Haikyuu!! Oikage : Miss Me, 1945

ตอนที่ 2 : Phase I― CHAPTER I: Tooru Oikawa

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 มิ.ย. 60









CHAPTER I
Tooru Oikawa








               วันที่ 6 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1945 สหรัฐอเมริกาทำการทิ้งระเบิดปรมาณูสงครามลูกแรกของโลกลงที่ฮิโรชิม่า ระเบิดยูเรเนียม gun-type ที่ถูกเรียกว่า   Little Boy ลูกนี้สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศญี่ปุ่น ฮิโรชิม่าพังราบในไม่กี่วินาที ประชาชน 70,000 คนเสียชีวิตในทันที และอีก 70,000 คนได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้น ในวันที่ 8 สิงหาคม พายุอีกลูกที่ชื่อสหภาพโซเวียตได้บุกเขตแดนทางเหนือของญี่ปุ่น และถัดไป ในวันที่ 9 สิงหาคม สหรัฐได้ทิ้งระเบิดปรมณูลูกที่ 2 ซึ่งเป็นระเปิดพลูโทเนียม implosion-type ชื่อ Fat Man ที่นางาซากิ มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40,000 คน และบาดเจ็บอีก 25,000 คน ญี่ปุ่นตกกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังจนถึงขีดสุด ไม่มีทั้งทรัพยากรและพันธมิตร กองทัพเรือถูกทำลายและไม่อาจโต้กลับได้ ในที่สุดแล้ว วันที่ 2 กันยายน ปีเดียวกัน ได้มีการลงนามในเอกสารยอมแพ้สงครามบนเรือหลวงมิสซูรี่ของสหรัฐที่อ่าวโตเกียว ญี่ปุ่นแพ้สงครามอย่างไร้เงื่อนไข



                โออิคาวะ โทรุ เสียชีวิตในเหตุระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิม่า วันที่ 6 สิงหาคม ปีโชวะที่ 20



                คนญี่ปุ่นใช้ชื่อหรือนามสกุลซ้ำกันเยอะมาก มันก็ตลกดีที่เจอชื่อของตัวเองในหนังสือประวัติศาสตร์ โทรุพบมันในห้องของปู่ที่เคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือและตำรา มีของสะสมและหุ่นไม้หน้าตาแปลกๆ จากทั่วทุกมุมโลก มีปากกา น้ำหมึก และสมุดบันทึก มีกลิ่นกระดาษเก่าลอยแตะจมูกทุกครั้งที่หายใจ กลิ่นไอและความอบอุ่นของห้องนี้ทำให้โทรุสบายใจ และที่สำคัญ ที่นั่นมีปู่ซึ่งฉลาดรอบรู้ที่สุดในความคิดของโทรุ พร้อมที่จะตอบทุกข้อสงสัยของเขา


               ในเวลานั้น เขาเป็นแค่เด็กชายอายุ 6 ขวบ เยาว์วัย อ่อนโยน บริสุทธิ์ และยังกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้ ในวันที่หิมะตกหนักเกินกว่าจะออกไปเล่นกับเพื่อนบ้าน เขาเข้ามาหลบภัยหนาวในห้องนั้น เพราะมันทั้งอุ่น ทั้งสบาย และปู่ก็อยู่ด้วย เหมือนเป็นการบังคับโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำ ปู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการลุกจากกองเอกสารมาเล่นกับหลานจอมซนของเขา


                เด็กชายหยิบหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งลงจากชั้น ดูเหมือนว่ามันจะถูกทอดทิ้งให้อยู่เดียวดายมานานแสนนาน ถูกฝุ่นจับเป็นแพหนาไปทั้งเล่ม เขรอะขระ สภาพเก่าจนเยินแต่ก็มีมนต์ขลังดึงดูดให้เขาสนใจ 1945 ตัวเลข 4 ตัวเรียงกันอยู่บนหน้าปก มันคือปีที่ท้องฟ้าของญี่ปุ่นมืดมิดที่สุด ปู่บอกไว้แบบนี้ โทรุยังไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วปู่ต้องการสื่อถึงอะไร เขาแค่นึกถึงภาพญี่ปุ่นที่ไฟดับพร้อมกันทั้งประเทศในเวลาเที่ยงคืนครึ่ง ช่างเป็นความคิดที่น่ารักและซื่อตรง หน้าแรกของหนังสือเป็นกระดาษโล่งๆ เก่าจนเหลือง มีเพียงประโยคเดียวปรากฏอยู่ตรงกลาง เหยื่อของสงครามทั้งหลาย ขอพวกท่านเสวยสุขนิรันดร์ในโลกหนังความตาย


                ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือเป็นเพราะโชคชะตา โออิคาวะ โทรุ พบชื่อ โออิคาวะ โทรุ ในบทที่รวบรวมรายชื่อทหาร แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตในวันที่ 6 สิงหาคม ปีโชวะที่ 20 วันที่เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ แค่ลูกเดียวเท่านั้น แต่ความเสียหายมีมากเกินกว่าที่จะรับไหว ปู่บอกว่า นามสกุลโออิคาวะ เป็นชื่อสุดท้ายในวรรคอะ ต่อจากนั้นจะเริ่มวรรคคะ พอจะเข้าใจที่ปู่พูด เขาเรียนอักษรคานะมาจากที่โรงเรียนแล้ว แต่รายชื่อในหนังสือถูกเขียนขึ้นด้วยอักษรคันจิ และมันยากเกินกว่าที่เด็ก 6 ขวบจะอ่านออก เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้ตื่นเต้นสุดๆ ที่เห็นชื่อของตัวเองท่ามกลางตัวอักษรเส้นเยอะๆ ดูยุบยับ ลายตา และชวนปวดหัว นี่คือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในวัยเด็ก หมอคนนั้น โออิคาวะ โทรุ ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศญี่ปุ่น การตายของเขาคือเกียรติยศ และมันคือความภาคภูมิใจของเด็กชายโออิคาวะ โทรุ


                “นี่! มีคนชื่อเหมือนฉันสละชีวิตเพื่อชาติในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยล่ะ” เด็กน้อยพูดอวดให้ใครต่อใครฟัง แน่นอนว่าพวกเขาคิดว่ามันเจ๋ง ทั้งที่จริงๆ แล้วโทรุไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 มันเป็นยังไง แต่ก็ยังคิดว่านายคนนั้นที่ชื่อเหมือนเขาน่ะ เป็นคนที่เท่มากๆ เลย


                แต่วัยเด็กที่แสนอ่อนโยน น่ารัก และบริสุทธิ์ของเขามันผ่านไปไวจริงๆนะ









 

                “แล้วทำไมถึงเลือกที่จะมาเป็นหมอล่ะ”


                “แล้วทำไมมัตซึนต้องอยากรู้ด้วยล่ะ”


                “นายมันกวนประสาท โออิคาวะ”


                โทรุหัวเราะใส่มัตสึคาวะ อิซเซที่นั่งหน้าง่วงอยู่ตรงข้าม หมอนั่นเคยเรียนโรงเรียนเดียวกันตอนสมัย ม. ปลาย แต่อยู่คนละห้อง เพิ่งมารู้จักกันจริงๆ จังๆ ก็ตอนเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ที่เดียวกัน แล้วก็ลากยาวมาถึงตอนทำงาน ต่างคนต่างตามหลอกหลอนกันไปทุกที่ หนีไปไหนไม่เคยพ้นเหมือนโดนคำสาป ถ้าถามว่าเบื่อหน้ากันมั้ย มัตสึคาวะขอตอบเลยว่ามาก ตอนที่เจอกันแรกๆ เขาเกลียดขี้หน้าโออิคาวะสุดๆ เพราะมันทั้งหล่อทั้งเก่งจนน่าหมั่นไส้ แต่ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันเสียอย่างนั้น


                โออิคาวะกระแอมไอก่อนตอบคำถาม “ก็เพราะว่าฉันเก่งมาก และทำได้ดีในวิชาวิทยาศาสตร์น่ะสิ”


                “ไม่มีแรงบันดาลใจเลยหรือไง”


               นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่ที่มัตสึคาวะเห็นเพื่อนของเขาชะงักไป ความผิดปกติเพียงเสี้ยววินาทีนั้นไม่สามารถหลุดพ้นไปจากสายตาของเขาได้ “ไม่มีหรอก” โทรุตอบเสียงแผ่ว จิบโกโก้ร้อนจากถ้วยในมือแล้วกลับมายิ้มสดใสเหมือนเดิม “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ล่ะ”


                “นายดูไม่เหมือนคนเป็นหมอ”


                “จริงเหรอ ฉันไม่เหมือนหมอเพราะหล่อไปสินะ งั้นมัตซึนคิดว่าอย่างฉันควรเป็นอะไรดีล่ะ นักแสดงก็ไม่เลวนะ หรือจะเป็นนักร้องดีนะ พวกไอดอลอะไรแบบนี้”


                “นายมันหลงตัวเอง โออิคาวะ”


                มัตสึคาวะไม่ได้อยากรู้นักหรอก เรื่องแรงบันดาลใจอะไรนั่น เขาแค่หาเรื่องคุยเรื่อยเปื่อยไม่ให้โออิคาวะเหงาเท่านั้นเอง


                โออิคาวะ โทรุ คือบุคคลตัวอย่าง ดูดี มีความสามารถ มีเสน่ห์ และเป็นมิตร เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักจากผู้คนรอบตัว (ถึงแม้จะเอาแต่ใจแถมนิสัยเสียมากๆก็เถอะ) แต่มัตสึคาวะรู้สึกได้เลยว่า คุณโออิคาวะของทุกคนไม่ได้เป็นแบบที่พวกเราคาดหวัง


                สักพักหนึ่งแล้วที่มัตสึคาวะคิดว่าเพื่อนของเขาแปลกไป โออิคาวะดูเหม่อลอยในบางครั้ง ขอบตาของเขาดำคล้ำและหน้าดูโทรมลง (แต่ก็ยังหล่ออยู่ดี โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม) ตอนแรกมัตสึคาวะก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่หมอนั่นพักผ่อนน้อยเพราะงานหนัก แต่มันคงไม่ใช่แบบนั้น




               

               หลายวันก่อน เขาได้มีโอกาสไปดื่มที่ห้องเช่าของโออิคาวะ


               “ขอโทษทีนะ ห้องฉันรกไปหน่อย”


               “...ไม่หน่อยแล้วแหล่ะ”


               เละนรกแตก หมอนั่นไม่มีคำว่า เก็บกวาดอยู่ในหัวสมองเลยแม้แต่ซอกหลืบเดียว เสื้อผ้าใส่แล้ว จาน อาหาร เศษกระดาษ กางเกงใน บุหรี่ นิตยาสารกราเวียร์ อะไรทั้งหลายแหล่ก็วางกองกันอยู่บนพื้นนั่นแหล่ะ เขารู้อยู่แล้วว่าห้องของชายโสดอายุ 28 ที่อาศัยอยู่คนเดียวมันต้องรกเป็นธรรมดา แต่นี่มันเหนือกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก


               “จำได้ว่าตอนฉันมาคราวก่อนมันสะอาดกว่านี้”


               “อ๋อ ตอนนั้นมีอารมณ์เก็บห้องน่ะ”


               “แล้วตอนนี้ไม่มี ว่างั้น?


               “ถูกต้องแล้วคร้าบ”


               ไอ้บ้า...


               ขอบคุณที่ยังเหลือพื้นที่ว่างเล็กๆให้ก๊งเหล้าอยู่ โออิคาวะนั่งลงที่ด้านหนึ่งของโต๊ะญี่ปุ่น วางขวดเหล้า กระป๋องเบียร์ และอบายมุขอื่นๆลงบนโต๊ะ มัตสึคาวะใช้เท้าเขี่ยเศษซากอารยธรรมบนพื้นให้ออกไปไกลๆ ที่นั่งของตัวเอง “ฉันล่ะสงสารแฟนนายในอนาคตจริงๆ” เตะเศษกระดาษออกไปอีกชิ้นแล้วนั่งลง


               เหมือนจะชนอะไรบางอย่างด้านหลัง สะเทือนไปถึงตู้เสื้อผ้า และกล่องลงบนนั้นก็ตกลงมา เจ้าของห้องเบิกตากว้าง มัตสึคาวะบอกได้เลยว่า สายตาแบบนี้ไม่ใช่แค่ตกใจ เขาเรียกมันว่าตื่นตระหนก และเมื่อหันไปมองสิ่งนั้น เขาไม่แปลกใจเลยที่อีกคนจะเกิดอาการแบบนี้


โออิคาวะที่ร่าเริงเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นใครอีกคนที่สายตาเลื่อนลอย สีหน้าเรียบนิ่งจนไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่ให้บรรยากาศที่ชวนวิตกกังวลอย่างรุนแรง


               “นี่อะไร...”


               “...”


               “โออิคาวะ”


               “ยากล่อมประสาท”


               “นายนอนไม่หลับหรือไง”


               “...ประมาณนั้น”


               กินไปเยอะแค่ไหนแล้ว”


               โทรุก้มหน้าลง ไม่มีคำตอบใดๆ เล็ดลอดออกมา ปล่อยเวลาผ่านไปอย่างนั้น 5 นาที... 10 นาที... เงียบจนหัวใจมัตสึคาวะวูบไหวด้วยความกลัว กลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป


               "โออิคาวะ" คิ้วหนาขมวดมุ่น ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะชกเรียกสติสักหมัด "จะถามอีกครั้ง กินไปเยอะแค่ไหนแล้ว"


               “ยังไม่ได้กิน”


               “แล้วคิดจะกินหรือไง”


               โทรุไม่ตอบ ถึงอย่างนั้นมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว


               “ฉันจะเก็บมันไว้กับตัวเอง” มัตสึคาวะเสยผมขึ้น หน้าผากเต้นตุบๆ เพราะอะไรสักอย่างที่ชวนเครียดจนแทบอ้วก “นายรู้ใช่มั้ยว่าทำไม”


               “รู้สิ มัตซึนเป็นห่วงฉัน”


               “ดีมาก เพราะฉะนั้นอย่าทำอย่างนี้อีก”


               “อื้อ...”


               สรุปแล้ว วันนั้นไม่มีการดื่มอะไรทั้งสิ้น มัตสึคาวะเก็บข้าวของในห้องให้โออิคาวะ ค้นทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีของอันตรายอยู่อีกแล้ว ส่วนเจ้าของห้องก็ได้แต่นั่งอยู่นิ่งๆ ก้มหน้าอยู่แบบนั้น







 

               “ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะมัตซึน ยิ้มสิ ยิ้มมม”


               คนที่คิดจะกินยาในวันนั้นกับไอ้บ้าน่ารำคาญตรงหน้าเขาในวันนี้มันเป็นคนเดียวกันจริงรึเปล่าเนี่ย...


               “รีบๆ ดื่มโกโก้ให้หมดแล้วเอาไปเก็บซะ เราต้องขึ้นวอร์ดในอีก 20 นาที”


               “รู้แล้วน่า”


                อันที่จริง มัตสึคาวะ อิซเซ ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเพื่อนสนิทของโทรุด้วยซ้ำ เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกคนเลย โออิคาวะเป็นคนที่สามารถแสดงออกได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก ไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม พูดคุย หัวเราะ การเคลื่อนไหวของร่างกาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มัตสึคาวะเพิ่งจะสังเกตและนึกย้อนดูตั้งแต่สมัยที่เพิ่งรู้จักกันแรกๆ


               โออิคาวะไม่เคยให้ใครรุกรานความเป็นส่วนตัวของเขาเลยแม้แต่คนเดียว


               มันเป็นสิ่งที่อธิบายได้ยาก เหมือนกับต้องใช้ความรู้สึกในการทำความเข้าใจ มัตสึคาวะไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเพื่อนคนนี้พยายามจะกันคนอื่นออกมาจริงๆ หากความร่าเริงเป็นมิตรของโออิคาวะการแสดง เขาก็คงเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุด


               เขาถอนหายใจ อาจจะคิดมากไปก็ได้ ถึงโออิคาวะจะมีของแบบนั้นไว้ในครอบครองก็เถอะ หมอนั่นฉลาด และคงไม่ทำอะไรบ้าๆ อย่างการกินยาฆ่าตัวตายแน่นอน ใช่แล้ว สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้คือพูดให้กำลังใจและอยู่เป็นเพื่อนโออิคาวะ มันดีกว่าการปล่อยให้อีกคนอยู่คนเดียวและคิดฟุ้งซ่านไปเอง เมื่อถึงเวลาที่หมอนั่นพร้อม โออิคาวะจะเปิดใจและระบายปัญหาที่มีอยู่ออกมาเองโดยที่ไม่ต้องพยายามเค้นให้สุขภาพจิตของเพื่อนแย่ลงไปอีก


               “นี่ โออิคาวะ”


               “ว่า?


               “ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ ปรึกษาฉันได้ตลอดเลยนะ”


               “ฉันเองก็กำลังพยายามทำความเข้าใจตัวเองอยู่เหมือนกัน” ใบหน้าหล่อแย้มยิ้ม “ขอบใจนะมัตซึน นายเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ”

 

               ใช่ มัตสึคาวะเป็นเพื่อนที่ดี และดูเหมือนว่าเขาจะคิดถูก โทรุไม่ได้กินยาฆ่าตัวตาย





 

               ไอ้เวรนี่มันกระโดดตึกแทน





 

               ถ้าเขาเอะใจเร็วกว่านี้ ถ้าเขาหาทางช่วย และพยายามเพื่อโออิคาวะ โทรุมากกว่านี้ ทุกอย่างคงไม่จบลงอย่างที่เป็นอยู่


 

               มัตสึคาวะไม่ให้อภัยตัวเองอีกเลย


 


               โออิคาวะ โทรุ ฆ่าตัวตายโดยการกระโดดลงมาจากลานจอดรถชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าเอส เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ วันที่ 7 กรกฎาคม ปีเฮเซที่ 29


 



------------------------------------------------

การนับปีแบบญี่ปุ่น ปีโชวะที่ 20 คือ ค.ศ. 1945 ส่วนปีเฮเซที่ 29 คือ ค.ศ. 2017 นะคะ

อย่าเพิ่งแตกตื่นไปสหาย ขอยืนยันว่ามิสมี1945คือฟิคโออิคาเง ไม่ใช่มัตซึนโออิ //แต่จริงๆ ก็ดีทั้งคู่นะ *แจกกาว*




? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #9 I'm Pencil (@momayioveli) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 06:50
    โอ๊ยยย ลึกลับและน่าคิดตามหนักมากค่ะ เนื้อเรื่องดูมีอะไรๆชวนให้คิดตาม ภาษาที่ใช้ก็ดีงาม ชวนให้ด่ำดิ่งสุดๆ ชอบมากๆเลยค่า แงงง ❤️❤️❤️
    #9
    0
  2. #4 HMzutto (@HMzutto) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 11:33
    ติดตามหนักมากค่ะ เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเลย สงสารมัตสึคาวะ คงเจ็บใจมาด ทั้งที่พยายามช่วยแต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ ทำไมโออิคาวะต้องอยากตายด้วยล่าาาา
    #4
    0
  3. #3 ♕'ƒ (@FOXXOSWAG) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 10:35
    อ้ากกกกกก ทำไมเราตื่นเต้น สรุปว่าทั้งตอนอยู่ในช่วงปัจจุบันสินะคะ เรามีความรู้สึกว่าโทรุต้องมีซัมติงกับชื่อคนที่ตายในสงคราม อย่าบอกนะว่ามีไทม์แมชชีน 55555555 ติดตามนะคะ
    ปล. จนถึงตอนนี้...น้องโทบก็ยังไม่มีบท /กอดน้อง
    #3
    0