คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

74

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


74

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  3 มี.ค. 61 / 17:08 น.
นิยาย [SF] FTISLAND 'Meeting' (SeungJae) [SF] FTISLAND 'Meeting' (SeungJae) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Genre:            Drama นะจ๊ะ เตรียมใจไว้เลย
Characters:    Seunghyun, Jaejin & OC
Rating:           ทั่วไป แต่ไม่ค่อยปลอดภัยกับคนอ่อนไหวง่าย...แบบไรท์เตอร์ ( ︶︿︶)


     สำหรับที่มาที่ไปของ Shot Fiction แบบตอนเดียวจบ เรื่องนี้ ไรท์เตอร์แค่รู้สึกว่า ฟิคซึงแจ ในประเทศเรามันมีน้อยซะเหลือเกินค่ะ (҂⌣̀_⌣́)
ก็เลยลุกขึ้นมานั่งเขียนเองซะเลย สนองความต้องการของตัวเองล้วนๆ





[ แนบ Ref ตัวละคร ]
ไรท์เตอร์จินตนาการบุคลิกของตัวละครหลักไว้ประมาณนี้นะคะ อยากให้คนอ่านได้เห็นภาพเหมือนๆกัน







     







เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 มี.ค. 61 / 17:08



__________________________________________________

อ่าน [SF/edited] FTISLAND 'Meeting' (SEUNGJAE) ฉบับรีไรท์
* * * กดที่นี่ * * *

__________________________________________________


Meeting



울지 말고 씩씩하게 살길 바래요

   เสียงนาฬิกาปลุกดิจิตอลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องนอนมืดสลัว เครื่องปรับอากาศถูกปิดโดยอัตโนมัติไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้วตามความต้องการของเจ้าของห้องที่ไม่อยากตื่นมาพบกับความหนาวเย็นชวนให้หลับต่อ และในตอนนี้ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปกดปิดเสียงเจ้านาฬิกานั่น


   แจจินตื่นแล้ว

   ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาอยู่กับระดับเดียวกับสายตาของเขาที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รอช้า อี แจจิน รีบออกไปทำงานที่เขารัก

   เหมือนทุกวัน...

   ปัจจุบันชื่อของแจจินปรากฏอยู่ในอัลบั้มของเหล่าศิลปินทั้งเดี่ยวและกลุ่มกว่าหลายต่อหลายราย นักแต่งเพลงหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบหกปีคนนี้ได้รับการขนามนามให้เป็นหนึ่งในคนเบื้องหลังที่มีค่าตัวแพงเว่อร์

   เขาพูดอยู่เสมอว่าถ้าเรามองโลกในแง่ดี เราก็จะแต่งเพลงดีๆให้กับโลกได้ แล้วเพลงที่เขาแต่งก็สามารถสร้างความสุขให้กับหลายคนบนโลกใบนี้ได้จริงๆ

   นับวันก็ยิ่งภูมิใจในตัวผู้ชายคนนี้

   นอกจากแต่งเพลงแล้ว อี แจจิน ศิลปินอัจฉริยะยังมีงานเขียนของตัวเอง ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟเพื่อเขียนหนังสือเรื่อง “Morning Coffee” ที่เจ้าตัวอุบเงียบไม่บอกใครเลยว่ากำลังเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ แถมฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับกาแฟธรรมดาๆอย่างแน่นอน

   คิดว่าพอเดาออกนะ

   เช้าออกไปทำงาน พอตกเย็นอาจไปเดินเล่นชมแสงสุดท้ายของวันที่สวนสาธารณะก่อนกลับมานั่งทำอะไรที่บ้านต่อ ชีวิตทุกๆวันของเขาก็ประมาณนี้แหละ แจจินรักงานที่ตัวเองทำมาก เขาชอบและพยายามหาความสุขกับสิ่งรอบตัวตลอดเวลา ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะยิ้มน้อยลงไปบ้าง แต่การที่ได้ออกไปแฮงเอาท์กับเพื่อนร่วมงานทุกวันศุกร์ก็ทำให้เราได้ฟังเสียงหัวเราะอันแสนบ้าคลั่งของผู้ชายตัวเล็กคนนี้อยู่บ่อยๆ ไม่ต้องสงสัยเลย มันเป็นเพราะเขาเมาเละยังไงล่ะ

   แต่ทำไม...ทุกครั้งหลังจากปาร์ตี้กันจบ เจ้านี่ต้องกลับมานั่งร้องไห้หน้าเตาผิงอยู่คนเดียวตลอดเลย

   บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เข้มแข็ง แล้วก็อย่าร้องไห้

 

 

 

December 24th

보낼 수없는 편지를써

   “หาอันไหนอยู่จ๊ะ บอกได้เดี๋ยวป้าหาให้ จะเอาดอกไหน”
   “อ๋อฮะ นี่ครับ เอาเท่านี้แหละครับ”
   “อ้า พ่อหนุ่มคนนี้นี่เอง”

   แล้วดอกสแตติสสีม่วงช่อเล็กๆสองช่อก็มาอยู่ในมือลูกค้าหน้าคุ้นคนนี้ เขารีบซ่อนดอกไม้ไว้ในเสื้อโค้ทที่เต็มไปด้วยหิมะก่อนยื่นมือไปรับเงินทอนจากแม่ค้าที่ดูเหมือนว่าจะจำกันได้...ซะด้วย

   “รักกันนานๆนะลูก”

   แจจินยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าเหมือนเป็นเชิงขอบคุณ จากนั้นก็รีบก้าวออกไปจากร้าน

   แหงล่ะ ก็ดอกสแตติสเป็นดอกไม้ที่เหมาะกับการส่งให้คนพิเศษในโอกาสครบรอบต่างๆ แล้วแม่ค้าก็ดันจำได้ว่าเขาเคยมาซื้อในวันที่ 24 (ความจำดีซะจริงๆ) เธอก็คงเข้าใจว่าหนุ่มคนนี้ซื้อดอกไม้ขนาดน่ารักที่มีความหมายแสนลึกซึ้งไปให้ใครที่ไหนไม่ได้ ถ้าไม่ใช่คนรัก

.
.
.
.
.

ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น...

   “ขออเมริกาโน่ร้อนครับ”

   ในตอนเที่ยงของวันคริสต์มาสอีฟที่หิมะตกค่อนข้างหนัก อี แจจินกำลังนั่งนิ่งมองกาแฟถ้วยใหญ่ตรงหน้า เขาไม่ได้โปรดปรานเครื่องดื่มประเภทนี้มากนักเพราะรสชาติที่แสนขมของมัน แล้วยิ่งเป็นเมนูอเมริกาโน่ที่ส่วนผสมมีแค่ กาแฟ กับ น้ำร้อน เขายิ่งนึกภาพตอนตัวเองดื่มของเหลวสีน้ำตาลเข้มเกือบดำแก้วนี้ไม่ออก แต่ดีที่อย่างน้อยกลิ่นหอมของมันก็ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้

   ไม่มีใครรู้เหตุผลว่าทำไมชายที่ไม่ชอบดื่มกาแฟถึงเข้ามาสั่งกาแฟร้อนในร้านนี้

   ไม่มีใครรู้นอกจาก...

   หนึ่งชั่วโมงผ่านไป... ระหว่างนั้นแจจินขอน้ำเปล่าหนึ่งแก้วจากพนักงาน แน่นอนว่าเขายังไม่ได้แตะกาแฟแก้วนั้นแม้แต่หยดเดียว ตอนนี้นักแต่งเพลงค่าตัวแพงกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างอยู่ด้วยท่าทางที่จริงจังมาก ขณะที่เขียนทุกๆ 10 นาที เขาจะเงยหน้าขึ้นจากกระดาษ มองไปที่แก้ว มองไปข้างหน้า ทำวนไปอยู่อย่างนั้น

   อ่า ใช่สิ เขากำลังเขียน Morning Coffee อยู่นั่นเอง

   ทุกอย่างเป็นไปตามความตั้งใจ แจจินเดินออกจากร้านกาแฟและนั่งรถประจำทางไปยังถนนเส้นหนึ่ง ที่หัวมุมถนนมีร้านเช่าหนังขนาดไม่ใหญ่มากที่ยังไม่เจ๊งไปตามยุคสมัย

   สองเท้าก้าวอย่างไม่รีบไปยังชั้นวางสินค้าขนาดใหญ่ใกล้แคชเชียร์ ด้านบนของชั้นมีป้ายติดว่า “New Arrival” ขณะที่ยืนมองอยู่ได้สักพัก เจ้าของร้านรูปร่างสูงหน้าตาพอใช้ก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างมีเป้าหมาย

   “เรื่องนี้คะแนนวิจารณ์ไม่เลวเลยนะ ตัวหนังก็โอเค ไม่ง่วง” ชายในยูนิฟอร์มสีส้มกล่าวอย่างเชิญชวนพลางหยิบดีวีดีแผ่นนั้นขึ้นมาชูให้คนตรงหน้า

‘SPIDER-MAN: HOMECOMING’

   “ไม่ต้องกังวลว่าจะเนื้อเรื่องจะเหมือนภาคก่อนๆนะ ผมรับรองได้ว่าภาคนี้มันส์คนละแบบ ฮะฮ่า”

   แจจินหัวเราะในความขายเก่งของเจ้าของร้าน แต่จริงๆเขาก็สนใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

   สุดท้ายก็ตัดสินใจเช่าแค่เรื่องเดียว เขาคงไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งดูหนังแผ่นออกใหม่ได้ทุกเรื่อง ขณะชำระเงินแจจินใช้เวลาค้นหาบัตรสมาชิกร้านในกระเป๋าตังค์ของตัวเองอยู่หลายวินาทีเพราะยังไม่ค่อยชินกับตำแหน่งที่เขาเก็บมัน ชายเสื้อส้มคนเดิมแอบยิ้มให้กับท่าทางอันแสนน่าเอ็นดูของแจจินในตอนนี้

   “อ่า เจอแล้ว ขอโทษทีครับ แหะ” คนขี้ลืมยื่นบัตรให้ เผลอยิ้มออกมาเพราะรู้สึกเขิน

   “ครับผม สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ แล้วปีหน้ามาอุดหนุนร้านเราอีกนะครับ”

   และแจจินก็มีหนังไว้สำหรับค่ำคืนคริสต์มาสอีฟของปีนี้แล้ว... เอาละ ตอนนี้ต้องไปทำอะไรต่อ

   ซื้อดอกไม้

.
.
.
.
.

   เสียงประตูเปิดออกอย่างช้าๆ ความลืมตัวของเจ้าของบ้านทำให้เผลอปิดมันกลับแรงไปหน่อย ส่งผลให้สุนัขตัวน้อยที่กำลังวิ่งมาหาถึงกับสะดุ้งโหยง แจจินขอโทษเจ้าหมาพร้อมกับเดินไปลูบหัว

   หลังจากถอดเสื้อโค้ทเรียบร้อย ใบหน้าเรียบนิ่งของชายหนุ่มหันไปยังช่อดอกสแตติสสีม่วงในกระเป๋าเสื้อที่ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งช่อ เขาหยิบมันออกมาแล้วเดินไปที่ห้องรับแขก แจกันว่างเปล่าขนาดเล็กใบหนึ่งวางตั้งอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาตัวยาว เมื่อหกชั่วโมงที่แล้วยังมีดอกสแตติสสภาพแห้งกรอบอยู่ในนั้น แต่ตอนนี้สแตติสช่อใหม่กำลังจะมาปักแทนที่ ร่างเล็กในเสื้อไหมพรมสีแดงเข้มค่อยๆหย่อนก้นลงบนโซฟา เสียบดอกไม้ลงในแจกันใบนั้น

   จากนั้นก็นั่งเหม่อลอย...

   ภายใต้สีหน้าอันแสนจะเรียบเฉย มีแต่เขาคนเดียวที่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่

‘MARVEL STUDIOS’

   “ไม่คิดว่าจะสนุกขนาดนี้ น่าเสียดายเนอะที่ไม่ได้ไปดูในโรง” แจจินพูดขึ้นกับตัวเองหลังจากจอทีวีดับมืดไป ... แต่รู้ไหมว่า เขาไม่เคยชื่นชอบการดูหนังในโรงภาพยนตร์

   อี แจจิน ไม่ได้เป็นคนชอบดูหนัง

   และตลอดทั้งเรื่องที่ผ่านมา ... เขาไม่ได้เปิดให้ตัวเองดู

   “มันไม่เหมือนภาคก่อนๆอย่างที่เจ้าของร้านว่าไว้จริงด้วย
   โทนี่ สตาร์ค มาช่วยเพิ่มสีสันให้หนังได้มากเลยทีเดียว
   แต่เอาจริงๆ ... ชั้นก็ยังชอบเวอร์ชั่นที่แล้วมากกว่านะ”


   เสียงคำพูดวิจารณ์หนังจากนักแต่งเพลงคนนี้หยุดชะงักไป ในตอนนี้ เสียงสะอื้นกลับดังขึ้นมาแทนที่

   “เพราะเวอร์ชั่นที่แล้ว... เรานั่งดูอยู่ด้วยกันไง ซึงฮยอน”

   จบประโยคนั้น มือทั้งสองข้างของแจจินถูกยกขึ้นมาปิดใบหน้าของตัวเอง เสียงสะอื้นทวีความดังขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่เป็นจังหวะ...

.
.
.
.
.

   แล้วใครบอกว่าเราไม่ได้นั่งดูเรื่องนี้ด้วยกันล่ะ อี แจจิน

.
.
.
.
.

วันที่ 23 กรกฎาคม

   ผมไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้
  แต่กว่าผมจะรู้ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว...

   “นายกล้าทิ้งชั้นไปเสียดื้อๆ ก่อนวันครบรอบ 9 ปี ของเราแค่วันเดียวแบบนี้ได้ยังไง”

   มะเร็งคร่าชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ซง ซึงฮยอน
  แต่เขาก็เกือบฆ่าคนรักของตัวเอง อี แจจิน... ให้แทบตายทั้งเป็นเช่นกัน

   เพราะหลังจากที่รู้ตัวว่าตนกำลังเผชิญกับอะไร เขาก็เก็บความลับนี้ไว้ ไม่ได้บอกใครแม้แต่คนเดียว

   ไม่บอกแม้แต่คนรักที่คบหากันมาเกือบ 9 ปี

   แล้ววันสุดท้ายแห่งการรอคอยก็มาถึง

   ผมรู้ว่าเขาเสียใจมากแค่ไหน แต่ผมก็รู้ว่าแจจินของผมไม่ใช่คนอ่อนแอ สักวันหนึ่ง เขาจะต้องทำใจได้ และกลับมาเป็น อี แจจิน ผู้มองโลกในแง่ดีคนเดิม ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการเห็นมากที่สุด

 

 

วันที่ 24 สิงหาคม

   “นายรู้มั้ย ซึงฮยอน นี่ก็เดือนนึงแล้ว แต่ชั้นยังทำใจไม่ได้เลยว่ะ” หลังจากวางช่อดอกสแตติสลงบนพื้น แจจินยืนพูดอยู่หน้าหลุมศพของคนที่เมื่อเดือนที่แล้วยังไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่ จากนั้นก็หัวเราะออกมาทั้งๆที่ตาทั้งสองข้างแดงก่ำ

   “ชั้นร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตาให้ไหลออกมาอีกแล้ว ซึงฮยอน ทำไมนายถึงจากชั้นไปเร็วขนาดนี้ นายไม่ให้แม้แต่เวลาที่จะให้ชั้นทำใจ... นายมัน...”

   ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ความเศร้าโศกที่เก็บกลั้นต่อไปไม่ไหวกำลังล้นทะลักออกมาอีกครั้ง ตลอดทุกคืนที่ผ่านมาเขาต้องฝืนหลับไปพร้อมกับน้ำตาเพื่อตื่นมาเป็นแจจินคนปกติในเวลาทำงาน แล้วก็กลับมาอยู่กับความทุกข์นั้นอีกรอบ ประหนึ่งเป็นวงจรอุบาทว์

   ถ้านายได้ยินเสียงชั้น นี่ก็คงเป็นคำขอโทษครั้งที่หนึ่งแสนที่ชั้นจะบอกกับนาย

   สำหรับแจจิน ซึงฮยอนที่มีร่างกาย มีเนื้อหนังจับต้องได้ไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายเท่าความจริงที่ว่าวิญญาณของซึงฮยอนไม่เคยห่างเขาไปไหนแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว และแจจินก็จะไม่มีวันรับรู้ถึงสิ่งนี้

   ถ้านายได้ยินเสียงชั้น ชั้นก็อยากให้นายรู้ว่า ตอนนี้ชั้นกำลังจูบนายอยู่

 

 

วันที่ 24 กันยายน

   ณ สุสานแห่งเดิม ช่อดอกสแตติสถูกนำมาวางไว้อย่างบรรจงที่หน้าแท่นหลุมศพของชายซึ่งเป็นคนรัก

   “นายอยากดูหนังมั้ย” ผู้มาเยี่ยมเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด

   อยากสิ!

   “จากนี้ไปชั้นว่าจะดูหนังเผื่อนายเดือนละเรื่อง นี่ วันนี้ก็เช่ามาสองเรื่อง ชดเชยให้เดือนที่แล้วด้วย ต้องขอบคุณบัตรสมาชิกตลอดชีพของนายนะ อ่า คืนนี้ชั้นจะนอนดูให้ตาแฉะเลย”

   ชั้นคิดถึงเวลาที่นายยอมให้นอนกอดตอนดูหนังจังเลยแจจิน พอหนังจบ นายก็หลับปุ๋ยคาอกชั้นไปแล้ว

   อ่าว ทำไมเงียบไปล่ะ

   ...

   “นายรู้มั้ยว่าชั้นเหงาขนาดไหน...”
   “มาหาชั้นในฝันได้มั้ยซึงฮยอน”

 

 

วันที่ 24 ตุลาคม
 

   ผมรู้สึกว่า ตอนนี้ แจจินที่น่ารักของผมเริ่มโอเคขึ้นแล้ว เมื่อช่วงสายเขาไปที่ร้านกาแฟร้านโปรดของผมด้วย แต่เจ้าดื้อนี่ดันสั่งคาราเมลปั่นเฉย บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่ามันไร้ประโยชน์ มีแต่น้ำตาลกับไขมัน อีกอย่าง มาถึงที่นี่มันก็ต้องกินกาแฟอะ

   “วันนี้ชั้นไปร้านประจำของนายมาแหละ” ทันทีที่วางดอกไม้เสร็จ คนตัวเล็กก็เริ่มจ้อ

   “ถ้านายรู้ว่าชั้นสั่งอะไรกิน นายต้องบ่นแน่เลย ฮิฮิ”

   แหงล่ะ ละดูพูดจากวนโอ๊ยแบบนี้มันน่าจับมาตีตูดนัก

   “ตั้งแต่ที่มาหาครั้งที่แล้ว กลับบ้านไปชั้นฝันถึงนายแทบทุกคืนเลยนะ บางวันฝันดี บางวันฝันร้าย
แต่บางวันก็ฝัน...” คนพูดหัวเราะ ก้มหน้าเขิน แล้วก็ค้างประโยคไว้แค่นั้น

   อะไรเหรอครับ พูดสิ ฮะฮ่าๆ

   “ไปละดีกว่า แหะ”

   ผมไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมวันนี้แจจินดูอารมณ์ดีซะเหลือเกิน เพราะว่าไอ้ความฝันที่พูดค้างไว้เนี่ยมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนใช่มั้ยล่ะ ฮิฮิ

 

 

วันที่ 24 พฤศจิกายน
 

   “ชั้นกำลังจะเขียนหนังสือเล่มใหม่ ชื่อหนังสือว่า Morning Coffee
   อืม... ตอนนี้ก็พอมีประเด็นคร่าวๆในหัวแล้วล่ะ
   ยังไงก็ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะ”

   คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกที่ชื่อหนังสือของแจจินดันไปตรงกับผลงานเพลงชิ้นหนึ่งที่เราสองคนทำด้วยกัน เขาแต่งเนื้อเพลง ส่วนผมแต่งทำนอง ถึงแม้ว่าพวกเราจะพอใจในงานชิ้นนี้กันมาก แต่ผมก็ไม่ต้องการให้มีวันใดวันหนึ่งที่ความรักของเราทั้งสองต้องเป็นเหมือนเพลงนี้

   แต่... มันก็เป็นไปแล้ว

   “ซึงฮยอน” หลังจากเงียบไปเกือบนาที แจจินเรียกชื่อซึงฮยอนเหมือนกับว่าเขากำลังยืนฟังอยู่ข้างๆ

   ครับ

   “เราไม่ได้อยู่ด้วยกันมาสี่เดือนเต็มแล้วนะ แต่ชั้นยังรักนายเท่าเดิมเลย”

   “นายอยู่ที่ไหนเหรอตอนนี้ ล่ะ...แล้วนายยังรักชั้นอยู่มั้ย”

   แจจิน... อย่า คิดอะไรแบบนั้น

   “ชั้นยังคงคิดถึงแต่นาย” เสียงของคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ค่อยๆแผ่วลง

   ในขณะที่อีกคนในสถานภาพที่ไม่ถูกนับเป็นสสารค่อยๆเข้ามาสวมกอดร่างนั้นไว้

   แจจินไม่ได้รู้สึกถึงอ้อมกอดนั้นเลยด้วยซ้ำ...

   “ชั้นอยากให้นายมาอยู่ตรงนี้... ได้โปรด นายควรได้มารับรู้ ซึงฮยอน... ว่า... ว่าชั้นทรมานมากแค่ไหน”

   ความเจ็บปวดรวดร้าวในตอนนี้ทำให้แจจินไม่สามารถควบคุมคำพูดของตัวเองได้อีก เขาจึงปล่อยให้น้ำตาทำหน้าที่แทน แต่ทว่ามันทำหน้าที่ได้ดีเกินไป ร่างที่ยืนอยู่ทรุดฮวบลงไปคุกเข่าอยู่ที่พื้น แรงสะอื้นทำให้บ่าของเขาแทบจะรับน้ำหนักศีรษะตัวเองไม่ไหว

   ซึงฮยอนทำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ร่างที่กอดไว้อยู่ร่วงทะลุผ่านตัวเขาลงไป เขาพยายามประคองใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมา ไม่ว่าสองมือหนาที่มองไม่เห็นจะตั้งใจปาดหยดน้ำใสๆเหล่านั้นมากขนาดไหน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเช็ดมันออกได้

   แจจินนั่งร้องไห้เหมือนคนขาดสติอยู่ที่หลุมศพของซง ซึงฮยอน ตลอดทั้งเย็นวันนั้น

.
.
.
.
.

แจจิน อย่าร้องไห้ นายต้องเข้มแข็งสิ
   นายต้องมีความสุข
   ชีวิตของนายยังต้องดำเนินต่อไปอีกยาวไกล
   ได้โปรดอย่ามาจมทุกข์อยู่กับคนที่ตายไปแล้วอย่างชั้นเลย


ชั้นรักนาย อี แจจิน รักเสมอ
   แต่ต่อจากนี้ นายต้องเลิกรักชั้น และจงไปพบคนที่ดีกว่า

 

 

 

            좋은 사람 만나요 행복하길 바래요

   ในเช้าวันคริสต์มาสที่หิมะยังคงตกหนัก แจจินลืมตาตื่นขึ้นมาหลังสิ้นเสียงพูดประโยคนั้นในความฝัน

   ร่างเล็กในชุดนอนซาตินสีกรมท่าเดินออกจากห้องนอนของตัวเองแล้วลงบันไดมายังชั้นล่าง แจจินกวาดสายตามองไปรอบๆบ้านที่เงียบสงบของตัวเอง

   คริสต์มาสปีนี้จะเป็นปีที่แย่ที่สุดในชีวิตของชั้นเลยล่ะ

   ‘แต่ชั้นก็ยังอยากได้ของขวัญอยู่นะ

   ‘นายรู้มั้ยชั้นขออะไรจากซานต้า

   ‘ชั้นขอให้ผู้ชายที่ชื่อ ซง ซึงฮยอน กลับมาหาชั้นอีกครั้ง...

   “บ้าสิ้นดี” เจ้าของคำพูดเมื่อวานทั้งหมดนั่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเอง

   “คงอัล มาหม่ำข้าวมาเร็ว” แจจินเดินไปที่ห้องครัวพร้อมตะโกนเรียกหมาน้อยคงอัลให้มากินข้าวเช้า

   ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่แทบจะตรอมใจกับการจากไปของคนที่เขารักมากที่สุด เพราะกว่าเจ้าคงอัลเพื่อนซี้สุดเลิฟของซึงฮยอนจะกลับมากินข้าวได้เหมือนเดิมก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์

   “ขนาดแกเป็นหมา แกยังเข้มแข็งกว่าชั้นซะอีก” แจจินพูดกับคงอัลที่กำลังเคี้ยวอาหารเม็ดเสียงดังกรุบๆ

   “ต่อจากนี้ไป ชั้นต้องเอาแกเป็นไอดอลแล้วล่ะ คงอัล”

 

6 เดือนผ่านไป...

   ณ อาคาร FNC ENTERTAINMENT

   “ทางวงเรามีความยินดีอย่างมากที่จะได้ร่วมงานกับคุณนะครับ คุณแจจิน” ชายวัยกลางคนหน้าตาเป็นมิตรกล่าวขึ้น
ด้วยความตื่นเต้น
   “เช่นกันครับ ถึงผมจะเคยร่วมงานกับ
FNC มาหลายครั้ง แต่กับวงนี้นี่เป็นครั้งแรกของผมเลย แล้วยิ่งเป็นมิวสิคแบนด์ซะด้วย เอ้อ ผมชักจะตื่นเต้นแล้วสิ”

   บทสนทนาของโปรดิวเซอร์กับนักแต่งเพลงหนุ่มเต็มไปด้วยความสนุกสนานในระหว่างทางที่เขาพาแจจินไปทำความรู้จักกับสมาชิกวงที่จะได้ร่วมทำงานด้วยกันตลอดสี่เดือนนี้ ในฐานะที่ปรึกษาด้าน Lyric writing

   “อ่าวเฮ้ย! เจ้านั่นมันยังไม่มาอีกเหรอ”

   “มันไปห้องน้ำน่ะครับ เห็นว่าเมื่อคืนปาร์ตี้หนักไปหน่อย” สมาชิกในวงคนหนึ่งตอบคำถามนั้นแทนคนอื่นที่กำลังยุ่งอยู่กับ
การเก็บข้าวของ

   จะไม่ให้ผู้จัดการวงถามขึ้นอย่างหัวร้อนได้อย่างไรในเมื่อวันนี้เป็นวันประชุมอัลบั้มใหม่ของวง ทีมงานทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้ง ฮัน ซองโฮ CEO บริษัท ก็จะมาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ด้วย

   ความวุ่นวายเล็กน้อยในเช้านี้ที่ FNC ทำให้แจจินไม่ได้แนะนำตัวกับสมาชิกวงอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศที่นี่ดูอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

   ใช่แล้ว ซึงฮยอนเคยทำงานให้กับบริษัทนี้ ในตำแหน่ง Music Composer

   และเขาทั้งสองคนก็ทำเพลง Morning Coffee ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้...

   กว่าการประชุมจะจบลงได้ก็กินเวลาไปเกือบ 7 ชั่วโมง เพราะกับมิวสิคแบนด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเพลงออกมาให้สามารถชิงตำแหน่งบนชาร์ตกับบอยแบนด์/เกิร์ลกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมมากกว่าได้

   แจจินไม่ปฏิเสธว่าตนเองก็รู้สึกอ่อนเพลียกับการประชุมที่ยาวนาน เป็นไปได้เขาอยากหามุมพักผ่อนสักครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยกลับบ้าน

   ระหว่างที่เขากำลังเดินสำรวจหาจุดเหมาะๆในการงีบ เสียงกีต้าร์ไฟฟ้าตัวหนึ่งก็ดังขึ้น แจจินได้ยินมันเต็มสองหู

   ท่อนโซโล่ของเพลง Morning Coffee...

   “มันมาจากห้องนั้น...” แจจินพูดกับตัวเองอย่างไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาได้ยินอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง

   ทันทีที่ขาของเขาก้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องซ้อมดนตรีซึ่งเป็นที่มาของเสียง ทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงบเหมือนแต่เดิม

   เหมือนว่าเมื่อไม่กี่วินาทีที่เพิ่งผ่านไปนั้น แจจินแค่หูฝาดไปเอง...

   “ไม่ ชั้นได้ยิน มัน จริงๆ” เขากวาดตามองไปทั่วห้องอยู่หลายรอบ ทว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนี้ด้วยซ้ำ

   ยังคงมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง เขาหันไปหากีต้าร์ไฟฟ้าตัวหนึ่งที่วางตั้งอยู่ด้านซ้ายมือสุดของบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหมด สองเท้าขยับเข้าไปใกล้เพื่อที่จะให้ตัวเองเอื้อมมือไปหยิบมันได้

   แต่จู่ๆเขาก็หยุดเดิน ตอนนี้ กีต้าร์ตัวนั้นอยู่ห่างจากแจจินไปไม่ถึงสองก้าว

   ชายหนุ่มตัดสินใจหันไปอีกทางเสียอย่างดื้อๆ ถึงแม้ว่าในห้องนี้ กีตาร์จะเป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวที่เขาเล่นเป็น แต่แจจินกลับเดินไปที่เบสลายขาวดำตรงกลางห้องแทน

   ...อย่างไม่มีเหตุผล

   สายตาคู่สวยทอดมองลวดลายแสนขี้เล่นบนเครื่องดนตรีชิ้นนี้ มือข้างหนึ่งค่อยๆลูบไปมาบนสายทั้งสี่เส้น มีเสียงดึ่มๆดังขึ้นมาสองสามที

   “อะแฮ่ม! อยากเล่นเหรอครับ ผมสอนให้ได้นะ”

   แจจินหันขวับด้วยความตกใจ ชายร่างผอมตัวสูง(ชะลูด)ที่เขาคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของเบสตัวนี้กำลังส่งรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์มาให้

   “ว่าไงครับ สนใจอยากได้ครูสอนเบสสักคนมั้ย ผมสอนให้ฟรีๆเลยนะ อี แจจิน”

   คนที่ได้ยินถึงกับหน้าเปลี่ยนสี แบบนี้มันเต๊าะกันชัดๆ แต่ทำไมเขาต้องรู้สึกเขินกับคำพูดของไอ้โย่งนี่ด้วยนะ

   “พูดอะไรหน่อยสิคร้าบ ยืนนิ่งจนจะกลายเป็นเครื่องดนตรีไปอีกเครื่องแล้วน้า”

   “บ้าเหรอ” นี่ไม่ใช่คำด่า แต่คนตัวเล็กกว่าไม่รู้จะสรรหาคำๆไหนมาตอบมนุษย์ยีราฟคนนี้ได้แล้ว แถมพอพูดจบ แจจินก็ไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มของตัวเองไว้ได้อีก

   “ฮึ เปล่าครับ ผมไม่ได้ชื่อบ้า ผมชื่อ อี จองชิน”

 

 

. . .

 

 

   “ท่อนนี้เป็นพาร์ทที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเพลงนี้แล้วล่ะ ซึงฮยอน”

   นาทีที่ 3:15 ถึง นาทีที่ 3:45 ของเพลง Morning Coffee เพิ่งถูกบรรเลงจบไปโดยซง ซึงฮยอน
ในห้องซ้อมดนตรีห้องหนึ่งของบริษัท
FNC คู่รักนักแต่งเพลงกำลังปรึกษากันว่าท่อนโซโล่กีต้าร์อันไหนควรได้ไปอยู่ใน
Album version ของเพลงนี้

   “แจจิน ชั้นมีอะไรจะบอก”
   “ฮื้ม...”
   “ท่อนโซโล่ที่นายเพิ่งได้ฟังไป ชั้นเรียบเรียงโน้ตขึ้นใหม่ ชั้นแต่งมันเพื่อมอบให้นายโดยเฉพาะเลยนะ”


   ทั้งคู่มองหน้ากันและกัน

   ซึงฮยอนรักดนตรีเท่ากับที่เขารักแจจิน และแจจินก็รักการแต่งเพลงเท่ากับที่เขารักซึงฮยอน พวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดคำว่ารัก
ให้กันอยู่บ่อยๆเหมือนคู่รักคู่อื่น เพราะต่างคนก็ต่างถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้ต่ออีกคนผ่านผลงานทุกชิ้นของทั้งสอง


   เจ้าของเนื้อเพลงเพลงนี้รีบเดินเข้าไปหาซึงฮยอนที่กำลังนั่งเก็บของอยู่ ก่อนที่อีกคนจะได้ทันถามอะไร แจจินก็จับตัวเขาให้หันหน้ามาพร้อมกับที่ตนโน้มตัวลงมอบจุมพิตอันแสนนุ่มนวลให้ ซึงฮยอนเองก็ไม่ปล่อยให้คนรักต้องเมื่อย... โดยยังไม่ถอนจูบ
ร่างหนาโอบเอวคนที่ยืนอยู่แล้วดึงร่างอันอ้อนแอ้นให้ลงมานั่งบนตักของเขา


   ไม่ต้องรีบร้อน... ไม่ต้องวู่วาม...

   แค่อยู่ใกล้ๆกันแบบนี้ให้นานที่สุด

   คนบนตักเริ่มแสดงอาการขาดอากาศหายใจ ซึงฮยอนละริมฝีปากของตัวเองออกอย่างเสียดาย แต่แจจินไม่ยอม หลังจากใช้เวลารับอากาศเข้าไปใหม่เพียงเสี้ยววินาที ริมฝีปากบางกดจูบคนตรงหน้าอีกครั้ง

   หนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม...

   ทั้งสองต่างกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนร่างของทั่งคู่แทบจะแนบชิดติดกันเป็นคนๆเดียว

   แจจินขยับตัวไปมาเล็กน้อย เหมือนกำลังจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง...

   ไม่สามารถทำอะไรเลยเถิดไปมากกว่านี้ได้เพราะที่นี่เป็นที่ทำงาน ซึงฮยอนยกมือทั้งสองขึ้นมาประคองใบหน้าเรียว เขาค่อยๆถอนจูบออกอย่างช้าๆเพื่อไม่ให้ทำลายความรู้สึกของอีกคนไปมากกว่านี้

   เห็นได้ชัดว่าแจจินกำลังต้องการเขา แต่นี่มันไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา

   เขาประทับรอยจูบอีกสองครั้งที่ข้างจมูกกับหน้าผากของคนในอ้อมกอด และนี่คือทั้งหมดที่เราสองคนทำได้ในตอนนี้...

   “มัน จะเป็นความลับที่รู้กันแค่เรา”

   คนตัวเล็กก้มลงมองหน้าและเลิกคิ้วอย่างสงสัย

   “ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี๊ และเพลงที่ชั้นแต่งให้นาย
   มันจะไม่มีใน
Album version และหาฟังที่ไหนไม่ได้อีก
   นอกเสียจากว่าชั้นเป็นคนเล่นให้นายฟังเอง”

 

 

. . .

 

 

   ชั้นรู้ว่านั่นคือนาย ซง ซึงฮยอน

 

 

จบ  -



คุยกันหลังอ่านจบ...  (•‿   •)

     ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทั้งที่ตั้งใจและหลงเข้ามา 555 นี่เป็นฟิคเรื่องแรกของเราจ้า เคยลองเขียนอยู่ครั้งนึงแต่เละไม่เป็นท่า พอได้มาติ่งวงนี้ (ยอมรับว่าเพิ่งเข้าด้อมได้ไม่นาน) หาฟิคซึงแจภาษาไทยอ่าน เฮ้ยมันแทบไม่มีเลยอ่า (ーー;) ก็เลยแบบ เอ้า เขียนเองแม่ม จะได้กำหนดพล็อตได้ตามใจตัวเองเลย ซึ่งเนี่ยแหละคือข้อดีของการแต่งฟิคเอง คริคริ

   ปล.   จริงๆไม่ได้หวังว่าจะต้องมีคนเข้ามาอ่านเรื่องนี้กันมากนักหรอก แต่ก็แอบเผื่อใจไว้ว่า...มันจะมี  ಥ◡ಥ

     



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ 6th-treasure จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น