ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 52 : ดอกไม้ในแจกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54,934
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 784 ครั้ง
    28 เม.ย. 61

ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก

บทที่ 52   ดอกไม้ในแจกัน

 

          การที่ต้องเข้ามาอยู่ในวังของผู้เป็นพี่ชายนั้นไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรสำหรับมู่หรงเหลียนฮวา หากแต่ต้องอยู่ร่วมกับพี่สะใภ้ที่นางรู้สึกไม่ชอบหน้า แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาหนึ่งนั้น ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่น้อย 

 


          หากว่าในตอนนี้ไม่มีความผิดติดตัว นางก็คงจะแผลงฤทธิ์เล่นงานพี่สะใภ้ได้มากกว่านี้เป็นแน่ ทว่าความเป็นจริงกลับจำต้องสงบเสงี่ยม ด้วยเกรงสายตาดุของพี่ชายที่ส่งมาให้อยู่เนืองๆ จริงอยู่แม้ว่าจะทรงเชื่อว่านางไม่ได้สั่งให้ซิ่วซิ่นฆ่ากระต่ายตัวนั้น แต่อีกประการนางก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตั้งใจกลั่นแกล้งพี่สะใภ้ของตนเองจริงๆ จึงทำให้ต้องระเห็จมาคอยดูแลรับใช้จางซูหนี่ว์เป็นการชดใช้อยู่ในเวลานี้ ประหนึ่งนางกำนัลก็ไม่ปาน มันน่าเจ็บใจจริงๆ....

 


          “เอาล่ะ มีอะไรจะให้เปิ่นกงทำก็ว่ามา เป็นทีของเจ้าแล้วหนิ”

 


          มู่หรงเหลียนฮวาเอ่ยขึ้น พลางเชิดหน้าให้กับสตรีตรงหน้าที่เอาแต่ยิ้ม คิดขุ่นใจกับสายตานั้นของจางซูหนี่ว์ยิ่งนัก ยิ้มอยู่ได้ แบบนี้มีอะไรก็พูดมาเลยเสียยังดีกว่า

 


“อย่าเสียมารยาทกับพี่สะใภ้ของเจ้าฮวาเอ๋อร์ เจ้าควรให้เกียรตินางด้วย และควรใช้สรรพนามในการเรียกซูหนี่ว์เสียใหม่ อย่าลืมว่านับจากนี้นางจะเป็นผู้ที่คอยดูแลความประพฤติของเจ้า”

 


มู่หรงหย่งหมิงกล่าวขึ้น เมื่อได้ยินน้ำเสียงและเห็นการวางตนของน้องสาว ที่มีต่อจางซูหนี่ว์ผู้มีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้

 


“ก็ได้ๆ พี่สะใภ้ท่านอยากให้ฮวาเอ๋อร์ทำสิ่งใดก็ว่ามาเถิด”

 

มู่หรงเหลียนฮวา แม้จะไม่พอใจและเสียหน้าที่ผู้เป็นพี่ชายไม่เข้าข้าง ทั้งยังดุนางต่อหน้าผู้อื่นอีก หากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้  เพียงแต่แสดงใบหน้างอง้ำออกมาอย่างขัดเคืองเท่านั้น ทว่าท้ายที่สุดก็ยอมเปลี่ยนการเรียกขานสตรีตรงหน้าเสียใหม่อยู่ดี

 

 “หม่อมฉันกำลังคิดว่าจะไปตัดดอกไม้ที่สวนด้านหลังวัง เพื่อจัดแจกันประดับไว้ที่ห้องทรงงานของจวิ้นอ๋อง องค์หญิงจะทรงช่วยหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”

 


จางซูหนี่ว์ส่งยิ้มให้เด็กสาวตรงหน้าอย่างผูกมิตร ทั้งคำพูดที่ใช้นั้นนางก็ใช้น้ำเสียงอ่อนโยน ฟังดูเหมือนคำขอร้อง คำชักชวน มากกว่าจะเป็นคำสั่ง

 


คนอย่างองค์หญิงเหลียนฮวานั้นดื้อรั้น ยิ่งว่า ยิ่งห้าม ก็เหมือนยิ่งยุ เชื่อในความคิดของตนเอง หากจะซื้อใจหรือจะให้ยอมทำตามสิ่งใดนั้น ต้องค่อยๆพูดจา ค่อยๆเกลี้ยกล่อม  ตะล่อมให้เหตุผล 



เชื่อว่าฮองเฮาทรงรู้จุดอ่อนขององค์หญิงเหลียนฮวาดี จึงผูกใจขององค์หญิงเหลียนฮวาให้เชื่อฟังตนเองได้ จางซูหนี่ว์เองก็จะใช้วิธีเดียวกันกับฮองเฮาในการผูกมิตรเช่นกัน หากแต่แตกต่างตรงที่นางต้องการผูกมิตรกับองค์หญิงเหลียนฮวาด้วยใจจริง มิใช่เพื่อหลอกใช้เหมือนฮองเฮา

 


“ตัดดอกไม้ คืองานแรกที่เปิ่นกงจะต้องทำสินะ หึ ย่อมได้”

 


มู่หรงเหลียนฮวากล่าวตอบรับด้วยน้ำเสียงกวนอารมณ์ กึ่งประชด พลางลุกขึ้นยืนเอามือกอดอกตนเอง จางซูหนี่ว์มองท่าทางดังกล่าวของเด็กสาวตรงหน้าแล้ว ก็นึกหมั่นไส้อยู่เหมือนกัน ท่าทางกวนๆ ชวนแจกมะเหงกขององค์หญิงเหลียนฮวานั้น ดูเหมือนเด็กแสบที่วางท่าอวดเก่ง เอาแต่ใจ และขี้งอน

 


“ดูเหมือนเจ้าทั้งสองคนจะเข้ากันได้ดี เช่นนั้นแล้วเปิ่นหวางคงต้องขอตัวไปตรวจตรางานที่ฝ่าบาททรงมอบหมายเสียหน่อย ฝากเจ้าดูแลเหลียนฮวาด้วยนะ หนี่ว์เอ๋อร์”

 


มู่หรงหย่งหมิงขอตัวออกไป เนื่องจากมีภารกิจที่ต้องรีบสะสาง และต้องการให้พระชายาและน้องสาวนั้นได้มีเวลาเรียนรู้นิสัยใจคอกัน ทั้งหวังว่าน้องสาวจะเปิดใจและลดอคติที่มีต่อจางซูหนี่ว์ลงได้ในไม่ช้า

 


คล้อยหลังจวิ้นอ๋องเสด็จออกไปแล้ว จึงมีเพียงจางซูหนี่ว์กับองค์หญิงเหลียนฮวาและนางกำนัลไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ที่เดิม เด็กสาวมองหน้าพี่สะใภ้ด้วยสายตาที่ต้องการข่มอยู่ในที เพราะความไม่ชอบหน้า ความไม่ไว้ใจ และเพราะนางตั้งใจกลั่นแกล้งจางซูหนี่ว์โดยเอากระต่ายไปซ่อน จึงเกิดเรื่องบานปลายขึ้นเช่นนี้ แล้วมีหรือเมื่อมีโอกาสจางซูหนี่ว์จะไม่คิดเอาคืน

 


“อย่าคิดว่าเปิ่นกงจะกลัวเจ้านะ”

 


เมื่อลับหลังพี่ชายสรรพนามเรียกขานจึงกลับมาใช้เช่นเดิมตามความเคยชิน

 


“กลัวหม่อมฉัน? มีอะไรต้องกลัว องค์หญิงทำผิดสิ่งใดหรือเพคะ”

 


“อย่ามาแกล้งทำไขสือ ก็ ก็เรื่องนั้น...”

 


มู่หรงเหลียนฮวาเอ่ยเสียงแผ่วไปเล็กน้อย ด้วยว่าลึกๆ ในใจนั้นนางก็รู้สึกผิด และสงสารเจ้ากระต่ายตัวนั้นอยู่เหมือนกัน หากแต่เพราะความปากแข็งและหยิ่งในศักดิ์ศรี จึงทำให้ทำใจยากที่จะเอ่ยคำขอโทษต่อจางซูหนี่ว์

 


“เรื่องนั้น..อืม ถ้าองค์หญิงวางแผนการกลั่นแกล้ง เพื่อให้หม่อมฉันเสียใจที่ซือซือหายไปล่ะก็ องค์หญิงทรงทำสำเร็จเพคะ หม่อมฉันเสียใจมาก หากแต่หม่อมฉันก็เข้าใจอีกเช่นกัน ว่าองค์หญิงไม่ได้ตั้งให้ซือซือตาย หม่อมฉันจึงไม่ได้เก็บมาถือโทษโกรธเคืองให้ตัวเองต้องมาทุกข์ใจ ในเมื่อตายแล้วก็คือตาย จะทำอย่างไรได้ เสียใจฟูมฟายจนถึงตอนนี้ ซือซือก็มิอาจกลับคืน”

 


นางเหลือบสายตามององค์หญิงเหลียนฮวาเล็กน้อย ทั้งลองพูดหยั่งเชิงเพื่อประเมินปฏิกิริยาของเด็กสาว อย่างน้อยอาการก้มหน้าพลางหลบสายตาของนาง ยามที่เอ่ยถึงการตายของซือซือ ก็พอจะทำให้รู้ได้ว่าเด็กสาวคนนี้จิตใจไม่ได้หยาบกระด้าง ยังมีความรู้สึกผิดบาปที่อยู่ในใจ หากแต่เป็นคนปากแข็งและหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีเกินกว่าที่จะเอ่ยคำขอโทษต่อนาง ซึ่งได้ชื่อว่าพี่สะใภ้ที่นางไม่ต้องการ

 


“ไม่โกรธ แม้สักนิดจริงหรือ”

 


มู่หรงเหลียนฮวาขมวดคิ้วสีหน้าคล้ายไม่แน่ใจ เกิดเรื่องขนาดนี้แต่กลับไม่โกรธนางเลย จะเป็นไปได้อย่างไร ทว่าเมื่อมองคนตรงหน้าก็พบว่าไม่ได้มีใบหน้าขึ้งโกรธ หรือหากนางมารยาเสแสร้งทำดีด้วย ก็ถือว่าแนบเนียนมากทีเดียว

 


“จริงสิเพคะ หม่อมฉันเวทนาและสงสารซือซือ แต่ก็เลือกที่จะปล่อยวาง เพราะถือว่าซิ่วซิ่นได้รับการลงโทษจากหม่อมฉันไปแล้ว ส่วนองค์หญิงถ้าหม่อมฉันถือโกรธต่อไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา จะบังคับให้ทรงเอ่ยคำขอโทษหม่อมฉัน ทั้งที่ไม่ทรงเต็มใจกล่าวออกมา ไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ ที่สัตว์ตัวเล็กๆ บริสุทธิ์ตัวหนึ่งต้องตายจากไป คำขอโทษก็ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับหม่อมฉัน สู้ปล่อยผ่านไปไม่รับฟังแต่แรกยังดีเสียกว่า จะได้ไม่เสียความรู้สึกไปมากกว่านี้”

 


จางซูหนี่ว์เอ่ยย้ำทางอ้อมให้เด็กสาวตรงหน้ารู้สึกผิด เหตุผลนั้นมีแน่ ก็เพราะคุณสมบัติของคนดีที่ขาดไม่ได้นั่นคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในตัว ถ้าการจะเปลี่ยนองค์หญิงเหลียนฮวาให้ดีขึ้นมากกว่าเดิม นางจะต้องดึงเอาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวของเด็กสาวออกมาเสียก่อน แต่จะเอ่ยย้ำตรงๆก็จะกลายเป็นการกดดัน และทำให้ถูกมองว่าร้ายกาจเอาได้ด้วยเด็กสาวยังมีอคติกับนางอยู่มาก

 


ดังนั้นจึงต้องกล่าวอ้อมค้อมบ้าง หากแต่ย้ำให้ตรงจุดเท่านั้น นางจะไม่บังคับองค์หญิงเหลียนฮวาให้เอ่ยขอโทษ แต่องค์หญิงจะต้องขอโทษออกมาเองด้วยความเต็มใจ และจริงใจที่สุด

 


มู่หรงเหลียนฮวาฟังที่จางซูหนี่ว์กล่าวออกมาแล้ว ก็ได้แต่เงียบไปด้วยไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใด เพราะพูดไปก็เหมือนแก้ต่างให้ตัวเอง ด้วยสิ่งที่จางซูหนี่ว์พูดมาทั้งหมดนั้นดั่งว่ามานั่งอยู่ในความคิดนางทุกอย่าง

 


“จะไปตัดดอกไม้ไม่ใช่หรือ จะมัวพูดพล่ามทำไม...กลัวข้าจะไม่รู้สึกผิดรึยังไง”

 


เด็กสาวเอ่ยขึ้นเสียงดัง เพื่อตัดบทและเปลี่ยนเรื่อง หากแต่ประโยคหลังนั้นเสียงแผ่วลงคล้ายพึมพำกับตัวเองเสียมากกว่า ก่อนที่จะเดินนำไปทางสวนดอกไม้ที่อยู่อีกทางโดยไม่รอผู้ใด

 


จางซูหนี่ว์กอดอกมองคนที่เดินจ้ำอ้าวไปทางสวนดอกไม้ พลางถอนหายใจออกมา ก่อนเอ่ยกับเสี่ยวไป๋ที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง

 


“อย่างน้อยนางก็ยืนฟังที่ข้าพูดได้นานกว่าที่คิด ไม่ได้เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง และโต้เถียงอย่างไม่รู้ถูกผิด หากเป็นเช่นนั้นข้าเองก็หวั่นใจแทนจวิ้นอ๋องและเฟิ่งหวงกุ้ยเฟยเหลือเกิน”

 


“ไม่เข้าใจเลยจริงๆ พระชายาของเสี่ยวไป๋นั้นพระทัยดีออกปานนี้ ไฉนองค์หญิงเหลียนฮวา จึงไม่ชอบพระชายาของเสี่ยวไป๋นะ กลับไปชมชอบคุณหนูตระกูลต้วนนั่น”

 


เสี่ยวไป๋บ่นไปตามประสา หากแต่เป็นความจริงที่อยู่ในใจทั้งสิ้น อุปนิสัยใจคอ และพระสิริโฉมนั้นก็ล้วนเหนือกว่าคุณหนูต้วนอย่างเห็นได้ชัด หรือหากจะมองในด้านฐานะทรงเป็นถึงบุตรีของเสนาบดีเจ้ากรมการคลัง อีกทั้งมีท่านลุงเป็นถึงเสนาบดีเจ้ากรมกลาโหม ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฐานะของหลานสาวฮองเฮาสักเท่าไร

 


เพราะถ้าจะให้กล่าวตามจริงสกุลต้วนในขณะนี้ก็มิได้เรืองอำนาจเทียบเท่าเมื่อครั้งที่ไทฮองไทเฮายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ต้วนฮองเฮาก็ใช่ว่าจะเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทมากเท่าเฟิ่งหวงกุ้ยเฟย ที่ยังครองตำแหน่งฮองเฮาได้ในทุกวันนี้ ก็เพราะทรงเป็นพระมารดาขององค์ไท่จื่อมู่หรงหยางหมิ่น กระนั้นยังคอยให้ท้ายต้วนหลี่จงและหลานชายที่ชอบวางอำนาจในทางที่ผิดเสมอ ชื่อเสียงฉาวโฉ่จนอำนาจที่มีไม่อาจปกปิดได้หมด ช่างไม่รู้เลยหรืออย่างไร ว่าราษฎรนั้นเดือดร้อนเพราะคนสกุลต้วนเพียงใด

 


“ทั้งคู่เป็นสหาย และรู้จักกันมาตั้งแต่เยาว์วัย องค์หญิงเองก็นับถือ รักและเคารพฮองเฮาอยู่ ถ้าองค์หญิงจะคอยส่งเสริมลี่จูให้สมหวังในความรัก และได้ครองคู่กับจวิ้นอ๋องก็ไม่แปลกหรอก ยิ่งข้ามาทีหลังแต่กลับได้แต่งเป็นจวิ้นหวางเฟย ในขณะที่ลี่จูนั้นมอบใจรักภักดีให้กับจวิ้นอ๋องเพียงผู้เดียวมาเสมอ องค์หญิงเห็นสหายเสียใจ ดังนั้นจะไม่ชอบข้าก็เป็นเรื่องธรรมดา”

 


จางซูหนี่ว์เอ่ยกับเสี่ยวไป๋อย่างเข้าใจในความคิดของมู่หรงเหลียนฮวา ตัดความอคติออกไปมองอย่างเป็นกลาง ก็จะมองเห็นสาเหตุที่องค์หญิงเหลียนฮวาไม่ชอบหน้าของนาง


 

กลางสวนดอกไม้ มู่หรงเหลียนฮวานั้นกำลังช่วยจางซูหนี่ว์คัดเลือกดอกไม้ และตัดไปจัดแจกันในห้องทำงานของพี่ชาย นางลอบมองพี่สะใภ้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อยู่สักระยะ ก็เห็นว่ากำลังให้ความสนใจกับดอกไม้ตรงหน้า ทั้งคัดเลือกและตัดมันด้วยตัวเอง นางกำนัลที่ตามมาด้วยจะเข้ามาช่วยก็ไม่ยอม เพียงแต่ให้นางกำนัลคอยถือตะกร้าเดินตามเพียงเท่านั้น

 


“อุตส่าห์ได้เป็นถึงพระชายาทั้งที ทำไมไม่ใช้อำนาจที่มีสั่งให้บ่าวไพร่นางกำนัลทำล่ะ จะทำเองให้ลำบากทำไม ในวังจวิ้นอ๋องแห่งนี้ขอเพียงจวิ้นหวางเฟยเอ่ยปากเพียงนิด ทุกคนก็พร้อมจะทำตามพระประสงค์อยู่แล้ว”

 


คนพูดนั้นเอ่ยวาจาออกมา ทว่ากลับไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ใด สายตานั้นจับจ้องอยู่ที่ดอกกุหลาบสีแดงในมือที่เพิ่งตัดออกมาจากต้น

 


“อะไรที่ทำแล้วมีความสุข จะเรียกว่าความลำบากได้อย่างไร หรือต่อให้ต้องลำบากกาย บุกป่าฝ่าดง บุกน้ำลุยไฟ หากปลายทางนั้นมีคนที่เรารักรออยู่ หม่อมฉันก็ยินดีที่จะลำบาก องค์หญิงคิดเช่นนั้นหรือไม่”

 


นางกล่าวเสียงเรียบ ทว่าใบหน้าเปื้อนยิ้ม ค่อยๆ อธิบายให้เด็กสาวนั้นเข้าใจสิ่งที่นางทำ

 


“ก็แค่จัดแจกัน จะคิดอะไรให้มากนัก บุกน้ำลุยไฟรึ เจ้าก็เปรียบจนเกินไป”



จางซูหนี่ว์ฟังที่เด็กสาวข้างกายกล่าวแล้วจึงยิ้มให้  มู่หรงเหลียนฮวานั้นแท้จริงแล้วคือเด็กสาวที่ไม่ได้รู้อะไรเลยจริงๆ บางครั้งก็ดูเจ้าเล่ห์ บางครั้งก็ซื่อจนเกินไป มองเห็นแค่สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่คิดว่ากว่าสิ่งที่วางตรงหน้านั้นมันมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้นำมันมา และมันมาจากที่ไหนบ้าง

 


“องค์หญิงทราบหรือไม่ ว่าจวิ้นอ๋องนั้นทรงมีราชกิจในแต่ละวันมากมายนัก ในแต่ละวันแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน หรือแม้กระทั่งยามค่ำคืนยังใช้เวลาอยู่ในห้องทรงงานมากกว่าห้องบรรทมเสียอีก เพื่อบ้านเมืองสงบสุขแล้ว จวิ้นอ๋องจึงทรงงานหนักมากเพคะ”

 


“แล้วอย่างไร เปิ่นกงก็ไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับการจัดแจกันตรงไหน ใครจัดก็เหมือนกัน”

 


มู่หรงเหลียนฮวาเอียงกายหันมาทางจางซูหนี่ว์อย่างสงสัย พลางเดินเข้าไปใกล้ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังสนใจฟังในสิ่งที่นางกำลังเล่าเพียงใด ทั้งที่เมื่อก่อนอย่าว่าแต่สนทนา แม้ใบหน้าก็ไม่อยากมองหรือเฉียดเข้าไปใกล้จางซูหนี่ว์เลย

 


“ย่อมแตกต่างที่ความใส่ใจเพคะ แจกันที่หม่อมฉันจัด มันใส่ความรัก ความห่วงใยของหม่อมฉันลงไปด้วย”

 


“แล้วท่านพี่จะรับรู้ได้อย่างไร ”

 


“ดอกไม้ในมือขององค์หญิงสวยงามนะเพคะ งดงามเหมือนดอกไม้ที่จวิ้นอ๋องทรงประทานให้หม่อมฉันเป็นครั้งแรก ทรงทราบหรือไม่ว่าท่านพี่ขององค์หญิงทรงนำดอกไม้ในแจกันที่จวนของหม่อมฉัน มายื่นให้หม่อมฉันต่อหน้าต่อตาเลย ทั้งกล่าวกับหม่อมฉันว่า...”

 


“ว่าอะไร!

 


มู่หรงเหลียนฮวาที่ตั้งใจฟังสิ่งที่จางซูหนี่ว์เล่า อดถามขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเห็นคนตรงหน้าหยุดพูด เด็กสาวนั้นไม่คิดว่าพี่ชายตนเองจะทำอะไรแบบนี้เป็นด้วย แต่การที่เอาดอกไม้จากจวนของจางซูหนี่ว์มาให้ตัวนางเอง พี่ชายของนางนั้นช่างทำไปได้ คิดๆ แล้วก็นึกขำ

 


“อ่ะแฮ่ม.. เปิ่นหวางจะไม่พูดว่ารักในตอนนี้ เพราะรู้ดีว่าเจ้าคงไม่เชื่อ แต่เปิ่นหวางจะทำให้เจ้ารักเปิ่นหวางให้ได้”

 


จางซูหนี่ว์กระแอมไปเล็กน้อย ก่อนดัดเสียงห้าวและพูดเลียนแบบจวิ้นอ๋องในวันนั้น วันที่เขาขอโอกาสจากนาง เพื่อให้นางเปิดใจมองเขาบ้าง

 


“ฮ่า ฮ่า นี่ท่านพี่กล่าวอะไรเช่นนี้ด้วยหรือ”

 


เด็กสาวหัวเราะออกมากับสิ่งที่ผู้เป็นพี่ชายได้กระทำผ่านมาแล้ว ยังไม่ทันได้รู้ตัวว่ากำลังถูกตีสนิท

 


“เพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันสารภาพเลยว่างุนงงมาก ดูเอาเถอะ เจอกันคราใดเป็นได้วางหน้าโหด บึ้งตึงใส่หม่อมฉัน จะให้เชื่อว่ามีใจเสน่หาต่อกันก็คงจะเป็นไปได้ยาก จึงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นิสัยใจคอกันเสียก่อน แล้วนั่นดอกไม้สีขาวนั่นก็เช่นกัน เป็นดอกไม้ที่จวิ้นอ๋องทรงเคยเด็ดจากต้นมาประทานแก่หม่อมฉัน บอกว่าทดแทนเรื่องดอกไม้ในแจกันที่จวนของหม่อมฉัน”

 


จางซูหนี่ว์ค่อยๆ ทลายกำแพงความห่างเหิน ความอคติในใจของมู่หรงเหลียนฮวาทีละนิดๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ

 


“แต่เปิ่นกงก็ยังไม่เข้าใจ เรื่องจัดดอกไม้อยู่ดี”

 


“ก็อย่างที่บอกเพคะ ว่าจวิ้นอ๋องใช้เวลาอยู่ในห้องทรงงานนานที่สุด ระยะนี้จวิ้นอ๋องทรงกำลังเคร่งเครียดกับราชกิจ หม่อมฉันอยากให้ทรงพักผ่อนหรือผ่อนคลายลงบ้าง  จึงได้จัดแจกันดอกไม้ไปตั้งเอาไว้ในห้องทรงงานอยู่หลายแจกันทีเดียว เมื่อทรงเหนื่อยล้ามากๆ ยามพักสายตาหันมาเจอดอกไม้สวยงาม ดูคราใดก็จะทำให้สดชื่นขึ้น และระลึกถึงความห่วงใยของหม่อมฉันผ่านดอกไม้เหล่านี้ อีกทั้งดอกไม้สีขาวนั่นมันเป็นความทรงจำระหว่างหม่อมฉันกับจวิ้นอ๋อง เมื่อทรงมองก็จะรู้ได้ทันที”

 


มู่หรงเหลียนฮวาหยิบดอกไม้สีขาวในตะกร้าขึ้นมาดมจึงได้กลิ่นหอมอ่อนๆรวยรินมาจากดอกไม้ บอบบางแต่อ่อนหวาน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าระหว่างพี่ชายกับจางซูหนี่ว์จะมีเหตุการณ์น่ารักๆเช่นนี้ด้วยกัน

 


เท่าที่นางลอบมองการกระทำ การวางตัวของจางซูหนี่ว์ ก็นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ไหนซิ่วซิ่นบอกว่าจวิ้นหวางเฟยผู้นี้หลงระเริงในอำนาจ แต่เท่าที่เห็นทุกคนที่นี่ต่างก็เคารพเชื่อฟังจางซูหนี่ว์ และยิ้มแย้มอย่างมีความสุขดี ทั้งฟังจากที่นางเล่ามานั้น พี่ชายของตนเป็นคนเข้าหาและเกี้ยวพานางก่อนเสียอีก หรือว่าจะต้องมองพี่สะใภ้คนนี้เสียใหม่  ตอนนี้หลายสิ่งหลายอย่างทำให้นางสับสนอยู่ไม่น้อย



อีกมุมหนึ่งภายในอาณาเขตวังหลวง  ใต้แสงจันทร์ในยามราตรีปรากฏบุคคลสวมชุดดำทั้งอำพรางใบหน้าด้วยผ้าคลุมมิดชิดเหลือเพียงดวงตา กำลังเร้นกายเขามายังตำหนักของใครคนหนึ่งอย่างชำนาญในเส้นทางเป็นอย่างดี



"มาแล้วหรือ"



สตรีสูงศักดิ์ที่ยืนหันหลังอยู่ตรงหน้าต่างนั้นเอ่ยขึ้น เมื่อรับรู้ได้ถึงการมาของคนสนิท แม้ว่าจะไม่ได้หันไปมองก็ตาม ผิวพรรณขาวนวลตัดกับสีดำสนิทของเส้นผมที่สยายอยู่กลางแผ่นหลังนั้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แม้ว่าเจ้าของเรือนร่างนั้นจะมีอายุค่อนข้างมากแล้วก็ตามที



"เพคะ"



"สำเร็จหรือไม่"



"เพคะ คิดว่าก่อนรุ่งสางคงมีผู้นำความเรื่องนี้ไปรายงานต่อจวิ้นอ๋องและจวิ้นหวางเฟยแน่นอน"



หญิงสาวในชุดดำรายงานถึงสิ่งที่ผู้เป็นนายนั้นสั่งการให้ไปทำ ก่อนปลดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้านวลของนางกำนัลผู้หนึ่ง นามว่า จื่อเว่ย



แน่นอนว่าสตรีสูงศักดิ์ที่ประทับยืนอยู่ตรงหน้าของนางกำนัลคนสนิทคงเป็นผู้ใดไม่ได้นอกจากสวี่กุ้ยเฟย พระมารดาผู้อ่อนโยนขององค์ชายห้ามู่หรงหยางเฉิง



"ดี ความผิดเรื่องก่อนยังไม่ทันจางหาย เรื่องใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เติมเชื้อไฟเข้าไปให้มาก เปลวเพลิงแห่งความบาดหมางของคนพวกนั้นจะเผาไหม้พวกมันให้วอดวาย"



พระพักตร์งดงามแย้มยิ้มอ่อนหวาน กับแววตาที่อ่อนโยนอยู่เป็นนิจ บัดนี้แสยะยิ้มขึ้นอย่างพึงพอพระทัย ดวงตาวาวโรจน์ในแบบที่ผู้เป็นโอรสนั้นไม่เคยมีโอกาสได้ยล  ก่อนที่จะทรงหันพระพักตร์กลับหาจื่อเว่ยเพื่อชมเชย



"เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลยนะจื่อเว่ย"



"หม่อมฉันเคยทูลกุ้ยเฟยแล้ว ว่าหม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพื่อพระนาง และองค์ชายห้าเพคะ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของหม่อมฉันก็ตามที"



"ข้าก็เคยบอกเจ้าไปก่อนหน้าแล้วว่า สิ่งที่ข้าทำนั้นอันตรายหากมีผู้ใดล่วงรู้เกรงว่าชีวิตข้าเอง ก็คงมิอาจรักษาเอาไว้ได้ คงไม่อาจปกป้องเจ้าได้เช่นกัน แต่เจ้าก็ยืนยันจะอยู่เคียงข้างข้า ขอบใจเจ้ามากนะจื่อเว่ย"



"ขอเพียงสิ่งที่กุ้ยเฟยปรารถนานั้นสำเร็จได้ หม่อมฉันยินดี"



"ข้าปรารถนาจะให้หยางเฉิงเป็นฮ่องเต้ แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าองค์ไท่จื่อและจวิ้นอ๋องยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็นั่นล่ะ..ในเมื่อนักฆ่าที่เจ้าได้ติดต่อพวกมันอยู่นั้น ยังหาโอกาสลงมือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หาทางเล่นงานทางอื่นไปก่อน  "




"ที่ผ่านมาองค์ชายห้าทรงได้รับการยอมรับและชื่นชมจากชาวเมืองอยู่ไม่น้อย ทั้งที่มิได้ทรงเปิดเผยตัวตน หากว่าองค์ชายได้เป็นฮ่องเต้หม่อมฉันคิดว่าจะทรงเป็นฮ่องเต้ที่ดี และเป็นฮ่องเต้ที่ราษฎรย่องย่องสรรเสริญเป็นแน่เพคะ"



"ข้าหวังนะจื่อเว่ย ว่าสักวันหนึ่งจะมีฮ่องเต้ที่ถือกำเนิดมาจากสตรีในสกุลสวี่ สักพระองค์ก็ยังดี  นานมาแล้วเคยมีฮองเฮาที่มาจากสกุลสวี่ หากแต่ไม่สามารถมีโอรสถวายให้ฮ่องเต้ได้ จึงถูกขุนนางฝั่งตรงข้ามหาทางเล่นงาน ฉวยโอกาสนี้ส่งเสริมพระสนมเอกจากสกุลหนึ่งที่กำลังรุ่งเรืองในตอนนั้น กระทั่งสวี่ฮองเฮาก็ถูกปลดจากตำแหน่งลงมาเป็นกุ้ยเฟย เพราะไม่สามารถมีโอรสได้  และแต่งตั้งสนมนางนั้นขึ้นเป็นฮองเฮาแทน อดีตฮองเฮาสกุลสวี่ทนความขมขื่นไม่ไหว จึงได้ออกบวชเป็นนางชีอยู่ที่วัดประจำตระกูลสวี่ตลอดชีวิต เจ้ารู้หรือไม่ว่านางสนมที่ได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแทนสวี่ฮองเฮา คือผู้ใด"



สวี่กุ้ยเฟยหันไปถามจื่อเว่ย  พระพักตร์งามนั้นเรียบนิ่งแววตาเยียบเย็นยามเอ่ยถึงเรื่องความอัปยศ ซึ่งพระนางรับรู้มาตั้งแต่จำความได้ ด้วยท่านปู่ของนางนั้นเป็นน้องชายของสวี่ฮองเฮา จึงได้เล่าความอัปยศนี้ให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง สิ้นอำนาจก็สิ้นวาสนา เป็นสตรีที่ไม่สามารถมีบุตรให้สามีได้ก็นับเป็นเรื่องที่แย่แล้ว ยิ่งเป็นถึงฮองเฮาจึงยิ่งอัปยศ การที่จะทวงคืนอำนาจให้สกุลสวี่ได้มีเพียงวิธีเดียว คือต้องมีโอรสกับฮ่องเต้ให้ได้ และในเมื่อวาสนาของพระนางไม่ถึงการเป็นฮองเฮา แต่โอรสของพระนางจะต้องเป็นฮ่องเต้เท่านั้น



"ผู้ใดเพคะ"



จื่อเว่ยเงยหน้าขึ้นมาสบพระพักตร์ของสวี่กุ้ยเฟย ด้วยไม่เคยถามถึงเหตุผลว่าเพราะอะไร ผู้เป็นนายจึงปรารถนาให้องค์ชายห้าขึ้นครองบัลลังก์นัก เคยคิดแต่ว่าอำนาจนั้นเป็นที่ต้องการของทุกผู้คน สวี่กุ้ยเฟยต้องการให้โอรสขึ้นเป็นฮ่องเต้คงไม่แปลก เพราะพระสนมคนอื่นๆก็คงจะมีความต้องการไม่ต่างกัน ทุกรัชกาลก่อนขึ้นครองบัลลังก์จึงมีการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพี่น้องเกิดขึ้นบ่อยครั้ง



" พระสนมลู่ ลู่ฮองเฮา หรือก็คือ ไทฮองไทเฮา ที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อหลายปีก่อนอย่างไรล่ะ"



สวี่กุ้ยเฟยเอ่ยถึงนามของหญิงผู้นั้น คนที่ปล้นอำนาจไปจากตระกูลสวี่ ปล้นตำแหน่งฮองเฮา หญิงมากเล่ห์เพทุบาย หลงระเริงในอำนาจ เพียงแค่คิดพระนางก็ชิงชังเหลือเกินแล้ว พระนางจะต้องหาทางทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างให้คนในตระกูลสวี่ให้จงได้




มู่หรงเหลียนฮวา / องค์หญิงเหลียนฮวา

Cr. Wu Qian

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 784 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,484 ความคิดเห็น

  1. #5863 chanchan123 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 18:03
    เฮ้อ สงสารชายหมอ มีแม่แบบนี้
    #5,863
    0
  2. #5843 Earthkid (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 22:29
    แล้วได้ถามลูกชายหรือเปล่าว่าอยากเป็นฮ่องเต้ไหมคือคิดเองเออเองทั้งนั้น เสียดายลูกเป็นหมอมีจิตใจดีงามแต่แม่กับเรมี่จิตใจหยาบช้าคิดกำจัดผู้คน รวมทั้งกำจัดคนที่ไม่ได้เป็นศัตรูด้วยไม่ได้ทำอะไรให้แค้นแต่ก็อยากจะกำจัดหยาบช้าจริงๆ
    #5,843
    0
  3. #5842 PrincessKeira (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 17:56

    ว่าแล้วว่าสวี่กุ้ยเยต้องไม่ธรรมดาาา ที่แท้ก็ร้ายยิ่งกว่าฮฮงเฮาจริงๆด้วย //// น้องบัวน่ารักกก

    #5,842
    0
  4. #5841 hanatsuki33 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 17:45
    น่ารักจังน้องดอกบัว..มีอีกตัวละครมาอีกแล้ว..นางมากับเหตุผลในสิ่งที่ทำอีกแล้วคับ..
    #5,841
    0
  5. #5840 กิ่งพฤกษาสวรรค์ (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 17:15
    ขอบคุณครับ
    #5,840
    0
  6. #5837 MC_B (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 00:26
    ดีจังเลยยยย ชอบเหลียนฮวามากกก กลับตัวกลับใจเร็วๆน้าาาา
    #5,837
    0
  7. #5834 winnie2005 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 21:42

    องค์หญิงน่ารักมาก >.<

    #5,834
    0
  8. #5833 Jubjang (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 13:31
    ชอบรูปน้องฮวาค่ะ ดูน่ารักดี หน้าตาดูไม่น่าจะร้าย
    #5,833
    0
  9. #5832 runn220 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 00:46
    น่ารักมากๆเลยค่ะ
    #5,832
    0
  10. #5340 Rosemary1985 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 17:17
    ชอบเครดิตภาพล่างจัง ถูกใจที่สุดดดด
    #5,340
    0
  11. #5324 Numtanthitiya (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 21:44
    พวกกระด้างกระเดื่องต้องกำหราบ
    #5,324
    0
  12. #5307 risuki666 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 15:16
    รอนางจัดการสักดอก
    #5,307
    0
  13. #5303 mesa0953 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 12:30
    อื้อ นางเอกของเราก็ไม่ธรรมดานะคะ
    #5,303
    0
  14. #5249 Pandanus23233 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 22:46
    รอจ้าาาาา
    #5,249
    0
  15. #5246 kimurakung (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 22:31
    ต้องจัดให้หนัก ยัยบ่าวนางนี้
    #5,246
    1
    • #5246-1 เถียนเถียน / A.C.E(จากตอนที่ 52)
      13 มกราคม 2561 / 09:02
      หึ หึ ที่ปล่อยให้นางผ้าซิ่นลอยนวล ใช่ว่าจะไม่มีการเอาคืนน๊าาา
      #5246-1
  16. #5213 Puipui Puilui (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 11:40
    สารภาพตอนแรกข้ามไม่อ่าน เพราะ”อ่านชื่อตอนว่า
    ....อ่านในมือถือ เมื่อย ลองใช้บ้างก็ดี”””””แฮร่
    #5,213
    1
    • #5213-1 เถียนเถียน / A.C.E(จากตอนที่ 52)
      11 มกราคม 2561 / 13:36
      เอื้อกกก เปลี่ยนชื่อตอนดีมั้ยเนี่ยะ 55555
      #5213-1
  17. #5209 farfar2531 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 11:27
    เห็นชื่อตอนแล้ว คลื่นสงบก่อนพายุเข้าแน่เลย เอือก...
    #5,209
    0
  18. #5208 pubin2560 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 10:43
    ไม่หึง ไม่รักกกกกกกกกกกกกกกกกก แค่เคือง  เข้าใจนะ อิอิ
    #5,208
    0
  19. #5207 กางเกง (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 08:24
    คนโปรด
    #5,207
    0
  20. #5205 puggaddong (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 07:31
    เราอยากให้นางเอกพูดออกมาจริงๆด้วยซ้ำ หมั่นไส้นางหมาหวงก้าง
    #5,205
    0
  21. #5204 pa kae (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 06:44
    เข้าใจตรงกันนะหนี่เอ๋อส์ไม่ได้หึงแต่ไม่ชอบให้พูดถึงแฟนเก่าน่ะ55555555รอค่ะรอชอบๆๆๆ
    #5,204
    1
  22. #5203 Paann153 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 06:40
    ติดตามตอนต่อไป
    #5,203
    0
  23. #5202 Nok (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 03:13
    รอติดตามตอนต่อไป
    #5,202
    0
  24. #5201 mamory00 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 01:44
    ย่ำจนเลือดซิบ พระชายาใจเยนๆน่ะ 5555
    #5,201
    0
  25. #5200 armaymin (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 01:19
    เขี่อปลิวหรอ นั้นคนนะ
    #5,200
    0