ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 41 : พระราชโองการ (รีไรต์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65,497
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 779 ครั้ง
    21 ก.พ. 61


          เสียงหัวเราะดังแว่วเข้ามาให้นางได้ยินอยู่เป็นระยะๆ ตลอดเวลาที่คนของนางนั้นได้ทำการแสดงอยู่หน้าพระพักตร์ก็ทำให้จางซูหนี่ว์ใจชื้นขึ้นมาบ้าง  อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็คงชื่นชอบการแสดงชุดนี้อยู่ล่ะ

 


          โดยเนื้อเรื่องนั้นกล่าวถึงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาที่เกิดมาหน้าตาอัปลักษณ์ใบหน้าละม้ายคล้ายกับม้า  เป็นที่ขบขันแก่ผู้พบเห็นหากแต่นางกลับมีอุปนิสัยร่าเริง และเป็นคนดีคนหนึ่ง  นางได้หลงรักชายหนุ่มสูงศักดิ์และทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อเขา แต่เขากลับรังเกียจนาง  

 


          เวลาผ่านไปได้มีเซียนองค์หนึ่งเกิดสงสารชะตาชีวิตอาภัพรักของนางหน้าม้าผู้นี้  จึงได้ใช้อิทธิฤทธิ์ทำให้นางมีใบหน้างดงามปานล่มเมือง และเรื่องราวต่างๆ จึงเกิดขึ้นเพื่อลองใจชายที่นางรัก สุดท้ายชายหนุ่มสูงศักดิ์คนนั้นก็ได้เรียนรู้ถึงคำว่ารักแท้..

 


          หญิงสาวที่ยืนควบคุมการแสดงและความเรียบร้อยอยู่ทางด้านหลังนั้น พลอยโล่งใจไปด้วย เมื่อเห็นว่าคนของนางได้ทำการแสดงจนจบ และทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี 

 


       แอบชำเลืองไปยังสตรีสูงวัยผู้เป็นพระมารดาของฮ่องเต้ ก็เห็นว่าพระนางทรงแย้มพระสรวล พลางปรบพระหัตถ์ให้การแสดงที่จบไป  ทั้งยังหันไปเอ่ยบางอย่างกับผู้เป็นพระโอรสเรื่องใดนั้นก็ไม่ทราบได้  แต่เท่าที่ดูจากท่าทีแล้วคิดว่าคงจะเป็นเรื่องดี

 


          นางมาที่วังหลวงนี้ในฐานะเจ้าของหอซือซิง เพื่อนำคนของนางมาทำการแสดง  มิใช่มาในฐานะแขกที่ถูกเชิญ จึงไม่จำเป็นต้องไปนั่งทางด้านหน้า  หากแต่เป็นเช่นนี้ก็ดีเพราะนางก็เกียจคร้านที่จะปั้นหน้ายิ้มแย้มให้ใครต่อใครเช่นกัน  

 


        ด้วยเท่าที่เห็นเบื้องหน้านั้นก็รวมบุคคลผู้ไม่ชอบหน้านางอยู่หลายคนเลยทีเดียว  ทั้งฮองเฮา ไท่จื่อเฟย องค์หญิงเหลียนฮวา  ต้วนลี่จู  มันน่าอึดอัดใจน้อยเสียเมื่อไร

 


          ทว่าการแสดงนั้นจบไปเพียงครู่เดียว ก็มีนางกำนัลรีบเข้ามากล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงนอบน้อม  ว่าไทเฮานั้นทรงรับสั่งให้นางรีบเข้าเฝ้าเบื้องหน้าพระพักตร์ในตอนนี้....

 


       หญิงสาวก้าวเดินตามนางกำนัลผู้นั้นไปด้วยกิริยาเรียบร้อยและนิ่งสงบ   หากแต่ในใจนั้นก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้  เพราะนี่คือครั้งแรกที่นางมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ ผู้เป็นประมุขของแผ่นดิน  และองค์ไทเฮา ผู้เป็นพระมารดา อย่างใกล้ชิดเพียงนี้ 

 


     หรือแม้แต่ต้วนฮองเฮาที่ต้องการจะยัดเยียดหลานชายตนเองให้กับนาง ซึ่งว่าตามจริงแล้วนางก็เพิ่งจะมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับพระนางเป็นครั้งแรกเช่นกัน

 

 

      " จางซูหนี่ว์ ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปีเพคะ "

 


      หญิงสาวถวายบังคมบุรุษที่นั่งอยู่ตรงกลางบนตั่งไม้ที่แกะสลักเป็นลวดลายมังกรบ่งบอกฐานันดรศักดิ์ เป็นผู้ที่มีอำนาจและพระบารมีสูงสุดในแผ่นดินหวงหรงนี้

 


        ฮ่องเต้ในวัยกลางคนที่แม้ว่าในตอนนี้เส้นพระเกศานั้นจะเริ่มมีสีเทาแซมมาให้เห็นบ้างแล้ว และมีริ้วรอยอยู่เล็กน้อย ทว่ารูปโฉมนั้นก็ไม่ได้ด้อยลงไปสักเท่าใดเลย กลับเพิ่มความสง่างามและสุขุมไปตามกาลเวลา ทั้งกำลังทอดพระเนตรมองมายังนางด้วยพระเมตตาที่หญิงสาวรู้สึกและรับรู้ได้ 

 


         นางลอบชำเลืองมองเพียงครู่เท่านั้น หากแต่สามารถสรุปได้ทันทีเลยว่าจวิ้นอ๋องนั้นมีรูปโฉมละม้ายคล้ายพระบิดาเสียหลายส่วนเลยทีเดียว

 


        " หม่อมฉันถวายพระพรไทเฮาเพคะ  ขอทรงพระเกษมสำราญมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี "

 


         เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้มิได้กล่าวสิ่งใดนอกจากส่งยิ้มให้นาง  นางจึงได้หันไปถวายบังคมสตรีผู้มากด้วยยศศักดิ์อีกคน ในลำดับถัดไป

 


        " เจ้าเป็นผู้คิดการแสดงนี้ขึ้นมาทั้งหมดหรือ จางซูหนี่ว์ "

 


       น้ำเสียงนุ่มนวลของไทเฮารับสั่งถามนางขึ้นมา  

 


        " เพคะไทเฮา "

 


         นางตอบกลับไปด้วยท่วงท่าที่ยังคงความสำรวม  ความจริงการแสดงเรื่องนางหน้าม้าเมื่อสักครู่  มันก็คือนิทานพื้นบ้านของไทยเรื่องแก้วหน้าม้านั่นล่ะ  เพียงแต่นางนำมาดัดแปลงเล็กน้อยเท่านั้น  ทั้งเนื้อเรื่องที่สนุกสนานอยู่แล้ว นางจึงคิดว่าน่าจะเหมาะกับงานนี้มากทีเดียว  

 


       ทว่าจะให้สาธยายความเป็นจริงถึงต้นกำเนิดเรื่องนี้ก็คงจะอีกยาวไกล  เช่นนั้นขอรับสมอ้างเป็นผู้คิดการแสดงนี้ไปก็แล้วกัน

 


       " อ้ายเจียเรียกเจ้ามาก็เพราะอยากจะชมเชยเรื่องการแสดงเมื่อครู่  อ้ายเจียชื่นชอบมาก สนุกสนาน เนื้อเรื่องแปลก ทั้งการแสดงและขับร้องร่ายรำคนของเจ้าทำออกมาได้ดีมาก  มิน่าล่ะ..หย่งหมิงนั้นจึงได้เอ่ยชื่นชมเจ้าให้อ้ายเจียฟังอยู่บ่อยครั้ง "

 


        ไทเฮาทรงกล่าวชื่นชมสตรีน้อยเบื้องหน้าของพระนาง  หากแต่ประโยคสุดท้ายกลับเอ่ยพาดพิงถึงมู่หรงหย่งหมิงหลานชายคนโปรดที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของพระนางซึ่งไม่ไกลกันเท่าใดนัก  ทว่าคนที่ถูกพาดพิงดูจะถูกใจและเต็มใจให้เอ่ยถึงอยู่ไม่น้อย ใบหน้าจึงได้ประดับรอยยิ้มกริ่มถึงเพียงนั้น 

 


       นานแล้วที่หลานชายของพระนางไม่ได้แย้มยิ้มออกมาให้คนหมู่มากได้เห็น  นอกจากพระนางและคนสนิทเท่านั้น  เพราะส่วนใหญ่จะเป็นใบหน้าเรียบเฉยไม่สนใจผู้ใดต่างหากเล่าที่ผู้อื่นพบเห็นจนชินตา 

 

 

         เช่นนี้แล้วพระนางจึงอยากพบบุตรสาวของเจ้ากรมการคลังผู้นี้  ตั้งแต่คราแรกที่เจ้าหลานชายไปเข้าเฝ้าพระนางที่ตำหนักเลยทีเดียว  ทั้งยังกระซิบบอกว่า จะนำว่าที่หลานสะใภ้มาให้พระนางดูตัว  ท่าทางจริงจังของมู่หรงหย่งหมิงนั้น ทำให้พระนางอยากจะเรียกให้คุณหนูสกุลจางผู้นี้เข้ามาพบพระนางเสียแต่วันแรกๆ  แต่เจ้าหลานชายตัวดีกลับยั้งพระนางเอาไว้  พลางเอ่ยเสียงอ่อยว่านางยังไม่ได้ตกลงสิ่งใดด้วย หากเรียกให้เข้าเฝ้าประเดี๋ยวนางจะรู้ตัวและพาลโกรธเคืองเสียก่อน  จึงให้พระนางรอพบจางซูหนี่ว์ในวันงานเป็นดีที่สุด

 


         แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมาก่อนถึงวันงาน  มู่หรงหย่งหมิงก็กลับมาหาพระนางอีกครั้ง  ทว่าครานี้เขากลับมาพร้อมข่าวอันน่ายินดี ข่าวอันเป็นมงคลเสียด้วย เพราะจางซูหนี่ว์นั้นตกลงที่จะแต่งเข้าวังจวิ้นอ๋อง เป็นจวิ้นหวางเฟยของมู่หรงหย่งหมิงแล้วนั่นเอง

 


        " เป็นพระกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้เพคะ  ที่ไทเฮาทรงชื่นชอบการแสดงชุดนี้  คงต้องยกความดีความชอบให้กับทุกคนในหอซือซิง  เพราะทุกคนต่างทุ่มเทเป็นอย่างมาก  แสดงร่ายรำขับร้องอย่างสุดความสามารถ  ก็เพื่อต้องการให้สมพระเกียรติไทเฮา เพคะ "

 


        หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อได้ฟังคำกล่าวของไทเฮา

 


      " มาตรงนี้สิ..ขยับเข้ามาใกล้ๆอ้ายเจียได้หรือไม่ "

 


       ไทเฮานั้นเอื้อมพระหัตถ์ไปเชยคางของสตรีตรงหน้า  เพื่อจะได้ยลโฉมว่าที่หลานสะใภ้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ถือว่าหลานชายของพระนางนั้นสายตาแหลมคมไม่เบาเชียว  เพราะรูปโฉมของสตรีน้อยนางนี้ก็มิได้เป็นรองผู้ใดเลย เพ่งพิศมองใบหน้างดงามค่อนไปทางหวานซึ้ง ทว่าดวงตากลมโตที่ช้อนสายตาขึ้นมาสบตากับพระนางนั้น มิได้ฉายแววเอียงอายหรือประหม่าเท่าใดนัก 

 


      ในความคิดของพระนางรู้สึกได้ถึงความทันคนที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ด้วยใบหน้านิ่งสงบนั้น  งดงามอ่อนหวานแต่แฝงความสง่างามและสู้คน  ก็คงเพราะเช่นนี้กระมังจึงมัดใจหลานชายของพระนางได้อยู่หมัด  นึกถูกชะตาว่าที่หลานสะใภ้ผู้นี้ไม่น้อย  จึงหันไปมองทางผู้เป็นหลานชายที่รอสบตากับพระนางอยู่ก่อนแล้ว พลางส่งยิ้มไปให้เป็นการส่งสัญญาณบอกกล่าวว่า..คนนี้ผ่าน

 


        " เสด็จย่า การแสดงร่ายรำของฮวาเอ๋อร์ และการบรรเลงผีผาของลี่จูนั้นไม่ถูกพระทัยบ้างหรือไรเพคะ  ไยจึงเอาแต่ชื่นชมผู้อื่นนักเล่า "

 


        มู่หรงเหลียนฮวาที่นั่งมองเหตุการณ์ได้สักครู่แล้ว  ให้รู้สึกขัดตาขัดใจเหลือเกิน  จึงขยับกายเข้าไปหาไทเฮาผู้เป็นเสด็จย่าของนางบ้าง  พลางปรายสายไปมองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายไทเฮาอย่างเย่อหยิ่งในศักดิ์และชาติกำเนิด ที่นางนั้นถือตนว่าอยู่เหนือสตรีผู้นี้อยู่มาก

 


         จางซูหนี่ว์ข่มความไม่พอใจเอาไว้ภายใน  ท่องเอาไว้ว่านั่นองค์หญิงๆๆ เด็กอะไรช่างน่ารำคาญยิ่งนัก เจอกันกี่คราก็ชักสีหน้าใส่นางอยู่ร่ำไป ไม่รู้ว่านางไปทำสิ่งใดให้แต่ชาติปางไหนกันหนอ  กระทำตัวราวนางอิจฉาในละคร แต่เท่าที่เห็นนั้น  มิใช่นางอิจฉาที่มีสมองคิดอ่านสักเท่าใดเลย  

 


         สายตาเหยียดนางนั้นเห็นได้ชัดเจน  ก่อนที่จะวางท่าขยับเข้าไปใกล้ไทเฮา พลางเบียดนางที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว จนต้องเป็นผู้ขยับถอยห่างออกไปจากตรงนี้เสียเอง

 


          " เหลียนฮวาเจ้ามิเห็นหรือว่าไทเฮาทรงตรัสกับจางซูหนี่ว์อยู่  ไยจึงแทรกเข้าไปเช่นนั้น "

 


         เฟิ่งหวงกุ้ยเฟยเอ่ยดุพระธิดาของพระนาง  เมื่อทรงเห็นกิริยาท่าทางอันมิควรของมู่หรงเหลียนฮวา  ซึ่งก็ส่งผลเพียงแค่ให้พระธิดามีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเท่านั้น

 


     " เจ้ากับลี่จูก็ทำได้ดีประทับใจย่าเช่นกัน ฮวาเอ๋อร์ "

 


      ไทเฮาทรงเอ่ยชื่นชมหลานสาว

 


       " ฮวาเอ๋อร์กับลี่จู ตั้งใจฝึกซ้อมและทำการแสดงด้วยตนเอง ก็เพียงเพราะต้องการให้เสด็จย่าสำราญพระทัยเพคะ  คราแรกคิดว่าจะให้นางรำนั้นร่ายรำแทน แต่พอมาคิดดูร่ายรำเสียเองนั้นดีกว่า เสด็จย่าจะได้เห็นถึงความตั้งใจของข้าและลี่จูอย่างไรเพคะ ว่าตั้งใจและทุ่มเทมากเพียงใด  มิใช่เพียงยืนดูอยู่เฉยๆ แล้วมาอ้างรับความดีความชอบ  "

 


       มู่หรงเหลียนฮวาเอ่ยพลางยิ้มแย้ม และขยับเข้าไปเกาะแขนไทเฮาอย่างออดอ้อน  แต่ก็มิวายกล่าววาจาเหน็บแนมจางซูหนี่ว์  ความจริงการแสดงของนางกับต้วนลี่จูที่ได้ตัดหน้าแสดงก่อนจางซูหนี่ว์นั้น  ก็เพื่อต้องการให้สหายของนางได้แสดงความสามารถต่างหากเล่า  

 


       ด้วยครั้งก่อนที่นางทราบเรื่องที่พระมารดาต้องการให้สตรีผู้นี้ทำการแสดงต่อหน้าพระพักตร์  จึงได้นำความมากล่าวปรึกษากับฮองเฮาและผู้เป็นสหาย 

 


         ฮองเฮาจึงให้นางและต้วนลี่จูทำการแสดงตัดหน้าการแสดงของจางซูหนี่ว์  เพื่อแสดงความสามารถให้ผู้อื่นได้เห็น 

 


        แผนการใช่ว่าจะมีเพียงเท่านี้  นางอุตส่าห์คิดหาทางป่วนการซักซ้อมการแสดงของหอซือซิง  ด้วยการคิดแผนให้ฝ่ายตรงข้ามวุ่นวาย  จึงได้แอบกระซิบให้ต้วนลี่จูไปเอ่ยชื่นชมความงามของจางซูหนี่ว์  ให้ต้วนหลี่เจี้ยนพี่ชายคนรองของสหายได้รับรู้  

 


     นางเคยพบคุณชายรองสกุลต้วนอยู่หลายครั้ง ท่าทางเอาแต่ใจและอารมณ์ร้อนอยู่ไม่น้อย  คงไปสร้างความวุ่นวายที่หอซือซิงอยู่บ้างล่ะ  

 


       ที่ไหนได้พี่ชายของนางเอง  กลับเป็นผู้ที่จัดการต้วนหลี่เจี้ยนเสียยับเยิน  ช่างน่าขัดใจเสียจริงๆ

 


       " เอาล่ะ  ย่าเห็นความตั้งใจของเจ้านะฮวาเอ๋อร์ และขอบใจเจ้ามาก "

 


       ไทเฮาทรงเอื้อมพระหัตถ์ขึ้นมาลูบศีรษะหลานสาวขี้อ้อนอย่างเอ็นดู  หากแต่ก็รู้ทันความคิดของหลานสาวผู้นี้อยู่เช่นกัน  ที่กำลังหาเรื่องกล่าววาจาเหน็บแนมจางซูหนี่ว์อยู่ตลอด  เหลียนฮวานั้นออกจะเป็นคนเอาแต่ใจและดื้อดึงไปสักหน่อย

 


         ไยพระนางจะไม่รู้  ว่าหลานสาวถูกต้วนฮองเฮานั้นควบคุมความคิดเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงได้แต่เอ่ยปรามอยู่เรื่อยๆ ด้วยทุกคนก็รู้ดีว่าคนอย่างเหลียนฮวานั้น  ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้ทำ  

 


       ต้องให้นางประจักษ์ความจริงด้วยตนเอง จึงจะเชื่อว่าใครกันแน่ที่รักและหวังดีด้วยใจจริง  จะใช่ต้วนฮองเฮาที่เอาแต่ป้อนคำหวานและตามใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจริงหรือ

 


         " ฮวาเอ๋อร์ยินดีเพคะ "

 


         มู่หรงเหลียนฮวายิ้มกว้างให้ผู้เป็นย่า พลางหันไปเชิดหน้าใส่จางซูหนี่ว์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล  

 


         " อ้อ...ที่อ้ายเจียเรียกคุณหนูสกุลจางผู้นี้เข้ามาที่นี่  มิใช่เพียงต้องการชมเชยเท่านั้นหรอกนะ  ยังมีสิ่งอื่นอีกด้วย...จริงหรือไม่หย่งหมิง "

 


          พระพักตร์ของไทเฮาประดับไปด้วยรอยยิ้มละมุน พลางเอ่ยเย้าหลานชายขึ้น

 


         " พ่ะย่ะค่ะ เสด็จย่า "

 


          มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยรับคำเย้าหยอกของไทเฮาทันที  พลางหันไปสบตากับพระบิดาเป็นเชิงรู้กัน

 


          " สิ่งอื่น สิ่งใดหรือเพคะ "


 

           มู่หรงเหลียนฮวาอีกนั่นล่ะ ที่เป็นผู้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย  ใช่ว่าจะมีแต่นางเสียเมื่อไรที่อยากรู้  หลายคนในที่นี้ก็คงใคร่รู้ไม่ต่างกัน

 


          " เรื่องนี้ให้ฮ่องเต้ทรงตรัสด้วยองค์เองจะดีกว่านะ "

 


          ไทเฮาทรงหันพระพักตร์ไปเอ่ยกับผู้เป็พระโอรสของพระนาง

 


          " หย่งหมิง "

 


          ฮ่องเต้ทรงตรัสเรียกพระโอรส  

 


          " พ่ะย่ะค่ะ "

 


        มู่หรงหย่งหมิงลุกขึ้นพลางก้าวเข้ามายืนเบื้องหน้าทุกคน  เขาทราบดีว่าพระบิดากำลังจะเอ่ยสิ่งใดออกมา

 


          " จางซูหนี่ว์ "

 


         ฮ่องเต้ทรงหันไปเรียกว่าที่ลูกสะใภ้เข้ามาบ้าง 


 

          " เพคะ ฝ่าบาท "

 


         หญิงสาวขยับเข้าไปยืนเคียงข้างจวิ้นอ๋อง  ในตอนนี้หัวใจของนางนั้นเต้นระรัว  ดั่งมีใครกำลังตีกลองอยู่ด้านใน  รู้แก่ใจแล้วว่าคนตรงหน้าคงจะเอ่ยเรื่องการแต่งงานระหว่างนางกับบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายเป็นแน่  แต่ช่างเร็วไปหรือไม่...

 


          ไม่ทันให้นางได้ตั้งตัวเลยหรืออย่างไร  เพราะนางเพิ่งตอบตกลงแต่งงานไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง  ไยจวิ่นอ๋องจึงได้ดำเนินการสิ่งใดเร็วนัก  และไม่คิดว่าจะมีการเปิดตัวนางในวันนี้ด้วยซ้ำ  ท่ามกลางเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเกือบทั้งหมดที่เข้าร่วมพิธีฉลองฯนี้


 

         " เรื่องที่เจิ้นจะกล่าวให้ทุกคนในที่นี้ได้รับรู้ก็คือ  อีกไม่นานจางซูหนี่ว์จะเข้ามาเป็นคนในราชวงศ์คนหนึ่ง ในฐานะจวิ้นหวางเฟย "

 


         ฮ่องเต้ทรงทอดสายพระเนตรอ่อนโยนมองพระโอรสและว่าที่สะใภ้ของพระองค์  เมื่อหลายวันก่อนมู่หรงหย่งหมิงได้เข้ามาปรึกษาพระองค์ถึงเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้น  ทั้งขอให้พระองค์เอ่ยต่อหน้าคนอื่นถึงฐานะของจางซูหนี่ว์  เพื่อให้ผู้อื่นที่คิดจะทำสิ่งใดแก่นางนั้นเกรงพระบารมีของพระองค์  

 


         หลายคนล้วนยินดีแม้จะงุนงงอยู่บ้าง  ทว่ามีผู้ยินดีย่อมมีผู้เสียใจ  ซึ่งในที่นี้คงมีอยู่หลายคนที่ต้องผิดหวัง  แต่คำกล่าวนั้นฮ่องเต้เป็นผู้ตรัสออกมาด้วยพระองค์เอง  มีหรือที่ใครจะกล้าคัดค้าน 

 


         บางคนเสียใจ ผิดหวัง  บางคนอิจฉา และริษยา  ทว่าก็ได้แต่เก็บกักความรู้สึกนั้นเอาไว้ภายในใจ  สะกดกลั้นมันไม่ให้เผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาให้ใครได้เห็น  

 


          ยกเว้นองค์หญิงเหลียนฮวาเสียคนหนึ่ง  ที่สีหน้าแสดงออกแจ่มชัดว่าไม่ยินดี

 

     ผ่านไปเพียงวันเดียวเท่านั้น หลังจากผ่านพ้นงานฉลองวันคล้ายวันประสูติของไทเฮา  ข่าวลือเรื่องฮ่องเต้ทรงตรัสถึงเรื่องจวิ้นหวางเฟยของจวิ้นอ๋องภายในงานฉลอง  ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นเอง  ผู้คนก็รับรู้กันเสียครึ่งค่อนเมืองหลวงได้กระมัง คงมิอาจดูเบาการข่าวของคนยุคนี้ได้จริงๆ

 


     ทว่าเรื่องนี้จะเป็นที่สนใจของชาวเมืองก็คงมิแปลกเท่าใด  ด้วยว่าจวิ้นอ๋องนั้นทรงทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินอยู่มิน้อย  ทั้งเป็นที่รักและยกย่องชื่นชมจากชาวเมือง  เมื่อมีข่าวลือเช่นนี้ย่อมเป็นที่สนใจของใครหลายคนแน่นอน

 


     ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นข่าวลือข่าวเล่าอ้างเพียงไม่นาน  เพราะวันถัดมาสิ่งที่ยืนยันว่าข่าวลือที่ทุกคนได้ยินมานั้นคือเรื่องจริง ก็คือ  พระราชโองการ

 


     ในช่วงสายที่จวนสกุลจาง  หม่ากงกงได้อัญเชิญพระราชโองการพระราชทานสมรสระหว่างจวิ้นอ๋องมู่หรงหย่งหมิงและจางซูหนี่ว์มาให้นางอย่างเป็นทางการ  โดยฤกษ์ยามที่จะจัดพิธีมงคลสมรสพระราชทานในครั้งนี้ ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

 


       " จางซูหนี่ว์ น้อมรับพระราชโองการเพคะ "

 


       นางเอ่ยขึ้นหลังจากที่ผู้อัญเชิญพระราชโองการกล่าวจบ  พลางขยับเข้าไปรับพระราชโองการมาถือไว้ ก่อนวางมันลงบนพานที่มาคู่กันแต่แรก  และเมื่อคล้อยหลังผู้อัญเชิญพระราชโองการจากฮ่องเต้ หญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้ แต่ในเมื่อตัดสินใจไปแล้วก็คงต้องเดินหน้าต่อไป  

 


       อย่างน้อยก็เพื่อคนในครอบครัวของนาง อีกประการหนึ่งการแต่งงานในครั้งนี้ นางก็แต่งให้กับคนที่นางมีใจให้และเขาก็รักนางเช่นเดียวกัน  เป็นเช่นนี้ชีวิตคู่ของนางก็คงจะมิน่าเบื่อเท่าใดนักหรอก


 

        " หนี่ว์เอ๋อร์ นับจากนี้แม่เห็นสมควรว่าเจ้ามิควรกลับไปที่หอซือซิงบ่อยๆ ดั่งเช่นแต่ก่อน ด้วยตอนนี้ฐานะของเจ้านั้นคือคนในราชวงศ์ไปเสียแล้วครึ่งหนึ่ง  เหลือก็เพียงพิธีสมรสอย่างเป็นทางการเท่านั้น  คิดว่าเจ้าคงรู้นะหนี่ว์เอ๋อร์ว่าควรวางตนและปฏิบัติตนอย่างไร "

 


        จางฮูหยินเอ่ยกับบุตรสาว หลังจากที่พากันเดินเข้ามายังด้านในจวน  การแต่งเข้าตระกูลสามีผู้เป็นภรรยาย่อมต้องปฏิบัติตนเพื่อรักษาเกียรติของสามี และตระกูลของสามีนั้นเป็นเรื่องที่ถูกที่ควร 

 


       โดยเฉพาะบุตรสาวของนางที่ต้องแต่งเข้าเป็นสมาชิกในราชวงศ์  ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดต่อไปนี้ยิ่งต้องคิดให้หนักกว่าคนปกติหลายเท่านัก 

 


        " ลูกทราบเจ้าค่ะ ท่านแม่ "

 


        หญิงสาวเอ่ยตอบผู้เป็นมารดา  นางเข้าใจในสิ่งที่มารดากล่าวทั้งหมด ตอบรับพระราชโองการก็เท่ากับนางก้าวเข้าไปเป็นคนในราชวงศ์แล้วครึ่งหนึ่ง  การรักษาพระเกียรติของจวิ้นอ๋องผู้เป็นว่าที่สวามี คือ สิ่งที่นางมิอาจเพิกเฉย นับจากนี้นางจะไม่สามารถทำอะไรตามใจตนเองโดยไม่สนใจใครได้อีกแล้ว

 


        " หากแต่งไปแล้วแม่ก็อยากให้เจ้ายึดหลัก สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม ให้ดีดั่งที่แม่เคยพร่ำสอนเจ้าเสมอมาตั้งแต่เยาว์วัยนะหนี่ว์เอ๋อร์  ก่อนแต่งเจ้าเชื่อฟังและปรนนิบัติบิดามารดาฉันใด เมื่อแต่งแล้วเจ้าก็จงเชื่อฟังทั้งปรนนิบัติสวามีให้มีความสุขกายสบายใจฉันนั้น "

 


       จางฮูหยินกล่าวสอนบุตรสาว ทว่าใบหน้านั้นเปื้อนยิ้มไม่จาง ตั้งแต่ที่มีผู้อัญเชิญพระราชโองการพระราชทานสมรสมาที่หน้าจวนสกุลจางเมื่อครู่  ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกต่างพากันชะเง้อคอผ่านประตูจวนเข้ามาอย่างใคร่รู้  ป่านนี้เรื่องข่าวลือของเมื่อวานคงได้แพร่สะพัดอีกรอบ  ด้วยมีพระราชโองการเป็นสิ่งยืนยัน 

 


       ผู้เป็นมารดาเช่นนางนั้นสุขใจมากล้นในวาสนาของบุตรสาว  เห็นนางดีใจเช่นนี้ ก็ใช่ว่านางต้องการจะใช้บุตรสาวเป็นเครื่องมือไขว่คว้าหาอำนาจหรอกนะ  แต่ที่ดีใจส่วนใหญ่ก็เพราะจางซูหนี่ว์นั้นแต่งกับคนที่รักบุตรสาวของนางด้วยใจจริง  คำสัญญาที่จวิ้นอ๋องเคยกล่าวไว้นางคิดว่าเขาจะรักษาคำพูดได้เป็นแน่  ทั้งยังเป็นพระโอรสของเฟิ่งหวงกุ้ยเฟยผู้เป็นสหายสนิทของนางมาเนิ่นนาน  

 


       ตัวจวิ้นอ๋องนั้นจางฮูหยินก็เห็นมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  รู้มาบ้างว่าพระอุปนิสัยส่วนพระองค์นั้นเป็นอย่างไร  หากมิใช่คนดีอะไร  นางคงมิสามารถมอบบุตรสาวอันเป็นแก้วตาดวงใจให้สมรสด้วยได้  คงคิดอ่านหาวิธีบ่ายเบี่ยงก่อนที่พระราชโองการจะมาถึงเป็นแน่


 

      " เจ้าค่ะ "

 

 

       จางซูหนี่ว์รับคำมารดาไปเพียงเท่านั้น  ดูท่าทางยิ้มไม่หุบของมารดาก็พอจะรู้ว่าคงถูกใจว่าที่ลูกเขยคนนี้ไม่น้อย  จะถูกใจอะไรนักหนา เจ้าเล่ห์ก็ปานนั้น ชอบฉวยโอกาสก็ปานนี้  

 


       แต่คิดอีกทีก็คงไม่แปลกนักหรอก  เพราะสิ่งที่ผู้อื่นเห็นนั้นคือความเรียบเฉย นิ่งขรึม ดูสง่างามน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย  แต่จะมีใครรู้ใครเห็นอีกด้านของคนหน้าขรึมบ้างเล่า  ว่าเขานั้นกะล่อน หน้ามึน เจ้าเล่ห์น้อยเสียเมื่อไร  อยู่ใกล้ทีไรนางเสียเปรียบเขาทุกคราไป  ด้วยเผลอเป็นไม่ได้ คนหน้ามึนมักจะปากว่ามือถึงกับนางตลอด

 


     ทว่าเมื่อฟังคำพูดประโยคสุดท้ายของมารดา  ที่ว่าปรนนิบัติสามีให้สุขกายสบายใจแล้ว  วูบหนึ่งของความคิดก็ไผล่ไปคิดถึงคืนเข้าหอของนางกับจวิ้นอ๋องคนเจ้าเล่ห์นั่น  ทำให้เขาสบายใจก็พอทำเนา แต่ทำให้สุขกายนี่สิ..

 


      จะว่านางคิดอกุศลก็ได้  ในเมื่อใจนางมันคิดไปถึงเรื่องบนเตียงก่อนเป็นอันดับแรก แค่คิดว่าอนาคตนางต้องเจอกับอะไรบ้าง  ตอนนี้ใบหน้าของนางก็รู้สึกวูบวาบเห่อร้อนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 


      " หนี่ว์เอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรน่ะ  เหตุใดอยู่ๆใบหน้าจึงแดงก่ำเช่นนี้ "

 


       จางฮูหยินเอ่ยถามบุตรสาว ด้วยคุยกันอยู่ดีดีบุตรสาวก็นิ่งเงียบไป แล้วใบหน้านั้นก็แดงระเรื่อเช่นที่เห็นในตอนนี้

 


       " เอ่อ...ปะ ปะ เปล่าเจ้าค่ะ ลูกไม่ได้คิดอะไร เอ้ยย ไม่ได้ทำอะไร  เฮ้ยย ไม่ใช่สิ คือลูกไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ เอ่อ..หน้าแดงคงเพราะอากาศอาจจะร้อนเกินไปหน่อยน่ะเจ้าค่ะ "


 

      หญิงสาวสะดุ้งและเหวอไป  รีบเอามือขึ้นมาลูบที่ใบหน้าของนาง  นอกจากเห่อร้อนวูบวาบแล้ว  ใบหน้าของนางยังแดงอีกด้วยหรือนี่  จึงรีบเอ่ยแก้ตัวกับมารดาเป็นพัลวันอย่างลืมตัว  หากแต่ก็พูดผิดพูดถูก 

 


      " อ้อ...เพราะอากาศร้อนเองหรือ  ลูกแม่จึงได้หน้าแดงถึงเพียงนี้ "

 


      ผู้เป็นมารดายิ้มกริ่ม แต่สายตาออกจะล้อเลียนบุตรสาวเล็กน้อย ทั้งยังบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าไม่ได้เชื่อในสิ่งที่จางซูหนี่ว์เอ่ยแก้ตัวออกมาแม้สักนิด

 


       ในใจนั้นคิดว่าบุตรสาวคงเขินอายไปตามประสาเด็กสาวแรกรุ่นที่กำลังจะแต่งงานเป็นแน่  จวิ้นอ๋องเองก็รูปงามไม่น้อยเป็นที่หมายปองของสตรีในแผ่นดินนี้  ทั้งยังพระปรีชาสามารถเป็นถึงแม่ทัพออกรบมานับครั้งมิถ้วน  มากด้วยยศศักดิ์ฐานะอันสูงส่ง  

 


      การที่สตรีใดจะมีบุรุษที่เพียบพร้อมเช่นนี้ มามอบใจรักให้นั้นย่อมถือเป็นวาสนาของสตรีผู้นั้น  บุตรสาวของนางจะเขินอายบ้างก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด

 


      " เจ้าค่ะ ท่านแม่  อาจเป็นเพราะอากาศร้อน "


 

      นางได้แต่ส่งยิ้มจืดเจื่อนไปให้มารดา แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มและแววตาของมารดาแล้วก็รับรู้ได้ว่ามิได้เชื่อในสิ่งที่นางกล่าวแม้สักนิด  หากแต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดเป็นการล้อเลียนนางออกมาตรงๆ  ทว่าเพียงเท่านี้นางก็นึกอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปจากตรงนี้เสียแล้วถ้าหากทำได้..

 


       คิดแล้วก็พาลไปลงที่บุรุษผู้นั้น  แม้ตัวไม่อยู่ตรงนี้แต่ก็หาเรื่องทำให้นางร้อนใจได้ไม่ต่างกัน


 

        " คุณหนูเจ้าคะ "

 


        เพ่ยเพ่ยเดินเข้ามาหาผู้เป็นนายหญิงทั้งสองของจวน

 


        " มีอะไรเพ่ยเพ่ย "


 

         นางแสร้งหันไปกล่าวกับเพ่ยเพ่ยอย่างเป็นงานเป็นการด้วยสีหน้าจริงจัง  กลบเกลื่อนเรื่องชวนขายหน้าเมื่อครู่


 

        " จวิ้นอ๋องเสด็จมาเพคะ "

 


        สาวใช้กล่าวรายงานอย่างงุนงง เมื่อเห็นว่านายสาวนั้นมีสีหน้าขึงขังใส่นาง

 


        จางซูหนี่ว์นิ่งไป...เสด็จมาไวแท้  พระราชโองการเพิ่งมาถึงนางอย่างเป็นทางการเมื่อครู่นี้เอง  ทั้งความคิดส่ออกุศลเมื่อครู่ยังวนเวียนอยู่ในหัวของนางอยู่เลย  ให้รู้สึกประดักประเดิดอย่างไรชอบกล  

 


        ไม่ได้อยากคิดเรื่องนี้  แต่มันก็อดคิดไม่ได้  รู้ว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  แต่ขอทำใจหน่อยมิได้หรือ  อย่างไรถึงนางจะมาจากยุคที่เปิดกว้างเห็นอะไรมามาก  แต่นางก็เป็นสาวบริสุทธิ์ และยังไม่เคยผ่านเรื่องบนเตียงกับใคร คนรักก็ไม่เคยมีอย่างใครเขา  ขอทำใจสักนิดไม่ออกไปพบได้หรือไม่


 

        " ท่านแม่เจ้าคะ  หนี่ว์เอ๋อร์รู้สึกปวดหัว  ครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างไรบอกไม่ถูก  ทั้งยังรู้สึกเหนื่อยๆ บางทีอาการหน้าแดงเมื่อครู่อาจเป็นอาการไข้ก็ได้  หนี่ว์เอ๋อร์ขอพักได้หรือไม่เจ้าคะ  ไม่อยากออกไปรับเสด็จทั้งที่ยังมีอาการป่วยเช่นนี้  เกรงว่าจะดูไม่ดี  "


 

        นางตีสีหน้าอ้อยสร้อย  คล้ายคนไม่ค่อยมีแรงทันที

 


       " อ้าว เมื่อครู่ยังดีๆอยู่เลย  เช่นนั้นก็พักเถิด เดี๋ยวแม่กราบทูลจวิ้นอ๋องให้เอง "

 


        จางฮูหยินขมวดคิ้วเล็กน้อย  เหมือนจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่คิดไปก็ไม่มีเหตุผลใดที่บุตรสาวจะต้องหลบหน้าจวิ้นอ๋อง  ด้วยเพราะจะแต่งงานกันในอีกไม่นานอยู่แล้ว  ทั้งบุตรสาวยังเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง  เช่นนั้นบุตรสาวของนางก็อาจจะไม่สบายจริงๆก็ได้

 


       " ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ "


 

      จางซูหนี่ว์ส่งยิ้มอ่อนไปให้ผู้เป็นมารดา  พลางแสร้งกระแอมไอออกมานิดหน่อย

 


       " เพ่ยเพ่ยเจ้าอยู่ที่นี่แหละ  คอยดูแลคุณหนูของเจ้า  หาหยูกยาสมุนไพรให้นางดื่มด้วย  รับเสด็จเสร็จแล้วข้าจะเข้ามาดูอาการอีกที "


 

       " เจ้าค่ะฮูหยิน "

 


       เมื่อสั่งงานสาวใช้เสร็จแล้ว  จางฮูหยินจึงรีบออกจากห้องของบุตรสาว ด้วยเพราะต้องออกไปรับเสด็จจวิ้นอ๋อง  ถึงแม้ว่าจะมีฐานะเป็นว่าที่ลูกเขยแต่ก็เป็นองค์ชายสูงศักดิ์  มิอาจจะไปกระทำตนตีเสมอได้  เคยถวายพระเกียรติอย่างไร ก็ยังคงปฏิบัติเช่นนั้น

 


ผ่านไปครู่ใหญ่...

 


         หญิงสาวที่แสร้งนอนพักผ่อนอยู่ในห้อง  ก็ได้แต่พลิกตัวกลับไปกลับมาอยู่บนเตียงนอน  ก็เพราะว่าแท้จริงแล้วนางมิได้เจ็บป่วยอันใดเลยต่างหาก  เพียงยังไม่ต้องการพบหน้าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นว่าที่สามีของนางในเวลาอันใกล้นี้ต่างหากล่ะ


 

        " คุณหนูเจ้าคะ เพ่ยเพ่ยขออนุญาตเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ "

 


        เพ่ยเพ่ยที่ออกไปจัดหายาสมุนไพรมาให้คุณหนูเพื่อรักษาอาการไข้  ถือถาดใส่ถ้วยยาเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู  ด้านหลังนางนั้นมีใครบางคนเดินตามมาด้วย

 


         " เข้ามาสิเพ่ยเพ่ย "

 


         จางซูหนี่ว์เอ่ยอนุญาต พลางเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง  เมื่อแน่ใจแล้วว่าคนที่มาไม่ใช่มารดาของนาง  ทว่าเมื่อมองไปยังด้านหลังของสาวใช้คนสนิทก็เห็นบุคคลอื่นที่เดินตามเข้ามาอีกคน

 


         " คารวะคุณหนูจาง เจ้าค่ะ "

 


         " เสี่ยวไป๋ "

 


         หญิงสาวยิ้มกว้าง เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดที่เดินตามเพ่ยเพ่ยเข้ามา

 


         " เจ้าค่ะ  เสี่ยวไป๋เอง "

 


         " เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร หรือว่าเจ้ามาพร้อมกับจวิ้นอ๋อง "

 


          " เสี่ยวไป๋ตามเสด็จจวิ้นอ๋องมาเจ้าค่ะ  ทรงให้เสี่ยวไป๋มาคอยดูแลคุณหนูที่นี่ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้  จนกว่าจะถึงพิธีเสกสมรสของจวิ้นอ๋องกับคุณหนู  เผื่อว่าคุณหนูต้องการสิ่งใดก็ให้บอกเสี่ยวไป๋ได้เจ้าค่ะ "

 


        " อ้อ เหรอ...ขอบใจเจ้ามากนะเสี่ยวไป๋ "


 

        หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ เชิงว่าเข้าใจ ก่อนจะกล่าวขอบใจเด็กสาวตรงหน้า


 

         " คุณหนูจะขอบคุณเสี่ยวไป๋ทำไมเจ้าคะ  เสี่ยวไป๋เต็มใจและยินดีอย่างยิ่งที่จะได้รับใช้คุณหนู  ต่อไปคุณหนูก็จะกลายเป็นนายหญิงของเสี่ยวไป๋  เป็นพระชายาเอกของจวิ้นอ๋อง  เป็นผู้ปกครองทุกคน และเรื่องภายในวังจวิ้นอ๋องอยู่แล้ว  เอ...จะว่าไปหากเสี่ยวไป๋เรียกคุณหนูว่าพระชายา เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยดีหรือไม่ เจ้าคะ "


 

         เด็กสาวกล่าวเสียยืดยาว  ในใจนั้นตื่นเต้นและปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง  ที่คุณหนูจางนั้นจะแต่งเข้ามาเป็นจวิ้นหวางเฟย  ด้วยนางนั้นถูกใจและชื่นชอบ ชื่นชมคุณหนูสกุลจางผู้นี้แต่แรกอยู่แล้ว  และก็ไม่ผิดไปจากที่คิดเอาไว้สักเท่าไร  ว่าจวิ้นอ๋องนั้นต้องทรงมีพระทัยต่อคุณหนูจางเป็นแน่  


 

       ไม่เคยเลยที่จะพาสตรีใดเข้าพำนักที่วังสักครา  ทั้งยังกลับมาร่วมโต๊ะเสวยด้วยเกือบทุกครั้ง  ให้เข้าไปช่วยในห้องที่ใช้ทรงงานอยู่เป็นนานสองนานอีกต่างหาก ทั้งที่ห้องนั้นเป็นห้องต้องห้าม  ห้ามผู้ใดเข้าไปหากมิได้รับอนุญาต พอๆกับห้องบรรทม เช่นนี้แล้วจึงบอกอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่างว่าคุณหนูจางผู้นี้นั้นพิเศษกว่าใคร

 


        " พอเลยเสี่ยวไป๋  ยังไม่ต้องเรียกข้าขนาดนั้น ข้าไม่รีบ อีกอย่างยังไม่ทันเข้าพิธีแต่งอย่างเป็นทางการอะไรเลยสักอย่าง  ใครมาได้ยินเข้าจะเอาไปกล่าวได้ว่าข้าอยากจะเป็นจวิ้นหวางเฟยจนตัวสั่น "


 

       หญิงสาวเอ่ยปราม ขืนปล่อยให้เสี่ยวไป๋เอ่ยเรียกนางเช่นนั้น ก็เกรงว่าจะมีคนหมั่นไส้นางเอาได้


 

       " จะมีใครกล้ากล่าวเช่นนั้นกันเจ้าคะ  ในเมื่อมีราชโองการพระราชทานสมรสมาจากฮ่องเต้เพียงนี้  อย่างไรตำแหน่งจวิ้นหวางเฟยก็เป็นของคุณหนูอยู่วันยังค่ำ "

 


       " เอาเถิด...เรียกข้าคุณหนูไปก่อนก็แล้วกัน  ให้ข้าแต่งเข้าวังจวิ้นอ๋องเมื่อใดค่อยเรียกข้าว่าพระชายาก็ได้ "

 


       " เจ้าค่ะ  ว่าแต่ได้ยินว่าคุณหนูมิใคร่สบายหรือเจ้าคะ  เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ  ให้เสี่ยวไป๋ตามหมอมาดูอาการสักหน่อยดีหรือไม่  เผื่อว่าจะเป็นอะไรมาก หากคุณหนูเจ็บป่วยในช่วงนี้คงแย่ ด้วยอีกไม่นานก็จะถึงพิธีแต่งงานอยู่แล้ว "


 

         เสี่ยวไป๋กล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วงสตรีตรงหน้า  ทว่าเมื่อสำรวจดูก็ให้แปลกใจนัก เพราะท่าทางของคุณหนูจางก็มิได้มีท่าทีเหมือนคนป่วยแต่อย่างใด

 


        " ข้าดีขึ้นมากแล้วคงเพราะได้พักเมื่อครู่ ที่ผ่านมาช่วงนี้ข้าคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมการแสดงในพิธีฉลองฯที่เพิ่งผ่านไปน่ะ  จึงพักผ่อนน้อย นี่เดี๋ยวทานยาสมุนไพรที่เพ่ยเพ่ยนำมาให้ก็คงจะหายแล้วล่ะ  เจ้าอย่าห่วงไปเลย  ไม่ต้องถึงกับไปตามหมอมาดูอาการข้าหรอก "

 


        จางซูหนี่ว์รีบบอก

 


        " เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ...เฮ้อ แต่น่าเสียดายนะเจ้าคะ "


 

        เด็กสาวแอบถอนหายใจเล็กน้อย 

 


         " เสียดายอะไรของเจ้าน่ะ "


 

         " ก็เสียดายแทนจวิ้นอ๋องน่ะสิเจ้าคะ  ทรงอยากพบคุณหนูมาก ตอนเสด็จมานะเสี่ยวไป๋เห็นว่าทรงยิ้มมาเกือบตลอดทาง แต่พอท่านแม่ของคุณหนูกราบทูลว่าคุณหนูไม่ค่อยสบายก็ดูท่าทางจะทรงเป็นห่วงคุณหนูมาก  เมื่อทรงเสด็จกลับ มิได้พบคุณหนูก็ดูพระพักตร์หมองลงไปไม่น้อยเลย "

 


         เสี่ยวไป๋เอ่ยถึงจวิ้นอ๋องที่เพิ่งเสด็จกลับไปเมื่อครู่


 

         จางซูหนี่ว์มิได้เอ่ยสิ่งใด  เพียงแต่รับฟังสิ่งที่เสี่ยวไป๋กล่าวก็เท่านั้น  ใช่ว่านางจะนึกรังเกียจเล่นตัวอะไร  แต่ก็ขอเวลาเป็นส่วนตัวบ้างคงไม่เป็นไรกระมัง 

 


ณ วังจวิ้นอ๋อง

 


         มู่หรงหย่งหมิงกลับมาที่วังอย่างผิดหวังเล็กน้อย  ตั้งใจจะไปหานางหวังได้พูดคุยพบหน้านางบ้างก็ยังดี  หากแต่เมื่อนางเกิดป่วยไข้มาเขาก็พอจะเข้าใจ  แต่ก็อดเป็นห่วงนางไม่ได้  คิดว่าอีกวันสองวันค่อยไปเยี่ยมเยือนนางอีกที  


 

        หากพักนี้เขาจะไปที่จวนสกุลจางบ่อยครั้งกว่าแต่ก่อนก็คงไม่เป็นไร  และมิต้องหาเหตุผลอื่นใดไปเป็นข้ออ้างอีกแล้ว เพื่อที่จะได้พบหน้านาง  เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่านางกับเขานั้นจะแต่งงานกันในเวลาอันใกล้นี้แล้ว  ถ้าเจ้าบ่าวจะไปบ้านว่าที่เจ้าสาวบ่อยๆ คงมิแปลก...


 

        ทว่าผ่านไปสองสัปดาห์แล้ว ก็มิเคยได้พบหน้านางเลย  เขาไปหานางอยู่สามสี่ครั้ง  แต่นางมักหาเรื่องบ่ายเบี่ยงมิยอมออกมาพบหน้าเขาเลยสักครา  ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดกัน  ยิ่งใกล้วันแต่งงานเข้าไปทุกที เขาก็อยากจะพบหน้า อยากพูดคุย แต่นางทำเสมือนมิอยากพบเขาเสียอย่างนั้น  ไม่เห็นใจคนที่คิดถึงบ้างหรืออย่างไรกัน

 


        " ฮุ่ยหราน  น้องสาวเจ้านางเป็นอะไร  ไยจึงบ่ายเบี่ยงมิยอมออกมาพบหน้าข้าเสียเลย "


 

        มู่หรงหย่งหมิงหันไปถามจางฮุ่ยหราน  ผู้ที่เป็นทั้งลูกน้อง สหาย  และกำลังจะรั้งตำแหน่งพี่ชายพระชายาของเขาอีกด้วย


 

        " นางบอกว่าป่วยพ่ะย่ะค่ะ "


 

        จางฮุ่ยหราน เอ่ยตอบ

 


       " คราแรกปวดหัว  ครั้งที่สองปวดท้อง  ครั้งที่สามสี่ ก็เวียนมาปวดหัวปวดท้องอีก เจ้าว่าเช่นนี้ป่วยจริงหรือแกล้งป่วยกันเล่า นางจงใจหลบหน้าข้า "

 


        เขากล่าวขึ้นมาอย่างที่ใจคิด อะไรจะป่วยได้ทุกวันเพียงนั้น

 


       " นางอาจจะกำลังตื่นเต้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ  จึงยังไม่พร้อมที่จะพบพระองค์ในเวลานี้  และอีกอย่างเท่าที่กระหม่อมเห็น  ตอนนี้นางก็กำลังวุ่นวายในการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของพระองค์  ถึงอย่างไรนางก็ต้องแต่งให้พระองค์อยู่แล้ว  จะช้าเร็วอย่างไรก็ต้องได้พบ  อีกเพียงสิบกว่าวันเองก็จะถึงวันพิธีอยู่แล้ว  ทรงรอพบนางในวันนั้นก็ได้นี่พ่ะย่ะค่ะ "

 


       จางฮุ่ยหรานเอ่ยแนะนำ  คงไม่บ่อยครั้งกระมังที่เขาจะพูดประโยคใดใดได้ยืดยาวเพียงนี่  ไม่เข้าใจเหมือนกันเมื่อก่อนจวิ้นอ๋องไม่ได้พบจางซูหนี่ว์เป็นเดือนก็ยังทรงอยู่ได้  แต่พอใกล้ถึงวันแต่งงานเหตุใดจึงอยากพบหน้าน้องสาวของเขานัก


 

       " หึ "


 

      มู่หรงหย่งหมิงแค่นหัวเราะออกมาเพียงนิด  ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ  ทว่าในใจกลับวางแผนการณ์บางอย่าง  อีกสิบกว่าวันจึงจะได้พบหน้านางอย่างนั้นหรือ  ใครรอได้ก็รอไปเถิด  แต่เขาไม่รอ...


 

      อยากพบต้องได้พบ  คิดถึงต้องได้เจอ  จิตใจว้าวุ่นเพียงนี้ให้รอนับสิบวันคงไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 779 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,484 ความคิดเห็น

  1. #6390 565118 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 16:57
    งุ้ยๆๆๆๆคนอยากมีเมีย
    #6,390
    0
  2. #6247 iloveyg2 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 / 23:13
    เฮียจะสมหวังแล้วฮิ้ววววว
    #6,247
    0
  3. #5981 kulyasalin2 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 00:52
    ใจบาปตามนางเอกของเรื่องไปแล้ว 555
    #5,981
    1
  4. #5782 Sasichi (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:26
    อยากพบต้องได้พบ คิดถึงต้องได้เจอ อาเฮียออกแนวเอาแต่ใจเนอะ แต่ก็เข้าใจคนมันรักคิดถึง
    #5,782
    1
  5. #5406 hellominky9549 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 10:41
    องค์พี่ มาได้จังหวะตลอดดดดด 555
    #5,406
    0
  6. #5337 มหาลงกา (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 14:59
    สงสารองค์ชายห้า
    หาคู่ให้องค์ชายห้าสักคนเถอะ
    #5,337
    1
    • #5337-1 เถียนเถียน / A.C.E(จากตอนที่ 41)
      18 มกราคม 2561 / 16:26
      นางมีคู่ของนางจ้ะ แต่ไม่ใช่เรื่องนี้..
      #5337-1
  7. #5253 hMaNi (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 23:16
    โอ้ยองค์ชายหมอคือคนดีงะพระเอกนี่ดูร้ายๆไปเลย555
    #5,253
    0
  8. #5171 PeDo Man (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 15:16
    เพ่ยเพ่ยคนขี้-
    #5,171
    0
  9. #5149 4447 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 15:54
    พี่หมอออ สงสารรร
    #5,149
    0
  10. #5083 พิราบโลหิต (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 16:49
    หาคนดีๆ ให้ชายหมอที วงวารร
    #5,083
    0
  11. #4990 mayar (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 23:28
    อุ้มมาเลยยย
    #4,990
    0
  12. #4771 PuiPui--r (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 15:29
    เพ่ยเพ่ยนี่จุ้นจ้านน่ารำคาญ
    #4,771
    0
  13. #4517 nutcharee7879 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 13:51
    น่าจะเขียนหาคู่ให้องค์ชาย 5 บ้างนะ น่าสงสาร
    #4,517
    0
  14. #4438 iam1design (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 10:42
    อุ้มลูกมาตามแม่เลย 555
    #4,438
    0
  15. #4435 xวาuxวาu (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 09:39
    น่าสงสารอ่ะ
    #4,435
    0
  16. #4434 xวาuxวาu (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 09:39
    น่าสงสารอ่ะ
    #4,434
    0
  17. #4355 Fonvipz (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 21:55
    จริงๆก็สงสารองค์ชายห้านะ ._.
    #4,355
    0
  18. #4348 miramari (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 14:48
    หาคนมาซับน้ำตาชาย5ด้วยก็จะโอนะคะไรท์
    #4,348
    0
  19. #4305 Numtanthitiya (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 18:04
    ฉงฉานองค์ชาย5จุงงง
    #4,305
    0
  20. #4286 Kibibiza (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 12:54
    ชายห้าของเรา
    #4,286
    0
  21. #4276 pa kae (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 09:50
    สงสารองคืชายหมออ่ะ  มาซบอกเหี่ยวของป้าปลอบใจเลยจ้า .....
    #4,276
    0
  22. #4249 Beau-RM (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 23:58
    โถ...น่าสงสารองค์ชายห้า
    ภาวนาให้ได้เจอคนดีเข้าซักวันเถอะ อย่าเปิดศึกชิงนางเลย
    #4,249
    0
  23. #4238 Sin (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 23:20
    เพ่ยเพ่ย มานี้สิ่ ตุบ ตับ อ้าก ฮึๆ จำไว้อย่าริอาดเป็นแม่สื่ออีกครั้งนี้แค่เจ็บตัวเล็กๆน้อยๆอย่าให้เจออีอกน่ะ เดี๊ยะๆ โทษค่ะผู้เขียนอินไปหน่อย555
    #4,238
    3
    • #4238-2 เถียนเถียน(จากตอนที่ 41)
      16 ธันวาคม 2560 / 14:31
      จ้าาาาาาาาาา
      #4238-2
    • #4238-3 นักอ่านเงา (จากตอนที่ 41)
      29 ธันวาคม 2560 / 22:52
      ชอบใจแทนไรท์จริง ๆ ที่รีดอ่านแล้วอินได้ถูกจุด
      #4238-3
  24. #4235 MuM_ (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 22:29
    หาคู่ให้องค์ชายห้าด่วนๆจะได้ไม่เศร้าเอาที่แสบซนหน่อย
    #4,235
    0
  25. #4233 farida 61 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 22:14
    ไม่เป็นไรค่ะพี่หมอมาหาหนูก็ได้
    #4,233
    0
  26. #4201 Mook.mook (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 12:34
    พระเอกไม่ดีตรงไหน ทำไมคนไม่ชอบบ นางก็ทำเพื่อนางเอกมากกว่าองค์ชาย 5 นะ แถมพระเอกแบบนี้มีอะไรให้น่าดูและลุ้นยิ่งกว่าองค์ชาย 5 เพราะพระเอกแบบ องค์ชาย 5 เค้าว่าดีเกินไปไม่มีอะไรให้ติดตาม เพราะเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เก่งขนาดที่แก่นแก้วและเฮี้ยวที่จะลุกมาคุมพระเอกอยู่เหมือน -าเจ้าเสน่ห์ เรืองนี้เราเลยคิกว่าพระเอกตอนนี้เหมาะกับนางเอกที่คาแลตเตอร์แบบนี้แล้ว 55555555555555555555
    #4,201
    4
    • #4201-3 เถียนเถียน(จากตอนที่ 41)
      15 ธันวาคม 2560 / 14:14
      ใช่ค่ะ...เรื่องนี้ไรต์ไม่ได้แต่งให้นางเอกเก่งไปหมดทุกเรื่อง ฉลาดไปเสียทุกอย่าง ก็มีข้อดีข้อด้อยอยู่ในตัว บางครั้งนางก็คิดมากไปในบางเรื่อง บางครั้งนางก็คิดน้อยไปในบางเวลา แต่ก็นี่ล่ะมนุษย์
      พระเอกเหมือนจะเจ้าเล่ห์แผนเยอะ และโหดในบางเหตุการณ์ ออกจะซึนบ้าง เคยทำผิดกับนางเอกแต่เฮียก็พยายามแก้ไขปรับปรุงตัวเมื่อรู้ว่ารัก มีโมเม้นต์หวานบ้าง หยอดบ้างตามนิสัยที่แท้จริงของเฮีย...
      ส่วนองค์ชายห้า เพราะเป็นคนดี เปิดตัวมาดี รักนางด้วยใจจริงหลายคนจะชอบก็ไม่แปลกอ่ะเนอะ..แต่ความรักมันก็ห้ามกันไม่ได้ นี่ไรต์ก็พูดยาวเกิ้นนน เม้าท์มอยไปเรื่อย 5555
      #4201-3
    • #4201-4 Mook.mook(จากตอนที่ 41)
      17 ธันวาคม 2560 / 19:47
      เราคิดว่าองค์ชาย 5 เหมาะคู่กับ ผญ เฮี้ยวๆ คงจะสนุกมาก พระองค์อาจจะเงิบและตลึงกับนิสัย นางเอกแหวกๆต่างจากตัวเอง แล้วอาจหลงรักไปโดยไม่รู้ตัว 555555555
      #4201-4