พลั้งใจให้รักร้าย (รีอัป)

ตอนที่ 72 : ตอนที่ 7 เข้าโรงแรม 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 431
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

   กว่าที่ชนาพัทธ์จะพาเธอออกจากโรงแรมมาได้ก็เวลาปาไปเกือบทุ่มหนึ่ง เธอเหนื่อยจนไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้แต่ตัวเขาไม่รู้ว่าเอาพลังงานมากมายมาจากไหนอุ้มเธอไปอาบน้ำแต่งตัวให้จนเธอหายเหนื่อยหายง่วงขึ้นมาบ้าง ถ้าเธอไม่ห้ามเขาก็คงอุ้มเธอมาถึงลานจอดรถของโรงแรมแล้วล่ะ

“วิวหิวหรือเปล่า?” เขาถามเธอขณะขับรถออกมาจากโรงแรม ตอนที่อยู่ในห้องรูมเซอร์วิสมาส่งเขากับเธอก็แทบจะไม่มีเวลาแตะอาหารเลย คงมีแต่เขานั่นล่ะที่พักยกไปจิบเบียร์เย็นๆสบายใจเฉิบ

“ไม่หิวมั้งคะ?” ชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มให้กับวาจาประชดประชันของเธอ

“เดี๋ยวพี่พาแวะกินชาบูก่อนดีไหม” เขารู้ใจว่าเธอชอบกินอาหารแบบต้มร้อนๆ

“ไม่ต้องหรอกค่ะ”

“แวะดีกว่าพี่เองก็หิว”

“ก็ไหนว่าอิ่มคะ”

“ไม่อิ่มหรอก ถ้ากินวิวกินยังไงก็ไม่อิ่ม” พูดถึงเรื่องอะไรคนเจ้าเล่ห์ก็ยังวกเข้ามาเรื่องเดิมได้อยู่ดี

“พี่ไวน์ วิวกลัวแม่ว่าเรากลับค่ำ” วรณิกาบอกเขาถึงเรื่องที่กำลังกังวล เพราะกลัวมารดาเกิดความสงสัยถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่เขากับเธออยู่ด้วยกันสองคนไม่ว่าจะกับบ้านดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนก็ไม่มีใครว่าได้เพราะอยู่กันแค่สองคน

“เดี๋ยวพี่ตอบคำถามน้าวรรณกับพ่อเอง”

“พี่จะตอบยังไง”

“ก็ตอบตามความจริง” เขาแกล้งหยอกเธอเข้าให้ เพราะชอบเวลาที่เธอทำหน้าตาตื่นๆ

“ไม่ได้นะพี่ไวน์!

“ไม่ดีหรือไง พ่อกับน้าวรรณจะได้เข้าใจเราสองคนเสียที ไม่ต้องมาอยู่เป็นก้างขวางคอเราแบบนี้”

“บอกเลยสิ ถ้าแม่รู้ว่าเราอยู่กันแบบไหนมีหวังวิวได้กลับไปอยู่บ้านเร็วกว่าเดิมแน่” เธอหมายถึงบ้านที่ภูเก็ต ถ้ามารดาของเธอรู้ถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งนี้มีหวังจะต้องถูกจับแยกแน่นอน

“ยังไงก็จะกลับไปอยู่ภูเก็ตอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?” คนที่สลดใจกับเรื่องที่ต้องถูกจับแยกเห็นจะเป็นเขามากกว่าเพียงแต่เขาไม่เคยแสดงมันออกมาให้เธอจับไต๋ได้เลยสักครั้ง

“เรียนจบแล้วก็ต้องไปช่วยงานแม่กับลุงชาลีสิคะ”

“แล้วพี่ล่ะ?” เขาลองถามเธอดูเพราะที่ผ่านมาเขาและเธอไม่เคยเอ่ยปากพูดคุยกันถึงเรื่องในอนาคตแบบนี้เลย แล้วคำถามของเขาก็ทำให้เธอเงียบทั้งห้องโดยสารในรถยนต์คันหรูเงียบกริบได้ยินแต่เสียงแอร์รถยนต์ เธอเองก็ไม่สามารถตอบคำถามเขาได้เหมือนกันว่าถึงเวลานั้นเธอกับเขาจะอยู่ในสถานะไหน กลายเป็นว่าตอนนี้ทั้งเขาและเธอก็เอาแต่เงียบชนาพัทธ์เองก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถ ส่วนวรณิกาก็ได้แต่นั่งเงียบจนกระทั่งเขาพาเธอแวะห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน เพื่อมาทานชาบูก่อนกลับเข้าบ้านตามที่ตกลงกันเอาไว้

 

“คุณวรรณ ทำไมยังไม่เข้าไปนอนอีกล่ะ” ชาลีที่เห็นภรรยาเดินวนเวียนอยู่ที่สวนหน้าบ้านก็อดไม่ได้ที่จะลงมาถาม เพราะตั้งแต่มองอยู่คนเป็นสามีเห็นว่าภรรยาของตนเดินวนอยู่แบบนี้เกือบชั่วโมงเข้าไปแล้ว

“วิวกับคุณไวน์ยังไม่กลับเลยค่ะ” เธอบอกสามีด้วยน้ำเสียงกังวล

“หืม...สามทุ่มครึ่ง” ชาลียกข้อมือดูนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาไม่ดึกมากนัก ถ้ามองในมุมของคนทำงานมันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะบางทีงานเคลียร์ไม่เสร็จก็ต้องทำให้เสร็จ หรือบางทีอาจจะติดประชุมก็ว่าได้ แต่ถ้ามองในมุมของคนเป็นพ่อเป็นแม่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเป็นห่วงกัน

“งานหนักกันขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็คงแล้วแต่ช่วงล่ะมั้ง”

“จริงๆแล้วบริษัทคุณไวน์ก็ใหญ่โตเสียขนาดนั้น เรื่องที่คุณอยากให้ไปบริหารโรงแรมที่ภูเก็ตลูกจะไหวเหรอคะ?” ไม่ว่าจะอย่างไรเธอกับสามีก็ยังหวังว่าชนาพัทธ์จะต้องกลับไปบริหารโรงแรมและสืบทอดกิจการต่อ

“เห้อ! อันนี้ผมเองก็หนักใจ ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ผมก็พยายามคุยเรื่องนี้กับมันหลายครั้งแล้ว แต่ไอ้เจ้าลูกตัวดีมันก็ไม่ยอมคุยด้วย” เรื่องนี้ชาลีเองก็หนักใจพอสมควร เขาเคยลั่นวาจากับภรรยาว่าถ้าชนาพัทธ์ไม่ยอมสืบทอดกิจการต่อเขาจะยกทั้งหมดให้วรณิกาแต่ก็ได้แต่คิดเท่านั้นเพราะภรรยาและลูกเลี้ยงไม่ยอมรับมันไว้ แล้วยังขอร้องให้เขาไม่พูดแบบนี้อีกโดยเฉพาะต่อหน้าชนาพัทธ์

“เดี๋ยวเรื่องนี้ก็มีทางออกเองนั่นล่ะค่ะ วรรณเชื่อว่าคุณไวน์ไม่ทิ้งกิจการของตระกูลหรอกค่ะ” ไม่ทันที่เธอจะพูดจบเสียงรถของลูกๆก็ดังเข้ามาในบ้านพอดี แสงไฟที่สาดส่องเข้ามาก่อนที่ตัวรถจะเข้ามาจอดก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ยิ้มได้เพราะนั่นคือลูกชายและลูกสาวกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

“นั่นไงมาแล้ว” ชาลียิ้มให้ภรรยาเมื่อลูกสาวลงจากรถมาแล้วเดินเข้ามาหาเขากับภรรยาที่ยืนรออยู่

“ทำไมกลับดึกจังเลยวิว”

“เอ่อ....คือ...” เมื่อถูกคนเป็นแม่ถามเธอที่โกหกไม่เก่งจะตอบคำถามแม่ได้อย่างไรถ้าเขาไม่มาช่วย

“พอดีผมติดงานครับ ก็เลยให้น้องช่วยงานเลยไม่ให้กลับก่อน” ชนาพัทธ์ตอบคำถามอย่างแนบเนียน ส่วนแม่เลี้ยงของเขาก็ได้แต่พยัคหน้ายิ้มรับ

“แล้วทานอะไรกันมาหรือยัง หิวหรือเปล่าแม่ทำกับข้าวไว้รออยู่นะ”

“ทานแล้วค่ะแม่ พี่ไวน์เขาเลี้ยงชาบูตอบแทนที่ช่วยงานค่ะ” ท้ายประโยคเธอย้ำชัดไปจนคนที่เลี้ยงชาบูถึงกับสะดุ้ง มันทำให้เขารู้สึกว่านี่เขาตอบแทนเธอด้วยชาบูอย่างนั้นหรือ?

“ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีทำงานหนักเพลีย...” ชนาพัทธ์ขอตัวออกจากวงสนทนาก่อนมิหนำซ้ำก่อนจะเข้าในบ้านไปก็ไม่ลืมย้ำว่าทำงานหนัก...

“วิวก็ไปพักเถอะ เดี๋ยวแม่เดินรับลมก่อนแล้วจะตามขึ้นไปนะ” วรรณบอกลูกสาวพร้อมกับลูบหัวอย่างเอ็นดู

“ค่ะแม่...” ตั้งแต่ที่มาพักที่นี่วรณิกาก็มีแม่นอนด้วยทุกคืน นั่นเป็นสิ่งที่แม่กับพ่อเลี้ยงของเธอตกลงกันเอาเองเธอไม่ได้เป็นฝ่ายเรียกร้อง แต่เมื่อโอกาสที่จะได้อยู่กับแม่มีน้อยมากเธอจึงไขว่คว้าเอาความสุขนี้มากอดเอาไว้ เธอนอนกอดแม่จนเกือบจะลืมอ้อมกอดของชนาพัทธ์แล้วสินะ...

 

ชนาพัทธ์คิดว่าการที่เขาได้อยู่กับวรณิกาสองคนวันนี้มันจะทำให้เขาเกิดอาการหงุดหงิดได้น้อยลงบ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดใจมากขึ้น เธอเริ่มแข็งข้อกับเขาอันนี้เขารู้สึกได้ในทันทีเลยล่ะ อย่างที่สองคือเธอจะไม่ยอมตามใจเขาในสิ่งที่เขาเรียกร้องถ้าสิ่งนั้นเธอไม่เห็นด้วย อย่างที่สามคือเรื่องของเธอกับเขาหลังจากที่เธอเรียนจบเรื่องนี้มันทำให้เขาคิดไม่ตก แต่กว่าที่เธอจะเรียนจบก็อีกเกือบๆห้าเดือน เขายังพอมีเวลาคิดหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเขาและเธอ และทางออกที่ดีที่สุดนั้นก็ต้องทำให้เธอมีความสุขด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

108 ความคิดเห็น