Haikyuu!! Oikage : Miss Me, 1945

ตอนที่ 3 : Phase I― CHAPTER II: Silent Lament

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    1 มิ.ย. 60









CHAPTER II
Silent Lament








                บางที สิ่งที่อยู่หลังจุดจบอาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่


                เขาลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือแสงสว่างวาบ ก่อนจะจางลงเมื่อกระพริบตาถี่ๆ ให้คุ้นชิน ภาพที่เห็นคือผืนฟ้าครึ้มเมฆประกายสีแดง ทุกอย่างพร่ามัวไปหมด โออิคาวะได้ยินเสียงแตกเปรี๊ยะของไม้ที่อยู่ในกองไฟ ทุกอณูของผิวแสบร้อน เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดก็แล่นลามไปทั่วทุกปลายประสาท รู้สึกได้ถึงการกระตุกของกล้ามเนื้อน่องขาที่น่าจะฉีกขาดและช้ำระบม แขนขวาขยับไม่ได้ กระดูกข้างในอาจจะแหลกละเอียดไปแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความทรงจำสุดท้ายเท่าที่นึกได้คือเขาตกลงมาจากลานจอดรถ ไม่ใช่ว่าเขาควรตายไปแล้วหรือ? นี่เป็นความฝัน หรือโลกหลังความตายกันแน่นะ หรือว่าจะเป็นแดนนรกที่คนบาปอย่างเขาต้องรับไฟชำระ ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย ราวกับว่าลอยตัวอยู่เหนือพื้น ถูกเปลวไฟ ควันสีขุ่น ความว่างเปล่า และความสับสนห่อหุ้มเอาไว้ กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นไหม้ยิ่งทำให้สมองหนักอึ้ง ยังลืมตาอยู่ แต่กลับมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง สติเริ่มเลือนรางเต็มที ตอนนั้นเองที่มีคนโอบอุ้มเขาขึ้นมา


                ฝ่ามืออุ่นที่สัมผัสลงมาบนแก้มช่างอ่อนโยน


                “คุณยังมีชีวิตอยู่ เพราะงั้นอย่ากังวลไปเลยนะ...”


                เสียงนุ่มแผ่วเบากลับชัดเจนในโสตประสาทของโทรุ แค่ประโยคเดียว...แค่ประโยคเดียวจริงๆ ทำให้ความเจ็บปวดทางกายบรรเทาลง ความสับสนวุ่นวายในใจเขาหายไปจนสิ้น โออิคาวะหลับตาลง ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับวูบ

 






                ความเงียบปลุกโทรุขึ้นมา และเขาพบว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ



                ฝืนกายลุกขึ้นนั่งทั้งที่กล้ามเนื้อยังปวดร้าว พิงหลังกับหัวเตียงและกำแพงแล้วมองไปรอบๆตัว ที่นี่น่าจะเป็นโรงพยาบาล เบื้องบนเป็นโครงเพดานไม้โทรมๆ ทั้งด้านซ้ายและขวามีเตียงผู้ป่วยเก่าๆ เรียงต่อกันเป็นแนวยาว คนเจ็บที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยผ้าพันแผลหลายสิบคนนอนอยู่บนนั้น โทรุเองก็เหมือนกัน แขนขวาของเขาถูกผ้าคล้องเป็นเฝือกดามเอาไว้ บาดแผลถูกพันไว้ด้วยผ้า ที่ศรีษะ ต้นแขน หน้าท้อง ขาทั้ง 2 ข้างซึ่งตอนนี้เริ่มมีเลือดซึมออกมาบ้างแล้ว เขาใช้มือซ้ายที่ยังใช้การได้ทาบลงบนตำแหน่งหัวใจ ก้อนเนื้อที่อยู่ข้างในกระตุกเป็นจังหวะเชื่องช้า


                เขายังมองเห็น ได้ยิน รับรู้สัมผัส ยังเจ็บปวด ยังหายใจ และทั้งหมดนี่หมายความว่าเขายังไม่ตาย


               คุณยังมีชีวิตอยู่ เพราะงั้นอย่ากังวลไปเลยนะ


               เสียงนั้นดังซ้ำๆ ในใจราวกับต้องการย้ำเตือน แต่เมื่อได้รับโอกาสให้มีชีวิตที่ไม่อยากมี เขาควรจะทำยังไง



               “ฟื้นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มทำให้เขาหลุดจากภวังค์ เพราะมัวแต่เหม่อเลยไม่รู้ว่ามีคนมายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฟังจากเสียงแล้ว โทรุรู้โดยทันทีว่านี่ไม่ใช่คนที่ดึงเขาขึ้นมาจากห้วงความสับสน



                คนคนนั้น...อยู่ที่ไหนกันนะ



                ชายแปลกหน้ายื่นแก้วน้ำให้โออิคาวะ เขาค้อมหัวลงเป็นเชิงขอบคุณ รับดื่มจนหมดก่อนเอ่ยถาม


                “เกิดอะไรขึ้นกับผม” เสียงของเขาแหบพร่า ลำคอแห้งผากจนไอออกมา การสั่นจะเทือนทำให้เจ็บหน้าท้อง ผู้ชายคนนั้นรินน้ำให้อีกแก้วแล้วลูบหลังโทรุ “เมื่อคืนเราถูกระเบิดเพลิงเข้าโจมตี นายอยู่ในที่เกิดเหตุ”



                ระเบิดเพลิง?



                “เกิดการก่อการร้ายในมิยางิงั้นหรือครับ”


                “พูดอะไรน่ะ ที่นี่นิชินารินะ”


                เอ๋?


                “อะไรนะครับ” โทรุค่อนข้างมั่นใจว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาด เขาอยู่ที่มิยางิ เป็นไปไม่ได้ที่จะมาโผล่ที่นี่ อาจจะเป็นการแกล้งอะไรสักอย่าง แต่ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีเค้าของการแสดงอยู่เลยแม้แต่น้อย


                “ที่นี่เขตนิชินาริ โอซาก้าไงล่ะ”


                “อ...โอซาก้า”


                “ใช่ โอซาก้า



                โทรุเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างหนึ่ง ชุดที่ผู้ชายคนนั้นสวมอยู่มันแปลก เขาสวมเสื้อแขนยาวคอปกสูงสีกากีอมเขียว กระดุมโลหะทรงกลม 5 เม็ดเย็บลงมาเป็นแนว มีกระเป๋าหน้าอก 2 ข้าง กางเกงที่สวมเป็นทรงพองออกมาตรงต้นขา สีเดียวกับตัวเสื้อและมีผ้าพันแข้ง คลุมด้วยเสื้อกาวน์ นี่เป็นชุดที่เลิกใช้ไปหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบันพบเห็นได้เฉพาะในหนังสือประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ละครย้อนยุค สารคดี หรือไม่ก็งานคอสเพลย์ ชั่วขณะนั้น สมมติฐานแปลกประหลาดปรากฏขึ้นในความคิดของเขา เป็นไปไม่ได้โออิคาวะพึมพำออกมาเบาๆ พยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก เขาแทบไม่อยากเชื่อความคิดของตัวเองเลย แต่สิ่งแวดล้อมกับบรรยากาศในตอนนี้มันบอกให้เขายอมรับความจริง



                “ขอโทษนะครับ พอดี...ผมค่อนข้างสับสน” โทรุคิดว่าเสียงของเขามันสั่นนิดๆ “วันนี้วันที่เท่าไหร่ครับ”


                “8 กรกฎาคม”


                “ปีล่ะครับ ปี”


                “นี่นายสับสนถึงขั้นหลงปีเลยรึ” เขาส่ายหน้า ตบหน้าผากตัวเองดังปั้ก “ตอนนี้ก็ปีโชวะที่ 18 ไง”


                ชัดเจน...


                โออิคาวะ โทรุไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่นี่มันเหมือนจริงจนไม่อาจปฏิเสธได้ นอกจากฆ่าตัวตายแล้วไม่ตาย ยังย้อนกลับมาในอดีตที่ตัวเองยังไม่เกิด แถมยังเป็นช่วงสงครามอีก เขาทิ้งตัวพิงกำแพง ยกมือลูบใบหน้าแล้วเงยหน้ามองเพดาน เขาหลับตาลง พยายามนึกหาทางออกแต่ก็พบแต่ทางตัน มันไม่มีประโยชน์ที่เขาจะมีชีวิตอยู่ที่นี่ และไม่มีประโยชน์ที่จะกลับไปใยยุคเดิมที่เขาจากมา


 

                นี่มันอะไรกันนักกันหนาเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลย...

 


                ถอนหายใจยาวๆ นึกทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และนั่นทำให้ความทรงจำวัยเด็กที่เขาเกือบลืมไปแล้วกลับมาเด่นชัดในห้วงความคิดอีกครั้ง


                เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก


                โออิคาวะ โทรุ ที่ตายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจเป็นตัวเขาเอง


                เพราะมาจากอนาคต โทรุจึงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง รายละเอียดยิบย่อยที่ว่าระเบิดเพลิงจะถูกทิ้งวันไหน ตอนไหน ใครจะตายบ้าง เขาก็ไม่อาจทราบได้ เพราะฉะนั้นจึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามทางของมัน การบอกเรื่องที่ตัวเองมาจากอนาคตไม่ใช่สิ่งจำเป็น ในเมื่อไม่มีทางให้กลับและเขายังมีชีวิต โออิคาวะจึงตัดสินใจแล้วว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในฐานะชาวญี่ปุ่นยุคโชวะคนหนึ่ง




                “นายชื่ออะไร”


                “โออิคาวะ โทรุ...ครับ”


                “ฉันไม่เคยเห็นหน้านายมาก่อน เป็นคนที่อื่นหรือไง”


                “อ่า...ใช่ ผมมาจากมิยางิ”


                “ไกลนะ”


                นี่คือบทสนทนาหลังอาหารเย็นของเขากับชายคนนั้น การใช้สำเนียงและท่าทางเหมือนคนยุคก่อนมันค่อนข้างเกร็งสำหรับโออิคาวะ


                “ใช่...ไกลมาก” ทั้งเวลา แล้วก็ระยะทาง


                “ถ่อมาถึงที่นี่ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอซาก้าเป็นเป้าหมายของศัตรูน่ะเหรอ” เป็นประโยคธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรแอบแฝงในน้ำเสียงเลย แต่กลับทำให้โทรุรู้สึกกดดันจนต้องหลบสายตา


               ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปในการตอบคำถามแค่ประโยคเดียว


               เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาทั้งวัน และนี่ถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว ระหว่างปล่อยตัวเองให้ไร้ค่าอย่างที่ผ่านมา หรือเริ่มต้นชีวิตใหม่เรายังมีชีวิตอยู่ เพราะงั้นอย่ากังวลไปเลยนะเขาบอกกับตัวเองในใจ แล้วสูดลมหายใจเข้า


                “ผมเป็นหมอ” พูดออกไปแล้ว แม้จะรู้ดีว่านี่เป็นการเอาตัวเองไปพัวพันกับประวัติศาสตร์ เขาก็ตัดสินใจไปแล้ว


                “ผมเป็นหมอ และมาเพื่อช่วยคนที่นี่


                อย่างน้อย นี่ก็เคยเป็นความฝันของเขามาก่อน







 

                1 ปีผ่านไปไวมาก จากโชวะที่ 18 ก็กลายเป็น 19 แทบไม่ทันได้หายใจ



               โทรุก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองอยู่ในต่างยุคมานานถึงขนาดนี้ เพราะเวลา จากคนแปลกหน้าก็กลายเป็นเพื่อนสนิท ไม่มีท่าทีอึดอัดหรือใช้ภาษาทางการคุยกันอีกต่อไป ผู้ชายคนนั้นเป็นแพทย์สังกัดเขตนิชินาริ เมืองโอซาก้า จังหวัดโอซาก้า ชื่ออิวะอิสึมิ ฮาจิเมะ เชี่ยวชาญเรื่องการปฐมพยาบาล เย็บแผลได้สวยมาก ทักษะการใช้ผ้าพันแผลดีเยี่ยม เป็นคนที่รักษาแผลของโทรุ และมีทรงผมที่คล้ายกับของมัตสึคาวะ



               อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่าง


                นิสัยโหดใช้ได้


                “ถ้ากล้าเรียกชื่อบ้าๆ นั่นอีกครั้งล่ะก็ ฉันอัดแกเละแน่”


                “หมายถึงชื่ออิวะจังน่ะเหรอ โอ๊ย! อิวะจังอย่าทุบฉัน!



                บาดแผลของเขาบรรเทาลงตามกาลเวลาและได้เข้าทำงานเป็นหมอในโรงพยาบาลโทรมๆ ที่ตัวเองเคยรักษาตัว ลำบากพอสมควรกว่าจะดำเนินการเรื่องเอกสารและเรื่องการสอบเข้าทำงานได้สำเร็จ แม้จะทำอาชีพหมอเหมือนที่เคยทำในปัจจุบัน แต่บรรยากาศมันแตกต่างกันมาก ที่นี่นิชินาริ เมืองโอซาก้าในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กว่าครึ่งของเขตจะกลายเป็นซากปรักหักพัง โทรุรู้อยู่แล้วว่าทางตะวันตกของโอซาก้าต้องย่อยยับ เขาเคยเห็นรูปในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์สมัยเรียนมัธยม แต่ของจริงสภาพเลวร้ายกว่านั้นเยอะ มันไม่ใช่แค่บ้านเมืองที่เสียหาย จิตใจของผู้คนก็ด้วย


                โอซาก้าเป็นเมืองเศรษฐกิจ จึงไม่แปลกที่จะเป็นเป้าหมาย ที่นี่ถูกระเบิดเพลิงถล่มยับแทบทุกคืน


                ทุกวัน มีศพมากมายถูกนำมาฝังในสุสาน โทรุเฝ้ามองพวกเขาอยู่เสมอ ศพจะถูกคัดแยกและตามหาญาติ ร่างไร้วิญญาณนอนแน่นิ่ง ได้รับการทำพิธีทางศาสนาและฝังลงดิน ศพแล้ว ศพเล่า บรรดาญาติร้องไห้เงียบๆ ฟังดูแปลกพิลึก อาจเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ทำให้ความเงียบงันแสนโหดร้ายแทรกซึมเข้ามาในใจให้ทรมานเล่นๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผู้คนคงร้องไห้คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง พูดตามตรง มันน่ารำคาญนิดหน่อย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเสียงแจ้งเตือนให้ลงหลุมหลบภัย และมีเปลวไฟร่วงลงจากฟ้า เผาไหม้ทุกสิ่ง บ้าน สิ่งของ ผิวหนังมนุษย์ และหลังจากนั้น ทุกอย่างก็เงียบเชียบ...อย่างทารุณ



                พวกเขารู้ดี แต่ไม่มีใครพูดอะไรทำเหมือนทุกอย่างปกติ และปล่อยให้กาลเวลาเยียวยาทุกสิ่ง



                โออิคาวะเข็นรถเข็นไปตามทาง ภายในเป็นศพไร้ญาติที่พวกทหารมอบหมายให้นำไปส่ง ประมาณ 3 ศพ...หรือ 4 เขาไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่ารังเกียจ แค่กลัวว่าถ้ามองไปแล้วจะพบว่าเคยเป็นคนไข้ของตัวเองเมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิต หมายถึงชีวิตที่อดๆ อยากๆ น่ะ ผู้ป่วยชราภาพหลายคนแบ่งน้ำและอาหารให้คนหนุ่มอย่างโทรุ คนแก่อย่างลุงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก สู้เอาอาหารให้หมอเก่งๆ อย่างพ่อหนุ่มยังดีเสียกว่าพวกเขามักจะยื่นเสียงมาให้แล้วพูดอะไรทำนองนี้ ที่น่าตลกที่สุดคือพวกเขาพูดเหมือนกันทุกคนอย่างกับนัดกันมาเลยล่ะ โทรุปฏิเสธลุงๆ เสมอ ไม่อยากทำลายน้ำใจหรอก ความจริงคือหมออย่างเขาจะได้รับอาหารในส่วนของเจ้าหน้าที่อยู่แล้วโดยไม่ต้องไปต่อแถวยาวเหยียดเหมือนชาวเมืองคนอื่น เพราะอย่างนั้นถึงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ถ้าจะรับเพิ่มมาจากผู้ป่วย พวกเขาต่างหากที่ควรกินให้มากๆ เข้าไว้ จริงๆ แล้ว อาหารก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก รัฐบาลจัดให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมแต่ไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างของวันนี้ โอนิกิริก้อนเดียวสำหรับทั้งวัน แต่ชีวิตชาวเมืองไม่ได้น่าอดสูขนาดนั้น พวกเขายังมีอาหารที่กักตุนไว้ และพืชผักที่ปลูกเอง



                “ขอบใจ โออิคาวะ” อิวะอิสึมิ เพื่อนคนแรกในยุคโชวะของโออิคาวะรอขนซากศพอยู่ที่สุดทางเดิน รอบๆ นั้นเป็นศพที่พันผ้าใหม่แล้ว


                “แถวนี้กลิ่นแรงเป็นบ้า”


                “สนใจมาช่วยกันทำมั้ยล่ะ”


                “ไม่ล่ะขอบคุณ” แกล้งแหย่อิวะจังไปอย่างนั้นเองล่ะ สุดท้ายโทรุก็หยิบถุงมือจากกล่องเก็บอุปกรณ์มาสวมอยู่ดี


               อิวะอิสึมิอุ้มร่างไร้วิญญาณขึ้นมาบนเตียงพยาบาลเก่าๆ อีกคนเบือนหน้าหนีแทบไม่ทันตอนที่เขาดึงผ้าคลุมออก มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าศพพวกนี้คือใคร แต่คนขี้ขลาดอย่างโออิคาวะ โทรุ ก็ทำได้แค่หลอกตัวเอง



                น่าสมเพชชะมัด



                เก่งไม่เบานี่” อิวะอิสึมิส่งยิ้มบางเบาให้โออิคาวะ “คนไข้แกหมดเลย ทำใจได้ไวจริงนะ”


                “ชินแล้วล่ะ” เขาตอบ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่มุมปากค่อยๆ ตกลงมาตอนที่อีกคนหันไปทางอื่น


 


                โกหกน่ะ



 

                หวังว่าอิวะจังจะไม่รู้สึกถึงความขมขื่นในน้ำเสียงของเขานะ



 

                บทสนทนาต่อจากนั้นคือความเงียบ ทั้งสองต่างทำสิ่งที่ต้องทำในส่วนของตัวเอง หน้าที่ของอิวะอิสึมิ ฮาจิเมะ คือการจัดแต่ศพ พันผ้าพวกเขาให้สะอาดและปลอดเชื้อ ส่วนโออิคาวะต้องคอยตรวจสอบรายชื่อผู้ตายและเขียนรายงานการเสียชีวิตเพื่อส่งคืนให้ญาติของพวกเขา หลายครั้งที่เจอคนรู้จักในสภาพไร้ชีวิต ทั้งเด็กๆ ที่เคยเข้ามาเยี่ยมคุณแม่ที่บาดเจ็บในโรงพยาบาล ครูสอนคณิตศาสตร์ที่เจอกันบ่อยๆ เวลาออกมาเดินเล่นรอบหมู่บ้าน หรือผู่ป่วยในการดูแล ความรู้สึกที่ได้เห็นภาพภาพเหล่านี้มันจุกจนพูดไม่ออก มีบางอย่างในตัวโทรุกำลังตายอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันแย่...สุดๆ


                เขามองไปทางด้านซ้ายมือ อิวะอิสึมิยืนหันหลังอยู่ไกลๆ อิวะจังเป็นบุคคลที่น่าชื่นชม ทำงานอย่างตั้งใจ เข้มแข็ง อดทน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แผ่นหลังของเขาผึ่งผายเสมอทั้งที่ต้องแบกรับความรู้สึกมากมาย เป็นภูเขาที่มั่นคง นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงเป็นที่พึ่งของใครหลายๆ คนรวมถึงโทรุด้วย บางครั้งเขาก็นึกสงสัยว่าอิวะอิสึมิทนมองศพพวกนี้ได้ยังไงกันนะ ไม่ใช่สิ มันเป็นเรื่องปกติที่หมอจะสามารถมองแผละเหวอะหวะได้นิ่งเฉยราวกับมองภาพวิวทิวทัศน์ ที่ถูกต้องควรจะเป็น อิวะจังทนความรู้สึกหนักหน่วงเวลามองศพได้ยังไงกันนะ ต่างหาก




                ก้มหน้าก้มตาทำงานมานานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ทั้งคู่นั่งลงที่ม้านั่ง ห่างออกไปทางทิศใต้คือที่พัก โออิคาวะไม่ชอบกลับทันทีที่เลิกงาน ความสุขเล็กๆ ในช่วงสงครามคือการได้นั่งเฉยๆ บางทีเราเหนื่อยล้าเกินไป ไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นหัวใจ อิวะอิสึมิที่นั่งอยู่ข้างๆ ถอนหายใจยาวเหยียด ไอหมอกสีขาวลอยอยู่ที่หน้าเขา


                อากาศเย็นลงมากเมื่อพระอาทิตย์ตก โทรุถูมือแล้วยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อโค้ทสีตุ่น


                “อีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้วเนอะ”


                “ใช่” คนผมดำจัดการโอนิกิริที่เหลือภายในคำเดียว “ฉันรอเวลานี้มานานแล้ว”


                โทรุหัวเราะเบาๆ ให้ประโยคนั้น แววตาของอิวะจังดูกระตือรือร้น จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ชอบหน้าหนาวหรอก มันเป็นฤดูที่ทรมานที่สุดในปี แต่ในวันที่หิมะตก เครื่องบินทิ้งระเบิดเพลิงจะทำอะไรพวกเขาไม่ได้


                พักใหญ่ที่เงียบไป เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบา มันติดขัดและฟังดูยากลำบากพอๆ กับการมีชีวิตอยู่ เวลาวิ่งผ่านไปอาจจะแค่ 5 นาที แต่โทรุกลับรู้สึกว่ามันเนิ่นนานเป็นชั่วโมง อิวะอิสึมิถอนหายใจอีกครั้ง และอีกครั้ง แล้วลุกขึ้นหันหลังให้อีกคน


                “โออิคาวะ”


                “ว่าไง”


                “ถ้าฉันชินแบบแกได้ก็คงดีเหมือนกันนะ” เขากล่าวขึ้นมาลอยๆ โทรุคิดว่าอาจจะหมายถึงเรื่องที่เขาทำเหมือนทุกอย่างปกติดีทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นกำลังจะพินาศ หรือที่เขาแสร้งทำเป็นยิ้มต่อหน้าทุกคนแม้ในใจกำลังคร่ำครวญ


                “ถ้าเทียบกันแล้ว นายเข้มแข็งกว่าฉันตั้งเยอะนะอิวะจัง”


                ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เขาเห็นแผ่นหลังที่มั่นคงเสมอของอิวะอิสึมิกำลังสั่นไหว


                “ฉันไปล่ะ ถ้าแกไม่ยอมนอนแล้วพรุ่งนี้ตื่นสาย ฉันจะอัดแก” อิวะจังหันมาทำหน้าดุใส่ นั่นทำให้โทรุเบาใจว่าเพื่อนของเขายังเข้มแข็งอย่างที่เคยเป็น


                “อิวะจังก็เหมือนกันนั่นแหล่ะ”





                โออิคาวะออกมาข้างนอกอีกครั้งตอนตีสอง ทุกคนอยู่ในที่พักของตัวเองยกเว้นทหารยืนเวรสองสามคน เขาเชื่อว่ามีหลายคนที่ตาค้างมาตั้งแต่เข้านอน มันเป็นเรื่องยากที่จะข่มตาหลับให้ลงในสถานการณ์แบบนี้ ผู้คนยังหวาดกลัวเสมอว่าระเบิดเพลิงจะเผาทำลายทุกอย่างตอนที่กำลังหลับอุตุ แต่สาเหตุที่ทำให้โทรุนอนไม่หลับน่าจะเป็นเพราะสมองที่ว่างเปล่าและใจที่ว้าวุ่นของตัวเอง

เขาพาตัวเองมาที่สุสาน มันอยู่ไกลจากที่พักไม่มาก อากาศเย็นและแห้งจนแสบไปทั้งจมูก แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะบรรยากาศวังเวงของที่นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ใจของเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด


               โทรุยืนอยู่ที่กลางสุสาน สงบนิ่งให้กับพวกเขาที่ตายจากไป เหยื่อของสงครามทั้งหลาย ขอพวกท่านเสวยสุขนิรันดร์ในโลกหลังความตาย



                เสียงขับขานบทเพลงไว้อาลัยดังขึ้น โทรุสะดุ้งตกใจแล้วมองหาต้นเสียง นึกแปลกใจว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ไม่ได้สังเกตมาก่อนเลยว่าห่างออกไปอีกสี่ห้าเมตรมีคนยืนอยู่ เป็นผู้ชายอายุประมาณ 20 ต้นๆ สวมเสื้อคลุมสีกากีและมีผมดำขลับ อาจจะเพิ่งมาถึง หรือยืนอยู่ก่อนหน้านี้ นั่นไม่สำคัญหรอก เสียงของเขาที่เปล่งออกมามันร้าวรานเหลือเกิน


                ชายคนนั้นยังคงยืนนิ่งเมื่อร้องจบ สายตาจับจ้องไปที่หลุมศพตรงหน้า ความน่าพิศวงบางอย่างดึงดูดให้โออิคาวะเดินเข้าไปหา มือของโออิคาวะเย็นเฉียบเมื่อทั้ง 2 อยู่ใกล้กันและเขาหันมามองทางนี้ เพื่อไม่ให้ดูแปลกจนเกินไป โทรุควรพูดอะไรสักอย่าง


                “นายร้องเพลงได้ดีนะ”


                “ขอบคุณ คุณเองก็เหมือนกัน” เขาตอบ มันทำให้โทรุงงนิดหน่อย บางทีคนคนนี้อาจมีนิสัยแปลกๆ


               “แต่ฉันยังไม่ได้ร้องเพลงเลยนะ”


               ความเงียบก็เป็นบทเพลงไว้อาลัยเหมือนกัน” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ประโยคธรรมดาๆ นั้นกระตุกใจโทรุให้วูบวาบ



               ตอนที่ความเงียบเข้าแทรกบทสนทนา เขาหันมาสบตาตรงๆ ทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่คืบ นั่นเป็นครั้งแรกที่โทรุได้มองใบหน้าของอีกคนชัดๆ เป็นคนหน้าตาดีแม้อยู่ในสภาพย่ำแย่ ริมฝีปากของเขาแห้งและซีด มีเลือดซึมเหมือนรอยขบกัด จมูกรั้นๆ กับแก้มขึ้นเป็นสีแดงจางๆ เพราะอากาศหนาวจนผิวลอก ขอบตาของเขาแดงก่ำและมีรอยคล้ำใต้ตา แต่มันไม่ได้บดบังความสวยงามของตวงตาคู่นั้น เขามีดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่เข้ากันได้ดีกับผมสีปีกกา สีตาของเขาเหมือนกับท้องฟ้ายามค่ำคืน เป็นท้องฟ้าคืนมืดที่งดงามเหลือเกิน แต่ชั่วขณะที่โทรุมองลึกลงไปในนั้น กลับไม่พบดาวสักดวงเดียว



               “นายชื่ออะไร”


               “โทบิโอะ” เขาตอบ ภาพเหตุการณ์ในสมองของโทรุวิ่งออกมาเป็นฉากๆ เมื่อปีที่แล้วที่เขาย้อนเวลามาในยุคโชวะ โทรุชะงัก ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าย้ำชื่อของตัวเองอีกครั้ง “โทบิโอะ...คาเงยามะ โทบิโอะ”


               แล้วโทรุก็ตระหนักได้ว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ คือคนที่ดึงเขาขึ้นมาจากขุมนรกแห่งความสับสน




 

 

               มนุษย์ค่อยๆ เติบโตระหว่างที่ใบไม้ร่วงหล่น


               กิจวัตรประจำวันอีกอย่างหนึ่งของชาวเมืองคือการกวาดถนน พวกเขาต้องแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรที่ติดไฟได้ตกอยู่ตามพื้นถนน มันเป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันไฟลุกลามเวลาโดนทิ้งระเบิด ใบไม้สีส้มจำนวนมหาศาลถูกกวาดไปกองรวมกัน ส่วนหนึ่งแจกจ่ายให้ชาวบ้านสำหรับเป็นเชื้อเพลิงทำอาหาร ส่วนที่เหลือนำไปไว้ในหลุมแล้วจุดไฟเผาทีเดียว ควันเยอะไปหน่อยแต่ก็อบอุ่นดี โทรุเขยิบเข้าไปใกล้กองไฟอีกนิด อีกคนขยับตัวมานั่งข้างๆ


               “หนาวเหรอ” โทรุพยักหน้าตอบ ปลายฤดูใบไม้ร่วงถือว่ายังไม่หนาวนัก แต่อย่างที่เคยบอกไป เขาไม่ชอบอากาศหนาว


               “ถ้าหนาวก็เข้าไปใกล้กว่านี้ก็ได้นะครับ”


               “ไม่ล่ะ เดี๋ยวจะร้อนเกินไป” โทรุตอบแล้วหันไปยิ้มกวนประสาทใส่คนมาใหม่ที่อยู่ข้างหลัง “อิวะจังไม่ไปทำงานเหรอ”


               “มันควรจะเป็นคำถามของฉันมากกว่า ไอ้เวรคาวะ” เขกหัวสั่งสอนไปหนึ่งที อิวะอิสึมิเลิกสนใจเจ้าตัวน่ารำคาญแล้วมองคนข้างโทรุที่ลุกขึ้นมาโค้งคำนับ


               “อรุณสวัสดิ์ครับคุณอิวะอิสึมิ”


               “อรุณสวัสดิ์คาเงยามะ รู้จักไอ้บ้านี่ด้วยเหรอ”


               “เจอกันเมื่อคืน” โทรุชิงตอบขึ้นมาก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าพลาดเสียแล้ว “โอ้! คือว่า ฉันออกไปข้างนอกตอนดึกๆ ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ตื่นสายนะ ดูสิ!


               “ตื่นเช้าแต่ไม่ไปทำงาน” เตะโทรุไปอีกครั้ง “คาเงยามะ ขอบคุณที่ช่วยดูแลไอ้หมอนี่ แล้วก็ ขอบคุณที่ทำงานหนักมาตลอด ยินดีต้อนรับกลับ”


               “ด้วยความยินดีครับ คุณอิวะอิสึมิ”


               “ส่วนแก มานี่” อิวะอิสึมิจับเข้าที่คอเสื้อของโทรุ ฉุดกระชากออกไปจะกระทั่งมองไม่เห็นโทบิโอะแล้ว ใจจริงอยากจะทุบให้สลบไปเลยแต่ก็กลัวจะตายไปเสียก่อน “อิวะจังใจร้าย” โทรุบึนปาก “โทบิโอะจังน่ารักกว่าตั้งเยอะ”


               อิวะอิสึมิปล่อยให้โทรุเป็นอิสระ เพราะสภาพอากาศ ช่วงนี้จึงไม่มีการทิ้งระเบิดและทำให้ไม่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น งานก็น้อยตามลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม โทรุที่ใช้โอกาสนี้โดดงานก็ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาของหมอสุดโหดไปได้


               “เมื่อคืนไปไหนมา”


               “ที่เดิม” โทรุหมายถึงสุสาน “แล้วก็เจอโทบิโอะจัง ก็เลยนั่งเล่นเดินเล่นด้วยกันจนถึงเช้า”


                "สนิทกับคาเงยามะไว้ก็ดีแล้ว เด็กคนนั้นไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่”


               “งั้นเหรอ” โทรุตอบขณะอ่านรายงานอาการผู้ป่วยไปด้วย “ที่พูดกับเขาว่า ยินดีต้อนรับกลับ นี่หมายถึงอะไรเหรอ”


               “คาเงยามะได้รับคำสั่งให้ไปประจำการชั่วคราวที่อื่นแล้วเพิ่งได้กลับมา ฉันนึกว่าพวกแกแนะนำตัวกันแล้ว”


               “รู้แค่ชื่อน่ะ”


               อิวะอิสึมิที่ได้ฟังคำตอบก็ถึงกับหยุดมือที่กำลังทำงาน ใบหน้าดุแสดงสีหน้างุนงง “เดี๋ยวนะ แล้วไม่ได้คุยอะไรกันเลยเหรอ”


               “อืม ไม่ได้คุย” โทรุนึกย้อนดูแล้วตอบ “ไม่สิ จริงๆ เราคุยกันนะ สองสามประโยค”


               “แล้วหลังจากนั้นก็เงียบใส่กัน?


               “อื้อ”


               อิวะอิสึมิขยี้ผมตัวเอง ปวดหัวกับความสัมพันธ์ของ 2 คนนี้


               มันคงจะดูประหลาดในสายตาของอิวะอิสึมิ โทรุเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน การอยู่เงียบๆ กับคนแปลกหน้าจนถึงเช้ามันเป็นเรื่องผิดปกติ แต่สำหรับคาเงยามะ โทบิโอะนั้นต่างออกไป โทรุไม่รู้สึกอึดอัดกับคนคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว โทบิโอะอาจจะคิดแบบเดียวกันกับเขาก็ได้ ในคืนที่ผ่านมานั้น ทั้งคู่ไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความเย็นของฤดูใบไม้ร่วงปกคลุม โทบิโอะเขยิบเข้ามาจนชิด ตอนแรกก็ตกใจนิดหน่อยแต่โทรุก็คว้ามือเขามากุมไว้โดยอัตโนมัติ ทำหน้ามึนใส่กัน เกือบจะผละออกแต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย แผ่ไออุ่นให้กัน เดินไปเรื่อยๆ ถ้าเหนื่อยก็นั่งพัก ฟังเสียงลมหายใจและสูดกลิ่นของดอกพลับพลึงแดงในสุสาน ไม่มีกำแพงของคนแปลกหน้า


               รู้สึกว่าถ้าได้อยู่กับคนคนนี้ ไม่ว่าหัวใจจะหนักอึ้งแค่ไหนก็ต้องเบาลงอย่างแน่นอน


               เท่าที่ได้รู้จัก คาเงยามะ โทบิโอะเป็นคนแปลก แต่เขาก็แปลกเหมือนกันที่ไปจับมืออีกคนแบบนั้น



               ก็แปลกด้วยกันทั้งคู่นั่นแหล่ะ



               โทรุหัวเราะขึ้นมาท่ามกลางความงุนงงของอิวะอิสึมิ




 

 

               เดินผ่านกลางสุสาน สายตาเหลือบไปเห็นคาเงยามะ โทบิโอะ ยืนอยู่จุดเดียวกันกับเมื่อคืน เหมือนคนเด็กกว่าจะรู้ตัวว่าถูกมองอยู่เลยเงยหน้าขึ้นมา สบตากันอยู่สักพักแล้วจึงตัดสินใจเอ่ยถาม


               “ไป...ด้วยกันมั้ย”


               คาเงยามะที่ยืนอยู่ไกลๆ จับเข้าที่ใบหูแล้วส่ายหน้า โทรุกระแอมไอ ส่งเสียงให้ดังกว่าเดิม “ฉันถามว่า ไปด้วยกันมั้ย”


               ฝ่ายนั้นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา โทรุจับมือเขามากุมไว้ คาเงยามะสะดุ้งนิดหน่อยแต่ก็กระชับมืออีกคนให้แน่นยิ่งขึ้น มือของคุณโออิคาวะใหญ่ แล้วก็อุ่นมากๆ อุ่นจนทำให้มือเย็นเฉียบของโทบิโอะอุ่นขึ้นไปด้วย


               ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน ผ่านป้ายหลุมศพมากมาย ต้นไม้บางต้นไม่มีใบเหลืออยู่แล้ว ใบที่ร่วงหล่นตกอยู่ตามพื้น ส่งเสียงกรอบแกรบเมื่อถูกเท้าย่ำ มีเพียงต้นสนและต้นไม้อีกบางชนิดที่ยังคงไว้ซึ่งกิ่งใบตามฤดูกาล โทบิโอะมองหน้าโทรุ ไอเย็นทำให้ปลายจมูกของเขากลายเป็นสีแดง


               “เราจะไปไหนกันเหรอครับ”


               “หลุมเผาศพ” โทรุตอบ “พวกศพไร้ญาติน่ะ”


               โทบิโอะเอียงคอด้วยความฉงน ถ้าจุดหมายอยู่ที่นั่นก็ไม่ควรเดินมาทางนี้ตั้งแต่แรก


               “คุณพาผมเดินอ้อม”


               “ไม่ดีเหรอ” โทรุกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ “หน้านายบอกว่าดีใจนะ ตอนที่ถูกชวนน่ะ ฉันนึกว่านายอยากอยู่กับฉันนานๆ เสียอีก”


               คาเงยามะไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรจากเขา แต่ไอ้คำพูดประเภทนี้มันฟังดูกวนประสาท และทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้


 

               ยิ่งรู้ตัวว่ากำลังจับมือกับเขาอยู่ก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะเอาคืนยังไงดี


 

               โทรุลอบมองใบหน้าบูดบึ้งที่ขึ้นสีแดงจางๆ สาเหตุที่เขาเดินอ้อมก็เพราะอยากเลี่ยงทางที่มีคนเยอะ แล้วก็อยากเดินเล่นซึมซับบรรยากาศ บังเอิญเจออีกคนก็เลยเรียกให้มาด้วยกัน ที่เขาพูดไปก็แค่อยากแกล้งเล่นๆ แต่ดูท่าทางแล้ว โทบิโอะคงดีใจจริงๆ ที่เขาชวน



               อา...แย่ล่ะสิ



               โทรุใช้มือข้างที่ยังว่างลูบปอยผมตัวเองแก้เก้อ จู่ๆ หัวใจก็พองโตขึ้นมาเสียอย่างนั้น รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อใบหน้าจะกระตุกยิ้มดีใจ เขาพยายามเกร็งไว้แล้วเดินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 




 

               เพราะกลิ่นบริเวณหลุมเผาศพไม่ค่อยน่าอภิรมย์จึงเลือกที่จะยืนมองอยู่ไกลๆ ชาวบ้านยืนอยู่ประปราย บ้างก็สวดภาวนา บ้างก็พูดคุย ทหารช่วยกันแบกศพลงมาจากรถกระบะแล้วโยนลงไปเหมือนผักเน่า โทรุเห็นภาพเหล่านี้จนชินตา แต่หัวใจมันไม่เคยชินสักที เขาเบือนหน้าหนี มองคาเงยามะที่กำลังฉีกใบไม้เล่นอยู่ ในเมื่อมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งก็ควรทำความรู้จักกันเอาไว้


               “โทบิโอะจังอายุเท่าไหร่น่ะ”


               “ปีนี้ 24 ครับ”


               “แต่ฉีกใบไม้เล่นเป็นเด็กน้อยเลยนะ”


               เศษใบไม้ย้ายจากมือคนฉีกมาอยู่บนหน้าโทรุทันที


               “โฮ่ย! อย่าปาใส่กันแบบนี้สิ”


               “คุณนั่นแหล่ะ ชอบกวนคนอื่นไปทั่ว อายุเท่าไหร่กันครับ”


               “ปีนี้ 29” โทรุยิ้ม “หลอกถามอายุคนอื่นไม่ค่อยเนียนเลยนะโทบิโอะจัง”


               “ผมนึกว่าคุณเป็นคนขรึมๆ ทำไมชอบพูดจากวนประสาทแบบนี้”


               “นายกำลังจะบอกว่าคำพูดของฉันไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาหล่อๆ สินะ”


               คาเงยามะไม่รู้จริงๆ ว่าจะรับมือกับผู้ชายคนนี้ยังไงดี


               “นี่...ผ่านมาเป็นปีแล้ว ไม่รู้ว่ายังจำได้รึเปล่า” จากที่ยิ้มระรื่นก็กลายเป็นทำหน้าตาจริงจัง “โทบิโอะจังช่วยฉันไว้ ขอบคุณมากนะ”


               “อา...เรื่องนั้น...ยินดีครับ คุณมาจากที่อื่นหรือครับ ผมคิดว่าก่อนหน้าวันนั้นไม่เคยเจอคุณมาก่อน”


               “ย้ายมาจากมิยางิ อิวะจังบอกว่านายหายไปเพราะย้ายไปที่อื่น”


               “ผมได้รับภารกิจที่เขตนิชิ” คาเงยามะเริ่มฉีกใบไม้ใบใหม่ “ที่นั่นขาดแคลนหมอ แถมยังเป็นเป้าหมายหลักในโอซาก้า ทั้งระเบิดเพลิงแล้วก็ความขัดแย้งอะไรหลายๆ อย่าง...” เสียงเจือปนความเศร้าของเขาเบาลงเรื่อยๆ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มไหววูบแล้วกลับมาเรียบนิ่ง “เพิ่งกลับมาถึงเมื่อคืน แล้วก็เจอคุณโออิคาวะ”


               “แสดงว่ายังไม่ได้นอนเลยเหรอ”


               “ครับ”


               โออิคาวะมองใบหน้าอ่อนเยาว์ ขอบตาคล้ำกับอาการเฉื่อยชาปวกเปียกนั้นบอกได้อย่างดีว่าคาเงยามะเหนื่อยแค่ไหน



               ศพไร้ญาติมีเยอะจนล้นลามออกมาจากปากหลุม ทันทีที่ศพสุดท้ายถูกวางลง นายทหารคนหนึ่งก็จุดไฟคบเพลิง โยนตามลงไป เปลวไฟต่อติดกับเสื้อผ้าของศพ เผาไหม้ลุกลามไปเรื่อยๆ ส่งกลิ่นคละคลุ้ง ผู้คนร่วมสวดภาวนา โทรุจ้องมองเปลวไฟที่กำลังแผดเผาผิวเนื้อคนตาย มันค่อยๆสุก พุพองและไหม้เกรียม สุดท้ายก็สลายไป กลายเป็นเถ้าถ่าน


               “ขอให้พวกท่านไปสู่สุขติ”


               “ขอให้พวกท่านไปสู่สุขติ...” โทรุพูดตามคาเงยามะซึ่งอยู่ข้างๆ ยืนสงบนิ่งอีกสักพัก ชาวบ้านสลายตัวไปแล้ว ถึงเวลาที่พวกเขาต้องกลับบ้าง


                “คุณโออิคาวะ”


                “หืม?


                “ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจยังไงก็ไม่รู้” โทบิโอะลูบที่หน้าอกตัวเอง จุดเดียวกับหัวใจ “พวกศพไร้ญาติถูกทำแบบเดียวกับใบไม้ตามถนน เหมือนกองไฟที่เรานั่งผิงกันเมื่อเช้า”

 



                ว่าแล้วเชียว คาเงยามะเป็นคนแปลกจริงด้วย


 

                ไม่ว่าเด็กคนนี้พูดหรือคิดอะไร ก็ทำให้เขาประหลาดใจได้ทุกที

 

 





                “ถ้าคุณมีจักรยานแล้วจะเดินทำไมให้เหนื่อยครับ”


                “ก็ตอนนั้นฉันไม่อยากปั่นนี่นา”


                คาเงยามะพ่นลมหายใจ พยายามสงบสติอารมณ์ จะไม่ให้โมโหได้อย่างไร เขาที่ไม่ได้นอนทั้งคืนถูกพาเดินอ้อมโลกไปร่วมพิธี ขากลับก็มาทางเดิม ซึ่งมันไกลมาก แล้วเพิ่งมาค้นพบความจริงว่าคุณโออิคาวะจอดจักรยานทิ้งไว้ใกล้ๆ กับจุดที่เจอเขาในตอนนั้น


                โทรุยิ้มร่า สำหรับเขา ปากของคาเงยามะที่ยื่นออกมาเวลาหงุดหงิดนี่มันน่าบีบมากๆ “อยากให้ฉันเอาจักรยานไปด้วยเพราะอยากซ้อนท้ายสินะ โทบิโอะจัง” ขึ้นคร่อมจักรยาน ค้างรอไว้ แต่อีกคนยังยืนทำหน้าบึ้งอยู่ที่เดิม


                “มัวทำอะไรอยู่ ขึ้นมาสิ”


                “ไม่ครับ ผมไม่ได้อยากซ้อนท้ายคุณสักหน่อย”


                “ไม่เอาน่า ฉันแค่ล้อเล่น ขึ้นมาเร็ว คุณโออิคาวะเป็นคนปั่นเชียวนะ”


                คาเงยามะกัดริมฝีปากชั่งใจ ก้าวขาขึ้นคร่อมเบาะหลัง “ผมแค่ขี้เกียจเดิน อย่าเข้าใจผิดล่ะ”


                ลมปะทะผิวกายเมื่อเคลื่อนตัวออกออกไป เพราะความหนาว พื้นขรุขระ แผ่นหลังกว้างข้างหน้า อะไรก็ช่างเถอะ สิ่งเหล่านั้นมันทำให้โทบิโอะกอดเข้าที่เอวของคุณโออิคาวะ พอจะชักมืออกก็ถูกจับเอาไว้ โทรุหันไปมองคนข้างหลัง ถึงจะเห็นแค่เสี้ยวหน้าแต่ก็สามารถบอกได้เลยว่าหูของโทบิโอะแดงมาก


                “ถ้าเหนื่อยมากจะนอนก่อนก็ได้นะ ฉันไม่ได้ว่าอะไร”


                “ครับ?


                “ฉันหมายถึง โทบิโอะจังจะพิงหลังฉันแล้วนอนไปก่อนก็ได้ ถ้าถึงแล้วฉันจะปลุก”


                “ได้เหรอครับ”


                “ได้สิ แต่ต้องกอดไว้แน่นๆ นะ ระวังตกด้วย”


                โทรุรับรู้ได้ถึงใบหน้าที่ซุกลงมาทันทีที่เขาพูดจบ รู้สึกแปลกๆ เวลาอีกคนถูแก้มไปมาบนไหล่ของเขา จากการที่รู้จักกันมา 1 วัน ทำให้โทรุได้รู้ว่า คาเงยามะ โทบิโอะเป็นคนนิ่งๆ เหมือนจะฉลาดแต่ความจริงออกแนวบื้อๆ ยุขึ้น โมโหง่าย ทั้งที่เขาเป็นคนแปลกหน้าแต่กลับเชื่อฟัง สั่งให้ทำอะไรก็ทำ คำพูดที่ออกมาจากปากก็ซื่อตรงและเรียบง่ายแต่มีพลังมหาศาล


                “คุณโออิคาวะ...” น้ำเสียงงัวเงียดังมาจากด้านหลัง โทรุครางรับในลำคอ “ผม...ดีใจที่คุณโออิคาวะจำผมได้” เหมือนว่าอ้อมกอดที่เอวจะกระชับแน่นยิ่งขึ้น ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าโทบิโอะผลอยหลับไปแล้ว



                น่าสนใจดีแฮะ



                แล้วโทรุก็ปั่นวนในสุสานสองสามรอบก่อนมุ่งหน้ากลับโรงพยาบาล





------------------------------------------------

เบิกตัวนายเอกกก

ในที่สุดโทบก็มีบทแล้วนะ *ซับน้ำตา*


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

11 ความคิดเห็น