Haikyuu!! Oikage : Miss Me, 1945

ตอนที่ 1 : Phase I― PROLOGUE: Memories of Gone Summers

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 436
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 มิ.ย. 60

               





PROLOGUE

Memories of Gone Summers





               ตู้ม


               เสียงดังจนหูแทบระเบิด รอบตัวของเรากลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ สว่างจนรู้สึกแสบไปทั้งเบ้าตา เราหรี่ตาลง ใช้มือปิดเอาไว้ มันเกิดขึ้นในพริบตาเดียว รวดเร็วชนิดที่ว่าไม่ทันตั้งตัว และเมื่อมันหายไปก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้ซากตึก แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องแคบๆ เข้ามา เราตะเกียกตะกาย พยายามฉุดตัวเองให้หลุดจากกองไม้ทับถม แขนขยับไม่ได้แล้ว ถึงไม่รู้เจ็บแต่ก็ได้กลิ่นคาวเลือด เหมือนว่าผิวหนังจะหายไป แต่ไม่มีเวลามาสนใจหรอก ต้องออกจากที่นี่ เราดันตัวเองออกมาภายนอกสำเร็จ อุทานด้วยความยินดี แต่เมื่อมองดูรอบข้างก็แทบหยุดหายใจ


               ตาเบิกโพลง


               นรกมีจริง เพราะที่นี่คือนรก


               ทุกอย่างพังพินาศ เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังไปทั่ว บ้านเมืองถูกเพลิงเผาจนหมดสิ้น ไม่เหลือเค้าเดิม เรายืนแทบไม่อยู่ เรี่ยวแรงหายไปหมด สมอง ร่างกาย และจิตวิญญาณของเรากลวงเปล่า ถูกทำลายไปพร้อมกับระเบิด นี่อาจจะเรียกว่าความสิ้นหวัง แต่จู่ๆ ความปรารถนาอันแรงกล้าก็แล่นไปตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนส่วนหนึ่งในใจกำลังเรียกร้องหาบางสิ่ง ไม่รู้ว่าคืออะไร ขาขยับก้าวไปข้างหน้า เราวิ่งฝ่าทุกอย่างไป พื้นถนนร้อนจนละลาย ติดหนึบอยู่กับรองเท้า เศษเหล็กทิ่มแทงเข้ามาจนถึงเนื้อข้างใน รู้สึกเหมือนผิวหนังมันพองตัวขึ้น เจ็บไปหมด แต่หยุดไม่ได้ หัวใจสั่งให้ไขว่คว้าสิ่งนั้น ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อมัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เรายังวิ่งไป


              คุณยืนอยู่ตรงนั้น


               อันที่จริง เราทั้งคู่ไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ แต่รู้สึกเหมือนว่า เราผูกพันกันมานานแสนนาน คุณมองมาทางนี้ ยิ้ม เรียกชื่อของเราซ้ำๆ ช่างงดงามเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกันก็ดูบอบบางจนจะแตกสลาย คุณหลุบตาลง เกลี่ยนิ้วตัวเองเล่น มองปลายเท้าแล้วร้องไห้แม้ว่ากำลังยิ้ม


               ขอโทษนะ คุณพูดออกมา ขอโทษนะ ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

               ตอนนั้นรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียสิ่งมีค่าที่สุดไป ใจเรากระตุกอย่างแรงจนเจ็บหน้าอกไปหมด ตะโกนชื่อคุณออกมาขณะที่คุณค่อยๆ ซีดจางลง เรียกชื่อของคุณด้วยเสียงดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มันไม่มากพอที่จะส่งไปถึง บางอย่างพังทลาย เราอ่อนล้า ทรุดลงไปกับพื้น แล้วแผดเสียงราวกับสัตว์ใกล้ตาย




               เงียบ




               ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเสียงคร่ำครวญใดๆ มีเพียงเสียงครางหึ่งๆ ของเครื่องปรับอากาศ เสียงเข็มวินาที และลมหายใจของตัวเอง

        เป็นฝันที่เหมือนจริงชะมัด


               โออิคาวะ โทรุจ้องมองเพดาน กลุ่มดาวที่วาดด้วยสีเรืองแสงกำลังเปล่งประกายท่ามกลางความมืด เขาวาดมันขึ้นมาตอนใกล้เรียนจบจากโรงเรียนประถม ตอนเด็กๆ โทรุชอบดูดาว เพราะอยู่ต่างจังหวัด ท้องฟ้ายามกลางคืนจึงปลอดโปร่งโดยเฉพาะในหน้าร้อน เขาชอบเวลาที่นอนลงบนผืนหญ้าอ่อนนุ่ม มีปู่อยู่ข้างๆ คอยบอกเล่าเกี่ยวกับนิทานปรัมปราของหมู่ดาว ทั้งเรื่องของกลุ่มดาวนกกระเรียน กลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวสุนัขจิ้งจอก และเรื่องราวความรักของสาวทอผ้าโอริฮิเมะ กับหนุ่มคนเลี้ยงวัวที่ชื่อฮิโกะโบชิ ซึ่งเป็นตำนานเล่าขานของวันทานะบาตะ ปู่เป็นคนค่อนข้างขี้หลงขี้ลืมและมักจะเล่าเรื่องเดิมซ้ำอยู่บ่อยๆ โทรุไม่เคยนับหรอกว่ามีกี่ครั้งที่เขาแย้งขึ้นมา เรื่องนี้ปู่เล่าไปแล้วนี่นา ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เขาไม่เคยเบื่อที่จะฟังเรื่องพวกนี้เลย มันวิเศษมากที่ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนฤดูร้อน ลืมทุกสิ่งเกี่ยวกับการบ้าน แล้วปล่อยใจไปกับท้องฟ้า จินตนาการตามเรื่องที่ปู่เล่า และอธิษฐานกับดวงดาวระยิบระยับ ขอให้ได้กินขนมอร่อยๆ ขอให้จับด้วงสวยๆ ได้ จำได้ว่าช่วงเวลานั้นเขามีความสุขมาก แต่ก็ลืมไปแล้วว่าความรู้สึกนั้นเป็นยังไง


               นานมากแล้วที่ไม่ได้ออกไปดูดาว ตอนนี้เขารู้สึกสบายใจที่จะหมกตัวอยู่ในห้องนอนมากกว่าการออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านเหมือนตอนเด็กๆ


               เด็กหนุ่มเหลือบตามองนาฬิกาที่บอกเวลาตี 5 อาการงัวเงียหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ตัวเขา ตาสว่าง และโดดเดี่ยวอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมแคบๆที่สร้างขึ้นมาเอง ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ฝันถึง ความฝันเป็นสิ่งที่น่าพิศวง เขาผละออกจากมันเพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง มองภาพวาดดาวเรืองแสงบนเพดาน นึกย้อนถึงวัยเด็กของตัวเอง ความฝันก็ค่อยๆ หายไปแล้ว มีบางสิ่งค้างคาอยู่ในห้วงความคิด แต่มันเรือนลางจนมองไม่ออก ชื่อและหน้าตาของคุณคนนั้นหายวับไปจากสมอง ราวกับเป็นแค่จินตนาการที่โทรุเพ้อไปเอง ไม่เคยมีตัวตน ทั้งในความจริง และความฝัน สิ่งที่หลงเหลือไว้มีเพียงความวูบโหวงแปลกๆ ในอก ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้เป็นอดีตที่แสนไกล หรืออนาคตอันใกล้กันแน่



               เสียงฝีเท้าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ สั่นสะเทือนแรงขึ้นทีละนิดเมื่อใกล้เข้ามา เป็นจังหวะเบาๆ แต่หนักหน่วงในความรู้สึก ฟังดูรีบเร่งและร้อนรน หยุดอยู่ที่หน้าห้อง และเคาะประตู  แม่เข้ามาข้างในโดยไร้อุปสรรค ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บางอย่าง โทรุก็ถูกสั่งไม่ให้ล็อกประตูอีก


               “เกิดอะไรขึ้น ลูกร้องเสียงดังมากเลย” ขอบตาของแม่ดำคล้ำ คงเพราะสุขภาพจิตกำลังย่ำแย่ทำให้นอนไม่หลับ สีหน้าของเธอดูกังวล อันที่จริง ช่วงนี้เธอเครียดอยู่ตลอดเวลา โทรุลุกขึ้นนั่ง ปรายตามองแม่แค่ชั่วครู่แล้วไม่ได้สนใจเธออีก ใจจดจออยู่กับการทบทวนฉากฝันที่ผ่านมา มีบางอย่างหายไปจริงๆ แต่ยิ่งพยายามนึกมากเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก


               “ไม่มีอะไรหรอก คงละเมอ”


               ลูกร้องไห้ทำไม


               เอ๋?


            เขาแตะเบาๆ ที่แก้ม แล้วพบว่ามันชื้นไปด้วยน้ำตา


               ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ ไม่รู้ตัวเลย น้ำตาแค่พรั่งพรูออกมาเงียบๆ ไม่มีการสะอื้น แล้วหยดลงบนมือเขาจนเปียกชุ่ม


               บรรยากาศแย่ลงทันทีเมื่อแม่เริ่มร้องไห้ ความอึดอัดแผ่กระจาย แววตาเลื่อนลอยของโทรุจ้องไปที่แม่ สีหน้าของเขายังเรียบนิ่งจนน่ากลัว โทรุไม่เข้าใจเลยว่าเธอจะร้องไห้ทำไม เสียงสะอื้นของแม่มันน่ารำคาญ อยากไล่ไปไกลๆ แต่ก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำ ทำไมแม่ต้องคอยมาเป็นห่วงความรู้สึกของเขา มันไม่จำเป็นเลย เพราะโทรุไม่มีความรู้สึกอีกแล้ว แม่ชอบทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ เขาแค่ละเมอเสียงดัง และน้ำตาไหลไม่รู้ตัว ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น


               แม่เดินเข้ามาใกล้ ใกล้เกินไปจนล้ำเส้นที่เคยตกลงกันเอาไว้ บุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของโทรุ ข้อตกลงคือแม่มีสิทธิ์แค่ยืนอยู่ที่ประตู แต่เพราะเขากำลังร้องไห้ เธอจึงไม่สามารถทนได้อีกแล้ว คุกเข่าลงข้างฟูกนอน ใช้มือทั้งสองกุมมือลูกชายคนเดียวของเธอเอาไว้ สัมผัสของแม่หยาบกร้านเพราะทำงานหนัก ตอนนี้มันเย็นเฉียบและสั่นเทาอย่างแรงจนโทรุต้องบีบเอาไว้ “ตอบแม่มาสิ โทรุ!” แม้เธอสะอื้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ประโยคที่พูดออกมาก็ยังมั่นคง “ร้องไห้ทำไม ตอบแม่มา!” ในทางกลับกัน มันยิ่งทำให้โทรุงงหนักขึ้น


               “ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ” ตอบตามความจริงเท่าที่ตัวเองจะนึกออก แต่นี่ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แม่ที่โง่เขลาและไม่เคยฟังโทรุยังคงถามเพื่อเค้นเอาคำตอบที่ถูกใจเธอให้ได้ เขาเริ่มปวดหัว แม่ไม่คิดบ้างเหรอว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้


               โทรุไม่สามารถอธิบายอารมณ์ของตัวเองตอนนี้ได้แล้ว ทุกอย่างรวนไปหมด นี่ควรเป็นเช้าหน้าร้อนที่สดใส เขาควรตื่นมาเตรียมตัวไปโรงเรียน สูดลมหายใจลึกแล้วขอบคุณที่ตัวเองยังมีชีวิต พูดคุยเรื่องสนุกๆกับเพื่อน และกินข้าวกล่องที่แฟนสาวสุดน่ารักทำมาให้ แต่เพราะแม่ แผนการจึงเละไม่เป็นท่า


               สถานการณ์ยุ่งเหยิงวุ่นวาย บรรยากาศกดดันและตึงเครียด แต่เขาก็ยังด้านชา



        ตู้ม



               นิ่ง



               ไม่ใช่เสียงระเบิดอย่างในฝัน แต่เป็นเสียงของความรู้สึก แตกเป็นชิ้นเล็กๆ เศษเสี้ยวของมันลอยตัวปะปนอยู่กับอากาศ ว่างเปล่า ว่างเปล่าเหมือนตัวเขาเอง หลับตาลง จิตใจสงบลงหลังจากพบคำตอบ ใช้หลังมือปาดน้ำตา และบอกกับตัวเองในใจว่าหลังจากนี้เขาจะได้ออกนอกบ้านเพื่อไปโรงเรียน จะหลุดพ้นจากบรรยากาศอึดอัด เขาจะมีความสุข เพราะฉะนั้น ร้องไห้ตอนนี้ก็คงไม่เป็นไร


               ไม่ใช่แค่น้ำตาไหลไม่รู้ตัวอีกต่อไปแล้ว โออิคาวะ โทรุ ร้องไห้ออกมาจากเบื้องลึกของหัวใจเพราะความเครียดที่แม่ของเขาสร้างขึ้น



               จริงๆแล้ว...ผมอาจจะกำลังเศร้าอยู่ก็ได้



               หรืออาจจะเป็นเพราะความย้อนแย้งของตัวเอง

 







? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #1 ♕'ƒ (@FOXXOSWAG) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 09:46
    พลอตเรื่องน่าสนใจมากเลยค่ะ โทรุในเรื่องแอบมีความเป็นเด็กมีปัญหานิดๆ ขีดกรอบตัวเองกับแม่เหมือนวัยต่อต้าน แต่พออ่านมาถึงตรงที่บอกว่าตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นเลยถูกสั่งไม่ให้ล็อกประตูทำให้เราเริ่มคิดว่าเด็กนี่ไม่ใช่แค่มีปัญหาธรรมดาๆแน่นอน 55555 อยากรู้แล้วว่าโทบิโอะจะโผล่มาอยู่ในบทบาทไหนแล้วเกี่ยวอะไรกับสงคราม1945 ปกติชอบพีเรียด/สงคราม/การเมือง อยู่แล้ว พอมาเจอฟิคคู่ที่ชอบเลยปาใจใส่รัวๆเลยค่ะ ติดตามนะคะ ><
    #1
    0