SF / OS• allhao

ตอนที่ 2 : seokhao • best friend zone forever (ft.gyuhao)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    7 ม.ค. 63





“โลกนี้มีความสัมพันธ์อยู่แบบนึง ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว เราจะออกจากมันได้ยากที่สุด”


ครับ มันคือความสัมพันธ์แบบเฟรนด์โซน แต่ถ้าพูดแบบนั้นมันก็อาจไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมคงต้องเรียกมันว่า เบสเฟรนด์โซน หรือจะให้ดีก็คงต้องบอกว่าเป็น เบสเฟรนด์โซนฟอเอเวอร์ เลยดีกว่า

ตั้งแต่จำความได้ พวกเราก็มีกันสามคนมาตลอด บ้านพวกเราสามคนอยู่ติดกัน บ้านมินกยูอยู่ปากซอย ต่อมาก็บ้านของหมิงฮ่าว และใช่ครับ บ้านของผมเอง พ่อแม่ของพวกเราก็สนิทกัน มีอะไรก็เรียกหากันตลอด ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด กินเลี้ยงปีใหม่เทศกาลต่างๆ พวกเราก็จะมาพบปะกันที่บ้านของใครคนใดคนนึงเพื่อจัดงานเลี้ยงเสมอ

และแน่นอนครับ บ้านหลังที่พวกเรามักจะไปบ่อยที่สุดก็คือบ้านของหมิงฮ่าวนั่นแหละ ด้วยความที่บ้านของหมิงฮ่าวนั้นเป็นครอบครัวชาวจีน ที่ย้ายเข้ามาทำงานที่เกาหลี ทั้งบ้านเลยมีกันแค่สามคนคือคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็หมิงฮ่าว ซึ่งส่วนใหญ่ในวันเสาร์อาทิตย์พ่อของหมิงฮ่าวก็จะออกไปทำงาน ส่วนแม่ของหมิงฮ่าวที่เป็นแม่บ้านก็จะออกไปหาอะไรทำ เช่นเรียนทำขนมบ้าง แบบนั้นแหละ

ไอ้ตอนแรกก็คิดว่าพวกเรารักกันแบบเพื่อนที่สนิทใจกันจริงๆอยู่หรอกนะ แต่นานวันเข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าหมิงฮ่าวแม่ง โคตรน่ารักเลยวะ ทั้งกิริยาท่าทางอ้อแอ้โดยไม่รู้ตัว สำเนียงเกาหลีที่ดูจะแปลกๆหน่อยเพราะคนที่บ้านมักจะใช้ภาษาจีนพูดคุยมากกว่า ไหนจะหูเอลฟ์กับลูกตากลมๆนั่นอีก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเก็บมันไว้ดูเองคนเดียวสักครั้ง

และเรื่องราวของสามเบสเฟรนด์โซน(ปลอม)ฟอเอเวอร์นั้นก็เริ่มคืนในตอนนั้น พวกเราอยู่ม.3 มาฉลองการสอบติดเรียนต่อม.4ของเรา มันคือวันที่ฝนตก เราสามคนนัดกันมาดูหนังที่บ้านของหมิงฮ่าว ดูไปดูมาไอ้ตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงกลางก็ดันผล็อยหลับมาซบผมซะงั้น เหลือแต่ผมกับมินกยูที่ยังมีสติดีอยู่ ณ ตอนนั้นหัวใจผมมันก็เต้นไม่เป็นจังหวะ เหมือนกำลังจะตายเลย พอได้เห็นใบหน้าของหมิงฮ่าวใกล้ๆกับสัมผัสจากแก้มนุ่มๆที่พาดอยู่บนไหล่ของผม มันทำให้ผมจะบ้าตายอยู่แล้ว แต่เชยชมใบหน้าน่ารักนั้นได้ไม่ทันไร ก็รู้สึกเหมือนมีสายตาอาฆาตกำลังจ้องมองอยู่

ใช่แล้วครับ มินกยูที่นั่งอยู่ข้างหมิงฮ่าวอีกฝั่งกำลังจ้องผมอยู่ แววตาดูค่อนข้างที่จะไม่พอใจสักนิด และแล้วจู่ๆ ไอ้มินกยูมันก็พูดคำบางคำออกมาที่ผมคิดว่ามันควรจะเป็นผมคนเดียวเท่านั้นที่คิดแบบนี้



“กูชอบหมิงฮ่าวหวะ”

“ห้ะ อะไรนะ”

“กูชอบหมิงฮ่าว”




ไอ้สัส พูดได้หน้าตายมาก หมิงฮ่าวขยับตัวเล็กน้อยเพราะอาจรู้สึกได้ถึงเสียงดังเมื่อสักครู่ ผมเลยค่อยๆลูบหัวให้อีกฝ่ายหลับไปอีกครั้ง

“ตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้

“ไม่รู้ ม.1มั้ง”



โถ ไอ้บัดซบ กูชอบก่อนมึงอีกโว้ย




“อาฮะ แล้ว”

“มึงก็ชอบหมิงฮ่าวใช่มั้ย” ไอ้มินกยูถามผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าไอ้ที่พูดออกมาหนะ ไม่ได้กำลังกล่าวถึงผมและคนที่ซบไหล่ผมอยู่สักนิด

“อ...อืม”

“โอเค” ว่าจบมินกยูก็หันกลับไปดูหนังบนจอต่อ ถึงแม้มันจะจบไปแล้วก็เหอะ แต่ เหี้ย ไร ของ มันวะ จู่ๆก็มาสารภาพรักแล้วยังมาถามอะไรแปลกๆ เสร็จแล้วก็ตีหน้าตายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อะไรวะ” ผมถาม

“หือ?”

“เมื่อกี้”

มินกยูมองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะเริ่มยกยิ้มแล้วหัวเราะ “อะไร”

“กูสิต้องถามมึงว่าอะไร”

“โอเคซอกมิน ฟังนะ มึงรู้จักไอ้รุ่นพี่วอนอูมือกลองวงดนตรีโรงเรียนใช่ป้ะ ไอ้ที่หน้าเหมือนแมวดุๆหน่อยหนะ”

“อาฮะ”

“เมื่อสองวันก่อน หมอนั่นมาบอกฉันว่าให้ช่วยจีบหมิงฮ่าวหน่อย แต่รู้อะไรมั้ย หมิงฮ่าวก็ยืนอยู่แถวนั้นแล้วก็แอบฟังอยู่ พอไอ้รุ่นพี่วอนอูเดินออกไป หมิงฮ่าวก็วิ่งเข้ามาบอกกู...”

“ว่า”

“ว่าหมิงฮ่าวก็ชอบไอ้รุ่นพี่วอนอูนั่นเหมือนกันไง

เอาหละครับ หัวใจของไอ้ซอกมินตอนนี้เหมือนหยุดเต้น อกหักหรอ ก็ไม่เชิง

“มึงว่าไงนะ”

“ก็อย่างที่พูด ทีนี้มึงก็เลิกหวังได้ละ ถึงยังไง ไม่ว่ากูหรือมึงก็คงไม่มีวันได้เป็นมากกว่าเพื่อนกับหมิงฮ่าวหรอก”













ตั้งแต่คืนนั้น ผม ก็ไม่เคยมีความคิดที่อยากจะสารภาพหรือบอกความรู้สึกให้หมิงฮ่าวฟังอีกเลย มินกยูเองก็เช่นกัน ถึงแม้หลังจากนั้นพวกเราจะแอบตีกันเองในเรื่องของอาการหึงหวงคนตัวเล็กที่สุดแสนจะใสซื่อนี่อยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงอะไรหรอก ตัวอย่างเช่นเวลาที่เดินมาด้วยกันสามคน ก็แอบมีทุบหลังกันนิดหน่อยเวลาที่ใครสักคนมันเนียนโอบเอวของหมิงฮ่าว ซื่งแน่นอนแหละว่านั่นเป็นมินกยูที่โดนทุบเสียส่วนใหญ่ ไหนไอ้คนที่มันบอกให้เลิกหวังวะ


เราสามคน ไม่สิ สองคน นั่งเฝ้าดูการเติบโตของหมิงฮ่าวเหมือนกับเลี้ยงมากับมือ ก็ไอ้ตัวเล็กมันน่ารักซะขนาดนั้น ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง เพื่อน ก็เข้ามาจีบไม่ขาดสาย(ถึงแม้หมิงฮ่าวนั้นจะคบกับรุ่นพี่วอนอูจากโรงเรียนเก่าอยู่ก็เหอะ)วันวาเลนไทน์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใต้โต๊ะกับล็อคเกอร์ทะลักเป็นประจำ



ผมเองก็พอใจแหละ กับการที่จะต้องอยู่ในสถานะแบบนี้ หมิงฮ่าวก็ย้ำเหลือเกินว่าเราสามคนหนะเป็นเพื่อนรักกัน เพราะนอกจากพวกผมหมิงฮ่าวก็ไม่ได้สนิทกับใครแล้ว หมายถึง สนิทกันมากเป็นพิเศษ พวกเราสามคนอยู่ห้องเดียวกันตลอด แอบกระซิบว่าขนาดตอนจะสอบม.4 ผมกับไอ้มินกยูที่เรียนโคตรบ๊วยนะ นั่งอ่านหนังสือกันแทบตาย จนสุดท้ายก็ได้มาเรียนกับหมิงฮ่าวสมใจอยาก




แต่คนเรามันไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไปได้หรอก พวกเราต่างก็เลือกสายการเรียนมหาลัยที่แตกต่างออกไป หมิงฮ่าวอยากเป็นอัยการ และผมก็เชื่อว่ายังไงไอ้ตัวเล็กของผมก็ต้องสอบติดอยู่แล้ว ส่วนมินกยูก็อยากเป็นสถาปัต ยื่นพอร์ตรอบผลงานเข้า ส่วนผมเองก็มีความฝันที่แตกต่างออกไป ผมเลือกเรียนนิเทศศาสตร์สาขาภาพยนตร์ แต่เรื่องมันก็น่าเศร้านิดหน่อยที่มหาลัยที่ผมติดกับที่มินกยูและหมิงฮ่าวติดหนะ มันเป็นคนละที่กัน

“กูจะดูแลหมิงฮ่าวเอง” มินกยูบอกกับผม ในวันที่ผมกำลังจะเดินทางไปบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดทางภาคเหนือ

เราสามคนบอกลากัน หมิงฮ่าวร้องไห้ฟูมฟายใหญ่เลย เพราะรู้ว่านานๆทีผมจะได้กลับมาเจอกัน เพราะผมเองก็มีญาติอยู่ที่จังหวัดนั้นอยู่แล้ว

ผมลูบหัวหมิงฮ่าว และให้คำสัญญาว่าจะกลับมาให้ได้ทุกครั้งที่ว่าง เราสามคนโบกมือลากัน












แต่ผมก็ไม่ได้กลับมาเจอกับหมิงฮ่าวและมินกยูอีกเลย











ช่วงแรกๆเราก็ติดต่อกันตามปกติ แต่หลังจากที่คุณยายของผมที่อาศัยอยู่ด้วยท่านป่วย หลังเลิกเรียนผมก็ต้องไปที่โรงพยาบาล คอยดูแลท่านมาตลอดห้าปี ไหนจะหมิงฮ่าวและมินกยูที่ต่างก็เรียนหนักไม่แพ้กัน เราสามคนจึงไม่มีโอกาสได้มาพบกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเลยสักครั้ง มีแชทหากันบ้างแต่ก็ไม่ค่อยได้มาตอบเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกว่าผมนั้นโคตรยุ่ง

แต่แล้ววันนึงก็มีสายเข้า ผมเมมรายชื่อนั้นไว้ด้วยอิโมจิกบสีเขียว และก็ไม่ต้องเดานะว่าผมรับสายภายใน 1 วินาที




“สวัสดีครับ ซอกมินพูดครับ”

“ซอกมิน หมิงฮ่าวเองนะ” เสียงหวานๆของคนตัวเล็กที่ไม่ได้ยินนานแล้วเอ่ยบอก

“หมิงฮ่าว ว่าไง คิดถึงหละสิ”

“ใช่ คิดถึงมาก ซอกมินทำอะไรอยู่”

“กำลังกวาดบ้านอยู่อะ”

“อ๋อออ ได้ข่าวมาว่าคุณยายไม่สบายนี่ ท่านดีขึ้นรึยัง”

“หมอก็บอกว่าดีขึ้นแล้วนะ หมิงฮ่าวหละ เป็นไงบ้าง เราไม่ได้โทรหาเลยอะ”

“ก็ยุ่งๆแหละ ยิ่งช่วงใกล้สอบยิ่งยุ่ง เราเองก็ไม่ได้โทรหาซอกมินเหมือนกัน ขอโทษนะ”

“เห้ยๆ ไม่เป็นไรหรอก”

“ที่นั่นหนาวมั้ย เค้าบอกว่าทางเหนือช่วงนี้กำลังหนาวเลย”

“ก็ไม่เท่าไหร่นะ สงสัยชินแล้วมั้ง”

“จริงๆถ้าว่างก็อยากจะไปเล่นด้วยอยู่นะ แต่มันไกลมากเลย คงต้องเดินทางเป็นวัน”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่โทรมาหาก็ดีใจแล้ว”

“แหนะะะะ เอ้อ มีอีกเรื่องนึงที่จะบอก ซอกมินต้องดีใจมากๆเหมือนกันแน่ๆเลย”

“หืม? เรื่องอะไรหรอ” ซอกมินวางไม้กวาดและที่ตักผงพิงไว้ ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาเพื่อตั้งใจจะฟังที่คนตัวเล็กบอก





“ก็... เรากับมินกยูจะแต่งงานกัน”





“ห้ะ” ซอกมินขานรับเบาๆเพราะคิดว่าคนตัวเล็กนั้นล้อเล่น

“อื้ม จริงๆตั้งใจจะบอกหลายรอบแล้วแหละ คิดไว้วาเรียนจบปุ๊บจะแต่งเลย คุยกับทั้งคุณพ่อคุณแม่ไว้แล้ว”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่หรอ หมายถึง ที่คบกัน”

“ตอนปีสอง”ปลายสายหัวเราะเสียงใส “มินกยูมาสารภาพรักกับเรา บอกว่าชอบเรามาตั้งนานแล้ว”

“แล้วหมิงฮ่าวก็ชอบมินกยูเหมือนกันหรอ”

“อื้ม ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจหรอก แต่พอได้ลองคบดูแล้ว มินกยูดูแลเราดีจริงๆนะ เขินจังที่ต้องมาเล่าอะไรแบบนี้ให้ซอกมินฟัง” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

“อ่า ดีแล้วแหละ ยินดีด้วยนะ” ซอกมินยิ้ม ถึงแม้รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวันเห็นมันก็ตาม

“ขอโทษนะที่บอกช้าไป แต่ว่าอยากเซอร์ไพรส์หนะ การ์ดแต่งงานปลายปีเราจะส่งไปให้ทางไปรษณีย์ ไม่อยากพูดแบบนี้เลย แต่ซอกมินต้องมาให้ได้นะ เราบอกมินกยูแล้วว่าซอกมินจะต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวฝั่งเรา” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ได้อยู่แล้วครับ”

“อ้ะ แค่นี้ก่อนนะ เหมือนแกร๊บฟู้ดจะมาส่ง ไว้คุยกันใหม่นะ คิดถึงเสมอเลยนะ ซอกมิน”

“อื้ม คิดถึงเหมือนกัน” แล้วสายก็ตัดไป ซอกมินเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ เงยหน้ามองกรอบรูปที่ตั้งอยู่เหนือทีวี












ลืมมันไปเถอะนะครับ ไอ้ความสัมพันธ์เบสเฟรนด์ฟอเอเวอร์ที่บอกว่ามีกันสามคนหนะ




เพราะผมเองก็เข้าใจผิดมาตลอดเหมือนกัน




แต่ก็เข้าใจแล้วหละครับ ว่า เบสเฟรนด์โซนฟอเอเวอร์ หนะ มันมีแค่ผมคนเดียว







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น