SF / OS• allhao

ตอนที่ 1 : wonhao • ทิวาบนราตรี [DAY ON NIGHT]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ต.ค. 62

ถ้าหากโลกนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่สุขประกายอยู่บนท้องฟ้า 

ตัวผมเองก็อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเขาคนนี้เช่นกัน



ทิวา : วอนอู

ราตรี : หมิงฮ่าว






 ท้องฟ้าในยามค่ำคืนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยมากกว่ายามกลางวันเป็นไหนๆ แสงไฟที่ดูเหมือนว่ากำลังสว่างขึ้นทุกทีข้างถนนกำลังบ่งบอกว่ารอบข้างตัวมันมืดมนมากเพียงใด แต่เชื่อเถอะว่าในเวลาแบบนี้สิ่งที่มืดมนที่สุดน่าจะเป็นตัวผมเองมากกว่า อะไรจะตลกไปกว่าการที่เกิดมาเป็นเด็กกำพร้ายังไม่พอ ครอบครัวที่เข้ามาอุปการะยังประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตยกครัวอีก แต่ก็เอาเหอะ ยังไงซะพวกท่านก็มีบุญ ชาติหน้ามีจริงก็ขออย่าให้ได้มาพานพบกับตัวเส็งเคร็งแบบผมอีกเลย 




ผมใช้ไฟแช็กที่ใกล้หมดเต็มทีจุดบุหรี่ในมือก่อนจะส่งมันเข้าปากไป ถ้าเป็นแต่ก่อน หมายถึง เมื่อ 10 ปีก่อน ในเวลานี้ผมอาจกำลังนอนอยู่บนเตียงหนานุ่ม แล้วมีแม่บุญธรรมที่เปรียบเสมือนนางฟ้าของผมก้มลงจูบที่หน้าผากแล้วบอกกับผมว่า ฝันดี แต่ก็อย่างว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นานจนแทบจะจำไม่ได้เลยหละ







ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ผมเดินไปมาอยู่บนถนนเปล่าเปลี่ยวเส้นนี้ เพราะมันไม่มีจุดหมายปลายทางหรือเส้นชัย ผมแค่เดินไปอย่างนั้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับตัวผมที่เก่งกาจสามารถใช้ชีวิตเฮ็งซวยนี้มาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ยังไม่ทันไร การเฉลิมฉลองของผมก็กลับถูกรบกวนเข้าให้เสียแล้ว




เสียงอุ้งเท้ากระทบลงกับร่างกายของคน ผมหมายถึงร่างกายจริงๆ มันดังกระแทกอึกอักน่ารำคาญ ผมตัดสินใจเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากจะโดนเท้าเหล่านั้นยีย่ำลงบนใบหน้าเหมือนกัน ผมทำเป็นมองไม่เห็นมันแล้วเดินผ่านไปแบบเงียบๆ แต่บัดซบ เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่ออยากรู้อยากเห็น เหมือนกับอีฟที่โดนงูปีศาจชักจูงให้สนใจในผลไม้แห่งปัญญาจนต้องถูกลงโทษ  


ช่างเป็นมนุษย์ผู้โง่เขลาเสียจริง อ่า..ผมหมายถึงผมเอง




สอดสายตามองลอดช่องว่างระหว่างขาของกลุ่มคนสองสามคนที่กำลังสนุกกับการกระทืบเท้าอันโสโครกลงบนร่างกายของคนๆนึงอยู่ อีกแค่ไม่กี่ก้าวผมก็จะผ่านพ้นมันไปได้อย่างง่ายดายแล้ว ถ้าหากคนที่กำลังนอนให้เท้าโสโครกเหล่านั้นย่ำยี่อยู่ไม่ใช่ดาวฤกษ์ของผม


‘พี่ทิวา’ 


สติขาดผึง เพราะลมผีหอบอันใดไม่อาจทราบได้ ผมพุ่งตัวเข้าไปทำลายกลุ่มคนเหล่านั้นก่อนจะก้มลงพยุงร่างของคนบนพื้นขึ้นมา เสียงของคนๆนึงกร่นด่าผมว่าแส่ไม่เข้าเรื่อง แต่ก็มีอีกเสียงที่ห้ามปรามแล้วบอกให้รีบวิ่งหนีไปจะดีกว่า






























“ราตรี” 


เสียงทุ้มต่ำที่ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่ดังขึ้น แต่ผมยอมรับมันได้เพราะมันคือเสียงเรียกของบุคคลที่ผมพึ่งได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อน


“ตื่นแล้วหรอ ขอโทษด้วยนะที่ห้องนี้มันอาจดูโสโครกไปหน่อย ถ้าพี่ทนไม่ไหวก็โทรให้คนที่บ้านมารับ หรือจะโทรแจ้งตำรวจก็ได้ อย่างน้อยให้ผมไปนอนในคุกก็ยังมีข้าวกินฟรี” 


พูดพลางใช้มือบิดผ้าสีขาวชุบน้ำที่เตรียมไว้


“ขอบคุณมากนะ”


 พระอาทิตย์ของผมยิ้ม


ให้ตายเถอะ ตอนนี้ใบหน้าของผมมันเห่อร้อนไปหมดแล้ว ดาวฤกษ์สุกสว่างที่ผมเฝ้ามองมันมาตลอด กำลังส่งยิ้มมาให้กับผมอย่างอ่อนโยน ถึงแม้ผมจะไม่ได้มองมันเพราะไม่อาจต่อสู้กับแสงอันเจิดจ้านั้นได้ไหวก็ตามที


เจ้าของร่างบนเตียงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขากวาดสายตามองไปรอบๆห้องนอนชั่วคราวของผม ในใจคงกำลังรู้สึกขยะแขยงและโสโครกอยู่ละสิ ขอโทษแล้วกันที่พาไปในที่ที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ก็ใครมันจะกล้าแบกหน้ากลับไปยังบ้านที่ครอบครัวเค้าเสียทั้งครัวหละ จริงมั้ย?


“บ้านราตรีหรอ”


“แล้วคิดว่าไงหละ?”


 ใจจริงก็อยากจะตอบให้ดูน่าฟังกว่านี้นะ แต่ปากเจ้ากรรมมันดันไม่เห็นด้วยหนะสิ


“ปล่าว พี่แค่จำได้ว่าบ้านเราไม่ใช่แบบนี้”




จำได้หรอ จำได้จริงดิ อย่ามาใช้คำว่าจำได้เลย พวกผู้ดีก็เก่งแต่จะสรรหาคำพูดสวยหรูมาประดับให้ดูมีระดับก็แค่นั้นแหละ คนอย่างเขามันน่าจดจำอะไรกัน ก็แค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ โดนตราหน้าว่าเป็นตัวซวย ทำให้ครอบครัวเขาต้องตาย แล้วอยู่กินใช้ทรัพย์สมบัติของเขาที่ตกทอดมาถึง แต่คนอย่างผมหนะมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ทำแบบนั้น อย่างน้อยเลือกหนีออกมายังดีกว่า ถึงจะดูโง่เง่าไปหน่อย แต่ก็ขอบคุณที่ไม่ได้ยินเสียงน่ารำคาญเหล่านั้นอีก













“ราตรีมาทำอะไรแถวนี้หรอ”




  ถามโง่ๆ สถานที่อโคจรแบบนี้ จะให้มาปลูกสวนดอกไม้มั้ง เป็นตัวเขาเองต่างหากที่ต้องถามผู้เป็นพี่ว่ามาทำบ้าอะไรแถวนี้



“พี่นั่นแหละ มาทำอะไร”



“พี่หรอ...ไม่รู้สิ” 


พระอาทิตย์ของผมเงยหน้าขึ้นจ้องมองแสงไฟที่สาดส่องลงมาจากเหนือหัว มันเหมือนการต่อสู้ระหว่างแสงไฟจากธรรมชาติกับแสงไฟปรุงแต่ง ว่าใครกันแน่ที่มอบแสงสว่างได้ดีกว่ากัน


“ถ้าไม่รู้คราวหลังก็ไม่ต้องมาอีก พี่คาดไม่ถึงหรอกว่าแถวนี้หนะมันอันตรายแค่ไหน”


“อันตราย หมายถึงแบบที่พี่โดนมาใช่มั้ย” 


เขายิ้ม พร้อมกับชี้นิ้วไปยังรอยแตกที่ปาก


“อือ”


บนโลกนี้มันยังมีสิ่งไหนที่สามารถส่องประกายอยู่ได้ตลอดเวลาแบบนี้อีกรึเปล่า ผมไม่รู้ว่าจะยังสามารถเปรียบเทียบเขาเป็นพระอาทิตย์ได้อีกต่อไปหรือเปล่าเพราะขนาดดวงจันทร์ยังไม่สามารถบดบังความสว่างสไวที่เขามีได้เลย


“ราตรียังไม่ตอบพี่เลยนะ ว่ามาทำอะไรที่นี่”


บ้าเอ้ย จะเอาคำตอบให้ได้เลยใช่มั้ย ต้องการอะไรหละ จะให้ตอบว่า ผมเดินทางมาที่นี่เพื่อโด๊ปยา สูบบุหรี่ เมา ซื้อผู้หญิง หรืออะไรทำนองนี้หรอ




“ไม่ใช่เรื่องของพี่ละกัน”


ส่งยิ้มยียวนตอบกลับมาทั้งๆที่แผลมุมปากยังไม่ดีขึ้นเลยจากตอนแรกด้วยซ้ำ




“พี่อิจฉาราตรีจัง”


อิจฉา? อิจฉาทำไม? คนอย่างไอ้ราตรีมันน่าอิจฉาตรงไหนกัน


“เพราะราตรีกล้าหาญ”


กล้าหาญ? เขาเนี่ยนะกล้าหาญ ให้โอกาสกลับไปคิดใหม่สักร้อยรอบเลยละกัน ถ้าเขากล้าหาญจริง ป่านนี้คงยอมออกไปเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ต้องมาทำตัวเส็งเคร็งแบบนี้หรอก


“ขอบคุณครับที่ชม แต่พี่ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า”


“ไม่รู้หรอ? งั้นราตรีก็สอนพี่สิ สอนพี่ทุกอย่างที่ราตรีรู้”



ทั้งห้องเงียบสงบ ผมวางมือจากการบิดผ้าสีขาวซ้ำไปซ้ำมาที่ทำไปเพียงเพราะมืออยู่ไม่สุขก็แค่นั้น ดวงอาทิตย์ของผมกำลังจ้องมองมายังผม พี่ทิวาไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรเล่นๆ แต่เอาเข้าจริงกับคำพูดเมื่อกี้หนะ ผมเองก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่ากำลังหมายถึงอะไรอยู่




“อย่ามาเล่นตลกหน่อยเลย โทรบอกคนของพี่มารับเสียที ผมจะได้พักผ่อน”



“ตลกหรอ ราตรีคิดว่าพี่พูดเล่นใช่มั้ย” 




ผู้พูดหัวเราะในลำคอเล็กน้อย

ก่อนจะก้าวขาลงจากเตียง แล้วเดินมาใกล้ตัวของเขามากขึ้น พยายามไม่มองตรงไปยังต้นเสียงเพราะดวงตาอันน่าเวทนาของเขาอาจถูกแสงสว่างแผดเผาก็เป็นได้










เซ็กส์ บอกพี่ได้หรือเปล่าราตรี ว่ามันรู้สึกอย่างไร”

























แสงไฟปรุงแต่งจากเพดานห้องที่ส่องประกายอยู่ บัดนี้ได้ดับลง เหลือเพียงแต่แสงที่ออกมาจากตัวของดาวฤกษ์บนดิน หมายถึงดาวฤกษ์ที่มีเพียงผมมองเห็นอยู่คนเดียว ดาวฤกษ์ที่สว่างไสวเสมอแม้นัยน์ตานั้นจะมืดมนเพียงใด


เตียงไม้เส็งเคร็งนี่อาจไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก แต่ใช่ว่าผมจะไม่เคยปฏิบัติภารกิจบนเตียงนี่เลย


“ผมให้พี่ตัดสินใจใหม่อีกรอบ”


“พี่คิดมาดีแล้วราตรี มีแต่ราตรีนั่นแหละ จะตัดสินใจอีกรอบมั้ย”



ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ถ้าหากจะให้เขาถอนตัวออกตอนนี้ก็คงไม่ทัน เพราะกำลังนั่งคร่อมอยู่บนตัวของผู้เป็นพี่ แถมยังถูกสองมือจับเอวรัดไว้อีก หากจะให้เปลี่ยนใจมาปฏิเสธ เขาก็คงจะเสียใจแย่



“ผมไม่เหมือนผู้หญิงหรอกนะ”


ผู้เป็นพี่ยิ้ม ก่อนจะขยับมือที่จับเอวอยู่เลื่อนขึ้นไปประครองใบหน้าของผม



“ขอแค่เป็นราตรีก็พอ”















เสียงของเหล่าวิญญาณในนรกคงจะกำลังกรีดร้องแข่งกับเสียงครางของตัวผมเองและร่างสูงที่นอนอยู่เบื้องล่าง


 มันเจ็บ เจ็บกว่าที่คิดไว้เสียอีก พี่ทิวาไม่เหมือนกับผู้ชายคนอื่นที่เขาเคยเจอ ไม่เลย ไม่เหมือนเลย 

การออนท็อปครั้งแรกของเขา มันแสนสาหัสเหลือเกิน


“ราตรี..ไหวรึเปล่า”


เพราะอาจอ่านสีหน้าของผมออก พี่ทิวาถามด้วยความเป็นห่วง แต่มันดูเป็นการหยามกันไปหน่อยหรือเปล่ากับการถามคำถามแบบนี้กับคนที่มีประสบการณ์มากกว่าคนที่เคยมีเซ็กส์ครั้งแรกอย่างพี่หนะ


เพราะโดนยั่วโมโหด้วยคำถามจากผู้เป็นพี่ ราตรีตัดสินใจขยับกายแรงขึ้น ขาที่สั่นเทาและมือที่วางกดลงบนอกช่วยกันพยุงให้ยกร่างสูงขึ้นแล้วปล่อยตัวลงมาใหม่จนมิด


ดวงอาทิตย์ของเขาไม่พูดไม่จา เขาไม่ได้หลับตาพริ้มเหมือนพวกอ่อนหัดที่ไร้ประสบการแม้มันจะเป็นครั้งแรกของเขา แต่ดูเหมือนว่าพระอาทิตย์ดวงนี้กำลังพยายามที่จะเก็บเกี่ยวความทรงจำอันล้ำค่าเหล่านี้เอาไว้ เขาเอาแต่จ้องมองมาที่เรือนร่างน่าอับอายของผม ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างช่วยจับยกตัวผมขึ้นลงแล้วกระแทกสู้บ้าง



น้ำรักถูกปลดปล่อยออกพร้อมกันโดยที่ไม่มีการเอ่ยบอกใดๆทั้งสิ้น ตัวของผมอ่อนแรงและสั่นระริก ก่อนจะถูกมือหนาของผู้เป็นพี่จับพลิกให้นอนลง




“ราตรี ยังไหวใช่มั้ย”




ผมกลืนคำตอบลงคอก่อนจะหลบสายตาเว้าวอนของผู้เป็นพี่ ช่วยสาบานกับผมอีกรอบได้มั้ยว่านี่คือครั้งแรกของพี่จริงๆ ให้ตายเถอะ


เมื่อไม่มีคำตอบ ตัวเขาก็ไม่รีรอ ทิวาแนบชิดเข้ามาอีกครั้ง จนทำให้ราตรีเผลอกรีดร้องออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะยกมือขึ้นอุดปากเพราะกลัวว่าจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้เป็นพี่เห็น


“ร้องออกมาเลยครับ ราตรี”



กับคนที่ไร้ประสบการณ์แล้วพึ่งโดนกระทืบมาหมาดๆแบบพี่ มีสิทธิ์ในการออกคำสั่งด้วยเหรอ แต่เพราะฤทธิ์ของความสุขสมที่มอมเมา ทำให้ต้องยอมปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย ไม่สนว่าจะสร้างความน่าอับอายให้พระจันทร์เห็นเพียงใด เพราะถึงยังไง ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดก็อยู่ตรงนี้กับผมแล้ว


เราทั้งคู่ปลดปล่อยความสำราญออกมาอีกครั้ง หอบหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนที่พี่ทิวาจะก้มตัวลงจูบผมอย่างอ่อนโยน ผมไม่รังเกียจใบหน้าเปื้อนแผลหรือกลิ่นเลือดคาวๆเหล่านี้ของพี่หรอก ขอแค่เป็นพี่ก็พอแล้ว



ถึงแม้จูบนี้จะรสชาติหวานหอมเพียงใด แต่ให้ตายเถอะ ตัวผมในตอนนี้หนะ ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะแสงที่สว่างจ้าของดาวฤกษ์ดวงเดียวเพียงของผม มันกำลังเฝ้าทำร้ายตัวผมอยู่อย่างไม่รู้ตัว

























ผมกลับมาเดินวนเวียนในสถานที่เดิมซ้ำๆ หลังจากคืนวันนั้นได้เดือนกว่า วันที่ผมมีความสุขที่สุด และเจ็บปวดที่สุดเช่นกัน พี่ทิวาบอกกับผมว่าตัวเขาพึ่งทะเลาะกับแม่มา เนื่องจากถูกจับคู่ให้หมั้นหมายแล้วจะมีกำหนดการแต่งในเดือนหน้า เขาจึงติดสินใจหนีออกจากบ้านมาเพื่อหวังว่าจะทำให้เขารู้สึกดีได้บ้าง แต่เพราะฤทธิ์สุรา ทำให้โชคร้ายไปมีเรื่องกับนักเลงเข้า เลยเป็นอย่างที่เห็น แต่ก็โชคดีด้วยที่บังเอิญได้เจอกับผม พี่ทิวายังบอกอีกว่า ตัวเขาสับสนในตัวเองมาอย่างยาวนานแล้วว่าแท้จริงเขาชอบเพศไหนกันแน่ แต่อย่าพึ่งคิดเข้าข้างผมไปไกลหละ นั่นก็ไม่ใช่ผมหรอกที่พี่ทิวาชอบ แต่เป็นเพื่อนสนิทของพี่เค้าต่างหากหละ มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นักที่อย่างน้อยผมก็ได้ร่วมรักกับคนที่ผมเฝ้ามองมาตลอด ถึงแม้เขาจะไม่ได้มองผมด้วยความรู้สึกแบบเดียวกันเลย




ผมยังคงเดินก้มหน้าไปเรื่อยๆ โดยมีแสงไฟข้างถนนเป็นตัวนำทาง พอมาคิดดูแล้ว มันก็คล้ายคลึงกับคืนนั้นเหมือนกันนี่ ตัดสินใจล้วงเอาบุหรี่ในกระเป๋าขึ้นมาเพื่อหวังจะสูบมันอีกครั้งหลังจากพึ่งดับอีกมวนไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินใครบางคนเรียกชื่อ



“ราตรี”



อ่า.. เสียงนี้อีกแล้วหรอ เสียงที่เคยทำให้ผมต้องจมดิ่งไปกับความเจ็บปวดที่ไม่สามารถครอบครองอะไรได้เลย แต่ในขณะเดียวกัน ก็กับสุขสมไปกับความรักปลอมๆที่แต่งขึ้นผ่านภาษากายที่มอบให้กัน




“ไม่เจอกันนานเลยนะ ลืมพี่ไปแล้วรึยัง”



ผมหยุดนิ่งก่อนจะเก็บซองบุหรี่กลับคืนไปที่เดิม คนตรงหน้าของผมดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าแต่ก่อนนิดหน่อย แต่สิ่งเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยนคือแววตามืดมนผิดกับแสงสว่างที่ปล่อยออกมารอบกายเขา แสงสว่างที่มีผมเห็นเพียงคนเดียว



“แค่จะมาบอกว่า อีกสองวันพี่ก็จะแต่งงานแล้ว”



“โชคดีนะครับ”



“แค่นั้นเองหรอ แย่จัง พี่ว่าจะมาชวนเราไปงานแต่งด้วยแหละ แต่เราคงไม่อยากไป


อืม แล้วก็ ราตรี.... ขอบคุณนะ”



พระอาทิตย์ของผมยิ้ม รอยยิ้มครั้งนี้ดูสว่างไสวกว่าครั้งไหนๆ เพราะอันที่จริงมันอาจเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ผมได้รับแล้วก็ได้ 






“หลังจากแต่งงาน พี่จะย้ายไปอยู่โซล”



บัดซบ หมอดูสำนักไหนๆก็คงไม่แม่นเท่ากับผม ณ เวลานี้แล้วหละ





“พี่ซื้อบ้านไว้ แล้วคิดว่าถ้ามีลูก เราก็จะอยู่ที่นั่นแบบถาวรเลย”



ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี กับจังหวัดเล็กๆไม่พัฒนานี่ ถึงอยู่ไปก็คงไร้ประโยชน์ สู้ให้พี่ไปมีชีวิตใหม่ในเมืองก็คงจะดีกว่า


“พี่อยากให้เบอร์ติดต่อกับเราไว้เผื่อว่า..”


“พี่ไปเถอะ”


ผมพูดขัดขึ้น มันคงจะดีซะกว่าถ้าการบอกลามันคือการบอกลาจริงๆ ไม่ใช่ถูกเอ่ยขึ้นเพื่อปลอบใจใครสักคนว่าอย่างน้อยก็ได้กล่าวคำลาแล้ว


แล้งพระอาทิตย์ของผมก็ยิ้ม อีกครั้ง มันยังคงสว่างอยู่เหมือนเดิม เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้กับผมมากขึ้น แสงว่างที่เจิดจ้าทำให้ผมต้องหลับตาลงเพราะไม่สามารถต่อสู้กับมันได้


ความรู้สึกอ่อนนุ่มถูกวางทาบลงบนริมฝีปาก มันอบอุ่นยิ่งกว่าตอนยืนตากแดดในหน้าหนาวเพื่อหวังให้ริมฝีปากที่สั่นอยู่สงบลง มือที่ถูกโอบกอดไว้ด้วยกัน มันอบอุ่นมากกว่าครั้งไหนๆ ราวกับกำลังยืนอยู่ในกองไฟที่ถูกสุมขึ้นในยามกลางคืนเพื่อต่อสู้กับลมหนาว








ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสว่างที่ผมพ่ายแพ้ให้กับมันมาตลอด บัดนี้ผมมีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับมัน ถึงแม้มันอาจทำให้ผมต้องตาย แต่อย่างน้อยครั้งนึงในชีวิตผมก็มีโอกาสได้เห็นมันชัดๆสักครั้ง



 และอย่างที่บอก ถึงแม้มันจะทำร้ายผม 



แต่ผมก็ยินดี








END -


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Sa-banee (@Sa-banee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 13:39
    หน่วงจังเลย5555555555555แต่แต่งสนุกดีค่ะชอบๆๆๆๆ
    #1
    1
    • #1-1 8sang (@8sang) (จากตอนที่ 1)
      6 ตุลาคม 2562 / 15:41
      ขอบคุณค่ะ 💕????
      #1-1