ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 53 : เพลิงผลาญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47,696
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 930 ครั้ง
    29 เม.ย. 61

ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก

บทที่ 53  เพลิงผลาญ

 

 

ในเวลาเกือบรุ่งเช้าที่อากาศนั้นค่อนข้างเย็นกว่าทุกวัน  การได้นอนซุกกายภายใต้ผ้าห่มอุ่นหนาคงเป็นที่ปรารถนาของทุกคน  แต่การได้เข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อมแขนแกร่งของคนรักนั้น  ให้ความรู้สึกสบาย อบอุ่น และมีความสุขกว่ามากนัก  แม้ว่าจะหลับไปแล้วแต่มู่หรงหย่งหมิงกลับกอดกระชับจางซูหนี่ว์ไว้แนบชิดกายเขาตลอดเวลา  อย่างต้องการถ่ายเทความอบอุ่นให้กับนาง มันเป็นไปเช่นนี้ทุกค่ำคืนตั้งแต่ที่ทั้งสองแต่งงานกัน

 

 

ทว่าคืนนี้ทั้งคู่ไม่อาจหลับอย่างมีความสุขจนถึงรุ่งเช้าของอีกวันได้  เนื่องจากว่ามีทหารเข้ามารายงานว่ามีคนจากหอซือซิงมาขอเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน  ยังความแปลกใจต่อทั้งสองคนไม่น้อย  โดยเฉพาะจางซูหนี่ว์ที่รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ คนจากที่หอซือซิงมาขอเข้าเฝ้านางในเวลาเช่นนี้  ทั้งที่อีกไม่นานก็เช้าแล้วแต่ไม่อาจรอให้ถึงเช้าจึงรายงานได้  ย่อมเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

 

 

ไม่รู้ว่านางรู้สึกไปเองหรือไม่ แต่อยู่ๆความรู้สึกใจหายก็พุ่งขึ้นมาอย่างประหลาด  หากแต่ต้องรีบแต่งกายและคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมทับให้เรียบร้อยก่อนตามจวิ้นอ๋องออกไปด้านนอก  ด้วยพระสวามีนั้นเสด็จออกไปล่วงหน้าแล้ว

 

 

“เกิดเรื่องใดขึ้นที่หอซือซิงหรือ เหตุใดจึงเข้ามาพบข้าในเวลาเช่นนี้”

 

 

จางซูหนี่ว์ก้าวเข้ามายังห้องโถงที่ใช้รับรองผู้มาเยือน  ในตอนนี้นอกจากจวิ้นอ๋องที่ประทับอยู่แล้ว ยังมีเสี่ยวไป๋ ทหารเวรที่คอยอารักขา และแม่นางชิงไฉ ผู้ที่จางซูหนี่ว์นั้นมอบหมายให้คอยดูแลความเรียบร้อยต่างๆ ที่หอซือซิง  ซึ่งคงเป็นผู้ที่มาขอเข้าเฝ้านางและจวิ้นอ๋องในเวลานี้เป็นแน่

 

 

นางมองสภาพของแม่นางชิงไฉเสื้อผ้าอาภรณ์งดงามที่สวมใส่นั้น  บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยดำจนดูไม่จืด  ใบหน้าที่เงยขึ้นมาสบสายตากับนางนั้นเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม  ยิ่งเมื่อได้ฟังคำถามที่หญิงสาวเอ่ยออกไปแล้ว  ก็ยิ่งร้องไห้และสะอื้นจนตัวโยน  ก่อนทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าจางซูหนี่ว์  เพียงเท่านี้นางก็รู้แล้วว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

“พระชายาเพคะ  เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ  ที่ไม่อาจดูแลหอซือซิงให้ดีอย่างเช่นที่พระชายาทรงไว้วางพระทัยได้ จน จน...ฮือ ฮือ”

 

 

แม่นางชิงไฉร้องไห้ขึ้นมาอีก  ยามที่กำลังจะเอ่ยถวายรายงานต่อผู้เป็นนาย  ด้วยมิอาจหักห้ามความเสียใจและความรู้สึกผิดในจิตใจได้

 

 

“เจ้าเอาแต่ร้องไห้อย่างนี้แล้วข้าจะรู้หรือไม่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น  แล้วนี่เพ่ยเพ่ยมาด้วยหรือไม่  ไยนางจึงให้เจ้ามาที่นี่แต่เพียงผู้เดียว”

 

 

หนึ่งคนร้อนใจอยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น  ยิ่งเห็นทีท่าของคนตรงหน้าก็ยิ่งทำให้คนที่รอฟังความนั้นกระวนกระวายใจ  หากแต่อีกคนก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น  และเมื่อหันไปมองยังจวิ้นอ๋องจึงเห็นพระพักตร์เรียบนั้นดูเคร่งเครียดขึ้นมาก  ส่วนเสี่ยวไป๋นั้นก้มหน้าเช็ดน้ำตาป้อยๆ

 

 

สุดท้ายจึงเป็นมู่หรงหย่งหมิงที่เดินเข้ามาใกล้พระชายา  พลางจับมือของนางขึ้นมากอบกุมเอาไว้  อย่างต้องการจะให้ความรู้สึกมั่นคงและเป็นกำลังใจให้นาง  เพราะรู้ดีว่านางรักหอซือซิงและทุ่มเทสร้างมันขึ้นมาแค่ไหน  ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่สูญเสียไปหาใช่เฉพาะสิ่งก่อสร้างเท่านั้น แต่มันยังมีสิ่งที่จากไปและไม่อาจสร้างหรือหวนคืนกลับมาได้อีกครั้ง

 

 

“เจ้าฟังพี่นะหนี่ว์เอ๋อร์  เมื่อกลางดึกนี้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่หอซือซิง  ไฟนั้นลุกลามเร็วมากจนเสียหายเกือบทั้งหมด”

 

 

“แล้วมีใครบาดเจ็บหรือไม่ ชิงไฉ”

 

 

เมื่อได้ฟังสิ่งที่จวิ้นอ๋องทรงกล่าวนั้น  ยอมรับว่าแม้จะตกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  แต่ด้วยท่าทางที่ทุกคนแสดงออกมาก่อนหน้าก็พอจะทำให้นางรับรู้  และทำใจตั้งรับได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่  ขณะนี้นางจึงยังคงครองสติและไม่ได้ว้าวุ่นจนทำสิ่งใดไม่ถูก  หญิงสาวหันไปสอบถามกับแม่นางชิงไฉ ถึงประการแรกที่ควรจะให้ความสำคัญก่อนสิ่งใด

 

 

“เกือบทั้งหมดปลอดภัยดีเพคะ”

 

 

แม่นางชิงไฉพยายามกลั้นก้อนสะอื้นซึ่งจุกอยู่ที่อก  ก่อนเอ่ยตอบออกไปด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ

 

 

“เจ้าบอกว่าเกือบทั้งหมด แสดงว่าไม่ทั้งหมด มีใครเป็นอะไรบ้างตอบข้ามาเดี๋ยวนี้”

 

 

จางซูหนี่ว์ที่ใจคอไม่ดีนั้น  เริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นตามอารมณ์ความห่วงใยที่มีต่อทุกคนในหอซือซิง  นางรอฟังรายละเอียดแต่อีกฝ่ายกลับตัวสั่น  เอ่ยตะกุกตะกักเช่นนี้จนเช้าคงไม่รู้ความ

 

 

“ที่ได้รับบาดเจ็บนั้นมีเป็นบางส่วนเพคะ  ด้วยเกิดเพลิงไหม้ในเวลาดึกซึ่งได้ปิดหอไปแล้ว และทุกคนก็กำลังหลับพักผ่อน  จึงทำให้รู้ตัวและหนีได้ช้า  ที่ เอ่อ... ที่เสียชีวิตนั้นมีสองรายเพคะ”

 

 

คนตอบนั้น เมื่อเอ่ยถึงตอนนี้ก็ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยโดยสบสายตากับผู้เป็นนาย  รู้สึกสงสารเหลือเกิน ทั้งรู้สึกผิดที่ไม่อาจดูแลทุกอย่างและทุกคน ดั่งที่สตรีตรงหน้านั้นไว้วางใจได้

 

 

“สองราย...ใคร”

 

 

แรกได้ยินที่ว่ามีคนตายนั้น ความเศร้าค่อยๆแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมในหัวใจ  รู้สึกได้ว่ามือนั้นเย็นเฉียบอย่างฉับพลัน  จะด้วยเพราะความผูกพันและสนิทสนมกว่าใครหรือก็ไม่รู้ได้  จางซูหนี่ว์นั้นกระหวัดคิดถึงเพ่ยเพ่ย สาวใช้คนสนิทก่อนเป็นคนแรก  หากแต่หวังว่าคนๆนั้นจะไม่ใช่เพ่ยเพ่ย  แต่ดูเหมือนว่าเสียงวิงวอนที่นางร่ำร้องอยู่ภายในใจจะไม่ได้ผล เมื่อคำตอบที่ได้จากสตรีที่คุกเข่าตรงหน้านางนั้นเอ่ยชื่อที่นางไม่อยากจะได้ยินออกมา

 

 

“เพ่ยเพ่ย  และเม่ยอิงเพคะ”

 

 

แม้จะพยายามครองสติและจิตใจให้มั่นคงแล้ว  หากแต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นช่างรวดเร็วนัก  เพ่ยเพ่ยเป็นสาวใช้คนสนิทที่รู้ใจนาง  นางเห็นเป็นดั่งเพื่อน  ดั่งน้องสาว  อยู่ด้วยกันตั้งแต่ที่นางข้ามมาอยู่ที่ภพนี้  คอยติดตามดูแลรับใช้นางสารพัด  รอยยิ้มร่าเริง  แววตาใสซื่อ  ผุดขึ้นมาในความทรงจำดั่งน้ำหลาก 

 

 

ต่อให้พยายามทำเป็นเข้มแข็งแค่ไหน  แต่ก็ไม่อาจสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้เลย  นางรู้สึกได้ถึงแรงบีบที่มือของนาง  เป็นจวิ้นอ๋องที่กระชับมือของเขาที่กอบกุมมือนางอยู่นั้นแน่นขึ้นกว่าเดิม  ก่อนดึงตัวนางเข้าไปกอดอย่างปลอบโยน  นั่นจึงยิ่งทำให้น้ำตาของจางซูหนี่ว์ไหลพรากยิ่งขึ้น  ความเศร้าและหดหู่เกาะกุมอยู่ในหัวใจตอนนี้ 

 

 

เมื่อเริ่มทำใจได้แล้ว จึงคิดได้ว่าสิ่งแรกที่นางควรจะกระทำ  คือการไปปลอบขวัญและให้กำลังใจต่อคนของนางที่หอซือซิง  หากแต่เพียงชั่ววูบเดียวที่นางขยับตัว หมายจะสั่งการให้คนไปเตรียมเกี้ยวให้นางเพื่อไปยังสถานที่เกิดเหตุ  อยู่ๆก็รู้สึกว่าหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน  และทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับวูบลงไปในเวลาต่อมา

 

 

ตื่นเถิดเพคะ...เสียงของใครบางคนที่คุ้นหูดังแว่วเข้ามาในโสตประสาต เสียงนั้นบางเบาดั่งว่าเรียกนางจากในที่ที่ไกลแสนไกล  และค่อยๆแจ่มชัดขึ้นดั่งว่าอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม  จางซูหนี่ว์ซึ่งได้สติแล้วนั้นค่อยๆลืมตาขึ้นมาตามเสียงเรียกที่นางได้ยิน

 

 

ทว่าเมื่อมองไปรอบกายกลับเห็นว่าตัวนางนั้นนอนอยู่บนเตียงในห้องของตนเอง   บรรยากาศนั้นบ่งบอกว่าเป็นเวลากลางคืน  มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงที่ถูกจุดบริเวณโต๊ะที่อยู่ห่างออกไปให้แสงสลัวเท่านั้น  หากแต่ก็ทำให้จางซูหนี่ว์มองเห็นใครบางคนที่นั่งฟุบหน้าอยู่บริเวณปลายเตียงของนางได้ชัดเจน  ร่างนั้นแม้ไม่เห็นหน้าแต่นางก็จำลักษณะและท่าทางนี้ได้แม่นยำ  เพราะเป็นสาวใช้คนสนิทของนางนั่นเอง  คอยดูแลรับใช้นางทุกวี่วันแล้วเหตุใดนางจะจำไม่ได้กันเล่า

 

 

“เพ่ยเพ่ย นั่นเจ้าใช่หรือไม่”

 

 

จางซูหนี่ว์เอ่ยเรียกสาวใช้ที่นั่งฟุบหน้าอยู่นั้นอย่างงุนงง  ว่าเพราะเหตุใดจึงไปนั่งอยู่ตรง  และเมื่อสิ้นคำเรียกขานของนาง  ร่างที่นั่งฟุบหน้าอยู่ตรงปลายเตียงจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับจางซูหนี่ว์    

 

 

“เพคะ พระชายาของเพ่ยเพ่ย”

 

 

“เจ้าจริงๆด้วย  ข้าตกใจมากรู้หรือไม่  ที่ชิงไฉบอกกับข้าว่าเจ้านั้นได้ตายไปแล้ว  แต่...เจ้าก็อยู่ตรงนี้หนิ  แสดงว่าต้องมีการเข้าใจผิดกันเป็นแน่  คนที่ตายคงไม่ใช่เจ้า”

 

 

เมื่อได้เห็นหน้าเพ่ยเพ่ยในตอนนี้  พลันทำให้จางซูหนี่ว์นึกขึ้นมาได้ถึงคำพูดของแม่นางชิงไฉที่เข้ามารายงานเรื่องเหตุเพลิงไหม้ที่หอซือซิง  ก่อนจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าคงมีการเข้าใจอะไรผิดบางอย่าง และยังอยู่ในช่วงฉุกละหุกจึงไม่ทันได้ตรวจสอบให้ดี  เลยมีการระบุชื่อผู้ที่เสียชีวิตผิดพลาด  ถึงแม้ว่าจะเสียใจและเป็นเรื่องเศร้าที่มีคนเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้  แต่นางก็ใจชื้นขึ้นมากที่คนๆนั้นไม่ใช่เพ่ยเพ่ย

 

 

“พระชายาเพคะ  เพ่ยเพ่ยรักพระชายานะเพคะ  ต่อจากนี้ไปต้องทรงดูแลพระองค์เองให้ดี  วาสนาหม่อมฉันน้อยนักไม่อาจอยู่รับใช้พระชายาได้อีกต่อไป”

 

 

เพ่ยเพ่ยกล่าวด้วยใบหน้าแสนเศร้า  สีหน้าในตอนนี้นั้นซีดเผือด  มีน้ำตาคลอยามที่มองผู้เป็นนายสาวด้วยแววตาห่วงใยและจงรักภักดี  ก่อนจะขยับเข้ามาจับมือ  ซึ่งจางซูหนี่ว์นั้นสัมผัสได้ว่ามันค่อนข้างเยียบเย็นและสั่นเทาไม่น้อย

 

 

“เจ้ากล่าวอะไรเช่นนั้น  เหมือนกับว่าจะจากข้าไปที่ใดอย่างนั้นล่ะ”

 

 

พูดได้เท่านั้น นางก็พลันเห็นสาวใช้น้ำตาร่วงเผาะและร่ำไห้ออกมาจนตัวโยน  จางซูหนี่ว์งุนงงด้วยไม่รู้ว่าเพ่ยเพ่ยนั้นร้องไห้เพราะเหตุใดกัน  จึงทำได้เพียงขยับเข้าไปกอดปลอบนาง  ทว่ากลับยิ่งทำให้คนในอ้อมกอดสะอื้นยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

“ไม่ร้องนะ  ใครทำอะไรเจ้าไหนบอกข้ามาสิ”

 

 

หญิงสาวนั้นปลอบโยน พลางเอ่ยถามสาเหตุ  แต่เพ่ยเพ่ยกลับส่ายหน้าเพียงอย่างเดียว  เป็นเช่นนี้อยู่ครู่หนึ่ง  คนในอ้อมกอดจึงขยับตัวออกห่างเล็กน้อย  ทั้งเอียงหน้าขึ้นมาสบสายตาจางซูหนี่ว์นิ่งนานก่อนเอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้คนฟังใจกระตุกวูบ

 

 

“เพ่ยเพ่ยมาทูลลาพระชายา เป็นครั้งสุดท้ายเพคะ”

 

 

“ลา? เจ้าจะลาข้าไปไหน”

 

 

“ไกลเพคะ  หม่อมฉันต้องไปไกลมาก  มากจนไม่อาจกลับมาหา  มารับใช้พระชายาได้อีกต่อไป”

 

 

“ไม่  ข้าไม่ให้เจ้าไปไหนทั้งนั้น  เจ้าต้องอยู่กับข้าสิ  หรือเจ้าโกรธเคืองที่ข้าให้เจ้าไปช่วยดูแลแม่นางชิงไฉที่หอซือซิง  เช่นนั้นข้าอนุญาตให้เจ้ากลับมาคอยรับใช้ข้าที่นี่ก็ได้  ไม่ต้องไปที่หอซือซิงแล้ว”

 

 

หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจว่าครั้งนี้มันมีอะไรที่ต่างออกไป  ถ้านางเอ่ยอนุญาตให้เพ่ยเพ่ยจากไปแล้วคนตรงหน้าจะไม่กลับมาอีกเลย  นางเอื้อมมือไปกุมมือของเพ่ยเพ่ยเอาไว้แน่น

 

 

“ไม่เพคะ  หมดเวลาของหม่อมฉันแล้ว  หมดแล้ว หมดแล้ว”

 

 

เสียงของเพ่ยเพ่ยที่เอ่ยออกมาในประโยคสุดท้ายนั้นปนเสียงสะอื้นจากแผ่วเบาค่อยๆดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่ต่างจากเสียงกรีดร้อง  พร้อมๆกับที่มีเปลวไฟลุกพรึบไปทั้งร่างของเพ่ยเพ่ย   

 

 

จางซูหนี่ว์ผงะไปด้วยความตกใจ  เปลวเพลิงนั้นลุกท่วมตัวเพ่ยเพ่ยอย่างน่ากลัว และลุกลามไปยังที่ต่างๆภายในห้องอย่างรวดเร็ว  เพียงเสี้ยวเวลาห้องทั้งห้องก็ไม่ต่างไปจากทะเลเพลิง  นางเห็นเพ่ยเพ่ยนั้นดิ้นทุรนทุรายอยู่กลางห้อง  เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดังอยู่ในโสตประสาท  หากแต่จางซูหนี่ว์ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือสิ่งใดเพ่ยเพ่ยได้เลย  



เหมือนถูกตรึงให้ยืนอยู่ตรงบริเวณเตียงนั้น  ไม่สามารถขยับไปที่ใดได้อีก  ได้แต่มองเหตุการณ์เบื้องหน้า ทั้งร้องไห้อย่างสงสารและเวทนาสาวใช้คนสนิทจับใจ  เพราะแม้จะไม่สามารถขยับกายได้  แต่ไอร้อนระอุจากเปลวเพลิงที่กำลังผลาญทุกสิ่งอยู่ในตอนนี้นั้น  นางรับรู้และสัมผัสได้ชัดเจน  พอๆกับกลิ่นไหม้ที่พุ่งเข้ามาคละคลุ้งอยู่ทั่วห้อง

 

 

หนี่ว์เอ๋อร์...เสียงเรียกจากใครคนหนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางทะเลเพลิงที่รายล้อมจางซูหนี่ว์อยู่ในตอนนี้  นางละสายตาจากร่างของเพ่ยเพ่ยที่ค่อยๆแน่นิ่งไป  หันมองไปยังทิศทางของเสียงนั้นที่กำลังเรียกหานางอยู่  เสียงนี้ที่แม้หลับตาฟังนางก็รู้ได้ว่าคือผู้ใด  จวิ้นอ๋องกำลังเรียกนางอยู่ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าห่วงใยนางมากเพียงไร

 

 

“หนี่ว์เอ๋อร์” 

 

 

หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว พร้อมๆกับเสียงเรียกหาของจวิ้นอ๋องที่ยังคงดังอยู่ข้างๆหูของนาง  และเมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นมาจึงได้เห็นว่านางอยู่ในห้องๆเดิม  ที่ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ไปเมื่อครู่พร้อมๆกับเพ่ยเพ่ย  นางผวาเข้าไปสวมกอดพระสวามีอย่างคนที่ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ภาพที่เห็นมันน่ากลัวมากเหลือเกิน

 

 

“ท่านพี่ ข้า ข้า..ฮึก ๆ ฮือๆ”

 

 

“ไม่ต้องกลัวนะหนี่ว์เอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว  มันเป็นเพียงความฝัน ข้าอยู่กับเจ้าตรงนี้แล้ว”

 

 

มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยปลอบพระชายา  พลางลูบศีรษะ ลูบไหล่นางอย่างอ่อนโยน  เขาสัมผัสได้ว่านางตัวสั่นอย่างมาก  เมื่อครู่ระหว่างที่นางหมดสติไปนั้น นางเพ้อถึงแต่เพ่ยเพ่ย  เรียกหาสาวใช้คนสนิทอยู่หลายครั้ง  ผวาและร้องไห้ออกมาทั้งที่ยังหมดสติอยู่แบบนั้น จนเขาใจคอไม่ดีต้องเรียกนางเพื่อให้นางคืนสติโดยเร็ว  ทั้งที่หมอหลวงที่ถูกตามมารักษาอาการของนางนั้นต้องการให้นางพักผ่อนให้มาก ด้วยเพราะดีต่อตัวนางและเด็กในครรภ์ 

 

 

จากการที่นางหมดสติในครั้งนี้ ทำให้หมอหลวงที่ตามมารักษานั้นตรวจร่างกายนางอย่างละเอียด  และได้รู้ว่านางนั้นกำลังตั้งครรภ์ได้ราวๆหนึ่งเดือนแล้ว  โดยที่ตัวของจางซูหนี่ว์เองนั้นยังไม่ทันได้รู้ตัว พอมีเรื่องมากระทบจิตใจและเสียใจอย่างรุนแรง  จึงหมดสติไปอย่างง่ายดาย

 

 

“หม่อมฉันเห็นเปลวเพลิงลุกท่วมไปหมดทั้งห้อง  เห็นเพ่ยเพ่ยอยู่ในกองเพลิงนั้น  นาง..นางทรมานมากเพคะ หม่อมฉันช่วยอะไรเพ่ยเพ่ยไม่ได้เลย ฮือ ฮือ”

 

 

จางซูหนี่ว์ยังคงเสียขวัญ  ภาพของเพ่ยเพ่ยยังคงติดตาและวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด  แม้ว่าจะเป็นเพียงภาพในความฝันของนางเอง  หากแต่ช่างเหมือนจริงยิ่งนัก  และไม่แน่ว่าที่นางเห็นภาพเหตุการณ์นี้อาจเป็นเพราะเพ่ยเพ่ยนั้นได้มาบอกลานางเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ และทำให้นางได้เห็นภาพเหตุการณ์ในขณะที่เพ่ยเพ่ยทุกข์ทรมานจนสิ้นใจก็เป็นได้

 

 

“ว่าอย่างไรนะ  เห็นเพ่ยเพ่ยอย่างนั้นหรือ”

 

 

มู่หรงเหลียนฮวาโพล่งขึ้นมาอย่างนึกหวาด พลันกวาดสายตามองไปรอบๆห้องอย่างเกร็งๆเล็กน้อย  เมื่อรุ่งเช้านางกำนัลเข้าไปรายงานว่าก่อนรุ่งสางได้เกิดเรื่องขึ้นที่ตำหนักกลาง  และจวิ้นหวางเฟยนั้นหมดสติจนต้องตามท่านหมอหลวงมาดูอาการ  และถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของนางและพี่สะใภ้คนนี้  จะไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไร  หากแต่นางก็ไม่ถึงกับเกลียดดั่งแต่ก่อน  จึงรีบมาดูอาการของผู้เป็นพี่สะใภ้ด้วยความห่วงใยเล็กน้อย  ขอย้ำว่าเล็กน้อยจริงๆ หากไม่มาเลยก็คงจะหาว่านางเป็นน้องสามีที่แล้งน้ำใจเอาได้

 

 

“ฮวาเอ๋อร์”

 

 

ผู้เป็นพี่ชายหันไปส่งสายตาดุให้น้องสาว  ด้วยต้องการให้อยู่เงียบๆเสียมากกว่า  มู่หรงเหลียนฮวาเป็นคนที่พูดไม่ค่อยคิดเท่าไร  เกรงว่าจะกล่าวอะไรให้จางซูหนี่ว์นั้นรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม

 

 

“ท่านพี่ ฮวาแอ๋อร์ก็แค่ตกใจเท่านั้นเองนี่นา”

 

 

มู่หรงเหลียนฮวาเอ่ยตอบพี่ชายเสียงอ่อย  สีหน้าจ๋อยลงไปเล็กน้อย

 

 

“เจ้าหมดสติไปเกือบสองชั่วยามนะหนี่ว์เอ๋อร์  จนต้องให้ท่านหมอหลวงมาช่วยดูอาการ  ด้วยเกรงว่าเจ้าจะเป็นอะไรไปอีกคน”

 

 

มู่หรงหย่งหมิงหันมาพูดกับจางซูหนี่ว์  ในระหว่างนี้เขาได้ส่งคนไปดูสถานการณ์ที่หอซือซิงล่วงหน้าแล้ว  และคิดว่าเมื่อจางซูหนี่ว์ฟื้นคืนสติเมื่อไร  เขาจะพานางไปดูหอซือซิงด้วยตัวเอง  ถ้าหากว่านางต้องการและก็เป็นเช่นที่เขาคิดเอาไว้แต่แรก

 

 

“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรแล้วเพคะ  ได้โปรดพาหม่อมฉันไปที่หอซือซิงได้หรือไม่  หม่อมฉันต้องการไปปลอบโยนและให้กำลังใจคนของหม่อมฉัน อีกอย่างเพ่ยเพ่ยอยู่ที่นั่น  หม่อมฉันต้องการจัดการเรื่องพิธีศพของเพ่ยเพ่ยและเม่ยอิงด้วยตัวเองเพคะ ได้โปรดเถิด”

 

 

ถือเป็นโชคดีที่วังของจวิ้นอ๋องนั้นตั้งอยู่ภายนอกกำแพงวังหลวง  กฎเกณฑ์บางสิ่งนั้นไม่ได้เคร่งขัดเท่าไร  จึงทำให้จางซูหนี่ว์สามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆได้สะดวกกว่า  เพราะสตรีที่อยู่ภายในรั้ววังหลวงนั้นไม่สามารถออกไปภายนอกได้อย่างอิสรเสรี  โดยเฉพาะเหล่าพระสนมของฮ่องเต้ยิ่งแล้วใหญ่

 

 

“จะไม่เป็นอะไรได้อย่างไร  หมอหลวงเพิ่งบอกว่าท่านกำลังตั้งครรภ์หลานของข้าอยู่นะพี่สะใภ้  ถ้าออกไปข้างนอกเกิดไปหมดสติ หรือสะดุดสิ่งใดล้มลงไปจะไม่เป็นอันตรายกับหลานของข้าหรือ”

 

 

เป็นองค์หญิงเหลียนฮวาที่เอ่ยแย้งออกมา  ถึงจะบอกว่ารู้สึกห่วงใยพี่สะใภ้เพียงเล็กน้อย  แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเด็กในท้องนี่นา  อย่างไรเด็กก็คือหลานของนาง  ไม่ได้รู้เรื่องราวหรือเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบหน้าระหว่างนางกับจางซูหนี่ว์เสียหน่อย  ผิดหรือที่นางจะรักและห่วงใยหลานของนางที่อยู่ในท้องของจางซูหนี่ว์

 

 

“ตั้งครรภ์หรือ”

 

 

จางซูหนี่ว์ชะงักไป  เมื่อได้ยินสิ่งที่องค์หญิงเหลียนฮวากล่าว  ท้องอย่างนั้นหรือ  นางเพิ่งจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่ได้เพียงเดือนกว่าๆ  นางท้องแล้วอย่างนั้นหรือ  หญิงสาวก้มลงไปมองที่ท้องของตัวเอง  พลางลูบมันเบาๆ  อย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

 

 

“ที่ฮวาเอ๋อร์พูด ไม่ผิดหรอก  ท่านหมอหลวงบอกว่าเจ้าตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว  เจ้าคงยังไม่รู้ตัว  เพียงแต่ว่าท่านหมอหลวงตรวจร่างกายและชีพจรของเจ้า  จึงได้รู้”

 

 

มู่หรงหย่งหมิงยืนยันคำพูดของน้องสาวอีกคน  ด้วยลึกๆก็เห็นด้วยในสิ่งที่น้องสาวกล่าว  หากแต่นิสัยจางซูหนี่ว์เป็นอย่างไรเขานั้นรู้ดี  ถ้าคิดจะไปนางต้องไปให้ได้  เขาจึงติดได้ว่าจะเป็นผู้นำพานางไปเอง

 

 

“ลูกอย่างนั้นหรือเพคะ”

 

 

จางซูหนี่ว์ทวนคำ คล้ายว่าคนละเมอ  นางนิ่งคิดไปไม่รู้ว่าความรู้สึกของนางตอนนี้ควรจะเสียใจหรือดีใจก่อนดี  นางไม่รู้ว่าตอนนี้นางควรร้องไห้เสียใจต่อผู้จากไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อคืน  หรือยิ้มดีใจที่นางได้รู้ว่ากำลังจะเป็นแม่คน  มีอีกหนึ่งชีวิตอุบัติขึ้นมาอยู่ในท้องของนางตอนนี้  นางควรจะวางหน้าอย่างไรดี  ร้องไห้หรือเสียใจ

 

 

“ใช่  ลูกของเรา ของเจ้ากับเปิ่นหวาง”

 

 

มู่หรงหย่งหมิงส่งยิ้มอ่อนให้จางซูหนี่ว์  เขาเห็นนางนิ่งไปชั่วครู่คล้ายครุ่นคิดบางอย่าง  ก็รับรู้ได้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่  จึงได้ดึงนางเข้ามาสวมกอดเอาไว้อย่างปลอบโยน



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 930 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,484 ความคิดเห็น

  1. #5985 kulyasalin2 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 11:42
    เค้าท้องแล้ว......เย้ๆ
    #5,985
    0
  2. #5889 เมมฟิส (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 11:35
    สงสารเพ่ยเพ่ยและคนที่ตายอีกคน ขอให้ฮวาเอ๋อร์รู้เท่าทันยัยฮองเฮาไวๆน่ะค่ะ
    #5,889
    0
  3. #5882 chanchan123 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 15:26
    สงสารเพ่ยเพ่ย ขอให้เด็กที่มาเกิดเป็นเพ่ยเพ่ยทีเถอะ
    #5,882
    0
  4. #5881 yaicartoon (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 13:24
    แหม...น้ำยาดี ...สงสารเพ่ยเพ่ย
    #5,881
    0
  5. #5880 PhantiwaKetsri (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 13:01
    บรรยากาศเศร้าเคร้าละมุนด้วยความเป็นห่วงสงสารจัง!
    #5,880
    1
    • #5880-1 เถียนเถียน / ลักษมณ์(จากตอนที่ 53)
      30 เมษายน 2561 / 18:00
      มีทั้งแย่ มีทั้งดี อย่างน้อยเฮียอ่องก็ไม่ได้มึนเป็นอย่างเดียว อิอิ
      #5880-1
  6. #5879 yukyuieJS (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 11:02
    แต่งเดือนเดียว ตั้งครรภ์แล้วจ้าาา ท่านอ๋องทรงปรีชานัก
    #5,879
    1
  7. #5878 Mam Phornphen (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 11:02
    สสารเพ่ยเพ่ย นางอยู่ด้วยตลอด ไม่น่าเลย น่าจะแค่บาดเจ็บ
    #5,878
    0
  8. #5877 กิ่งพฤกษาสวรรค์ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 08:27
    ขอบคุณครับ
    #5,877
    0
  9. #5876 Taksina_Tangkwa (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 07:24
    สงสารเพ่ยเพ่ย ไม่ได้ได้ไหมคะ
    #5,876
    0
  10. #5875 _ _ _ m _ _ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 07:00
    สงสารเพ่ยเพ่ย T^T
    #5,875
    0
  11. #5874 Maichan (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 06:06
    ทำไมต้องมีคนตาย
    จำเป็นต้องตายด้วยเหรอ ไม่เห็นจำเป็นต้องตายเลย
    #5,874
    1
    • #5874-1 เถียนเถียน / ลักษมณ์(จากตอนที่ 53)
      30 เมษายน 2561 / 09:45
      ใจเย็นๆเน้อ ในละครจีนเกือบทุกเรื่องที่ดูก็มีการตายเยอะนะคะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ห้ามไม่ได้....ในเรื่องมันเป็นการวางเพลิง มันเป็นแผนโยนความผิด ยิ่งมีคนตายการตอบโต้ยิ่งหนัก และมันเป็นเกมส์การชิงอำนาจของคนในราชสำนัก เท่าที่ดูในซีรีย์จีนเขาเล่นกันหนักกว่านี้มาก วางแผนใส่ร้ายฆ่าล้างตระกูล ป้ายสีว่าเป็นกบฏ วางยาพิษฯลฯ กับการวางเพลิงคนสั่งต้องการแค่วางเพลิง แต่การที่เพ่ยเพ่ยตายส่วนนึงก็โชคชะตาด้วย ความจริงไรต์ก็ไม่อยากให้ตัวละครตัวไหนตายเลยค่ะ ทำใจลำบากมากๆๆ ที่จะต้องฆ่าตัวละครที่สร้างขึ้นมา แต่นิยายเรื่องหนึ่งไรต์ก็อยากจะให้นิยายมีทั้งโรแมนติก คอมเมดี้ เศร้า เคล้ากันไปค่ะ..ฉะนั้นใจเย็นๆนะคะ ^_^
      #5874-1
  12. #5872 misfala (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 02:10
    อีฮ่องเฮาเเน่ โหดเ-้ยมขนาดนั้น ต้องนางแน่ๆที่วางเพลิง
    #5,872
    1
  13. #5871 hanatsuki33 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 00:59
    น่าสงสารเพ่ยเพ่ยอ่ะ ตามซือซือไปซะงั้น ตัวละครที่น่ารักจากไปอีกแล้ว ที่ยังอยู่ก้อคือมนุษย์ป้าหนังเหนียวทั้งหลาย..
    #5,871
    1
    • #5871-1 เถียนเถียน / ลักษมณ์(จากตอนที่ 53)
      30 เมษายน 2561 / 09:24
      ช่วงต้นๆมันจะเป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ตอนนี้ปลายๆเรื่องมันจะเข้มๆมีดราม่าบ้าง แต่ตอนจบสุขนิยมเน้อ...
      #5871-1
  14. #5870 THIP02112528 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 00:25
    ใครว่างเพลิงอ่ะ...สงสารนาวเอกจัง
    #5,870
    3
    • #5870-2 THIP02112528(จากตอนที่ 53)
      30 เมษายน 2561 / 09:38
      ใช่จริงด้วยพอย้อนกลับอ่านแต่เราไม่ได้คิดถึงเรื่องว่าเพลิงงเลยสักนิสสคะ
      #5870-2
    • #5870-3 THIP02112528(จากตอนที่ 53)
      30 เมษายน 2561 / 09:38
      มีคนเสียชีวิตเจ็บปวดสุดๆๆค่ะ
      #5870-3
  15. #5869 Saowarots (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 00:20
    สามีน่ารักจัง ชอบๆๆๆ
    #5,869
    1
  16. #5541 PenBoney (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 21:02
    พี่ใหญ่ ค๊าา
    #5,541
    0
  17. #5430 thida5757 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มกราคม 2561 / 02:17
    ต้องแต่งชายหมอๆๆๆๆพลีสสสสส
    #5,430
    0
  18. #5429 valentinoe (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มกราคม 2561 / 00:54
    ชายหมอค่ะ
    #5,429
    0
  19. #5385 Maioctober (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 23:06
    อยากช่วยอุ่นหัวใจให้ชายห้าค่ะ อยากตอบแบบนี้อ่ะ
    #5,385
    0
  20. #5338 hitochi (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 14:59
    องค์ชายห้า น่าสงสาร น่าจะได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทน ขอบคุณ
    #5,338
    1
    • #5338-1 เถียนเถียน / A.C.E(จากตอนที่ 53)
      18 มกราคม 2561 / 16:26
      เรื่องนี้ไปหลงรักคนมีเจ้าของก็อย่างนี้ล่ะเนาะ เจ็บบบบ 555
      #5338-1
  21. #5335 KonDeeDeeRaknai (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 14:18
    องค์ชาย 5 เท่านั้น นั้น นั้น นั้น (เสียงก้องข้ามขุนเขา) อิอิ
    #5,335
    1
  22. #5328 พงศ์สุภา พันทะรี (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 13:58
    อยากอ่านองค์​ชาย​หมอจังค่าาชุ้ฟๆ
    #5,328
    1
  23. #5327 ปีใหม่ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 13:25
    ขอคารวะท่านพี่เถียนเถียนข้าน้อยเป็นนางกำนัลใหม่จะรอติดตามเจ้าค่ะ
    #5,327
    1
    • #5327-1 เถียนเถียน / A.C.E(จากตอนที่ 53)
      17 มกราคม 2561 / 15:36
      ยินดีต้อนรับเข้าสู่วังจวิ้นอ๋องค่ะ 555
      #5327-1
  24. #5326 VioMayLin (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 11:40
    องค์ชายห้าก่อนได้ไหมคะ เกริ่นมาแบบทำให้อยากมาก
    #5,326
    1
  25. #5325 Q blue (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 08:47
    องค์ชายหมอมาเลยจร้า เพราะมีเกริ่นไว้ในเรื่องคร่าวๆค่อนข้างจะเด่นกว่าพี่ชายใหญ่เเนะนำเเต่งองชายหมอมาก่อนจร้า ไม่ก็ควบๆไปได้โลดเเต่ก็เอาเรื่องของพี่ชายใหญ่ไปโผล่ๆในตอนบ้างจะได้มีช่องเชื่อมเรื่องหากันได้นะเออ เพราะยังไงถ้าเถียนๆจะเอาชายรองไว้สุดท้ายก็อยากให้เรื่องคุณชายใหญ่กับคุณชายรองต่อกันคร่า...
    #5,325
    1