาวิสัญญีวิทยา เธอเปิดรถและเข้าไปนั่งตำแหน่งคนขับก่อนวางกระเป๋าและซองเอกสารไว้บนที่นั่งข้างๆ เจนนิษฐ์ดึงใบลาพักร้อนออกมาจากซองและขยำมันเป็นก้อน 

“จะเที่ยวให้สนุกได้ไง ถ้าใจยังห่วงเธออ่ะ” ท่าทางหมอดมยาจะเป็นเอามากจนเผลอพูดคนเดียวออกมา เจนนิษฐ์ทนปวดแผลได้ แต่เธอทนไม่ได้ถ้าพยาบาลคนนั้นจะถูกหมอศัลย์เพื่อนรักซิวไปครอง

จะเรียกว่าเป็นความตั้งใจก็ได้ที่เจนนิษฐ์ไปโผล่ที่ห้องผ่าตัดในวันนี้ เธอมาจัดการเรื่องงานที่คั่งค้างพร้อมกับขอใบลาพักร้อนเพื่อลาไปต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์ เป็นความคิดของแม่ที่ต้องการให้เธอได้พักร่างกาย และเธอเองก็เห็นดีเห็นงามด้วยในระดับหนึ่ง 

เจนนิษฐ์ได้รับข้อความทางไลน์จากเจตสุภาที่อยู่เวรเช้าในวันหยุดนี้ หมอดมยารุ่นพี่บอกว่าเห็นรถของเธอจอดอยู่ในที่ประจำจึงทักทายเข้ามาหา เจนนิษฐ์ไม่ได้บอกใครเอาไว้ว่าเธอจะมาที่นี่ แต่ในเมื่อได้พูดคุยกับเจตสุภา เจนนิษฐ์จึงคิดว่าเธอควรจะเข้าไปหารุ่นพี่เสียหน่อย ซึ่งถ้าโชคดีเธออาจจะได้เจอกับพยาบาลคนที่อยากเจอด้วยก็ได้

หลังจากเคลียร์งานเสร็จในตอนเที่ยง เจนนิษฐ์จึงเข้าไปที่ห้องผ่าตัดในเวลาเกือบบ่ายโมง เมื่อเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วเธอก็ยังไม่ยอมไปหารุ่นพี่ตามที่นัดกันไว้ เจนนิษฐ์รู้ตัวว่าไม่ควรจะสอดส่องแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปดูกระดานจ่ายงาน หมอดมยาเริ่มกวาดสายตาเพื่อหาดูว่า พยาบาลแพรวา อยู่ห้องผ่าตัดไหน

เจนนิษฐ์รู้ว่าเจตสุภาอยู่ห้องผ่าตัดเก้า และบังเอิญเสียจริงที่ชื่อของแพรวาก็อยู่ที่ห้องนั้นด้วย เจนนิษฐ์รีบไปยังห้องผ่าตัดเป้าหมาย เมื่อมองผ่านกระจกเล็กๆ ตรงประตูเข้าไป ก็ว่าหมอผ่าตัดกำลังทำการเย็บแผลคนไข้ การผ่าตัดนี้คงใกล้จะเสร็จเต็มทีแล้ว

คนที่ยืนส่องอยู่หน้าประตูสังเกตว่าปัญสิกรณ์อยู่ในฟิลด์ผ่าตัดด้วย ถ้าเพื่อนสนิทรู้ว่าเมื่อครู่เธอไม่ได้แลตามองชื่อหมอผ่าตัดเลย เธอคงจะโดนปัญสิกรณ์ต่อว่าอยู่ไม่น้อย เจนนิษฐ์สังเกตสครับเนิร์สครู่เดียวก็รู้ว่าไม่ใช่แพรวา เธอตัวสูงเกินไป ถ้าอย่างนั้นคนที่นั่งหันหลังตรงมุมห้องคงจะใช่แพรวาแล้วล่ะ

เจนนิษฐ์ค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป นอกจากไอเย็นจากแอร์จะปะทะผิว เสียงเพลงจากทีวีก็ปะทะหูของผู้มาเยือนเต็มๆ เป็นปกติที่หมอเด็กๆ จะชอบเปิดเพลงฟังขณะผ่าตัด แต่เจนนิษฐ์เห็นว่าห้องนี้เปิดเพลงเสียงดังเกินไปหน่อย  เธอเดินลัดเลาะไปยังพื้นที่ของหมอดมยา เจตสุภาทักทายอย่างร่าเริงแถมยังคว้ามือหมอรุ่นน้องแล้วดึงเข้าไปหา เจนนิษฐ์โบกมือทักทายปัญสิกรณ์ที่หันมาเห็นเธอพอดีด้วย

“อ้าว มาได้ไงเนี่ย” ท่าทางปัญสิกรณ์จะประหลาดไม่เบาที่เจอเจนนิษฐ์ในที่แห่งนี้

“เดินมา” หมอผ่าตัดทำหน้าเอือมใส่ แต่เจนนิษฐ์มีความสุขที่ได้กวนประสาทเพื่อนสนิทคนนี้ทุกครั้ง 

นอกจากความสุขที่ได้กวนเพื่อน ตอนนี้หมอดมยาจอมกวนยังมีความสุขที่ได้เห็นคนบางคนอีกด้วย

แพรวาดูตั้งใจในการทำอะไรสักอย่างกับเอกสารตรงหน้า เธอจึงไม่ยอมหันมองมาที่ฟิลด์ผ่าตัดเสียที เจตสุภาบอกให้เจนนิษฐ์ที่กำลังยืนนิ่งนั่งลงข้างๆ หมอรุ่นพี่ถามไถ่อาการและพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เจนนิษฐ์พลาดไปจากการหยุดงานหลายวัน

เจนนิษฐ์คงจะได้พักผ่อนยาวๆ อย่างที่ตั้งใจหากไม่ได้เห็นภาพบาดตาในห้องนั้น หมอศัลย์เพื่อนสนิทโดนเลือดกระเด็นเข้าตาขณะกำลังเย็บแผลและจำเป็นต้องออกจากการผ่าตัดเพื่อรีบไปล้างโดยเร็วที่สุด เจนนิษฐ์อยู่ในเหตุการณ์และเห็นทุกอย่าง เธอเห็นแพรวากระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือปัญสิกรณ์อย่างมาก แพรวารีบแกะเสื้อกาวน์และลากหมอศัลย์เพื่อนสนิทคนนั้นออกไปจากห้อง

หมอดมยาคงไม่รู้สึกอะไรสักเท่าไหร่หากสามคนที่เหลือในฟิลด์ผ่าตัดไม่พูดเรื่องเหล่านี้

“นอกจากเลือดเข้าตา สงสัยความรักจะเข้าใจด้วยนะ”

“หมอปัญชอบมิวสิคหรือเปล่าคะ  เมื่อวันก่อนก็เอาขนมมาฝากให้”

“เมื่อเช้าเห็นนั่งคุยกันในห้องอาหารตั้งนานสองนานนะพี่”

“แกเห็นท่าทางน้องพยาบาลมั้ยล่ะ เป็นห่วงไอ้ปัญขนาดนั้นอ่ะ”

เจนนิษฐ์วางเข็มเจาะเลือดลงบนถาด เธอไม่มีสมาธิจะเจาะเลือดคนไข้เพื่อส่งตรวจได้ทั้งๆ ที่อาสาจะช่วยงานแท้ๆ เจตสุภาบอกให้หมอรุ่นน้องกลับไปนั่ง หมอดมยารุ่นพี่จัดการเจาะเลือดคนไข้เองอย่างรวดเร็ว เจนนิษฐ์แสดงออกทางสีหน้าว่าเธอกำลังหงุดหงิด เจตสุภาคงสังเกตเห็นจึงเอ่ยถามถึงสาเหตุ

“ไม่มีอะไรเจ้ แค่รู้สึกปวดแผลนิดหน่อย”

“ก็มัวแต่ลุกนั่งๆ อย่างเนี้ย ก็ปวดสิ” มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวด แต่ที่หน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ใช่เพราะเหตุนี้ 

“งั้นกลับละนะ” จู่ๆ เจนนิษฐ์ก็จะไปจากที่นี่ขึ้นมากระทันหัน

“เอ้า จะกลับละเหรอ เออๆๆ ไปพักเถอะ” 

“จะไปคืนหนังสือที่ห้องสมุดด้วย แล้วค่อยเจอกันนะเจ้” เจนนิษฐ์บอกด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ฟังดูก็รู้ว่าไม่ประสบอารมณ์ เจตสุภาไม่ว่าอะไรต่อ ปล่อยให้คนอารมณ์ไม่คงที่ออกจากห้องไป

ห้องสมุดเงียบๆ พอจะช่วยดับไฟในหัวของเจนนิษฐ์ลงได้ หลังจากที่คืนหนังสือเรียบร้อยแล้ว เจนนิษฐ์ยังไม่ยอมกลับบ้าน เธอนั่งต่อที่ห้องสมุดนั้นอีกหลายชั่วโมง นอกจากค้นวารสารวิชาการ เจนนิษฐ์นำใบลาพักร้อนขึ้นมากรอกรายละเอียด เธอมองกระดาษตรงหน้าพลางคิดพิจารณาถึงผลที่จะตามมาของมัน

เธอลางานมาแล้วห้าวัน และกำลังจะลาต่ออีกห้าวัน ห้าวันก่อนที่ไม่อยู่ หมอศัลย์เพื่อนสนิทไปตกหลุมรักสครับเนิร์สของเธอตั้งแต่ตอนไหน แถมยังคืบหน้าถึงขั้นสนิทสนมจนแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกันขนาดนั้น

แล้วถ้าเธอหายไปสิบวัน หมอศัลย์เพื่อนสนิทไม่ได้คบกับสครับเนิร์สของเธอไปแล้วหรือ

เจนนิษฐ์คิดเอาเองเป็นตุเป็นตะ คิดไปก็เครียดไป ถ้าปัญสิกรณ์ชอบแพรวาขึ้นมาจริงๆ  เธอจะทำอย่างไรดี เธอยอมรับกับตัวเองว่าไม่สามารถใจกว้างพอที่จะเลิกชอบแพรวา และจะไม่มีทางยอมแพ้กับเรื่องที่ยังไม่กระจ่างชัดนี้เด็ดขาด

ทุกอย่างดูตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อเจนนิษฐ์เจอแพรวาในลิฟท์ตัวนั้น พื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีแค่เธอกับคนที่เธอชอบมันดูอึดอัด เจนนิษฐ์กลัวว่าตัวเองจะใจเต้นแรงจนคนข้างๆ ได้ยินมัน แต่ถึงกระนั้นคนขี้กังวลก็คิดว่านี่เป็นโอกาสที่เธอจะได้พูดคุยกับแพรวาให้มากกว่าทุกครั้ง

ขณะที่กำลังเตรียมความคิด อีกฝ่ายก็เอ่ยถามขึ้นมาก่อน แพรวาถามคำถามเกี่ยวกับอาการป่วยของเธอ กับคนอื่นเจนนิษฐ์เบื่อที่จะตอบคำถามพวกนี้ แต่กับแพรวา ไม่ว่าจะเป็นคำถามอะไรเธอก็ยินดีจะตอบมัน

เจนนิษฐ์ข้องใจเรื่องคุกกี้พอสมควร แพรวาจะรู้ไหมว่าใครคือเจ้าของตัวจริง ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันเอ่ยถามทั้งประโยค แพรวาก็ให้คำตอบเหมือนกับรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่

“ได้รับแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ จริงๆ หมอไม่ต้องลำบากก็ได้ เราไม่ได้คิดอะไร” คำตอบของแพรวาทำให้เจนนิษฐ์สบายใจอย่างมาก หมอดมยาแอบตำหนิตัวเองในใจเรื่องที่คิดว่าหมอศัลย์เพื่อนสนิทไม่ยอมบอกถึงเจ้าของที่แท้จริงของคุกกี้กล่องนั้น

เจนนิษฐ์สังเกตท่าทีของแพรวาตลอดเวลา เธอรู้ว่าคนข้างๆ ไม่ได้ทำตัวเป็นปกติสักเท่าไหร่  และเธอก็รู้ว่าแพรวาลืมกดปุ่มชั้นหนึ่ง  แต่จะเป็นไรไป เจนนิษฐ์ไม่ได้มีธุระต้องรีบไปไหน ต่อให้ยืนอยู่ในลิฟท์สักชั่วโมงก็ทำได้ ถ้าได้อยู่กับคนข้างๆ เพียงแค่สองคน

แต่สุดท้ายก็เป็นเธอเองที่บอกออกไปให้แพรวารู้ตัว การได้เห็นท่าทางเขินอายปนตลกจากแพรวา มันทำให้ทุกอย่างดูสดใสไปหมด

ขณะที่ทั้งคู่เดินกลับจากห้องสมุดด้วย เจนนิษฐ์บอกเรื่องที่เธอจะไม่ลาพักร้อนให้แพรวารู้ หมอดมยาแค่อยากเห็นปฏิกิริยาจากคนข้างๆ ต่อการตัดสินใจนั้น และดูเหมือนแพรวาจะออกอาการอยู่เล็กน้อย เธอไม่เอ่ยปากห้ามสักคำ พยาบาลคนนี้คงจะเห็นด้วยที่เจนนิษฐ์เลือกกลับมาทำงานแทนที่จะลาพักผ่อน

เจนนิษฐ์แจ้งกับคนเป็นแม่เรื่องไม่ลาพักร้อนแล้วทันทีที่กลับไปถึงบ้าน เธอถูกตำหนิเล็กน้อย แต่สุดท้ายแม่ก็เคารพการตัดสินใจของเธอ

ขณะที่กำลังหลงมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเย็นวันนี้ เจนนิษฐ์ก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

ลืมไปหรือเปล่าว่าแพรวาเป็นคนอย่างไร

คนที่ใจดีและเฟรนด์ลี่แบบเธออาจทำทุกอย่างไปโดยไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้

ไหนจะที่แพรวาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อปัญสิกรณ์ตอนนั้น ไหนจะหลายๆ เรื่องราวที่เพื่อนของปัญสิกรณ์พูดถึง 

เจนนิษฐ์อยากรู้ถึงความสัมพันธ์ของสองคนนั้น เธอไม่สบายใจที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้นอนเครียดอีกหลายวัน หมอดมยาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องถามหมอศัลย์เพื่อนสนิทให้รู้แล้วรู้รอด

ถ้าคำตอบคือ ไม่...เธอจะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ลังเล

แต่ถ้าคำตอบคือ ใช่...เธอควรจะทำอย่างไรดีล่ะ...

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #51 parnpuparn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 20:37

    เอาแล้ววววว ได้เวลาหมอเต็นรุกแล้ววว รุกไปเลยยยจะได้ไม่ต้องคิดมากกก ฮือ แต่ชอบฉากในลิฟต์มาก น่ารักทั้งคู่เลย

    #51
    0
  2. #37 CyaneumTao (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:55
    โอ้ย... เจนนิสผู้คิดมาก และมิวสิคคนเฟรนลี่ น่ารัก❤️
    #37
    0
  3. #33 anonymous_reader (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 14:17
    น่ารักกันเหมือนเดิมเลยคู่นี้ ขำตอนสิคลืมกดลิฟต์ อะไรจะขนาดนั้น 55555
    #33
    0
  4. #32 Black Dragon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 07:33
    หมอเต็นน่ารักจังเลย ชอบอ้าาา
    #32
    0