ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    Town of Sinfulness

    ลำดับตอนที่ #5 : V

    • อัปเดตล่าสุด 1 พ.ย. 63


    #supernatural lockscreen from sweater weather



    มันไม่ใช่เรื่องจริง นี่มันโกหกชัด ๆ !!”


    มิเรียมเอาแต่พูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาตอนที่ถูกโนวิสรุ่นราวคราวเดียวกันสองคนคอยดึงแขน—หรืออาจจะเรียกได้ว่ากระชากให้ไปตามทาง ตลอดสองข้างทางล้วนแล้วแต่มีสายตาหลายคู่จ้องมองมาทางเธออย่างเปิดเผย เสียงซุบซิบแผ่วเบาดังแว่วอยู่เป็นระยะ แม้จะได้ยินไม่ชัดเจนนักแต่เธอรู้ว่าคนพวกนั้นย่อมกำลังพูดถึงเธออยู่เป็นแน่


    มิเรียมเกลียดเหลือเกินกับการต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ เด็กสาวรู้สึกไม่ต่างจากถูกจับแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัลเลยสักนิดเดียว ความอับอายระคนตื่นกลัวก่อตัวอย่างรวดเร็วจนอยากจะร้องไห้ หันไปทางไหนก็ไม่มีใครเลยที่จะสามารถช่วยเหลือเธอได้ หรือจะพูดได้ในอีกแง่ว่าไม่มีใครอยากจะช่วยก็นับว่าไม่ผิด ยามนี้ตัวเธอในสายตาของคนอื่น ๆ นั้นคงไม่ต่างอะไรกับโสเภณีผู้แปดเปื้อน หญิงบาปที่ทำให้ศาสนจักรเสื่อมเสีย น่ารังเกียจเหลือคณาจนไม่อยากเข้าใกล้


    การตั้งท้องเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสตรีนักบวชผู้สาบานตนไว้แล้วว่าถือพรหมจรรย์ มิเรียมไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับใคร ไม่เคยแม้แต่จับมือถือแขนกับเพศตรงข้ามเลยด้วยซ้ำ ตลอดเวลาเธอรักษาตัวเป็นอย่างดีอยู่ภายใต้อาณาเขตของพระเจ้า เชื่อมั่นและศรัทธาที่จะเป็นแม่ชีเต็มตัวในอนาคต แต่ทุกอย่างที่วาดฝันไว้ก็พลิกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยามที่หมอผู้นั้นได้กล่าวต่อแม่ชีอันนาเมื่อวานนี้ว่าเธอท้องได้ประมาณสี่ถึงห้าเดือนแล้ว


    นั่นเป็นไปไม่ได้ และไม่มีทางจะเป็นไปได้ เด็กสาวรู้ดีแก่ใจ แต่หมอผู้นั้นก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าเป็นเรื่องจริง เขาบอกว่าปกติแล้วการตรวจคนท้องเป็นไปได้ยากมาก ต้องใช้ความชำนาญค่อนข้างสูง แต่ว่าเคสของเธอประหลาดกว่าหญิงตั้งท้องคนอื่น มันชัดเจนมากว่าเธอกำลังตั้งท้องอยู่จริง ๆ แม้ว่ารูปร่างผ่ายผอมจะทำให้ดูไม่ออกว่าตั้งท้องอยู่ก็ตาม แต่ผู้เป็นหมอก็บอกว่าอีกไม่นานท้องของเธอจะใหญ่ขึ้นแน่ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นอะไร ๆ ก็คงชัดเจนกว่านี้


    แม่ชีอันนาเชื่ออย่างสนิทใจ ไม่มีเหตุอันใดที่จะไม่เชื่อถือในคำพูดของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้มิเรียมต้องอยู่ในสถานะเช่นนี้ สถานะของผู้หญิงที่ทำบาป ต้องถูกประณามหยามเหยียดทางสายตาจากโนวิสคนอื่น แม้แต่คริสติน่าผู้เป็นเพื่อนสนิทก็ยังมองเธอด้วยความรู้สึกที่แปลกไปจากเดิม


    ไม่มีใครเชื่อว่าเธอบริสุทธิ์เลยสักคนเดียว


    เด็กสาวก้มหน้าลง เก็บซ่อนหยดน้ำตาไม่ให้ใครเห็น และในชั่วขณะนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นเป็นจังหวะ สองโนวิสพลันปล่อยแขนเธอในที่สุด ก่อนจะล่าถอยออกไปเฉกเช่นคนอื่นที่มุงดูเหตุการณ์โดยรอบอยู่ก่อนหน้านี้ ความเงียบกลับคืนสู่รอบสถานที่อย่างรวดเร็ว


    มิเรียมเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอเห็นแม่ชีอันนานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่เบื้องหน้า ที่ด้านหลังเรียงรายด้วยแม่ชีคณาจารย์ทุกท่านยืนอย่างสงบเสงี่ยม ถัดไปด้านบนเป็นรูปปั้นพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนตั้งตระหง่าน สายตาอันเจ็บปวดทรมานจากรูปปั้นทิ่มแทงเข้าอย่างจัง กดลึกไปถึงจิตวิญญาณ


    เธอนึกสงสัยว่าพระเยซูจะรู้สึกยังไงยามที่ต้องแบกไม้กางเขนอันโตไว้เบื้องหลัง เดินไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางเสียงประณามสาปแช่งและด่าทอของชาวบ้าน ความเจ็บปวดของพระเมสสิยาห์เป็นไปเพื่อชดเชยบาปของมนุษยชาติ หากเป็นเช่นนั้น บาปของเธอจะได้รับการอภัยด้วยหรือเปล่า?


    สตรีผู้มอบตัวเป็นสาวกผู้รับใช้ของพระเจ้าด้วยความตั้งใจจริง จะต้องยึดถือระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด งดเว้นต่อบาปรวมถึงกิเลสทั้งปวง และยึดถือความพรหมจรรย์ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่” แม่ชีอันนาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ สุรเสียงมั่นคงเฉียบขาดไม่ต่างจากแววตาที่กำลังจ้องมองโนวิสตรงหน้าในขณะนี้ “เธอได้ฝ่าฝืนกฎอย่างร้ายแรง สร้างความเสื่อมเสียต่อคณะชีของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง...”


    ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด!” มิเรียมแย้งก่อนที่แม่ชีอาวุโสจะทันได้พูดจบ ปากคอสั่นระริกในขณะรีบเร่งพูดออกมา แทบจะร่ำร้องเว้าวอนเลยด้วยซ้ำ “สาบานต่อพระเจ้าเลยก็ได้ ฉันไม่เคยมีอะไรกับใคร ไม่เคยเข้าใกล้ผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยนะคะ เชื่อฉันเถอะค่ะ”


    ระวังคำพูดหน่อยเถอะ จนถึงตอนนี้ยังจะกล้าโกหกกันได้อีกเหรอ” ถึงตรงนี้น้ำเสียงของแม่ชีอันนาเจือด้วยกระแสโกรธชัดเจน “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพ่อของเด็กในท้องเธอคือใคร แต่อย่างไรการตั้งท้องของเธอก็ได้ให้ผลสรุปชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอได้กระทำการที่ไม่คู่ควรต่อการรับใช้พระเจ้าอีกต่อไป”


    เรียบเฉย เย็นชา และห่างเหิน นั่นเป็นสิ่งที่มิเรียมสัมผัสได้จากทุกสายตาที่กำลังมองเธออยู่ เด็กสาวกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วเกร็งแข็ง ทั้งเจ็บแค้นและผิดหวังที่คำพูดของตนไม่ได้รับการเชื่อถือจากใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันเธอก็ยังคงถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ร่ำไป มิเรียมนึกไปถึงเมื่อครั้งที่ตัวเองเคยถูกพี่ชายแท้ ๆ ล่วงละเมิดทางเพศ เธอวิ่งโร่กระเสือกกระสนไปฟ้องแม่ทั้งน้ำตา หวังเพียงความช่วยเหลือและเศษเสี้ยวของความเมตตาเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือแววตาอันเย็นชาไม่ต่างจากที่เป็นอยู่ในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย


    เธอหนีมาจากแม่เพื่อหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชีวิตใหม่ที่ว่ากลับกลายเป็นเพียงแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่ไม่มีวันเป็นจริง ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรต่างจากเดิมเลยสักนิดเดียว ไม่ว่ายังไงเธอก็ยังเป็นคนผิดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


    มิเรียมเงยหน้าขึ้นมองรูปปั้นพระเยซูที่อยู่ด้านบน มองดูแววตาอันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเสมือนจริงคู่นั้น พระเป็นเจ้าอยู่กับเราทุกที่เสมอลูกเอ๋ย ท่านทรงจับตามองดูเราเสมอ ครั้งหนึ่งบาทหลวงเคยบอกกับเธอเช่นนั้น ก่อนหน้าที่เธอจะได้มาเป็นโนวิส และมิเรียมก็เคยเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าประโยคเหล่านั้นคือความจริง แต่ในที่สุดเธอก็ได้รู้ว่ามันไม่จริง เมื่อลองนึกย้อนดูแล้วพระเจ้าไม่เคยช่วยเธอเลยสักครั้ง ตั้งแต่ตอนที่แม่ทุบตีเธออย่างทารุณ บังคับให้เธอสวดมนต์เบื้องหน้ารูปวาดของพระเป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งไม่ทำอะไรสักอย่างนอกจากมองดูเฉย ๆ เท่านั้น


    หรือแม้แต่ตอนนี้ เธออยู่ในสายตาของพระบุตรของพระเจ้า แต่เขาก็ไม่อาจช่วยอะไรเธอได้อยู่ดี มีเพียงแค่สายตาร้าวรานที่มองลงมาผ่านรูปปั้น ร้าวรานไม่ต่างจากหัวใจของเธอในเวลานี้ เมื่อได้รู้ว่าต่อให้ยืนอยู่ภายใต้สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาณาเขตของพระเจ้า แต่ก็ยังไม่มีใครช่วยเธอได้ แม้แต่ตัวพระเจ้าเองก็ตามที


    ไม่เหลืออะไรสักอย่าง และไม่มีอะไรให้สูญเสียอีกต่อไปแล้ว เธอรู้ดีนับตั้งแต่ที่ถูกฉุดกระชากมาพาที่นี่ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลนทุกคน และศรัทธาที่ถูกทำลายลงไม่มีชิ้นดี พระเจ้าทอดทิ้งเธอไปนานมากแล้ว ไม่เคยดูดำใยดีเลยแม้แต่น้อย และตอนนี้คนพวกนี้ก็ได้ทอดทิ้งเธอไปไม่ต่างกัน


    ถึงตรงนี้เด็กสาวกำหมัดแน่นขึ้นกว่าเดิม เล็บจิกเข้าไปในเนื้อหนังจนเลือดไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว


    แปลกดีนะ คุณบอกฉันว่าพระแม่มารีย์ตั้งครรภ์พระเยซูทั้งที่ยังเป็นพรหมจรรย์ และคุณก็เชื่อเช่นนั้นมาตลอดทั้งที่ไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างนอกจากไบเบิ้ลถูกเขียนขึ้น” น้ำเสียงเย้ยหยันและประชดประชัน มิเรียมประสานสายตากับแม่ชีวัยกลางคนตรงหน้า ความโกรธเคืองฉายชัดผ่านสีหน้าและแววตา “แต่พอมาตอนนี้ ฉันพยายามบอกกับคุณว่าฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่คุณไม่เชื่อฉัน กลับหาว่าฉันไปสมสู่กับผู้ชายคนอื่น กล่าวหาว่าฉันทำบาปในสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำสักนิด!!”


    หยุดพูดจาเหลวไหลเดี๋ยวนี้นะ” คราวนี้แม่ชีอันนาไม่สามารถรักษากิริยาตัวเองไว้ได้อีกต่อไป หล่อนดูโกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด และทำให้เธอนึกถึงมารดาตัวเองขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ แม่ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยโทสะเสมอ โทสะของพระเจ้าผู้พร้อมจะลงโทษแก่คนบาปเช่นเธอ


    ในขณะเดียวกันพวกคุณเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เชื่อว่าพระเจ้าคือความดีงาม และเป็นผู้ตัดสินว่าใครควรได้ไปสวรรค์ และตอนนี้พวกคุณก็กลายมาเป็นผู้ตัดสินฉัน ชี้หน้าว่าฉันไม่บริสุทธิ์ ไม่คู่ควรที่จะรับใช้พระเจ้าอีกต่อไป แล้วอะไรกันล่ะคือความบริสุทธิ์ อะไรคือความไม่บริสุทธิ์? พวกคุณมีสิทธิ์อะไรจะมาตัดสินคนอย่างฉัน และพระเจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะมาตัดสินมนุษย์!”


    ทุกคำพูดกลับไหลลื่นประหนึ่งออกจากความรู้สึกเบื้องลึกในใจ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวเคยทำมาก่อนไม่ว่ากับใครก็ตาม แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังแปลกใจอยู่ลึก ๆ เสียด้วยซ้ำที่ได้พูดจาเช่นนี้ออกไปต่อหน้าบรรดาแม่ชีที่ครั้งหนึ่งเธอเคยนึกเคารพหนักหนา และนั่นก็ทำให้แม่ชีคนอื่นที่อยู่เบื้องหน้าพากันแสดงท่าทางตกอกตกใจกับความเกรี้ยวกราดและคำพูดจาบจ้วงที่คาดไม่ถึงของมิเรียม ไม่เว้นแม่แต่แม่ชีอันนาเองก็ตาม


    พอสักทีเถอะมิเรียม! หุบปากของเธอไปซะ” เสียงดังกึกก้องจนสะท้อนไปทั่วทั้งห้อง แม่ชีอันนาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สูดลมหายใจอย่างเชื่องช้าและยาวนานราวกับจะระงับความขุ่นเคืองที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว “ในฐานะอาจารย์ของเธอ ฉันขอบอกให้ทราบว่าเธอหมดสิทธิ์ในการเป็นโนวิสนับตั้งแต่นี้ต่อไป และจะไม่มีทางได้เป็นแม่ชีเด็ดขาด!”


    นี่คือคำตัดสินที่ถือเป็นสิทธิ์ขาดจากผู้อาวุโสเพียงหนึ่งเดียว ณ ที่แห่งนี้ โดยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งใด ๆ ได้อีก  และคำตัดสินนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดอนาคตที่เหลืออยู่ของเธอเลยสักนิด มิเรียมคุกเข่าลงอย่างอ่อนแรง ด้วยว่าแข้งขาไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจทรงตัวได้ เมื่อตระหนักได้ว่าระยะเวลาหลายปีที่ทุ่มเทไปกับการฝึกฝนเพื่อเป็นแม่ชีบัดนี้ได้สูญสลายไปหมดแล้ว นับจากนี้เธอไม่อาจเป็นแม่ชีได้อีกตลอดชีวิต


    ไม่มีอีกแล้ว..บัดนี้ไม่มีอะไรหลงเหลือให้เธอได้พึ่งพาและยึดเหนี่ยวไว้อีกต่อไปแล้ว


    แม่ชีอันนาจ้องมองเด็กสาวที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเพียงครู่หนึ่งเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีก ตามด้วยแม่ชีคนอื่นที่เดินจากไปอย่างสงบ ผ้าคลุมสีดำสะบัดพลิ้วผ่านหน้าของมิเรียมอย่างเชื่องช้า และเพียงไม่นานทั่วทั้งห้องก็ไม่มีผู้ใดอยู่อีก นอกเสียจากเด็กสาวผู้หนึ่งที่คุกเข่าร้องไห้อย่างเดียวดายอยู่ต่อหน้ารูปปั้นพระเยซูเท่านั้น


    หากพระเป็นเจ้าผู้เมตตามีจริงแล้วไซร้ เหตุใดเขาจึงเมินเฉยเมื่อแม่ทุบตีเธอ เหตุใดเขาจึงไม่แยแสเมื่อเธอกำลังร่ำร้องไห้ต่อคำกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมนี้ เขาเฉยชาต่อทุกสิ่งอย่างในโลก แต่ผู้คนก็ยังกราบไหว้สวดภาวนาต่อเขา แล้วอย่างนี้จะให้เชื่อได้เช่นไรว่าพระเจ้าประเสริฐจริงอย่างที่ใครว่าไว้


    หรือเเท้จริงเเล้ว พระเจ้าจะเป็นเพียงแค่มายาคติชวนเชื่อที่ถูกเขียนไว้เพื่อหลอกลวงเหล่าคนผู้โง่เขลาเช่นดั่งเธอก็เป็นได้



    ..................................



    คำตัดสินถูกประกาศออกไปอย่างเงียบ ๆ แต่เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันแล้วว่ามิเรียมไม่มีสิทธิ์ในการเป็นโนวิสอีกต่อไปแล้ว


    อันที่จริง เด็กสาวสมควรจะถูกไล่ออกจากอารามเลยด้วยซ้ำสำหรับการกระทำอันน่าอับอายและเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรงในสายตาของเหล่าแม่ชีผู้เป็นคณาจารย์ เสียแต่ว่าเวลานี้ทั่วทั้งโลกยังอยู่ในช่วงสงคราม และสถานะของเหล่าบรรดาแม่ชีและแม่ชีฝึกหัดก็นับว่าง่อนแง่นไร้ความมั่นคง ต้องระหกระเหินลี้ภัยมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองที่แสนกันดารเช่นนี้ การจะขับไล่มิเรียมออกไปที่อื่นเห็นทีว่าจะเป็นความโหดร้ายเกินไปเสียหน่อย แม่ชีอันนานับว่ามีความเมตตาอยู่บ้าง จึงอนุญาตให้เธออยู่ในอารามได้ต่อไป เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในฐานะของผู้ใช้พระเจ้าแล้ว เป็นแค่สตรีธรรมดา และเพิ่มเติมด้วยข้อแม้ว่าจะต้องถูกกักบริเวณให้อยู่เพียงแต่ในห้องเท่านั้น


    นี่คือความเมตตา ใคร ๆ ก็พูดกันเช่นนั้น แต่สำหรับมิเรียมแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรกับการถูกจับขังคุกเลยแม้แต่น้อย


    และความคิดนั้นก็ดูจะสมจริงขึ้นมาอีก เมื่ออดีตโนวิสได้ถูกจับย้ายห้องพักอีกครั้งหนึ่ง จากห้องที่เล็กอยู่แล้วไปที่สู่ห้องที่เล็กและสกปรกยิ่งกว่า ทุกช่องว่างถูกตีทับด้วยลูกกรงเหล็กที่ถูกเกาะกุมด้วยสนิมหนาแน่น สารพัดสัตว์เล็กน้อยเช่นหนูและแมลงสาบแฝงตัวอยู่ในทุกมุมของห้อง รวมถึงกลิ่นเหม็นอับชวนอ้วก นั่นเป็นสภาพอันน่าอนาถที่สุดที่มิเรียมเคยได้พบเจอ บางทีมันอาจจะแย่ยิ่งกว่าตอนยังอยู่กับแม่ด้วยซ้ำ


    ไม่มีทางเลือกอื่นใดให้มิเรียม ทั้งชีวิตเธอมีเพียงแค่ฝึกฝนการเป็นแม่ชีเท่านั้นมาโดยตลอด ไม่คาดเลยว่าชะตาชีวิตจะพลิกผันได้มากมายเช่นนี้ และเธอก็คิดไม่ออกเสียเลยว่าหากไม่ได้เป็นแม่ชีแล้วเธอจะทำเช่นไรกับชีวิตต่อไปดี อนาคตข้างหน้าช่างมืดมัว และการต้องออกไปสู่โลกภายนอกด้วยตัวคนเดียวก็น่ากลัวสิ้นดีสำหรับเด็กสาวผู้เคยชินกับการอยู่ในอารามมาตลอดเช่นเธอ


    อย่างไรตอนนี้การอยู่ในโบสถ์ก็ยังรู้สึกปลอดภัยกว่า เด็กสาวจึงจำยอมที่จะอยู่อาศัยภายในห้องขังเล็ก ๆ นั่นตลอดทั้งวันและทั้งคืน และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนนิ่ง ๆ บนเตียงเก่า ๆ เท่านั้น เนื่องจากพละกำลังของเธอหดหายไปเรื่อย ๆ อย่างน่าประหลาด รวมถึงท้องของเธอที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งก็เป็นไปอย่างเช่นที่หมอได้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่ไม่ปกติอย่างยิ่งก็คือท้องของเธอนั้นใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว จนเธอตระหนักได้ถึงความผิดปกติอันน่ากลัวเกี่ยวกับตัวเอง ไม่มีผู้หญิงตั้งท้องคนไหนที่ท้องจะโตไวขนาดนี้ภายในเวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์เท่านั้น และตอนนี้เธอก็ดูเหมือนคนที่กำลังท้องแก่สักเจ็ดถึงแปดเดือนเลยด้วยซ้ำ


    ความหวาดกลัวครอบคลุมจิตใจทุกครั้งที่มองไปที่ท้องของตัวเอง บัดนี้ทั้งใหญ่และหนักจนเหมือนกับกำลังแบกก้อนหินก้อนโตเอาไว้ตลอดเวลา ยิ่งมันเติบโตขึ้นเท่าไร เธอก็ยิ่งอ่อนแอย่ำแย่ลงทั้งร่างกายและจิตใจ เสมือนว่ามันกำลังสูบกินเธอจากข้างใน เจ้าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่ และมันเข้ามาอยู่ในร่างกายเธอได้อย่างไร แม้จะคิดเท่าไรก็ไม่อาจหาเหตุผลใด ๆ มารองรับได้ มิเรียมกลัวเหลือเกินจนต้องร้องไห้อย่างเดียวดายในหลายครั้ง แต่ไม่มีคนไหนที่จะได้ยินเสียงร่ำไห้นี้ เพราะไม่มีใครที่นี่ให้ความสนใจเธออีกต่อไปแล้ว และอีกไม่นานหลังจากนี้ตัวตนของเธอคงถูกลืมเลือนจากความคิดคำนึงของใครหลายคนไปในที่สุด


    แต่ทั้งหมดนี้คงต้องยกเว้นไว้เพียงแม่ชีซาร่า หล่อนเป็นแค่คนเดียวเท่านั้นที่ได้แวะเวียนมาหาเธอทุกวัน แต่ไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมเยียนอย่างห่วงใยแต่อย่างใด หล่อนจะมาพร้อมกับอาหาร โผล่มาวันละสามครั้ง ตรงตามเวลาเดิมไม่บิดพลิ้วแม้แต่น้อย คาดว่าแม่ชีอันนาคงส่งมาอีกทีเพราะไม่อยากให้มิเรียมอดตายคาห้องเสียก่อน และทุกครั้งที่หญิงสาวปรากฏตัว หล่อนจะไม่พูดอะไรสักคำนอกจากมองดูเธอเฉย ๆ แล้วจึงจากไปเมื่อเธอกินอาหารหมดแล้ว แม้ว่ามิเรียมจะพยายามสื่อสารกับอีกฝ่ายมากเพียงไรก็ตาม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงแค่ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเท่านั้น ในที่สุดเด็กสาวจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะพูดคุยกับหล่อนอย่างยอมแพ้


    อาหารเล็กน้อยที่มิเรียมได้รับประจำวันเป็นอาหารที่แปลกมาก กล่าวคือมันเป็นของเหลวอะไรสักอย่างที่ข้นเหนียว มีสีเทาและกลิ่นหอมฉุน นอกจากนี้รสชาติเข้าขั้นห่วยแตก แต่ทุกครั้งที่เด็กสาวได้กินสิ่งนี้เข้าไป กำลังวังชาก็เพิ่มพูนขึ้นจนรู้สึกได้ชัดเจน ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอ่อนแออย่างเช่นที่เป็นมาก่อนหน้านี้ ราวกับอาหารพวกนี้คือยาวิเศษที่ช่วยเยียวยาเธอได้ ครั้งหนึ่งมิเรียมเคยลองถามถึงอาหารประหลาดนี้กับแม่ชีซาร่า ซึ่งหล่อนก็ไม่ได้ตอบคำถามอยู่ดี เพียงแค่ยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นเป็นมิตร มันเป็นรอยยิ้มเดียวกับที่หล่อนเคยยิ้มให้เธอก่อนหน้านี้ และมิเรียมก็พึ่งตระหนักได้ว่ารอยยิ้มของแม่ชีซาร่าคล้ายคลึงกับรอยยิ้มที่เธอได้เห็นจากคนในหมู่บ้านคราวนั้นไม่มีผิด


    ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงบ้างหลังจากที่ร้อนมาตลอดทั้งวัน มิเรียมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงภายนอกได้อย่างชัดเจนผ่านกระจกหน้าต่างวันต่อวันนับตั้งแต่ที่ถูกขัง แม้จะไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแต่ก็นับว่านานพอดู อาจจะสักหลาย ๆ อาทิตย์หรือเป็นเดือนก็ได้


    นี่เป็นข้อดีอย่างเดียวของห้องนี้ อย่างน้อยมันก็พอมีหน้าต่างให้เธอได้มองเห็นท้องฟ้าภายนอก ได้ยินเสียงพูดคุย และเสียงหัวเราะของเด็กสาวคนอื่น ๆ ทุก ๆ วันเหมือนเดิมเสมอ แต่ไม่ใช่กับวันนี้ บรรยากาศวันนี้เงียบสงัดจนชวนประหลาดใจ ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ที่ควรจะได้ยินเหมือนอย่างเคย แม้กระทั่งแม่ชีซาร่าที่ควรจะเข้ามาให้อาหารเย็นกับเธอตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว แต่หล่อนก็ไม่ได้ปรากฏตัวแต่อย่างใด มิเรียมหิวเสียจนแสบท้อง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนรอคอยมือเย็นบนเตียงเก่า ๆ อย่างโดดเดี่ยวอย่างเช่นที่เป็นมาตลอด


    อากาศในเวลาเกือบจะค่ำนั้นเย็นยะเยือกอย่างน่าประหลาด เย็นชืดเหมือนกับความเย็นจากผิวหนังคนตาย เธอรู้สึกได้เพราะเคยสัมผัสคนตายมาก่อน พ่อของเธอตายตอนเธออายุได้แค่ห้าขวบ เธอแตะไปที่หน้าของเขาเพราะเข้าใจว่าเขาแค่หลับไปและต้องการจะปลุกให้พ่อตื่น แต่พ่อก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย ความเย็นชืดจากผิวกายของพ่อทำให้เธอขนลุก เหมือน ๆ กับในตอนนี้ มิเรียมหลับตาลงชั่วคราว คุดคู้ตัวเองอยู่ใต้ผ้าห่มที่บางและเก่า อดทนต่อความหนาวเย็นและหิวโหย แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ได้ช่วยให้เธออบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย


    ความปวดแสบปวดร้อนบนข้อมือทำให้เด็กสาวต้องลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน มันร้อนวาบเหมือนกับไฟกำลังไหม้มือก็ไม่ปาน และทำให้เธอต้องหลุดอุทานโอดโอยเสียงแหบแห้งออกมา ด้วยความตกใจและงุนงง มิเรียมเร่งร้อนคว้าจับข้อมือที่แสบร้อนของตัวเองขึ้นมาดู แล้วเธอก็มองเห็นรอยช้ำจุดเล็กตรงข้อมือตัวเองอย่างชัดเจน มันไม่ได้เป็นรอยช้ำจาง ๆ  อย่างเช่นที่เห็นในคราวแรกอีกแล้ว แต่กลับเป็นรอยดำสนิทเหมือนรอยไหม้ เป็นวงกลมสีดำเข้มตัดกับสีขาวซีดของผิวกายเธอเอง


    เธอแตะเข้าที่รอยดำนั่น พลันความเจ็บปวดก็หายไปทันที เป็นเวลาเดียวกับที่นิ้วเรียวยาวสัมผัสเข้ากับรอยนูนประหลาดที่อยู่ในจุดสีดำเข้มได้โดยบังเอิญ รอยนูนที่เหมือนแผลเป็นเก่า ๆ บวมเป่ง แฝงตัวกลมกลืนกับพื้นผิวสีดำจนมองแทบไม่เห็น เธอยื่นหน้าลงต่ำเข้าไปจดจ้องมันใกล้ ๆ อย่างฉงนสงสัย แล้วพบว่ารอยนูนที่ปรากฏนั้นมีลักษณะเหมือนกับเลขหกสามตัวที่เชื่อมต่อกันอย่างเหนียวแน่น


    6-6-6


    แอ๊ด...


    เสียงเสียดสีของประตูที่ถูกเปิดออกทำให้เด็กสาวสะดุ้ง เผลอซุกมือตนไว้ใต้ผ้าห่ม คราแรกมิเรียมคิดไปว่าเป็นแม่ชีซาร่า แต่เมื่อหันไปมองที่ประตู เธอกลับไม่พบใครอยู่เลย นอกเสียจากประตูบานเก่าที่เปิดอ้าออกเพียงเล็กน้อย เผยแสงสว่างสีส้มลอดผ่านช่องประตูสะท้อนเป็นสายยาวไปบนพื้น


    ซิสเตอร์คะ?”


    มิเรียมเอ่ยปากออกไปอย่างลังเล แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ไม่มีแม้แต่เงาการเคลื่อนไหวอยู่ในแสงสีส้ม ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากประตูที่เปิดขึ้นเองเท่านั้น เด็กสาวขมวดคิ้วในทันที ความกลัวอย่างบอกไม่ถูกปรากฏขึ้นในใจ มันเหมือนกับความรู้สึกก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง เช่นหกล้มหรือพลัดตกจากต้นไม้จากสมัยยังเด็กตอนที่โดนพี่ชายแกล้ง ช่วงเวลาก่อนหน้าที่ร่างกายจะสัมผัสกับพื้นแข็ง ความกลัวจะปรากฏขึ้นชัดเจนที่สุด และเธอก็กำลังรู้สึกแบบเดียวกันนี้ตอนที่มองไปยังบานประตูที่ปิดไม่สนิท เหมือนกล่องใหญ่ที่แง้มอ้าเอาไว้รอให้ใครสักคนเปิดเข้าไปดูสิ่งที่อยู่ข้างใน


    เธอสูดลมหายใจแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ความอยากรู้อยากเห็นปะทุแรงไม่แพ้ความกลัวในใจ แล้วในท้ายที่สุดมันก็มีชัย เด็กสาวดันร่างตัวเองลงจากเตียง สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นไม้ ร้อน แม้จะไม่ได้ร้อนจัดจนทนไม่ได้ แต่ก็ให้ความรู้สึกแสบอยู่บ้าง มิเรียมไม่มีรองเท้าอยู่ในห้อง เธอจึงจำต้องฝืนเดินผ่านพื้นร้อน ๆ ไปจนถึงประตูได้ในที่สุด


    ประตูไม้เก่าฝืดอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะดึงให้เปิดอ้าออกมาได้ และทันทีที่ประตูเปิดออก อากาศเย็นยะเยือกยามค่ำคืนก็ได้หายไปโดยทันที และถูกแทนที่ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างประหลาด ร้อนไม่แพ้พื้นที่ใต้ฝ่าเท้าของเธอ แสงสว่างสีส้มเจิดจ้าและสั่นไหวอยู่เบื้องหน้า เธอได้รู้ในที่สุดว่าแสงที่เห็นจากประตูคือแสงจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้เป็นจุด ๆ อยู่ในโบสถ์แห่งนี้


    โบสถ์กำลังถูกไฟไหม้


    พระเจ้าช่วย!”


    เด็กสาวเบิกตากว้าง มองกลุ่มไฟจำนวนมากที่เผาไหม้โดยรอบอย่างตะลึงตะลานทำตัวไม่ถูก จนกระทั่งตั้งสติได้จึงเริ่มกวาดตาพยายามตามหาคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะแม่ชีหรือแม่ชีฝึกหัด แต่กลับไม่เจอใครเลยแม้แต่สักคน เมื่อนั้นมิเรียมจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเธอไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องโวยวายอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อเกิดเหตุอัคคีภัยร้ายแรงเช่นนี้ ภายในโบสถ์เงียบเชียบประหนึ่งไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ๆ นอกจากเสียงปะทุของประกายไฟที่ดังเป็นระยะเท่านั้น


    ไฟยังไม่ลุกลามมากนัก ยังพอให้สามารถหลบลี้หนีออกไปได้ก่อนที่เปลวไฟจะระเบิดขึ้นจนลุกไหม้เกินกว่าควบคุมไว้ได้ ไม้เก่า ๆ กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่เร่งจำนวนไฟให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มิเรียมพยายามเร่งเท้าผ่านพื้นร้อนจัด แต่ก็เป็นไปได้ด้วยความเชื่องช้าเงอะงะ ด้วยความแสบร้อนจากพื้นใต้เท้าและท้องที่อุ้ยอ้าย แสงไฟสว่างจ้าแสบตา ไอร้อนวูบปะทะเข้าใส่หน้า พาให้เธอนึกถึงตอนที่ต้องมุ่งมานะปลูกผักโง่ ๆ ตามคำสั่งท่ามกลางแดดร้อนจ้า ไอแดดร้อนนรกแตกยังไม่ร้อนเท่ากับตอนนี้เลยด้วยซ้ำ บางทีวันนี้อาจจะเป็นวันนรกแตกจริง ๆ ก็ได้ เธอคิดเช่นนั้น ตื่นกลัวจนอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก


    ได้โปรด! ใครก็ได้..ใครก็ได้ช่วยที ฉันติดอยู่ตรงนี้


    เด็กสาวตะโกนอย่างสิ้นหวัง แม้จะรู้ดีว่าไม่มีใครได้ยิน เธออยู่คนเดียวที่นี่ ถูกปล่อยให้อยู่ลำพังท่ามกลางโบสถ์ที่กำลังถูกไฟไหม้ ต้องเป็นพวกเขาแน่ พวกเขาตั้งใจปล่อยให้เธอตาย เธอสมควรที่จะตายเพราะเป็นนังแพศยาน่ารังเกียจ มิเรียมสะอื้นแม้ว่าไม่มีน้ำตา แค้นเคืองและน้อยใจอย่างยิ่ง ไม่คิดเลยว่าคนพวกนี้จะใจร้ายได้มากมายขนาดนี้


    แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด


    แว่วเสียงสะอื้นโหยของผู้หญิงแทรกปนไปกับเสียงไม้ไหม้ปะทุไฟ แม้จะค่อนข้างเบาแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน มิเรียมตกใจจนชะงัก รู้แล้วว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างที่คิดไว้ ยังมีใครอีกคนที่น่าจะติดอยู่ที่นี่ไม่ต่างจากเธอ พลันเด็กสาวรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดเมื่อตระหนักว่าเธอไม่ได้โดดเดี่ยวอีกแล้ว ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามเสียงที่ได้ยินอย่างร้อนรน


    ยิ่งเข้าใกล้เสียงโหยหวนยิ่งแจ่มชัด ในที่สุดมิเรียมก็ได้พบว่าเสียงนั้นดังออกมาจากห้องโถงเล็ก เธอหยุดฝีเท้าลงทันทีตรงหน้าประตูถูกเปิดอ้ากว้างจนเห็นด้านในได้ทั่วถึง รูปปั้นพระเยซูตรึงกางเขนอยู่เหนือเปลวไฟลุกโชน ประหนึ่งถูกทัณฑ์ทรมานจากไฟนรก แววตาอันเจ็บปวดของพระเยซูทอดมองไปยังเบื้องล่าง และที่พื้นล่างนั้นล้วนเต็มไปด้วยร่างไร้ชีวิตของแม่ชีหลายสิบคนเรียงรายเกลื่อนกลาดประหนึ่งซากศพของสัตว์ไร้ค่า เลือดไหลนองย้อมผืนไม้เก่าให้กลายเป็นสีแดงฉาน


    เหนือขึ้นไปบนเก้าอี้ไม้ แม่ชีอันนานั่งอยู่ตรงนั้น เลือดไหลชุ่มโชกทั้งตัว หล่อนส่งเสียงโอดครวญอย่างเจ็บปวด เป็นเสียงเดียวกับที่เด็กสาวได้ยินมาตลอด แต่นอกเหนือจากแม่ชีอาวุโสแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งยืนอยู่เหนือหัวของหล่อน มิเรียมไม่เห็นหน้าของชายผู้นั้นเพราะเขากำลังหันหลังอยู่ เธอจึงเห็นเพียงแค่แผ่นหลังอันผอมแห้งที่สวมสับด้วยสูทสีดำสนิท เรือนผมสีแดงเจือส้มส่องประกายเด่นชัดเมื่ออยู่ท่ามกลางไฟที่รายล้อมทั่วห้อง ฝ่ามือขาวซีดของเขากำรอบคอของแม่ชีอันนา หญิงวัยกลางคนหยุดส่งเสียงร้องในที่สุด ร่างกายกระตุกเฮือก ใบหน้าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ แต่หล่อนยังไม่ตาย มิเรียมรู้ในตอนที่เห็นว่าสายตาของอดีตอาจารย์เหลือกมองมาที่เธอจนดูเหมือนลูกตาจะถลนออกมา ส่งสัญญาณของความทุกข์ทรมานและขอความช่วยเหลือผ่านแววตาคู่นั้น


    มิเรียมผงะจนเกือบจะส่งเสียงร้อง แต่ก็ปิดปากของตัวเองไว้ได้อย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นกล้ามเนื้อก็เครียดเกร็งจนได้แต่ยืนนิ่งด้วยความตกใจ หวาดกลัว และสับสนกับสิ่งน่าสยดสยองที่ได้พบเห็นเต็มสองตา เป็นความเข้าใจผิดของเธอเอง เหล่าบรรดาแม่ชีไม่ได้ทอดทิ้งเธอหนีเอาตัวรอด เพียงแต่ว่าพวกหล่อนถูกฆ่าตายไปเกือบหมดแล้ว ด้วยฝีมือของชายชุดดำคนนั้น


    เขาคือใคร? เขาเข้ามาที่นี่ได้ยังไง? แล้วทำไมถึงต้องทำแบบนี้?


    ในตอนนั้นเอง เขาก็ปล่อยมือจากคอของแม่ชีอันนาในที่สุดก่อนที่หล่อนจะขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน ชายหนุ่มชูมือขาวซีดของตัวเองขึ้นในระหว่างที่แม่ชีอาวุโสกำลังหอบหายใจถี่รัว มิเรียมก็เห็นเต็มสองตาว่าเล็บของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำและงอกยาวอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนกรงเล็บของสัตว์ แล้วโดยไม่ทันที่เธอจะคาดคิดเขากระชากหัวของแม่ชีอันนาขึ้น ก่อนจะใช้เล็บแหลมคมปาดไปที่ลำคอเรียบตึงของอีกฝ่าย บาดแผลเปิดกว้างพร้อมเลือดทะลักพรั่งพรูกระจายไปทั่วยังกับน้ำพุ บางส่วนกระเด็นไปโดนรูปปั้นพระเยซูที่อยู่ข้างบน ชโลมอาบเรือนร่างของบุตรแห่งพระเจ้าให้กลายเป็นสีแดงเข้มของโลหิตมนุษย์


    คราวนี้มิเรียมไม่อาจประคองสติไว้ได้อีกต่อไป เกือบจะทรุดตัวฮวบไปเลยด้วยซ้ำหากไม่คว้าจับบานประตูที่เปิดอ้าอยู่แล้วไว้ได้เสียก่อน ชั่วขณะนั้นร่างผอมสูงหยุดชะงัก ก่อนจะหันขวับมาที่เด็กสาวโดยทันที เสี้ยวหน้าของฆาตกรปริศนาเรืองรองเหนือแสงเพลิงโหมกระหน่ำ ดวงตาของเขาประสานจ้องกับดวงตาของเธอโดยตรง และสิ่งที่มิเรียมได้เห็นก็ทำให้เด็กสาวต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียง


    ดวงตาของเขาเป็นสีเหลืองวาวโรจน์เจิดจ้า เหมือนกับตาของงูพิษ เหมือนกับตาของปีศาจที่เธอได้พบเจอในฝันร้ายอันน่ากลัวไม่มีผิด


    เสียแต่ว่านี่ไม่ใช่ฝันร้าย ทั้งหมดนี่คือเรื่องจริง มันอยู่ตรงหน้าเธอจริง ๆ 




    _________________________



    Talk:กลับมาอัพทุกครั้งที่เป็นวันศุกร์ที่13หรือวันฮัลโลวีน 5555 พอดีวันนี้ไปเที่ยวลอยกระทงด้วยเลยมาอัพซะดึก
    อย่างที่ผมบอกไปว่าตั้งใจจะดองเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะต้องการจะเคลียร์ Back to the 70s ให้จบ(ซึ่งใกล้จบแล้วล่ะ)
    ถ้าเชียนเรื่องนั้นจบก็จะกลับมาลุยเรื่องนี้อย่างเต็มตัว หวังว่าจะยังรอกันอยู่นะครับ
    แต่ก็ไม่ใช่ว่าดองแล้วจะไม่อัพเลยนะ ก็จะมีกลับมาอัพบ้างนิดหน่อย เฉพาะในวันศุกร์ที่13 และวันฮัลโลวีนนี่แหละ 
    ไว้จบกับ Back to the 70s เมื่อไรจะมาอัพเรื่องนี้ให้บ่อยกว่านี้นะ 
    TB
    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×