เสน่หาแวมไพร์ Vampire love story

ตอนที่ 7 : ระยะห่างกับคนของใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 588
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    10 ธ.ค. 61


นาลันและรอนปั่นจักรยานออกมาจากหน้าคฤหาสน์หลังนั้นไกลพอสมควร และหยุดพักที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ซึ่งใจกลางของสวนแห่งนี้เป็นทะเลสาบขนาดเล็ก ภายหลังจากที่ฝนตกทั้งคืนตลอดจนเช้าในวันนี้ ส่งผลให้บรรยากาศนั้นค่อนข้างสดชื่นไปด้วยใบไม้ใบหญ้าที่เขียวชะอุ่ม พราวไปด้วยหยดน้ำฝนที่ยังไม่ทันเหือดแห้งดี


หญิงสาวก้มลงหยิบก้อนหินใกล้ๆขึ้นมา และเขวี้ยงมันลงไปยังทะเลสาบเล่น เป็นการระบายความหงุดหงิดในใจ 


รอนเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดที่หญิงสาวยืนอยู่ เขามองกิริยาอาการของเธอแล้วจึงเบนสายตาไปยังทิศทางที่ก้อนหินในมือเรียวเล็กของนาลัน ขว้างออกไปกระทบกับผิวน้ำใสกระจายออกเป็นวงกว้าง และจมหายไปยังก้นทะเลสาบเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว


ชายหนุ่มจึงก้มลงหยิบก้อนหินและเขวี้ยงมันไปยังทะเลสาบบ้าง


จ๋อม!


นาลันเห็นก้อนหินอีกก้อนที่ตกกระทบผิวน้ำใกล้ๆกับบริเวณที่หินของเธอตกลงไปเมื่อครู่ จึงหันกลับมามองที่รอน ก็เห็นเขาผินหน้ากลับมาที่เธอและส่งยิ้มแสนละมุนให้


" ขอเล่นด้วยคนได้มั้ยครับ? "


" แล้วถ้าบอกว่าไม่ได้ล่ะคะ "


" ว๊าา โยนไปแล้วด้วยสิ "


รอนทำเสียงเศร้าเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับยิ้มกริ่ม ซึ่งเขาก็เห็นว่านาลันนั้นส่งยิ้มกลับมาให้เขาเช่นกัน


" เมื่อกี้ คุณอย่าไปถือสาคุณแพททินสันเลยนะครับ พวกเขา เอ่อ..ออกจะมีปัญหาในการเข้าสังคมไปสักนิด ในความคิดของผมนะ "


" คุณคิดแบบนั้นจริงๆเหรอคะ ความจริงฉันก็ไม่ได้เก็บมาคิดมากอะไรเท่าไหร่ แค่หงุดหงิดเล็กน้อยเท่านั้นเอง คุณเองก็เลยพลอยโดนหางเลขไปด้วย แต่คุณก็เก็บอารมณ์ดีทีเดียวนะคะ เป็นฉันเสียอีกที่อารมณ์พุ่งปรี๊ดขึ้นมาเลย ผู้ชายอะไรปากจัดชะมัด "


" ความจริง การที่เขาพูดกับคุณหลายประโยค ผมว่าคงมากกว่าที่เขาพูดกับคนอื่นทั้งสัปดาห์เลยนะครับ "


" ทั้งสัปดาห์เลยเหรอคะ? "


" ครับ ตอนแรกที่เขาพูดดูหมิ่นคุณและกวนผม บอกตามตรงก็โกรธนะ แต่พอคิดถึงจุดนี้ก็ไม่อยากจะโกรธเขาสักเท่าไหร่ "


" พวกเขา เอ่อ เป็นยังไงหรือคะ ตระกูลแพททินสันน่ะ "


นาลันข้องใจ นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมรอนจึงพูดเหมือนผู้ชายคนนั้นไม่ค่อยปกติ


" จะพูดยังไงดี ก็อย่างที่เคยบอกครับ คนในตระกูลนี้เป็นพวกไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่ จะว่ารักสันโดดหรือโลกส่วนตัวสูงก็อาจจะใช่ เวลาไปไหนก็มักจะไปกันเป็นครอบครัว สำหรับตัวผมไม่ค่อยพบหรือรู้จักเป็นการส่วนตัวหรอกนะครับ เพียงแต่ได้ยินหลายๆคนจากเมืองนี้เขาพูดกัน นานเข้าหลายเหตุการณ์เข้า ก็ทำให้ผมได้คิดว่าเขาอาจจะมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับสังคม หรือในหมู่คนเยอะๆมากกว่า "


" มีปัญหาในการเข้าสังคมอยู่ร่วมกับคนอื่น "


ไอ้อาการปากจัด ดูหมิ่นผู้อื่นนี่มันรวมอยู่ในปัญหาการเข้าสังคมด้วยหรือเปล่านะ หรือว่ามันเป็นนิสัยส่วนตัวและความเคยชิน นาลันนึกสงสัย..


" รอยส์เคยเล่าให้ผมฟัง ถึงเรื่องอุบัติเหตุรถชนในฤดูฝนปีที่แล้ว มีคนในเมืองนี้ประสบอุบัติเหตุรถกระบะประสานงากับรถบรรทุกสารเคมี ภายในรถกระบะมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีเสียชีวิตคาที่ ส่วนภรรยาซึ่งกำลังท้องแก่ใกล้คลอดอาการสาหัสและหมดสติติดอยู่ในรถที่ค่อนข้างยับเยิน บริเวณฝากระโปรงรถมีควันโขมงออกมาคาดว่าจะลุกไหม้ในอีกไม่ช้า และถ้ามันลุกลามไปยังรถบรรทุกสารเคมีที่อยู่ใกล้ๆ คงจะเป็นเรื่องอันตรายของชาวเมืองแน่นอน คนขับรถบรรทุกที่มีอาการสาหัสไม่ต่างกัน แต่ยังพอมีสตินำพาตัวเองออกจากรถได้ทัน หากแต่ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะช่วยคู่กรณีได้ และก่อนที่จะหมดสติไป เขาเห็นว่ามีคนเข้ามาช่วยหญิงท้องแก่คนนั้นออกมาจากซากรถ และนำร่างของสามีเธอออกมาได้ทัน จากนั้นจึงใช้สารดับเพลิงควบคุมควันและสะเก็ตไฟที่เริ่มลุกจากฝากระโปรง แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและรถโรงพยาบาล คุณลันทายสิครับ ว่าใครคือฮีโร่ที่เข้ามาช่วยกู้สถานการณ์นี้ไว้? "


รอนเอ่ยเล่าเหตุการณ์หนึ่งให้หญิงสาวข้างกายได้ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นที่กล่าวถึงของชาวเมืองแห่งนี้อยู่นานพักหนึ่งเลยทีเดียว


นาลันที่ตั้งใจฟังเรื่องราวที่รอนเล่ามาตั้งแต่ต้น ชะงักไปเมื่อเขาหันมาถามเธอ และเมื่อมองสบตาของชายตรงหน้า จึงค่อยเอ่ยขึ้นมาอย่างค่อนข้างแน่ใจ จะไม่ให้แน่ใจได้อย่างไรล่ะ ก็ในตอนแรกเธอกับเขากำลังพูดถึงคนในตระกูลแพททินสันอยู่ แล้วคนตรงหน้าก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา..


" คนในตระกูลแพททินสัน? "


หญิงสาวเอ่ยออกไป พลันใบหน้าของชายคนนั้นก็หวนกลับเข้ามาในความคิด ถึงจะปากจัด แต่ก็ถือว่าจิตใจไม่ด้านชาเท่าไหร่แหะ..


ณ ห้องๆหนึ่งในคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ภายในห้องนี้กินพื้นที่ไปเยอะพอสมควร บรรยากาศนั้นค่อนข้างเย็น มุมหนึ่งภายในห้องมีเตาผิงไฟหากแต่มันไม่เคยถูกใช้งานมานับร้อยๆปีแล้ว แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นติดลบเพียงใด หากแต่ไม่ได้ทำให้คนที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้สะทกสะท้านแต่อย่างใด 


ไม่ใช่ว่าภายในคฤหาสน์นั้นอบอุ่นมากไปกว่าบ้านเรือนอื่น แต่เป็นเพราะตัวบุคคลของคนในบ้านต่างหาก ที่ภูมิต้านทานแข็งแกร่งจนอากาศรอบกายไม่อาจทำให้เขารู้สึกได้มากไปกว่าความรู้สึกเฉยชา


ซิลเวีย  สาวน้อยผมสีบลอนด์ทองถักเปียสองข้าง ผูกด้วยยางรัดผมประดับดอกไม้ดูน่ารักน่าเอ็นดู ผิวขาวจัด อายุราว 8-9 ขวบ ก้าวเข้ามาภายในห้องที่เจ้าของห้องนี้ ใช้เป็นสถานที่สร้างสรรค์ผลงานส่วนตัว และเก็บผลงานภาพวาดเอาไว้มากมายจนเธอคิดว่าสามารถเปิดแกลลอรี่แสดงผลงานได้ทั้งปีเลยทีเดียว 


แน่นอนว่าฝีมือของจิตกรคนนี้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ลายเส้นและการลงสีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเจ้าตัวใช้เวลาฝึกปรือฝีมือมาเนิ่นนานนัก นานจนหลายคนคาดไม่ถึง นานเท่าชีวิตของเจ้าของภาพเองทีเดียว


" ฉันบอกเธอเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้วนะซิลเวีย เข้ามาให้เคาะประตูด้วย "


ซีน่อน แพททินสัน เอ่ยบอกผู้เป็นน้องสาวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ ทว่าท่าทีที่แสดงออกไปนั้น เพียงแต่หันไปมองชั่วแวบเดียว แล้วจึงกลับมาตั้งใจจรดปลายดินสอวาดลงบนกระดาษแผ่นขาวตรงหน้าตามเดิม


" โทษที พอดีฉันมาทางระเบียง ประตูตรงระเบียงนายไม่ได้ปิด โทษฉันไม่ได้นะ "


ซิลเวียยักไหล่ตอบ ชินกับคำบ่นของซีน่อนเสียแล้ว เธออยู่กับเขามานาน นานมากและไม่รู้ว่าจะต้องอยู่แบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่


เด็กสาวเดินเข้าไปใกล้ๆซีน่อน ซึ่งกำลังใช้ดินสอแรเงาภาพตรงหน้าของเขา ในภาพปรากฏว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ ตรงหน้าเขามีผู้หญิงหนึ่งคน หากแต่มีรั้วสูงกางกั้นคนทั้งคู่เอาไว้ และเมื่อเพ่งมองใบหน้าของผู้หญิงในภาพดีดี จึงพบว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกัน กับอีกหลายๆภาพในหลากหลายอิริยาบท แทบจะทุกภาพในห้องนี้เลยด้วยซ้ำ


" ให้ฉันเดามั้ย ผู้ชายที่ยืนหันหลังอยู่นี่ก็คือนาย ส่วนผู้หญิงนี่ก็คนเดียวกับผู้หญิงที่อยู่ในภาพของนาย ที่วางอยู่จนเต็มห้องตอนนี้ แต่ว่า..."


ซิลเวียทำสีหน้าครุ่นคิด เพราะที่ผ่านมาทุกครั้งที่วาดรูปผู้หญิงคนนี้ ซีน่อนไม่เคยวาดตัวเองลงไปด้วยเลย แต่ทำไมครั้งนี้เขาจึงใส่ตนเองลงไปด้วยกันนะ


" อย่าบอกนะว่า..."


" อืม ฉันคิดว่าฉันเพ้อเห็นภาพเธอจากความทรงจำเหมือนที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้มันต่างไปจากทุกครั้ง ฉันได้พบกับนีน่าอีกครั้ง ได้พบในความเป็นจริง จริงๆ "


ซีน่อนวางดินสอลงและเอื้อมมือลูบที่ภาพในตำแหน่งที่เธอผู้นั้นยืนอยู่ เขาคลี่ยิ้มออกมา แววตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างที่อยากจะถ่ายทอดให้คนในภาพได้รับรู้


" จริงเหรอ นายพบกับเธอคนนั้นจริงๆเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย! "


ซิลเวียเอ่ยอย่างค่อนข้างตื่นเต้นและยินดีกับซีน่อน แน่นอนการที่ต้องจมอยู่กับความทรงจำเก่าๆ คิดถึงเท่าไหร่ก็ไม่อาจไขว่คว้ามันกลับคืนมาได้ ต้องติดอยู่กับความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ และต้องทนอยู่กับมันตลอดเวลา มันช่างเป็นความทรมานใจสิ้นดี


ชั่วชีวิตของคนทั่วไป จะจมอยู่กับความทรงจำและความพลัดพรากเนิ่นนานเท่าไรกันเชียว สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี หรือมากกว่านั้น 


แต่ผู้หญิงในภาพนี้ ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของซีน่อนมานานกว่านั้นมากนัก สำหรับซีน่อนมันนานจนอาจจะเป็นชั่วนิรันดร์


 หรือแม้แต่ความทรงจำของซิลเวียเองก็ตาม ทุกเหตุการณ์ที่ล่วงผ่านมาแล้วนั้น มันสถิตย์อยู่ในสมองและหัวใจของเด็กสาวไม่เคยลางเลือน แม้จะผ่านมาเป็นร้อยๆปีแล้วก็ตาม


ใช่...ไม่ผิดหรอก ร้อยๆปี หากถามว่าซิลเวียอายุเท่าไหร่กันแน่ ก็คงต้องย้อนกลับไปในสมัยนั้น ที่เธอยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดามีลมหายใจอุ่นๆ ผิวกายที่รับรู้ความรู้สึกของอากาศรอบกาย ร้อน หนาว อบอุ่น เย็นสบาย คิดๆแล้วปีนี้ก็คงจะครบปีที่สองร้อยพอดี


และถ้าเด็กสาวอย่างเธออายุสองร้อยปี แล้วซีน่อนน่ะเหรอ ตอบให้เลยว่าเขาอายุมากกว่าเธอหนึ่งร้อยปี นับจากปีที่เขาลืมตาดูโลกในฐานะมนุษย์นั่นล่ะ เรื่อยมาจนกระทั่งที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในฐานะที่ไม่ใช่มนุษย์ แล้วพวกเราคืออะไรน่ะหรือ?


ผีดิบ หรือ แวมไพร์?  ก็สุดแท้แต่ว่าใครอยากจะเรียกนั่นล่ะ


แต่สำหรับซิลเวีย ไม่ยักจะชอบชื่อที่คนเหล่านั้นเรียกสักเท่าไหร่ จะเรียกให้ดูดีว่าเป็นมนุษย์ที่ผ่านความตายมาแล้ว มนุษย์กลุ่มพิเศษ พวกอมตะ น่าจะดูดีกว่าเป็นไหนๆ แต่ก็เป็นศัพท์ที่เด็กสาวบัญญัติมันขึ้นมาเองทั้งนั้น 


หลายคนอาจสงสัยว่า ผีดิบ หรือ แวมไพร์ มีจริงหรือเป็นเพียงเรื่องเล่า ตำนาน  ให้คนหวาดกลัว ครั้งหนึ่งเธอก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่พอมาเจอกับตัว จึงไม่คิดสงสัยอะไรอีกเลย


คนเราเชื่อในเรื่องพระเจ้าว่ามีอยู่จริง เชื่อว่าวิญญาณมีจริง เชื่อในอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น แต่ก็เชื่อว่ามีอยู่จริง 


แล้วทำไมจะไม่เชื่อล่ะ ว่าแวมไพร์ก็มีอยู่จริงเช่นกัน....


" ว่าแต่นายแน่ใจเหรอ ว่าผู้หญิงคนนี้ คือ นีน่า ของนาย "


" ฉันเชื่อเรื่องวิญญาณ และการเกิดใหม่ เธอเองก็เชื่อเรื่องนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ เพียงแต่การเกิดใหม่ของพวกเรา กับของนีน่านั้นช่างต่างกันเหลือเกิน "


ซีน่อนพูดถึงตอนนี้ก็เงียบไป และก็เพราะอย่างนี้เขาจึงสร้างระยะห่างและกำแพงระหว่างเขาและเธอขึ้นมาขวางกั้นเอาไว้ตั้งแต่แรกพบ


 ทั้งที่ภายในดีใจจนไม่รู้จะเอ่ยออกมาอย่างไร ที่ได้พบกับเธอคนนี้อีกครั้ง แม้ว่าในสมองและหัวใจของเธอจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาหลงเหลืออยู่เลย ผิดกับเขาที่จดจำได้ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์ ทุกอย่างที่เป็นเธอ มันจรดอยู่ในทุกอณูของหัวใจไม่เคยเสื่อมคลาย 


เกือบสามร้อยปี ที่เอาแต่เพ้อหา จมอยู่กับความรัก ความคิดถึง เขาเคยย้ายถิ่นฐานไปอาศัยทางแถบเอเชียอยู่ระยะหนึ่ง เพื่อให้คนรอบกายที่เคยรู้จักเขาที่นี่นั้นลืมเลือนไป และย้ายกลับมาที่นี่อีกครั้งเมื่อคนเหล่านั้นล้มหายตายจากไป หรือบางคนก็แก่ชราจนเลอะเลือนไป 


การกลับมาอยู่ที่นี่ในฐานะทายาทของตระกูลแพททินสัน วนไปมาอยู่เช่นนี้เกือบสามร้อยปี ขณะที่อยู่อาศัยอยู่ในแถบเอเชีย เขาไปมาหลายประเทศ ในใจลึกๆก็หวังว่าอาจจะได้พบใครบางคน หากแต่ก็ไม่เคยมีใครที่เหมือนกับนีน่าของเขาเลย 


จนเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาก็ได้พบกับเธอคนนั้น โดยบังเอิญ โดยไม่คาดคิด หากแต่เขากลับระลึกได้ว่าตอนนี้ กับเมื่อสามร้อยปีก่อนนั้นมันต่างกัน สถานะของเขากับเธอตอนนี้มันต่างกัน จำต้องเดินออกมาทั้งที่จิตใจกระวนกระวาย ว้าวุ่นเหลือเกิน


ถึงอย่างนั้นเธอจะรู้บ้างหรือไม่ ว่าแม้จะเดินออกมาแต่เขากลับแอบมองเธออยู่ในมุมหนึ่ง อยู่ในสายตาและความสนใจของเขาตลอดเวลา หลังจากนั้นก็ติดตามเธอไปจนรู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน 


" ใช่ แตกต่าง แต่แล้วทำไมล่ะ แวมไพร์รักใครไม่ได้หรือไง ถึงหัวใจของเรามันจะไม่ได้เต้นเป็นจังหวะเหมือนพวกมนุษย์ แต่ความรู้สึกที่มีต่างหากล่ะ คือสิ่งสำคัญ และถ้าจะหาข้อดีของแวมไพร์ล่ะก็ คงเป็นเวลาล่ะมั้ง เพราะมันพิสูจน์ได้ถึงความรักความจริงใจที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานไม่เสื่อมคลายของนาย "


" ฉันกลัวว่านีน่าจะรับไม่ได้ และไม่อยากจะทำให้เธอต้องมาเป็นเหมือนพวกเรา "


" เมื่อถึงเวลานั้น ถ้านีน่ารักนาย เธอจะเป็นคนตัดสินใจเอง ถึงตอนนี้ฉันไม่อยากให้นายตัดโอกาสของตัวเอง การที่รอคอยที่จะพบใครมาเนิ่นนานอย่างไม่รู้จุดหมายว่าจะได้พบหรือเปล่า มันทรมานขนาดไหน เมื่อมีโอกาสทำไมไม่คว้าเอาไว้ล่ะ "


ซิลเวียเอ่ยบอก เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาครุ่นคิดของพี่ชายอุปโลก 


...........................................................................................





















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #26 เรฟามีร์ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 14:27

    อยากจะบอกว่า รอเสมอเลย รอตลอดดเลยค่ะ.
    #26
    1
  2. #25 Lyn_Madam (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 06:31
    แวมไพร์หรอ ตายๆ หน้าเอ็ดเวิร์ด คัลเลน ลอยมาเลยทีเดียว
    #25
    1
  3. #24 Lyn_Madam (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 15:17
    ขออีกยาวๆๆได้ไหมคะ กำลังอ่านเพลินเลยทีเดียว^^
    #24
    1