Haikyuu!! Oikage : Miss Me, 1945

ตอนที่ 4 : Phase I― CHAPTER III: Last Leaf

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 235
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 มิ.ย. 60













CHAPTER III

Last Leaf






                ลมหนาวเดือนสิบสองพัดพาเอาสีส้มของฤดูใบไม้ร่วงออกไป



                เขาซ่อนมือไว้ในเสื้อโค้ท อากาศแห้งมากจนผิวแตกและเป็นแผลตามปลายนิ้ว กำลังคิดอยู่ว่าถ้าเจอคนคนนั้นต้องถูกดุแน่ๆ ยังไม่ทันเดินพ้นมุมตึกก็เห็นคนผมสีน้ำตาลถือตะเกียงผ่านมาเสียก่อน


                “เจอกันอีกแล้ว โทบิโอะจัง”


                คิดถึงก็ได้เจอเลย ตายยากซะจริง


                โทบิโอะโค้งคำนับทักทาย “บังเอิญจังเลยนะครับ” เดินเข้าไปใกล้ๆ อย่างที่ทำอยู่เป็นประจำ เพียงแต่คราวนี้ไม่มีมือให้อีกคนจับ โทรุแตะที่เสื้อโค้ทของโทบิโอะเป็นเชิงว่าให้เอามือออกมา โทบิโอะส่ายศีรษะ ผมหน้าม้ากระจายออกนิดๆ


                “ผมไม่ได้ใส่ถุงมือ ตอนนี้เป็นแผลอยู่นิดหน่อยด้วย เดี๋ยวมันจะแห้งยิ่งกว่าเดิมนะครับ”


                โดนบ่นไปตามระเบียบ “ผิวนายยิ่งแห้งๆ อยู่ ไม่รู้จักดูแลตัวเองบ้างเลย บอกกี่ครั้งแล้ว ดื้อชะมัด นายเป็นหมอก็ต้องรู้สิว่าควรทำยังไง...” แล้วก็บ่นเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย “ทำไมโทบิโอะจังต้องให้คุณโออิคาวะเตือนตลอดเลยนะ” ไม่ได้ตั้งใจฟังหรอก คุณโออิคาวะชอบพูดอะไรยาวเหยียด แต่ใจความสำคัญก็มีแค่ คราวหน้าต้องใส่ถุงมือนะ แล้วก็ทายาด้วย เข้าใจมั้ย เท่านั้นเอง


                “เอามือออกมา”


                “แต่มันหนาวนะครับ”


                “ขอดูแผลหน่อย เร็ว”


                และตั้งแต่ 2 สัปดาห์ผ่านมาจนถึงวันนี้ โทบิโอะก็ยังไม่สามารถต่อต้านน้ำเสียงอ่อนโยนแบบที่คุณโออิคาวะใช้พูดในประโยคสุดท้าย


                เอามือออกมาแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก สั่นระริกเพราะลมหนาวทำให้บาดแผลรู้สึกแสบ โทรุจับข้อมือบางเข้ามาใกล้ๆ พิจารณาดูแผลซึ่งเกิดจากอาการผิวแห้ง “เจ็บมากมั้ย” เขาลูบมันเบาๆ โทบิโอะกระตุก ร้องออกมา สัมผัสของคุณโออิคาวะอ่อนโยนก็จริง แต่เขารู้สึกแสบมาก


                “เจ็บเหรอ ขอโทษที”


                “ไม่เจ็บขนาดนั้นครับ ผมทนได้ แต่ตอนนี้หนาวมากเลย มือเย็นไปหมดแล้ว”


                “งั้น...เอาแบบนี้แล้วกัน”


                โทรุย้ายมือที่จับข้อมือมาประสานนิ้วกับโทบิโอะแล้วซุกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทของตัวเองพร้อมกัน ถ้าทำแบบนี้ก็จะได้จับมือเหมือนกับทุกครั้ง แล้วมือของเด็กนั่นก็จะได้ไม่หนาวด้วย


                โทบิโอะเม้มริมฝีปาก นัยน์ตาสีน้ำเงินหลบไปทางอื่น กระตุกมือในเสื้อให้อีกคนคลายออก โทรุปล่อยอีกคนอย่างอ้อยอิ่ง กำลังจะพูดตัดพ้อแต่โทบิโอะก็สวนขึ้นมาก่อน “คือว่า...ประสานนิ้วแบบนี้มันโดนแผล...” จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นกุมมือเอาไว้ “ทำแบบนี้ดีกว่าครับ”


                หลายวินาทีที่โทรุนิ่งไป ค่อนข้างประหลาดใจเลยล่ะ เขาคิดว่าจะถูกอีกฝ่ายปฏิเสธเสียอีก มุมปากหยักยิ้ม จับมือโทบิโอะไว้มั่น ไม่หลวมเกินไป ไม่แน่นเกินไป และเลี่ยงไม่ให้แผลขูดกับเนื้อผ้ายุ่ยๆ ในกระเป๋า


                “อุ่นขึ้นมั้ย”


                “...ครับ”


                แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน


                จุดหมายปลายทางคือกลางสุสาน ที่ที่เจอกันครั้งที่ 2 และมันก็กลายเป็นที่ประจำของทั้งคู่ไปโดยปริยาย โทรุปล่อยมืออีกคนเป็นอิสระ โทบิโอะชักมือกลับเข้ามาในกระเป๋าเสื้อโค้ทของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะรีบขยับตัวเกินไป ผ้าพันคอก็เลยร่นลงมา โทรุยิ้มขำ มือใหญ่ช่วยจัดผ้าให้เรียบร้อยเหมือนเดิม โทรุชอบเวลาที่เด็กคนนี้ก้มหน้าลงมาเล็กน้อยเพื่อถูจมูกและริมฝีปากเล็กๆ กับผ้า หลับตาพริ้มเพราะความนุ่มและอุ่นสบาย จะว่ายังไงดีล่ะ...เขาดูเหมือนลูกแมวที่ยังไม่หย่านม


                “ถามจริงๆนะ” โทรุลดมือลง “ทำไมโทบิโอะจังถึงยอมให้ฉันจับมือล่ะ ไม่รู้สึกแย่เลยเหรอ”


                “เอ๋? มันไม่ดีเหรอครับ”


                “ไม่ใช่ คือ...ฉันไม่รู้ว่านายเต็มใจรึเปล่า”


                เรื่องนี้มันคาใจเขามาสักพักแล้ว แม้ที่ผ่านมาโทบิโอะไม่เคยแสดงท่าทีขัดขืนหรือรังเกียจ แต่โทรุก็ไม่มั่นใจอยู่ดี หมอนั่นเป็นผู้ชาย และคงไม่มีผู้ชายที่ไหนชอบให้ผู้ชายที่เป็นคนแปลกหน้า (ตอนนี้ก็สนิทกันแล้ว...มั้งนะ) มาจับมือ บางที่โทบิโอะอาจจะรู้สึกโกรธหรือไม่ชอบใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมาเพราะโทรุอายุมากกว่า ช่างหัวเรื่องความอาวุโสเถอะ “ตอบตามที่นายคิดจริงๆ นะ” ตอนนี้เขาอยากรู้มากกว่าว่าอีกคนคิดยังไง


                โทบิโอะกระพริบตาปริบๆ ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมคุณโออิคาวะต้องจริงจังขนาดนี้


               “คุณจับมือผมมาจะเป็นเดือนแล้ว เพิ่งมาถามเอาป่านนี้เนี่ยนะครับ”


                “ก็ถ้าโทบิโอะจังไม่ชอบ ฉันก็จะได้เลิกทำไง”


                “แล้วใครบอกว่าไม่ชอบล่ะครับ” เอ๋? เจ้าของผมสีเปลือกไม้เลิกคิ้ว โทบิโอะก้มหน้าลง กลอกตาไปมาเหมือนกำลังนึกคำพูด


                “เอ่อ...จะว่ายังไงดี มือของคุณโออิคาวะสมกับเป็นคุณโออิคาวะเลยครับ สากนิดหน่อยเหมือนผ่านประสบการณ์การทำงานมาเยอะ แต่ก็ให้สัมผัสที่อ่อนโยน สมกับเป็นหมอเลยครับ เวลาที่คุณรักษาผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากระเบิด เอ่อ...คุณดูเหมือนคนเจ้าสำอาง หยิ่งหน่อยๆ หลงตัวเองแถมยังกวนประสาท อ๊ะ! ขอโทษครับ เผลอพูดจาไม่ดีไปซะแล้ว...คุณ...เวลาทำงานดูดีจริงๆ ตั้งใจ ทุ่มเท แล้วก็ไม่รังเกียจที่จะใช้มือรักษาบาดแผล ถึงแม้ว่ามันจะน่าเกลียดหรือสกปรกแค่ไหน เป็นมือที่ใจดีมากๆ” ช้อนตาขึ้นมอง เป็นสายตาที่แสดงความชื่นชมจากใจจริง “แล้วก็อุ่น...ด้วยครับ...”


                ตั้งแต่รู้จักกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่โทรุได้ยินโทบิโอะพูดยาวขนาดนี้ แถมเรื่องที่พูดยังเกี่ยวกับเขา


                “ผมชอบให้คุณโออิคาวะจับมือครับ” น้ำเสียงของคนตัวเล็กแน่วแน่ ไม่มีท่าทางเขินอายใดๆ ทั้งสิ้น และคำพูดที่ตรงเป็นไม้บรรทัดแบบนี้ทำให้โทรุเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง



                พ่ายแพ้ แกล้งเขาไว้เยอะ พอโดนเล่นเองก็ถึงกับไปไม่เป็น



                ไม่ใช่ โทรุเหลือบมอง แค่วินาทีเดียวก็เข้าใจได้ทันที สายตาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โทบิโอะพูดจริง


                “แล้วผมก็ชอบอยู่กับคุณโออิคาวะมากๆ ด้วย


                ยัง...ยังไม่หยุดอีก


                “เพราะฉะนั้นกรุณาจับมือผมต่อไปด้วยนะครับ” พูดจบก็โค้งคำนับ ใช้น้ำเสียงหนักแน่น ทำตัวเป็นทางการ และไอ้ความใสซื่อแปลกๆ นี่มันทำให้โทรุพูดไม่ออก ซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวโดยการใช้ฝ่ามือปิดบัง โทบิโอะเด้งตัวขึ้นอย่างตกใจ


               “คุณโออิคาวะเป็นอะไรไปครับ ห...หูแดงมากเลย ไข้ขึ้นแน่ๆ ข้างนอกมันหนาว กลับที่พักดีกว่าครับ” เดินนำโทรุกลับที่พักอย่างร้อนรน แต่ไปได้แค่ 2 ก้าวก็ถูกรั้งชายเสื้อไว้ หันไปก็พบกับใบหน้าหล่อที่ขึ้นสีจัด


               “คุณโออิคาวะ?


                “กอดหน่อย”


                “ครับ?” โทบิโอะเอียงคอสงสัย คำถามนี้มันกะทันหันมาก ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะประมวลผลได้ “อ๋อ อยากกอดเหรอ ได้เลยครับ”


                หมับ


                “นายนี่มัน... ให้ตาย ไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เลยเหรอ”


                “ครับ?” อุ่น...อุ่นมาก... โทบิโอะยืดตัวขึ้นนิดหน่อย ขยับตัวให้พอดีกับอ้อมกอดของโออิคาวะ มือของเขาเจ็บอยู่ ไม่อยากเอาออกจากกระเป๋ามาเผชิญความหนาวจึงวางคางไว้บนบ่าของอีกคนแทนการกอดตอบ คุณโออิคาวะเองก็ซุกหน้าไว้บนบ่าของเขาเหมือนกัน


                “ตามหลักแล้วนายต้องเล่นตัว แล้วก็ไม่ยอมให้ฉันกอด”


                “พูดจาไม่รู้เรื่องใหญ่แล้วครับ”


                “นี่นาย...โถ่เว่ย คนที่เขินควรเป็นนายไม่ใช่ฉัน”


                “คุณโออิคาวะป่วยจริงๆ ด้วย ผมกังวลนะ กลับไปนอนพักเถอะนะครับ ถ้าคุณป่วยหนักขึ้นมาคุณอิวะอิสึมิจะ---” โทรุเพิ่มแรงกอดให้เข้าไปชิดกว่าเดิม ทำให้โทบิโอะรับรู้ถึงการกระตุกที่อกข้างซ้ายของคุณโออิคาวะ ก้อนเนื้อข้างในเต้นแรงและเป็นจังหวะ สมองน้อยๆ ของคาเงยามะ โทบิโอะเริ่มคิดได้ว่าที่อีกคนแปลกไปไม่ใช่เพราะไข้หวัด


               เขาหยุดพูด ถ้าจะพูดให้ถูกคือพูดต่อไม่ได้แล้ว คิดอะไรต่อไม่ได้เลย โทบิโอะรู้สึกแปลกๆ และลมหายใจอุ่นวาบที่คอก็ทำให้หัวใจเปลี่ยนจังหวะไป


                ท่ามกลางอากาศแบบนี้ รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าที่ซบอยู่ของคุณโออิคาวะร้อนมาก ร้อนมาถึงหน้าของเขา โทบิโอะสัญญากับตัวเองในใจ เขาจะทาครีมให้ชุ่มชื้น จะสวมถุงมือในวันอากาศหนาว จะไม่ทำให้ผิวแห้งจนแตกและเป็นแผล




                ครั้งต่อไปจะได้ยกมือขึ้นมากอดตอบคุณโออิคาวะ




 


 

 

            “หลุมนี้ของแม่ผมเอง” โทบิโอะเปรย อันที่จริง ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกอยู่แล้ว ที่แผ่นหินนั้นเขียนชื่อเอาไว้ นามสกุลนั้นคือคาเงยามะ


                พวกเขานั่งลงกับพื้น โทบิโอะยังคงจ้องมองแผ่นหิน ปกติเป็นคนที่มองออกง่ายแท้ๆ แต่ตอนนี้นัยน์ตานั้นยากที่จะคาดเดา มันว่างเปล่า ราวกับน้ำที่ลึกและนิ่ง โทรุไม่รู้เลยว่าก้นบ่อนั้นมีอะไรอยู่


                “เหรอ...เสียใจด้วยนะ” เป็นการปลอบที่ห่วยแตกชะมัด เขาอยากจะพูดอะไรที่ฟังดูเท่กว่านี้ เช่น ฉันเข้าใจนะ ความรู้สึกของนาย แต่โทรุก็ไม่สามารถพูดออกไป มันคือการโกหก และเขาไม่อยากโกหกเด็กคนนี้



 

                ไม่เข้าใจ...ไม่เคยเข้าใจหรอก ความรู้สึกแบบนั้น



 

                “ฉันก็มีนะ คนในครอบครัวที่ตายไป”


                “เสียใจด้วยนะครับ”


                “ไม่ต้องหรอก คือว่ามันผ่านมานานแล้ว นาน...มาก...” เสียงโทรุขาดห้วง มองท้องฟ้า ดาวมากมายระยิบระยับ นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ซีดจางและทรมาน “นานจนฉันลืมไปแล้ว”


                “ไม่มีทางหรอกครับ”


                “หืม?


                “คุณอาจจะลืมเรื่องราวของเขา...” โทบิโอะคลานไปที่แผ่นศิลา ไล่นิ้วไปตามลายสลักชื่อแม่ของเขา ไม่สนใจแล้วว่าอากาศภายนอกเสื้อจะเสียดสีผิวให้แห้งตึงขึ้นหรือไม่ “แต่ว่านะ ต่อให้เวลาผ่านไปนานมากๆ นานเท่าชีวิตของเราหรือนานกว่านั้น คุณก็ไม่มีทางลืมข้อผิดพลาดที่เคยทำเอาไว้กับเขาได้หรอกครับ”


                โทรุรู้ตัวเลยว่าลมหายใจของตัวเองสงบขึ้น


                “นายเข้มแข็ง เป็นคนที่เข้มแข็งมากๆ เลยนะโทบิโอะจัง”


                “คุณคิดอย่างนั้นเหรอครับ” เขากลับมายิ้มให้ กดปลายนิ้วกับแผ่นหินแรงๆ ย้ำมันเข้าไป ขูดเป็นทางยาวจนเนื้อปริ เลือดไหลซึม สีหน้าไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวดเลยสักนิด “แต่เวลาที่อ่อนแอ ผมก็อ่อนแอจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะ”



 

                เป็นรอยยิ้มที่สิ้นหวังจริงๆ


                โทรุยกมุมปากขึ้น ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกัน





 

 

 

                คนที่ป่วยไม่ใช่โออิคาวะ แต่เป็นคาเงยามะ


                “ฮ...ฮัดเช่ย!


                “เพราะแกพาเขาออกไปข้างนอกตอนกลางคืนหนาวๆ หมอนี่ถึงไม่สบาย”


                “ฉันไม่ได้พาออกไปสักหน่อย เราบังเอิญเจอกัน ก็เลยไปด้วยกัน เนอะ โทบิโอะจัง!” หันไปงอแงใส่คนที่กำลังหายใจฟืดฟาด โทบิโอะพยักหน้ารัวๆ แทนคำตอบ


                “เห็นมั้ย ฉันไม่ผิด”


                “สำหรับฉัน ไม่ว่าแกจะทำอะไรก็ผิดทุกอย่างนั่นแหล่ะ”


                “อิวะจัง! อิวะจังพูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันเป็นถึงคุณโออิคาวะเชียวนะ!


                “ปัญญาอ่อน”


                โทบิโอะหลุดหัวเราะพรืด คุณโออิคาวะกับคุณอิวะอิสึมิตีกันมาได้สักระยะแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ถึงจะขำแต่ความยุ่งเหยิงตรงหน้าก็ทำให้เขามึนนิดๆ โทบิโอะยกมือขึ้นมานวดตรงหว่างคิ้วและขมับให้คลายปวด รู้สึกว่าหน้าผากกับขอบตามันร้อนไปหมด สายตาก็พร่ามัว หายใจติดขัด อีกทั้งยังไร้เรียวแรง จริงๆ เขาเป็นคนที่ร่างกายค่อนข้างแข็งแรง พอป่วยขึ้นมาก็เลยไม่ค่อยชิน เกลียดอาการแบบนี้ชะมัด


                “ปวดหัวเหรอ” อิวะอิสึมิทักขึ้น โทบิโอะลดมือลงจากหน้าผาก พยายามทำน้ำเสียงให้แข็งแรงที่สุด “ไม่ครับ ผมสบายดี กรุณาให้ผมรับผิดชอบงานในส่วนของวันนี้ด้วยนะครับ”


                “แกดูเอาไว้ไอ้เวรคาวะ ขนาดคาเงยามะไม่สบายยังฝืนตัวเองเพื่อให้ได้ทำงาน แต่แก สบายดีทุกอย่าง วันๆ เอาแต่นั่งอู้ โดดงาน ไร้ประโยชน์ ไร้สาระ ทำตัวเป็นเด็ก 3 ขวบ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน ถ้าเกิดมาเพื่อหายใจทิ้งก็ตายไปซะ” พูดขนาดนี้เอามีดมาแทงฉันเถอะ อิวะจัง โทรุกรีดร้องอย่างรับไม่ได้ อิวะอิสึมิเมินเฉย เขาหันมาคุยกับรุ่นน้อง “ฉันปล่อยนายไว้ไม่ได้หรอกคาเงยามะ นายควรมีความรับผิดชอบต่อร่างกายของตัวเองมากกว่านี้ พักผ่อนซะ รักษาตัวเองให้หายดีก่อนจะไปรักษาคนอื่น นี่เป็นคำสั่ง”


                “ครับ คุณอิวะอิสึมิ”


                “ดุโทบิโอะจังทำไม”


                “อย่าแส่”


                “โหดร้าย โหดร้ายที่สุด!




                โทบิโอะรับยามาไว้ในมือ ผงกหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ ใส่เข้าปากแล้วกระดกน้ำตาม


                “ดีขึ้นมั้ย”


                “ยายังไม่ทันออกฤทธิ์เลยครับ”


                “...เออเนอะ” โทรุยิ้มแหย ประคองให้อีกคนเอนหลังลงบนเตียง เกลี่ยผมที่ปรกหน้าผากออกเบาๆ โทบิโอะหอบหายใจ น้ำตาคลอหน่วง ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยพิษไข้จนโทรุอดสงสารไม่ได้


                “ปวดหัวมากมั้ย”


                “ครับ ขอโทษที่ทำให้ลำบาก คุณไปทำงานต่อเถอะครับ”


                “ก็ทำอยู่นี่ไง” พูดพลางลูบผมนิ่มลื่นของอีกคน “นอนพักเถอะ วันนี้คุณโออิคาวะจะดูแลโทบิโอะจังเอง”


                อิวะอิสึมิบอกว่า การที่คาเงยามะป่วยเป็นความผิดของเขา เพราะฉะนั้นต้องชดใช้ด้วยการดูแลจนกว่าหมอนั่นจะหายดีซะ แต่ถึงอิวะจังไม่ออกคำสั่งก็จะทำอยู่แล้ว เขาไม่ชอบเลยที่เห็นโทบิโอะต้องมานอนซมแบบนี้


                คนป่วยหลับไปแล้ว โทรุลุกออกมาเพื่อเตรียมอุปกรณ์สำหรับเช็ดตัว จุดไฟ ต้มน้ำในหม้อ ระหว่างนั้นก็เตรียมผ้าสะอาด พอน้ำต้มสุกก็เทใส่อ่าง ผสมจนอุ่นได้ที่ จริงๆ ให้พยาบาลเตรียมให้ก็ได้ แต่โทรุแค่อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อโทบิโอะ


                เด็กคนนี้น่าสงสาร การที่คนเรามองโลกด้วยสายตาแบบนั้นได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้างนะ


                เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โทรุยกอุปกรณ์มาไว้บนโต๊ะข้างเตียง ใช้หลังมืออังหน้าผากโทบิโอะ ไอความร้อนแผ่มาถึงผิวของเขา ทรมานมากเลยใช่มั้ย โทรุย้ายมือมาลูบแก้มนุ่มเบาๆ ตอนแรกกะว่าจะปลุกเจ้าเด็กซื่อบื้อขึ้นมาเช็ดตัว แต่พอเห็นว่ากำลังหลับสบายอยู่ก็เลยไม่กล้าไปกวน


               เช็ดทั้งอย่างนี้เลยแล้วกัน


               ตัดสินใจได้แล้วก็เริ่มถอดเข็มขัดของอีกคน ปลดผ้าพันแข้ง เปลื้องกางเกงลงจนเหลือแต่กางเกงชั้นใน ขาเรียวยาวนั้นมีรอยแผลประปราย เขาย้ายขึ้นไปถอดด้านบนต่อ นึกชื่นชมในใจว่าโทบิโอะเป็นคนที่เคร่งครัดในกฎสุดๆ ขนาดไม่สบาย หายใจลำบาก เด็กนี่ก็ยังอุตส่าห์ใส่เครื่องแบบที่น่าอึดอัดนี้ครบทุกชิ้น เขาไล่ปลดกระดุมตั้งแต่เม็ดแรกลงไปจนครบ ใช้แขนช้อนเข้าที่หลัง ดันตัวโทบิโอะขึ้นมาอย่างเบาที่สุดเพื่อถอดเสื้อนอก


               “ให้ตาย...” เขาสบถออกมาเมื่อพบว่ายังมือเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวอีกตัวอยู่ข้างใน “ไม่อึดอัดตายเลยรึไง” วางโทบิโอะลงกับเตียงเหมือนเดิม เปลื้องเสื้อตัวใน หวังว่านี่จะเป็นชิ้นสุดท้าย และใช่ ทันทีที่ปลดกระดุมครบก็เผยให้เห็นเนื้อหนังข้างใน


                “เอาไว้ตอนเช็ดแขนค่อยถอดออกแล้วกันนะ” โทรุใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดไปตามใบหน้าอ่อนเยาว์ ไล่ลงมาที่ลำคอ แหวกสาบเสื้อออกเพื่อเช็ดผิวเนื้อเนียน โทบิโอะตัวเล็กกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก ทั้งที่ความสูงก็น้อยกว่าเขาไม่เท่าไหร่แต่กลับผอมกว่ามาก เป็นเด็กกินเก่งแท้ๆ เอาไปยัดไว้ตรงไหนกันนะ


                โทบิโอะครางฮือ ปรือตาขึ้นมองโทรุ เหมือนจะยังไม่ตื่นดี “หนาว เอาออกไป” แล้วก็หลับตาลง ขยับตัวหนีเหมือนรำคาญ โทรุบีบจมูกแดงๆ นั่นไป 1 ที่ด้วยความมันเขี้ยว อาจจะบีบแรงไปหน่อย โทบิโอะเบิกตากว้าง ลุกขึ้นนั่งแล้วรวบเสื้อเอาไว้ ชันเข่าขึ้นมา พยายามปิดบังร่างกาย ปากสั่นๆ เอ่ยถาม “ท...ทำอะไรน่ะครับ”


                “เช็ดตัวไง” โทรุหัวเราะ แต่คนเด็กกว่าเริ่มหวาดระแวง


                “คุณได้ถอด...ถอดเสื้อตัวนี้ออก...รึเปล่าครับ”


                “ยัง แค่ปลดกระดุม” เขายิ้ม “อย่าอายไปเลยน่าโทบิโอะจัง คนกันเองทั้งนั้น นอนสิ ฉันจะเช็ดต่อ”


                “ผมทำเองได้ครับ!


                “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องอาย ทำตัวเป็นสาวน้อยไปได้”


                “ไม่ได้ครับ!” โทบิโอะตะโกนเสียงดังจนโทรุสะดุ้ง เริ่มรู้สึกแล้วว่าโทบิโอะกำลังตัวสั่นและแปลกไป “ไม่ได้เด็ดขาด... ขอร้องล่ะครับ! คุณโออิคาวะ”


                “เป็นอะไร” โทรุลุกขึ้น ยื่นมือไปแตะแขนอีกคน โทบิโอะร้องลั่น ถดตัวถอยหลังจนตกจากเตียง “โทบิโอะจัง!” คนตัวสูงกุลีกุจอเข้าไป หวังจะช่วยพยุง แต่โทบิโอะตะเกียกตะกาย ขืนตัวหนีจนชิดกำแพง ทรุดตัวนั่งกับพื้น “อย่า...คุณโออิคาวะ” เอ่ยห้ามเสียงแผ่วเบาและแหบพร่า หอบหายใจ พิษไข้รุมเร้าจนไม่สามารถหนีไปไหนได้อีก โทบิโอะร้องไห้ สะอื้นอย่างน่าสงสาร “ผมขอโทษ...ผมขอโทษ...”


                โทรุเขยิบเข้าไป นั่งลงให้อยู่ในระดับเดียวกัน “คุณโออิคาวะ อย่าเกลียดผม ได้โปรด” โทบิโอะบอกเสียงสั่น โทรุมองเข้าไปในดวงตาที่กำลังเบิกกว้างนั้น มันฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตา สะท้อนความรู้สึกซับซ้อนยุ่งเหยิง ที่เห็นชัดที่สุดคงจะเป็นความหวาดกลัว


                “ฉันไม่เกลียดโทบิโอะหรอก” มือใหญ่ยื่นมือหมายจะลูบหัวแต่โทบิโอะก็ย่นคอหนี ร้องอย่างตกใจและพยายามถดตัวหนีจนหัวเกือบกระแทกขอบโต๊ะ โทรุรีบคว้าเสื้อขาวไว้เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ แต่แรงขืนตัวของโทบิโอะทำให้มันหลุดออก เผยให้เห็นผิวเนื้อส่วนที่เหลือโดยที่ทั้งสองไม่ได้ตั้งใจ





                เหมือนเวลาหยุดลงชั่วขณะ




                “ไม่...” ร้องครางออกมา ก่อนน้ำตาจะไหลไม่ขาดสาย “ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ คุณโออิคาวะ ไม่ อย่ามองผม ไม่”



 

                แตกสลาย นี่คือคำอธิบายตัวคาเงยามะ โทบิโอะในตอนนี้



 

                รอยกรีดเต็มไปหมด ทั้งแผลสดใหม่และรอยแผลเก่า ตั้งแต่แขนจนถึงข้อมือ ทำลายผิวเนื้อนวลย่อยยับ



                “ผมทำมันเอง...ฮึก...ผมเป็นคนทำมันเอง” สะอื้นตัวโยน มือข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ก่อนที่จะหมอบลงไป น้ำตาหยดลงเปียกชุ่ม


               “วิปริตใช่มั้ยครับ ที่ทำเรื่องแบบนี้ ที่พอใจกับแผลพวกนี้ แต่ผมก็เกลียดมัน คุณก็เกลียดใช่มั้ยครับ”


                สำหรับโทบิโอะแล้ว นี่คือรอยที่แสดงถึงการชดใช้บาป


 

               บาปที่ตามติดตัวเขาไปตลอดชีวิต


 

                “ถูกเห็นเข้าซะแล้ว มันน่าเกลียดใช่มั้ยครับ คุณเกลียดผมแล้วใช่มั้ย”



                ตราบาปที่น่าขยะแขยงที่สุดในโลก



 

                โทรุโอบอุ้มโทบิโอะขึ้นมา เชยคางขึ้น เช็ดน้ำตาออกให้ด้วยปลายนิ้ว “ไม่เป็นไร โทบิโอะ ไม่เป็นไรนะ”



                อย่าพยายามปลอบใจผม


                “ฉันไม่มีทางเกลียดนาย”


                แต่ผมมันน่ารังเกียจ


                “โทบิโอะอย่าเสียใจเลยนะ”


                อย่ามองผมแบบนั้น อย่าอ่อนโยนกับผม


                “นายดีอยู่แล้ว”


                แต่ผมฆ่าคน


                “ดูนี่สิ” โทรุเลิกเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากตอนที่โดนระเบิดเพลิงเมื่อปีก่อน แต่เมื่อมองดูดีๆ จะพบรอยอีกแบบ ซีดจาง ทว่ามีมากมายเหลือเกิน



                โทบิโอะนิ่งงัน เงยหน้าขึ้นสบสายตาสีเปลือกไม้ซึ่งสั่นไหวรุนแรง



 

                “ฉันก็มีเหมือนกัน




? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

11 ความคิดเห็น