ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 38 : นางคือว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้า (รีไรต์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64,524
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 843 ครั้ง
    20 ก.พ. 61


          ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้วว ฮะ ฮะ ฮัดชิ้วววว

 

 

          หญิงสาวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีรายรับรายจ่ายของหอซือซิง  อยู่ดีดีก็จามออกมาหลายครั้งในเวลาติดกัน แทบจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากไม่ทันทีเดียว  

 

 

          ทว่าเมื่อหยุดจามแล้วจึงเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ตามเดิม  พลางกวาดสายตามองบริเวณรอบๆห้องก็เห็นว่าสะอาดดี  ไม่ได้มีฝุ่นผงหรือสิ่งสกปรกใดให้นางจามติดๆกันถึงเพียงนี้    คิดเล่นอยู่ภายในใจ...มิใช่ว่ามีใครกำลังนินทาหรือคิดถึงนางอยู่หรอกนะ

 

 

          " คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ  จามเสียหลายครั้ง หรือว่าจะไม่สบายเจ้าคะ "

 

 

          สาวใช้ถามผู้เป็นนายอย่างห่วงใย  ขยับเข้ามารินน้ำชาให้นายสาวได้ดื่มเผื่อว่าจะมีอาการดีขึ้น ชุ่มชื่นขึ้นบ้าง

 

 

          " ข้าไม่เป็นไรหรอกเพ่ยเพ่ย "

 

 

          นางหันไปกล่าวกับสาวใช้คนสนิท และรับถ้วยชาจากเพ่ยเพ่ยที่รินให้นางขึ้นมาจิบพอเป็นพิธี  ก่อนจะส่งคืนแล้วยิ้มให้อย่างขอบคุณ 

 

 

          "  ระยะหลังมานี้มีแต่เรื่องเข้ามาให้คุณหนูวุ่นวายได้ตลอด  เกรงว่าสุขภาพคุณหนูจะแย่ลงอีก เพ่ยเพ่ยว่าคุณหนูควรจะหาเวลาพักผ่อนบ้างนะเจ้าคะ  "

 

 

          หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างหวังดีต่อผู้เป็นนาย

 

 

          " ถึงจะยุ่งวุ่นวายแค่ไหน แต่ช่วงหลังมานี้ข้าก็ดูแลสุขภาพอย่างดี  ทานสมุนไพรบำรุงร่างกาย  นอนหลับพักผ่อนมากขึ้นกว่าเดิม  ยังไม่เพียงพออีกหรือเพ่ยเพ่ย "

 

 

          " โธ่ คุณหนู  เพ่ยเพ่ยไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย  แต่เพ่ยเพ่ยอยากให้คุณหนูวางภาระงานลงเสียบ้าง  ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก คงจะทำให้คุณหนูรู้สึกสดชื่นยิ่งขึ้น  อืม.. ไปไหว้พระที่วัดกันดีหรือไม่เจ้าคะ  "

 

 

          เพ่ยเพ่ยเอ่ยชวนจางซูหนี่ว์  พลางขยับเข้ามาส่งสายตาอ้อนวอนผู้เป็นนาย

 

 

          " พูดง่ายๆก็คือเจ้าอยากจะไปพักผ่อนเสียเอง ใช่หรือไม่ มิต้องเอาข้ามาอ้างหรอกเพ่ยเพ่ย "

 

 

          จางซูหนี่ว์ปิดสมุดบัญชีที่สรุปรายรับรายจ่ายของสัปดาห์นี้และวางมันลงบนโต๊ะ  ซึ่งใกล้กับตะกร้าที่มีเจ้าตัวปุกปุยสีขาวนอนมองนางตาแป๋วอยู่ในนั้นอย่างสบายอารมณ์  ก่อนที่จะหันมายิ้มและเอ่ยเย้าสตรีที่ยืนทำสายตาอ้อนวอน พลางคะยั้นคะยอนางให้ออกไปพักผ่อนกายาภายนอกอยู่ในขณะนี้

 

 

          " มิได้เจ้าค่ะ  ข้าหวังดีจริงๆ  อีกอย่างหนึ่งในอีกไม่นานนี้เราต้องทำการแสดงต่อหน้าพระพักตร์  ก็ถือเสียว่าเราไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคล และขอพรองค์เทพต่างๆ ดลบันดาลให้กิจการของหอซือซิงเจริญรุ่งเรือง และทำการแสดงให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู "

 

 

          เพ่ยเพ่ย พยายามหว่านล้อมคุณหนูของนาง  ปั้นหน้าใสซื่อสุดฤทธิ์ทั้งที่ในใจนั้นเต้นตุ้มๆต่อมๆ เกรงว่าจะทำพิรุธให้คุณหนูของนางจับได้ขึ้นมา

 

 

          "  ก็ได้  ว่าแต่เราจะไปไหว้พระที่วัดใดดีล่ะ  "

 

 

          ถึงจะแปลกใจอยู่มิน้อยกับท่าทางลนๆของสาวใช้  แต่สิ่งที่เพ่ยเพ่ยกล่าวมาก็เข้าทีดีเหมือนกัน  แม้ว่าการแสดงนั้นได้เตรียมพร้อมเป็นอย่างดี  แต่น้อมนำสิ่งศักสิทธิ์เอามาเป็นที่พึ่งทางใจบ้างก็ไม่เสียหลายนี่นา  จึงออกจะคล้อยตามสิ่งที่สาวใช้กล่าวเมื่อครู่อยู่มาก

 

 

          " วัดเดิมที่ฮูหยินเคยพาคุณหนูไปเมื่อครั้งก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ  ใช้เวลาเดินทางไม่นาน อีกทั้งห่างจากวัดมิไกลนักก็มีน้ำตกและลำธารเล็กๆ อยู่ทางด้านหลังของวัดด้วย  เพ่ยเพ่ยเคยไปอยู่สองสามครั้งสวยงามมิน้อย  หากคุณหนูได้เห็นคงจะชอบ "

 

 

          หญิงสาวเอ่ยชักชวนเพื่อกระตุ้นให้นายสาวอยากไปเห็นมากยิ่งขึ้น  ด้วยเพราะคุณหนูของนางนั้นร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก จึงมิค่อยได้ออกจากจวนไปที่ใด  ยิ่งสถานที่ธรรมชาติสวยงามเช่นนี้คงต้องอยากเห็นเป็นแน่

 

 

          " น้ำตกหรือ "

 

 

          จางซูหนี่ว์ เอ่ยถามอย่างนึกสนใจขึ้นมา  ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นางก็ไม่ค่อยได้ไปท่องเที่ยวที่ใดนัก  ชีวิตนางก็วนเวียนอยู่ไม่กี่ที่  จวน  วังหลวง  หอซือซิง หอการค้า ตลาด วัด  ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาพักผ่อนสมองสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างที่เพ่ยเพ่ยกล่าวก็คงดีไม่น้อย

 

 

          " เจ้าค่ะ..น้ำใสสะอาด เย็นสดชื่น ให้ความรู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก "

 

 

          " เช่นนั้นไปวัดนั้นก็ได้  จากนั้นคอยแวะไปเที่ยวดูน้ำตกสักพัก "

 

 

          หญิงสาวตัดสินใจไปโดยไม่ต้องคิดสิ่งใดมาก  อู้งานไปพักผ่อนสักครึ่งวันคงไม่เป็นไรกระมัง  อย่างไรแม่นางชิงไฉก็คงดูเรื่องการฝึกซ้อมการแสดงของนางรำแทนนางได้เป็นอย่างดี

 

 

          ณ วัดแห่งหนึ่ง...

 

 

          จางซูหนี่ว์ก้าวลงจากรถม้าโดยมีเพ่ยเพ่ยช่วยประคอง  นางจำได้ขึ้นใจว่าเมื่อครั้งก่อนนั้นหลังจากที่กลับจากวัดแล้วนางเจอเหตุการณ์อันชวนระทึกเพียงใด  ครั้งนี้นางจึงมีผู้ติดตามชายมาด้วยหลายคน  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนที่บิดาและพี่ใหญ่จัดหามาเพื่อดูแลนางโดยเฉพาะ  เจอโจรอีกครั้งครานี้นางก็มิต้องหวั่นเกรงสิ่งใดแล้ว...

 

 

          " เราเข้าไปไหว้พระกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู  "

 

 

           หญิงสาวหันไปพยักหน้าให้กับเพ่ยเพ่ยก่อนที่จะเดินนำเข้าไปยังด้านในวัด  ซึ่งนางสังเกตได้ว่าวันนี้คนออกจะเยอะกว่าวันที่นางมากับมารดาอยู่มากทีเดียว  เมื่อใหว้พระเสร็จจึงตั้งใจจะไปยังวิหารองค์เทพซึ่งอยู่อีกด้านเพื่อขอพรท่านให้กิจการรุ่งเรือง  

 

 

          ครั้งนี้นางตั้งใจมาสักการะและขอพร เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภและความมั่งคั่งร่ำรวย ให้ทุกกิจการของตระกูลจางรุ่งเรืองมั่งคั่งร่ำรวย  หาใช่ขอพรเรื่องความรักกับท่านเทพหยุคโหลว (พ่อเฒ่าจันทรา) เช่นครั้งก่อนที่นางถูกมารดาขอร้องแกมบังคับไม่  

 

 

          ขณะที่กำลังเดินไปยังวิหารองค์เทพเสียงของสาวใช้คนสนิทก็ดังขึ้น พลางชี้มือให้นางดูกลุ่มคนข้างหน้าที่กำลังต่อแถวทำอะไรกันสักอย่าง

 

 

          " เอ๊ะ  คุณหนูดูข้างหน้าสิเจ้าคะ คนพวกนั้นต่อแถวทำอะไรกันอยู่น่ะ..."

 

 

          เพ่ยเพ่ยชี้ชวนให้คุณหนูของนางดูกลุ่มคนข้างหน้า  ตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาภายในวัดนางก็ลอบมองหาเสียตั้งนานที่แท้ก็มาตั้งโต๊ะ ตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหารอยู่ตรงนี้นี่เอง  สาวใช้นึกกระหยิ่มอยู่ภายในใจ  ก่อนแสร้งทำเป็นใคร่รู้และสงสัยกับเหตุการณ์เบื้องหน้า

 

 

          " ถ้าเจ้าอยากรู้ เจ้าก็เข้าไปดูสิเพ่ยเพ่ย "

 

 

          จางซูหนี่ว์กล่าว ดูจากลักษณะการยืนต่อแถวและการแต่งกายของชาวบ้านแล้ว  อาจจะมีคหบดีผู้มั่งมีสักคนกำลังแจกจ่ายสิ่งของหรืออาหารเป็นการให้ทานแก่ผู้ยากไร้ก็ได้  วัดนี้ใหญ่โตกว้างขวางนัก มีการแจกจ่ายอาหารหรือตั้งโรงทานในนี้ก็ไม่ได้ทำให้ภายในวัดแออัดแต่อย่างใด  เพิ่งนึกขึ้นได้...มิน่าล่ะวันนี้คนจึงได้เยอะกว่าครั้งก่อนที่มาแยะ

 

 

          "  เจ้าค่ะ  เช่นนั้นประเดี๋ยวเพ่ยเพ่ยมานะเจ้าคะ "

 

 

          สาวใช้กล่าวจบ ก็ยิ้มแป้นรีบเดินเข้าดูทันที  จางซูหนี่ว์ที่ยืนรออยู่ห่างๆไม่ได้เดินเข้าไปด้วยมองตามร่างของสาวใช้ไป  นางว่าวันนี้คนของนางออกจะแปลกๆไปจากเดิมอย่างไรก็ไม่รู้  ดูตื่นๆลนๆชอบกล ไม่รู้ว่ามีอะไรปิดบังนางอยู่กันแน่

 

 

          ผ่านไปครู่หนึ่งเพ่ยเพ่ยจึงเดินกลับมา หากแต่เมื่อเพ่งมองให้ดีกลับมีคนที่เดินตามสาวใช้ของนางมาด้วย  ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นเลย  หากแต่เป็นบุรุษสูงศักดิ์ที่นางก็รู้จักเป็นอย่างดี....องค์ชายห้า

 

 

          " ถวายพระพรองค์ชายห้าเพคะ "

 

 

          จางซูหนี่ว์รีบยอบกายลงถวายบังคม เมื่อองค์ชายห้าก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้านาง  ใบหน้าอ่อนโยนกับรอยยิ้มละมุนแลดูอบอุ่นยิ่ง  ถูกส่งมาให้นางเช่นทุกครั้งที่ได้พบเจอ  แต่ดูเหมือนครั้งนี้แววตาของคนตรงหน้าจะดีใจที่ได้พบนางมากกว่าที่เคย  หรือนางคิดไปเอง...

 

 

          " เป็นเรื่องบังเอิญนักที่ได้เจอเจ้าที่นี่ วันนี้  แต่ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ดีเหลือเกิน "

 

 

          มู่หรงหยางเฉิงกล่าวจากใจจริง  เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เจอนางที่นี่ในวันนี้  แม้ว่าใจนั้นก็แอบหวังให้เป็นเช่นนี้ แต่ก็คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้  วันเกิดปีนี้ของเขาช่างพิเศษยิ่งนัก  การได้พบนางถือเป็นของขวัญที่เขาไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว

 

 

          เพ่ยเพ่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากทั้งคู่  ได้แต่ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มสมหวังเอาไว้  พลางคิดตอบอยู่ในใจ..มันใช่เรื่องบังเอิญที่ไหนกันเล่าเพคะ  หากแต่เป็นเพราะเพ่ยเพ่ยผู้นี้ต่างหากเล่า ที่พยายามหาโอกาสนำด้ายแดงทั้งสองเส้นมาพบกัน   

 

 

          เมื่อเช้านางเข้าไปยังตลาดในระหว่างที่กำลังซื้อของใช้อยู่นั้น  บังเอิญได้ยินกลุ่มคนเร่ร่อนในตลาดพูดคุยกันว่ายามอู่ (เวลาประมาณ 11.00 - 12.59 น.) ท่านหมอมู่จะตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหารให้แก่ผู้ยากไร้และคนเร่ร่อน ที่วัดแห่งนี้  นางจึงคิดแผนการออกและพยายามคะยั้นคะยอให้คุณหนูของนางมาที่วัดแห่งนี้เมื่อสบโอกาส 

 

 

           ในความคิดของนางอย่างไรคุณหนูจาง ก็เหมาะสมกับองค์ชายห้ามากกว่าจวิ้นอ๋องอยู่ดี  ขอเพียงมีโอกาสให้ทั้งสองได้พบและได้พูดคุยกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่  ไม่แน่ว่าคุณหนูของนางอาจเปิดใจรับองค์ชายห้าก็ได้

 

 

          " เพคะ  ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน "

 

 

          จางซูหนี่ว์ เอ่ยตอบองค์ชายห้า พลางแอบปรายสายตาไปยังสาวใช้คนสนิท  ไอ้ท่าทางลนๆตื่นๆชอบกลที่นางนึกแปลกใจอยู่นั้น  ถึงเวลานี้นางได้คำตอบแล้วล่ะ...  

 

 

      นางไม่รู้หรอกว่าองค์ชายห้าจะทราบมาก่อนหรือไม่  ว่านางจะมาที่วัดแห่งนี้  แต่ที่รู้แน่คือเรื่องที่อยู่ๆสาวใช้ก็เอ่ยชักชวนให้มาไหว้พระขอพรเทพเจ้า และได้พบกับองค์ชายห้านั้น  มันมิใช่เรื่องบังเอิญหรอก...

 

 

          " วันนี้เปิ่นหวางตั้งใจมาเปิดโรงทานแจกจ่ายอาหาร ผ้าห่ม และรักษาให้กับคนเร่ร่อน คนยากไร้ "

 

 

          " ทรงมีน้ำพระทัยที่ประเสริฐยิ่งนักเพคะ ใส่ใจต่อความทุกข์ยากของราษฏร  หากคนเหล่านี้รู้ว่าท่านหมอมู่คนดีของพวกเขา  แท้จริงแล้วเป็นถึงองค์ชายคงจะซาบซึ้งใจยิ่งกว่านี้เป็นแน่  "

 

 

       หญิงสาวมองไปยังชาวบ้านหลายคนที่ยืนต่อแถวกันรับอาหารและสิ่งของที่คนขององค์ชายห้ากำลังแจกจ่ายให้  บางแถวก็รับอาหาร  บางแถวก็รับผ้าห่ม  บางแถวก็รอรับการรักษาอาการเจ็บป่วย

 

 

       ซึ่งแม้องค์ชายห้าจะนำคนมาช่วยนับสิบคน แต่คาดคะเนดูจากปริมาณชาวบ้านที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ดูท่าจะเหนื่อยพอดู 

 

 

       " อย่าถึงกับต้องยกย่องสรรเสริญกันเลย  สิ่งที่เปิ่นหวางทำนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น  เมื่อเทียบกับใครหลายๆคนที่ทำคุณประโยชน์ยังความผาสุขให้แก่บ้านเมือง "

 

 

       " กล่าวเช่นนั้นก็มิถูกต้องเสียทีเดียวเพคะ  ความผาสุขนั้นใช่ว่าจะวัดได้จากบ้านเมืองสงบสุขไร้การรุกรานจากศัตรูเท่านั้น  หากบ้านเมืองสงบแต่ชาวเมืองยังต้องประสบอยู่กับความทุกข์ยากหิวโหย ขาดแคลนในหลายๆสิ่ง ขาดยาขาดหมอที่จะรักษายามเจ็บป่วย  ทั้งนี้ก็เพราะความยากไร้ หม่อมฉันไม่คิดว่านั่นคือความผาสุขที่แท้จริงหรอกเพคะ  สิ่งที่องค์ชายทรงกระทำในวันนี้ แม้ไม่ใช่การแก้ไขปัญหา  แต่มันคือการบรรเทาทุกข์ที่มีอยู่ของราษฏรกลุ่มหนึ่งที่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ให้เบาบางลงไป  แต่นั่นก็ยังนับว่าเป็นสิ่งที่ดีควรค่าแก่การยกย่องมิใช่หรือ "

 

 

        จางซูหนี่ว์ยิ่งพูดก็ยิ่งนึกสะท้อนใจ ไม่ว่าทุกที่ทุกแห่งหนมันไม่มีหรอกที่จะไม่มีความขาดแคลน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นที่นี่ หรือยุคที่นางจากมา 

 

 

         คนรวยก็รวยล้นฟ้า  คนจนหาเช้ากินค่ำก็มีอยู่มากมาย  ยิ่งในยุคนี้ที่อะไรหลายสิ่งหลายอย่างยังถูกจำกัดอยู่ในหมู่คนชั้นสูง  แบ่งชนชั้นวรรณะ กันอย่างชัดเจนก็ยิ่งลำบาก

 

 

        " เปิ่นหวางชอบความคิดอ่านของเจ้านะซูหนี่ว์  มุมมองและคำพูดของเจ้า สร้างกำลังใจให้เปิ่นหวางและคนอื่นๆ อยากที่จะทำเพื่อบ้านเมืองขึ้นอีกโข  ทั้งยังมองเห็นถึงปัญหาที่มีอยู่อีกด้วย  สตรีเช่นเจ้าหากเป็นชายคงรับราชการช่วยงานแผ่นดินได้ดีเป็นแน่  "

 

 

       มู่หรงหยางเฉิงรู้สึกถึงความชุ่มชื่นในหัวใจ  เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคของนางก็สร้างกำลังใจให้เขาได้มากมายนัก  เช่นนี้แล้วเขาจะตัดใจจากนางได้อย่างไรกันนะ  

 

 

       ทั้งชีวิตเขาวางตัวเรียบง่าย พยายามไม่กระทำตัวโดดเด่น ให้เป็นที่จับตาใครๆดั่งพี่น้องคนอื่นๆ  เรียนวิชาแพทย์ แทนที่จะเรียนการปกครอง หรือการต่อสู้การรบต่างๆ การอยู่ห่างไกลสิ่งเหล่านี้นั้นทำให้เขาอยู่มาได้อย่างสงบสุขภายในวังหลวง 

 

 

       การแก่งแย่งอำนาจและความโปรดปรานจากฮ่องเต้  ใช่ว่าจะมีแต่ในวังหลังเท่านั้น  บรรดาเหล่าองค์ชายก็แข่งกันทำความดีความชอบเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานจากพระบิดากันไม่น้อย  นั่นหมายถึงอำนาจและการมีตัวตนความสำคัญขึ้นมา  หากแต่เขาก็พึงพอใจที่จะถูกรัศมีความโดดเด่นของพี่ๆและน้องๆบดบังจนมิดเสียมากกว่า  ยิ่งโดดเด่นบางครั้งก็ยิ่งอันตราย

 

 

       " ปกติหม่อมฉันเห็นองค์ชายทรงช่วยรักษาให้ชาวเมืองเป็นประจำอยู่แล้ว  แต่วันนี้ดูจะพิเศษกว่าทุกครั้ง  มีสิ่งใดหรือไม่เพคะ "

 

 

       หญิงสาวไม่ได้เอ่ยแย้งอะไรกับประโยคก่อนหน้าขององค์ชายห้า  แม้ว่าภายในใจนางอยากตอบไปว่ายุคสมัยที่นางจากมานั้น  สตรีก็สามารถทำอะไรๆได้อย่างที่บุรุษสามารถทำได้หลายอย่าง  หรือบางอย่างอาจจะทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำไป

 

 

       หากแต่กลัวว่าถ้าเอ่ยออกไปเช่นนั้นนางอาจจะถูกมองว่าเป็นคนเลอะเลือนก็ได้  เพราะทุกอย่างในยุคนี้นั้นห่างไกลจากคำว่า ' เป็นไปได้ มากมายนัก  จึงได้แต่ส่งยิ้มไปให้อีกฝ่าย  และเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปเรื่องอื่นเสีย

 

 

       " วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเปิ่นหวาง "

 

 

        มู่หรงหยางเฉิง  กล่าวยิ้มๆ ความจริงเขาก็ทำเช่นนี้ในทุกปีอยู่แล้ว  ทว่าปีนี้พิเศษกว่าทุกปี  เพราะมีสตรีตรงหน้าอยู่ด้วยนี่ล่ะ...

 

 

   แรกพบสบตาเจ้า  

 

   ใจเคยเฉาพลันสดใส

 

   ใต้หล้าทั้งแดนไกล

 

   สตรีใดมิเท่าเทียม

 

   จันทราว่างามเด่น

 

   ยังหลบเร้นด้วยอายเหนียม

 

   หวังชมโฉมเจ้าเพียง

 

   ทุกเช้าค่ำเคล้าเคียงกาย

 

 

     " หม่อมฉันขอถวายพระพรให้องค์ชายห้าทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง  และเป็นที่รักของชาวเมืองเช่นนี้ตลอดไปเพคะ "

 

 

     วันเกิดขององค์ชายห้านี่เอง  หากนางรู้ก่อนคงจะเตรียมหาสิ่งใดเพื่อถวายให้แก่องค์ชายเพื่อเป็นของขวัญของกำนัล  แต่ในเมื่อไม่มีก็คงไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าคำอวยพรกระมัง

 

 

      แล้วถ้าหากว่าอยากจะเป็นที่รักของเจ้า  ข้าต้องทำอย่างไรบ้างเล่า  จึงจะได้หัวใจรักแลภักดีของเจ้ามาครอบครอง  มู่หรงหยางเฉิงคิดภายในใจมิได้เอ่ยออกไปให้นางได้รับรู้และได้ยิน 

 

 

      " ขอบใจเจ้ามากนะ  แล้วนี่เจ้ากำลังจะไปสักการะองค์เทพที่วิหารหรือ "

 

 

       มู่หรงหยางเฉิง เอ่ยถามเพราะทางนี้นั้นมุ่งตรงไปข้างหน้าอีกนิดเดียวก็ถึงวิหารองค์เทพแล้ว

 

 

        " เพคะ  หม่อมฉันตั้งใจมาขอพรองค์เทพให้กิจการของตระกูลจางนั้นรุ่งเรืองเพคะ "

 

 

       " แค่เรื่องกิจการเท่านั้นหรือ แล้วเรื่องอื่นๆล่ะ เจ้าไม่ขอองค์เทพเจ้าให้ช่วยบ้างหรือ "

 

 

       " เท่านี้ก็เพียงพอแล้วเพคะ "

 

 

      หญิงสาวกล่าว  ครั้งก่อนนางพูดพล่อยๆออกไปแล้วอย่างไรล่ะ  เรื่องความรักอันชวนให้วุ่นวายก็เกิดขึ้นจนได้  ทั้งที่ตั้งใจเอาไว้แล้วเชียวว่าจะไม่เผลอไปมีใจให้ผู้ใด  แต่แล้วความตั้งใจของนางก็ถูกทำลายไปทีละน้อย จากบุรุษเจ้าเล่ห์  ปากร้าย  หน้ามึนผู้นั้นเสียได้

 

 

       " เช่นนั้นเปิ่นหวางขอเข้าไปสักการะเทพเจ้าในวิหาร พร้อมกับเจ้าด้วยคน ได้หรือไม่ "

 

 

       เขาหาโอกาสได้ใกล้ชิดนางบ้าง แม้เพียงเวลาน้อยนิดก็นับว่าคุ้มค่า

 

 

       " หากไม่ทรงรังเกียจ หม่อมฉันก็ยินดีเพคะ "

 

 

       นางเอ่ยตอบบุรุษสูงศักดิ์  วัดนี้มิใช่ของนางแต่เพียงผู้เดียวเสียเมื่อไรกันล่ะ  ใครใคร่เข้ามากราบพระและสักการะขอพรเทพเจ้าที่นับถือก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น

 

 

       หลังจากที่เข้าไปสักการะองค์เทพเจ้าเรียบร้อยแล้ว  ทั้งสองจึงเดินออกมาจากวิหาร และตรงมายังโต๊ะที่จัดตั้งเพื่อแจกจ่ายอาหารและสิ่งของเครื่องนุ่งห่มต่างๆ 

 

 

          " วัดนี้เป็นวัดที่ตระกูลสวี่ ซึ่งเป็นตระกูลทางฝั่งพระมารดาของเปิ่นหวางเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่รุ่นทวด  ด้วยน้องชายของท่านทวดได้ละทางโลกออกบวชเพื่อศึกษาพระธรรม  ท่านทวดจึงได้สร้างวัดนี้ขึ้นมาเพื่อให้น้องชายได้จำวัดอยู่ที่นี่  จากนั้นคนในตระกูลก็มักจะมาทำบุญที่นี่เสมอ  เรียกว่าเป็นวัดประจำตระกูลก็คงจะได้ "

 

 

        มู่หรงหยางเฉิงเอ่ยเล่าให้นางฟัง

 

 

        " มิแปลกที่วัดจะใหญ่โตและกว้างขวางไม่น้อยเพคะ "

 

 

        " เดิมก็เป็นเพียงวัดเล็กๆ แต่ก็ขยับขยายมาเรื่อยๆ ผ่านมาหลายสิบปีก็กว้างขวางอย่างที่เจ้าเห็น....แล้วนี่เจ้าจะไปที่ใดต่อหรือ "

 

 

       " หม่อมฉันได้ยินมาว่าด้านหลังวัดไปไม่ไกลนั้นมีน้ำตกแลลำธารเล็กๆสวยงามนัก  จึงอยากไปชมสักคราเพคะ "

 

 

       จางซูหนี่ว์เอ่ยตอบตามความตั้งใจของนาง

 

 

       " อ้อ...น้ำตกนั่นน่ะหรือ  มันก็สวยงามดี มิยักรู้ว่าเจ้าก็ชอบที่จะเที่ยวชมแหล่งธรรมชาติเช่นนี้ด้วย  จะว่าไปเมื่อก่อนเปิ่นหวางก็มักจะไปที่นั่นบ่อยอยู่เหมือนกัน แต่ช่วงหลังนี้มิค่อยได้ไปเท่าไรนัก ด้วยหน้าที่นั้นก็รัดตัวพอดู  หากเจ้าไม่รังเกียจเปิ่นหวางก็ขอตามไปด้วยคนจะได้หรือไม่  เปิ่นหวางรู้ว่าจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ที่งดงามบริเวณนั้นหลายจุดเลยทีเดียว "

 

 

        มู่หรงหยางเฉิง เสนอตัวเองหวังได้ใกล้ชิดนางให้นานกว่าเดิม

 

 

        จางซูหนี่ว์นั้นยังมิทันได้ตอบกระไร  ก็มีบุคคลที่สามที่ไม่ได้รับเชิญเป็นผู้เอ่ยแทรกนางขึ้นมาเสียก่อน  ทั้งจัดการเสนอตัวเองเสร็จสรรพ

 

 

        " คงมิต้องรบกวนเจ้าหรอกหยางเฉิง  ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเป็นผู้พานางไปเถิด  ข้าก็ไปที่นั่นบ่อยอยู่พอสมควร  เจ้าไม่ต้องห่วงนางหรอก  ดูแลคนป่วยเถิด ต่อแถวรอยาวเพียงนี้จนค่ำจะตรวจเสร็จหรือไม่ "

 

 

       น้ำเสียงเข้มและห้วนนี้  ดังขึ้นมาจากอีกทาง  ทั้งสองหันไปมองก็ปรากฏร่างของบุรุษรูปงามมิด้อยกว่าผู้เป็นน้องชายเลย  ออกจะทระนงองอาจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ  

 

 

        พักตร์หล่อเหลาคมเข้มติดจะมึนตึงเล็กน้อยในเวลานี้   ช่างดูขัดกับเจ้าตัวน้อยขนปุยสีขาวแสนน่ารักน่าเอ็นดูในอ้อมแขนเสียเหลือเกิน  

 

 

         คนหน้ายักษ์อุ้มเจ้าตัวน่ารักเดินเข้ามาหานาง  สายตาคมปราบถูกส่งมาให้นางเพียงนี้  นางจะโดนกินหัวไหมล่ะนี่  นางว่านางก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเลยนะ  หรือเขาไปโกรธผู้ใดมากัน....ว่าแต่ซือซืออยู่กับเขา ย่อมแสดงว่าเขาไปหานางที่หอซือซิงมาเป็นแน่

 

 

       มู่หรงหยางเฉิง เมื่อเห็นการปรากฏตัวของพี่ชาย หัวใจที่กำลังพองโตและสดชื่น  ก็พลันเฉาลงได้อย่างประหลาด  สีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย  หมดเวลาของเขาแล้วสินะ....

 


          มู่หรงหย่งหมิงก้าวเข้าไปยังจุดที่คนทั้งสองนั้นยืนอยู่  แม้จะวางสีหน้าเรียบเฉยดั่งที่เคยกระทำอยู่เป็นนิจ  ทว่าในใจนั้นออกจะขัดเคือง และนึกอยากจะนำสตรีผู้นี้ไปกักขังเอาไว้ให้อยู่แต่ภายในวังจวิ้นอ๋องเสียจริงๆ  

 

 

          ดูเอาเถิด...ปล่อยให้นางคลาดสายตาทีไร  ก็มีบุรุษเข้ามาเกี้ยวพานางเสียทุกครั้งไป  บางครั้งเขาก็นึกหงุดหงิดใจอยู่มิน้อย  ที่ปล่อยให้ใจถลำลึกถึงเพียงนี้  นางเข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากจนเกินไป  

 

 

      กับเจิ้งจิวอิงที่เขาเคยคิดว่าเป็นรักแรก  ในตอนนั้นเขาก็ยังมิรู้สึกหึงหวงนางเท่ากับจางซูหนี่ว์ในตอนนี้เลย  

 

 

          จางซูหนี่ว์มักทำให้เขานั้นมีความรู้สึกปั่นป่วนในจิตใจอยู่บ่อยครั้ง เพียงเป็นเรื่องของนางเท่านั้นไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ก็เรียกความสนใจจากเขาได้เสมอ 

 

 

      โดยเฉพาะเรื่องบุรุษอื่นที่อยู่รอบตัวนาง เขายิ่งต้องใส่ใจตราบใดที่นางยังไม่ตบแต่งให้เขา  และผ่านค่ำคืนเข้าหอไปด้วยกันแล้วไซร้  เขาก็ยังมิสามารถวางใจใครได้ ...

 

 

          ทั้งเค่อเหยียนเหว่ย ต้วนหลี่เจี้ยน  มู่หรงหยางเฉิง  คนสุดท้ายผู้เป็นน้องชายต่างมารดาของเขานี่ยิ่งประมาทไม่ได้เลย  

 

 

      " ซูหนี่ว์ ถวายพระพรจวิ้นอ๋องเพคะ...ไม่คิดว่าจะได้พบพระองค์ที่นี่ "

 

 

      นางกล่าวพลางส่งยิ้มไปให้บุรุษผู้มาใหม่เล็กน้อย  ความจริงก็หาเรื่องพูดขึ้นมาเท่านั้นล่ะ  เห็นเขาอุ้มเจ้าตัวน้อยมาด้วยก็ประจักษ์แก่ใจแล้วว่าตามนางมาเป็นแน่  แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เสีย ชวนคุยบ้างเผื่อบรรยากาศจะดีขึ้น...

 

 

      " เปิ่นหวาง ไปหาเจ้าที่หอซือซิงด้วยมีเรื่องต้องพูดคุย  หากแต่พบว่าเจ้าได้ทิ้งซือซือเอาไว้ที่นั่นให้สาวใช้เลี้ยงมันแทน  ส่วนตัวเจ้าผู้เป็นมารดาของมันกลับหนีออกมาเที่ยวได้อย่างสบายใจ  เปิ่นหวางกลัวลูกของเราจะน้อยใจ  จากที่คราแรกจะอยู่รอเจ้าที่นั่น จึงคิดว่าตัวเปิ่นหวางปล่อยให้เจ้าเลี้ยงเจ้าตัวเล็กนี่ฝ่ายเดียวมานาน  ควรทำหน้าที่บิดาเสียบ้าง  เลยพามันตามเจ้ามาที่นี่ด้วยดีกว่า  นานๆจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกเสียที "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงกล่าวออกไปหน้าตาย  เขาไม่สนว่าบุรุษอีกคนที่ยืนฟังอยู่นั้นจะคิดอย่างไร เมื่อได้ฟังประโยคเมื่อครู่ เพราะเขานั้นก็หมายใจให้น้องชายต่างมารดารับรู้ในความสัมพันธ์ของเขากับจางซูหนี่ว์ว่ารุดหน้าไปเพียงใดแล้ว  

 

 

         ความจริงเขาคิดว่ามู่หรงหยางเฉิงก็คงจะรับรู้อยู่แก่ใจแล้วล่ะ  แต่ก็ยังตัดใจจากสตรีตรงหน้าไม่ได้  อาจจะดูใจร้ายกับผู้เป็นน้องชายไปสักนิดที่คอยตอกย้ำและซ้ำเติมความสัมพันธ์ระหว่างเขาและจางซูหนี่ว์อยู่เสมอ 

 

 

      แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของผู้เป็นน้องชายเองทั้งนั้น  เพราะเขาเองจะไม่ยอมเสียนางไปให้ใครเป็นแน่ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นน้องชายก็ตามที  

 

 

       " หม่อมฉันมาไหว้พระที่วัดเพคะ   เกรงว่านำมาด้วยจะไม่สะดวกเท่าไรนัก  จึงให้สาวใช้ช่วยดูแลมันแทน "

 

 

       นางกล่าวออกไป  หลังจากที่หายอึ้งไปกับความหน้ามึนและหน้าหนาของจวิ้นอ๋อง  แม้เขาจะกล่าวแทนตัวเอง ตัวนาง และเจ้าตัวเล็กขนปุยนี้ว่า บิดา มารดา ลูก อยู่บ่อยครั้ง  หากแต่นางก็ยังไม่ชินเสียที

 

 

        และเกรงว่าผู้อื่นที่ไม่รู้ความเรื่องครอบครัวกระต่าย อาจจะเข้าใจผิดเอาได้  หญิงสาวคิดพลางอดที่จะชำเลืองไปทางองค์ชายห้าไม่ได้  

 

 

         " แล้วอย่างไรล่ะ  ไหว้พระขอพรเทพเจ้าเสร็จแล้ว  ได้ยินว่าจะไปเที่ยวชมน้ำตกมิใช่หรือ  ไปสิ..เปิ่นหวางกับลูกก็จะไปด้วย  อีกอย่างจะได้มีเวลาพูดคุยเรื่องสำคัญกับเจ้าด้วย "

 

 

        มู่หรงหย่งหมิง กล่าวพลางมองหน้าจางซูหนี่ว์

 

 

         " เรื่องใดหรือเพคะ "

 

 

         "เรื่องสำคัญมากๆ  ไว้ถึงน้ำตกแล้วเปิ่นหวางจะบอก "

 

 

       " เรื่องไปที่น้ำตกนั่น เอ่อ..."

 

 

        จางซูหนี่ว์หันกลับไปหาองค์ชายห้า  ที่เป็นผู้อาสานำนางเที่ยวน้ำตกแต่แรก  อย่างเกรงใจเขายิ่งนัก  

 

 

         มู่หรงหยางเฉิง ที่เงียบไปตั้งแต่การปรากฏตัวของพี่ชาย  ซ้ำยังต้องฟังแต่ละประโยคที่คนทั้งสองสนทนากันนั้น  เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

 

 

         เจ็บแท้หัวใจ  แต่จะโทษใครได้เล่าในเมื่อตัวเขาตัดใจให้เลิกรักนางไม่ได้เอง....

 

 

        " ก็ตามที่เปิ่นหวางบอกเจ้านั่นแหละหนี่ว์เอ๋อร์  ว่าเปิ่นหวางจะเป็นคนพาเจ้าไปเอง  จะได้ไม่รบกวนเวลาการรักษาคนเจ็บของหยางเฉิง ดูสิคนรอเยอะแยะเชียว "

 

 

         มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยแทรก 

 

 

        "  ทำตามที่จวิ้นอ๋องกล่าวเถิดซูหนี่ว์  "

 

 

        ประโยคสั้นๆหลุดออกมาจากปากของมู่หรงหยางเฉิง  กว่าที่เขาจะหาเสียงและเค้นมันออกมาเป็นคำพูดได้ช่างยากเย็นนัก  ด้วยตอนนี้นั้นเขารู้สึกปวดหนึบไปทั้งใจแล้ว จนยากจะกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้

 

 

          " เพคะ "

 

 

          จางซูหนี่ว์กล่าวรับคำในที่สุด  ใช่ว่านางจะปิดใจจนไม่รับรู้เลยว่าบุรุษตรงหน้ารู้สึกอย่างไรกับนาง  ที่ผ่านมาองค์ชายห้าดีกับนางมาก  สุภาพ  อ่อนโยน  ให้เกียรตินางเสมอมา  ทั้งก่อนหน้านั้นแม้ว่าจะไม่เชื่อในความรักและไม่คิดจะผูกพันธ์กับใคร 

 

 

        ทว่านางก็เคยคิดเล่นๆอยู่ว่า..หากต้องสร้างครอบครัวจริงๆ นางก็คงจะเลือกผู้ชายที่ดูอบอุ่น อ่อนโยน แสนดีมาเป็นคู่ครอง  เทียบกันแล้วองค์ชายห้าผู้นี้ก็ใกล้เคียงกับคนที่นางอยากจะร่วมใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยมากทีเดียว

 

 

          หากถามว่านางเคยหวั่นไหวกับองค์ชายห้าบ้างหรือไม่  นางก็ขอตอบตามตรงว่าก็มีบ้าง  นางก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง  เมื่อมีคนมาทำดีกับนางด้วยใจบริสุทธิ์ย่อมต้องมีหวั่นไหวบ้าง  จะเรียกว่าเป็นความรู้สึกดีก็คงจะได้กระมัง  

 

 

          ไม่แน่ว่านางอาจจะรักองค์ชายห้าได้ในสักวันหนึ่ง  ถ้าไม่มีบุรุษอีกคนเข้ามาวนเวียนอยู่ภายในใจของนางเช่นตอนนี้  บุรุษที่แทบจะไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงกับคนที่นางเคยจินตนาการถึงเลยแม้สักนิดเดียว  แต่กลับมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของนางทีละน้อยๆ

 

 

       " เปิ่นหวางว่าเจ้าไปเตรียมตัวรอเปิ่นหวางที่รถม้าก่อนเถิด  แล้วเดี๋ยวเปิ่นหวางจะตามเจ้าไป "

 

 

       มู่หรงหย่งหมิงกล่าวขึ้นหลังจากลอบมองปฏิกิริยาของคนทั้งคู่  ความสงสารจะนำไปสู่ความเห็นใจเขาไม่อยากให้นางเกิดความลังเลใดใด  ขณะเดียวกันเขาก็อยากให้มู่หรงหยางเฉิงนั้นตัดใจจากจางซูหนี่ว์เสียที  

 

 

       บางครั้งการพูดออกไปตรงๆ อาจจะเป็นการดีก็ได้  อาจจะเจ็บแต่ก็ยังดีกว่าให้ผู้เป็นน้องชายถลำใจเสน่หาคนที่จะมาเป็นจวิ้นหวางเฟยของเขาเช่นนี้  

 

 

       " เช่นนั้น  หม่อมฉันทูลลาองค์ชายห้าเพคะ "

 

 

       นางถอยออกมาเล็กน้อย  และรับเอาซือซือมาจากจวิ้นอ๋อง นางกระชับเจ้าตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน  ก่อนจะเดินออกมาจากมาตรงนั้น  ทั้งที่ภายในใจนั้นก็อดที่จะสงสัยใคร่รู้มิได้ ว่าจวิ้นอ๋องจะกล่าวสิ่งใดกับองค์ชายห้ากันแน่  นึกหวั่นอยู่บ้าง หวังว่าคงจะไม่ใช่เรื่องของนางหรอกนะ

 

 

        คล้อยหลังสตรีผู้กุมหัวใจของบุรุษสูงศักดิ์ทั้งสองคนไปเพียงไม่นาน   บัดนี้มู่หรงหยางเฉิงเดินตามผู้เป็นพี่ชายที่ก้าวไปยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก  หากแต่ก็ห่างจากกลุ่มคนจนเสียงจอแจนั้นเบาบางลง มุมนี้จึงดูเป็นส่วนตัวมากขึ้นจากเดิมที่ยืนสนทนากันริมทางเดินเมื่อครู่

 

 

        " ได้ยินว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดของเจ้า  ข้าขออวยพรให้เจ้ามีความสุข และสมประสงค์ในทุกสิ่งนะหยางเฉิง "

 

 

        มู่หรงหย่งหมิง  กล่าวเกริ่นขึ้นมาก่อน

 

 

        " ขอบพระทัย พี่รอง "

 

 

       " เจ้าอ่อนกว่าข้าเพียงปีเดียว เท่ากับว่าวันนี้เจ้าก็คงจะอายุ 24 ปีแล้วสินะ   ไม่นานสวี่กุ้ยเฟยก็คงจะเตรียมหาชายาให้เจ้าเป็นแน่ "

 

 

        " หม่อมฉันยังมิคิดเรื่องนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ  "

 

 

        " ยังไม่คิด  หรือยังไม่เจอสตรีใดที่ถูกตาต้องใจ  หรือเจอแล้วแต่ยังไม่แน่ใจในความรู้สึก "

 

 

         มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยพลางมองสบตากับผู้เป็นน้องชายนิ่ง  มู่หรงหยางเฉิงนั้นก็ไม่ต่างกัน เขามองสบตากับพี่ชายต่างมารดา  รู้ความนัยในสิ่งที่พี่ชายต้องการจะสื่อ

 

 

       "  หม่อมฉันก็คงจะคิดเช่นเดียวกันกับท่าน พี่รอง คือยังไม่คิดเรื่องคู่ครอง  มิเช่นนั้นท่านก็คงแต่งสตรีสักคนสองคนเข้าวังจวิ้นอ๋องเสียตั้งนานแล้ว  ส่วนเรื่องที่หม่อมฉันมีสตรีใดอยู่ในใจหรือไม่นั้น ขอตอบตามตรงว่า..มี "

 

 

       ผู้เป็นน้องชายเอ่ยพลางสบตากับผู้เป็นพี่ชายไม่คิดหลบ  ตัวเขาเองก็อยากจะสื่อให้รู้เช่นกันว่าเขานั้นก็มีความจริงใจให้จางซูหนี่ว์ ไม่น้อยไปกว่าพี่ชายเลย  

 

 

         เขาเองก็เป็นลูกผู้ชายพอในเมื่อรัก ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะบอกว่าไม่รัก  หากแต่ก็ไม่คิดจะแย่งชิงหรือหักหาญน้ำใจนางมาเป็นของตัว ถ้าในที่สุดแล้วคนที่นางเลือกคือพี่ชายของเขา  ก็คงต้องยอมรับการตัดสินใจของนาง

 

 

      " หึ  เมื่อก่อนก็อาจจะใช่ ที่ว่าข้ายังไม่คิดเรื่องคู่ครอง  ทว่าตอนนี้ข้าเองก็มีสตรีที่รักยิ่งในดวงใจเสียแล้ว  รักมาก  และจะไม่ยอมเสียนางไปให้ผู้ใดเด็ดขาด "

 

 

      คนพี่เอ่ยตอบน้องชาย  ทว่าน้ำเสียงนั้นเข้มขึ้นมาเล็กน้อย  ก็ไยจะไม่รู้ว่าสตรีใดที่อยู่ในใจของมู่หรงหยางเฉิง 

 

 

       " เช่นนั้นหม่อมฉันก็ยินดีด้วย ที่พี่รองจะมีจวิ้นหวางเฟยเสียที  เฟิ่งหวงกุ้ยเฟยคงดีพระทัยยิ่ง "

 

 

    มู่หรงหยางเฉิงกล่าวด้วยใบหน้าที่ขรึมลงไปจากเดิม เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ของพี่ชายที่ยอมรับออกมาตามตรงว่ามีสตรีอันเป็นที่รักยิ่ง  เขาคงจะยินดีกับผู้เป็นพี่ชายได้มากกว่านี้ และสนิทใจกว่านี้  ถ้าหากว่านางผู้นั้นจะไม่ใช่คนเดียวกันกับนางในดวงใจของเขาด้วยอีกคน  

 

 

       ใช่ว่าเขาจะไม่พยายามไขว่คว้าหัวใจนางมาครอบครอง แต่เท่าที่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้  หัวใจของนางนั้นเอนเอียงไปอยู่ที่พี่ชายของเขาเสียมากกว่าครึ่งแล้ว  

 

 

        เช่นนั้นต่อให้เขาทำดีอย่างไร ก็ยากยิ่งที่จะได้ใจนาง  แต่ถึงอย่างนั้นจะตัดใจให้เลิกรักไม่ง่ายเลย  

 

 

       ความรักนั้นยากที่จะเกิด ทว่ายากยิ่งกว่ารักคือสั่งให้ใจเลิกรัก

 

 

       " ก็คงจะเป็นเช่นนั้น...จะว่าไปข้าดีใจนะที่เจ้าดูสนิทสนมและเป็นกันเองกับจางซูหนี่ว์  ต่อไปเมื่อนางเข้าไปเป็นคนในราชวงศ์ก็เท่ากับเป็นพระญาติของเจ้าคนหนึ่ง  "

 

 

       มู่หรงหย่งหมิงสังเกตว่ามู่หรงหยางเฉิงนั้นเงียบขรึม และนิ่งฟังอยู่ไม่ได้โต้แย้งใด  แม้จะนึกสงสารน้องชายอยู่มาก แต่ก็ต้องกล่าวประโยคเหล่านี้ เพื่อให้น้องชายรู้ตัวและตัดใจจากคนรักของเขาเสียที 

 

 

       มิเช่นนั้นหากปล่อยให้เรื่องดำเนินไปเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการทำร้ายจิตใจมู่หรงหยางเฉิงให้เจ็บหนักในเรื่องความรักไปมากกว่าเดิม

 

 

       เพราะรู้ว่ามันเจ็บมากเพียงใด ด้วยเขาก็เคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว จึงไม่อยากจะให้น้องชายต่างมารดาผู้นี้ดำเนินเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมกับเขาอีก

 

 

       "  นางคือ..พี่สะใภ้ของเจ้าในเวลาอันใกล้นี้  ความจริงเรื่องนี้ข้ายังไม่ทันได้บอกกล่าวแก่ผู้ใดมากนัก แต่เห็นว่าเจ้าเป็นน้องชายและเป็นผู้ที่หนี่ว์เอ๋อร์นางให้ความเคารพ จะบอกเจ้าก่อนก็ได้ว่าข้าให้พระมารดาเจรจาสู่ขอหนี่ว์เอ๋อร์กับมารดาของนางแล้ว  เรื่องนี้ไทเฮา  ฝ่าบาท  และฮองเฮา ก็ทรงทราบแล้วเช่นกัน 

       เฮ้อ..ดูสิ ตอนแรกแค่ต้องการจะอวยพรให้แก่เจ้าประสาพี่น้องเท่านั้น  แต่ก็เผลอพูดคุยกับเจ้าเสียตั้งนาน  ป่านนี้หนี่ว์เอ๋อร์นางคงรอข้านานแล้ว  เอาไว้โอกาสหน้าค่อยพูดคุยกันใหม่นะ หยางเฉิง "

 

 

       มู่หรงหย่งหมิง กล่าวพลางระบายยิ้มอ่อน ทั้งขยับเข้าไปตบบ่าน้องชายเบาๆ และเดินจากมา   เขาทำดีที่สุดก็เท่านี้...

 

 

       มู่หรงหยางเฉิง ยืนมองพี่ชายที่เดินจากไปจนลับสายตา  นางเลือกแล้วใช่ไหม  เขาควรต้องยินดีกับผู้เป็นพี่ชายและสตรีที่เขารักใช่ไหม  

 

 

       รู้ว่าตัวว่าคงหมดโอกาสที่จะรั้งใจนางให้หันมามองเขาแล้ว  อีกไม่นานนางกำลังจะเปลี่ยนสถานะ  จากสตรีที่เขาหลงรัก  มาเป็นพี่สะใภ้.... 

 

 

        ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่ใต้ร่มไม้นั่น  หัวใจเหนื่อยล้าจนไม่อยากจะทำสิ่งใดอีกต่อไป  ในความคิดมันสับสน ใบหน้าของจางซูหนี่ว์ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง  คำพูด  รอยยิ้ม  แววตา  ใบหน้างามนั้นยังตราตรึงอยู่ในความคิดและหัวใจของเขา  พอๆกับคำพูดของผู้เป็นพี่ชายที่แว่วเข้ามา  ว่านางคือพี่สะใภ้ของเขา...

 

 

อีกด้านหนึ่งภายนอกกำแพงวัด...

 

 

       จางซูหนี่ว์นั้นกำลังยืนรอจวิ้นอ๋องอยู่ที่รถม้า  โดยมีคนของนางที่นำมาด้วยยืนอยู่ไม่ไกลเพื่อคอยอารักขาความปลอดภัยให้นาง  ยกเว้นเพ่ยเพ่ยที่ยืนก้มหน้าหลบสายตานายสาว  ที่กำลังจ้องมายังตนอย่างคาดคั้น

 

 

        " ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ข้ารู้นะเพ่ยเพ่ย ว่าเจ้ารู้แต่แรกว่าองค์ชายห้าเสด็จมาที่นี่วันนี้  เจ้าจึงได้ชวนให้ข้ามาที่นี่ใช่หรือไม่ "

 

 

         หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้ม  นางไม่ชอบให้เพ่ยเพ่ยทำตัววุ่นวายและก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของนางเช่นนี้  เหตุใดจะไม่รู้ว่าสาวใช้ทำเช่นนี้ทำไม  ในเมื่อเพ่ยเพ่ยเอ่ยยกย่องชมเชยองค์ชายห้าให้นางฟังอยู่บ่อยครั้ง 

 

 

        นางรู้ว่าเพ่ยเพ่ยหวังดี  และอยากให้นางเลือกและลงเอยกับองค์ชายผู้นี้  หากแต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวของนาง  ที่นางจะต้องตัดสินใจเอง  ไม่ใช่ให้ใครมาตัดสินใจให้เพราะเห็นว่าเหมาะสมกันเท่านั้น

 

 

      " เพ่ยเพ่ยขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู  แต่ว่าเพ่ยเพ่ยหวังดีจริงๆ องค์ชายห้าทรงเป็นคนดีมาก  ก็อยากให้คุณหนูเปิดใจให้องค์ชายบ้างเท่านั้น "

 

 

      สาวใช้อ้อมแอ้มตอบผู้เป็นนายออกมา ด้วยก็รู้ตัวว่าตนนั้นผิดแต่ก็มิวายเอ่ยจุดประสงค์ของตนเอง

 

 

       " มันเป็นเรื่องส่วนตัวของข้านะเพ่ยเพ่ย  ข้าจะรักใครชอบใครต้องให้เจ้าคอยบอกหรือไม่  ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับข้า  ไหนจะใช้เล่ห์ลวงข้ามาที่นี่อีก เจ้าเป็นคนสนิทที่ข้าไว้ใจมากคนหนึ่ง กลับหลอกลวงข้าได้  แล้วต่อไปข้าจะไว้ใจเจ้าได้อย่างไร "

 

 

       จางซูหนี่ว์เอ่ยอย่างนึกเคืองสาวใช้  หากว่าจุดประสงค์ของสาวใช้ไม่ทำไปเพราะหวังดีกับนางทั้งหมด  นางคงสั่งโบยตามธรรมเนียมไปแล้ว หากสาวใช้ทำผิดต่อผู้เป็นนายจะสั่งโบย สำหรับคนที่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร  

 

 

       แต่นางก็ไม่นิยมการทำร้ายร่างกายผู้อื่นเช่นนั้น  หากว่าไม่จำเป็นจริงๆ

 

 

        " คุณหนูยกโทษให้เพ่ยเพ่ยเถิดนะเจ้าคะ  เพ่ยเพ่ยผิดไปแล้วจริงๆ  แต่ว่าไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงอะไรคุณหนูเลยนะเจ้าคะ  ทำไปเพราะหวังดีเท่านั้น  จึงไม่ทันคิดถึงความรู้สึกของคุณหนู  เพ่ยเพ่ยจะไม่ทำอีกแล้ว "

 

 

        สาวใช้รีบคุกเข่าลงต่อหน้าผู้เป็นนายอย่างสำนึกผิด  พลางกล่าวน้ำตารื้น  เมื่อเห็นว่าคุณหนูนั้นโกรธตนเองอยู่มากทีเดียว

 

 

       "  แต่บางครั้งความหวังดี  ก็สามารถกลายเป็นความประสงค์ร้ายได้นะเพ่ยเพ่ย "

 

 

      จางซูหนี่ว์เห็นสาวใช้หน้าจ๋อยน้ำตารื้นด้วยสำนึกผิด  ก็ใจอ่อนอยู่ไม่น้อย  แต่ก็ยังแสร้งทำหน้าขรึม ขึงโกรธนางอยู่  เพราะเกรงว่าหายโกรธเคืองเพ่ยเพ่ยเร็วไปนัก  นางจะได้ใจและไม่จดจำเหตุการณ์นี้  ครั้งหน้าก็อาจจะก้าวก่ายมาคิดแทนนาง ในเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวของนางอีก

 

 

       " อย่างไรเจ้าคะ  เพ่ยเพ่ยไม่เข้าใจ "

 

 

        นางหวังดี แล้วจะกลายเป็นการทำร้ายคุณหนูได้อย่างไร

 

 

      " ความรักมันห้ามกันได้หรือเพ่ยเพ่ย  มันสามารถกำหนดได้หรือว่าจะต้องรักเพียงคนที่เขาดีพร้อม และเหมาะสมกับเรา ข้าจะบอกให้นะว่าไม่ได้หรอก "

 

 

       แน่ล่ะ...ขนาดนางไม่คิดจะรักและผูกพันธ์กับใคร  ยังเผลอให้บุรุษเจ้าเล่ห์ผู้นั้นทลายกำแพงในจิตใจของนางทีละนิดทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว  เข้ามาก่อกวนในหัวใจของนาง  

 

 

        มารู้ตัวอีกทีก็มีคนผู้นี้อยู่ในห้วงความคิดและจิตใจเสียแล้ว  มันห้ามกันได้ที่ไหน  

 

 

      " สมมติว่าถ้าข้าเลือกใครสักคนที่เหมาะสมกับเจ้า ให้เจ้าแต่งงานด้วย  โดยที่แท้จริงแล้วเจ้ามิได้มีใจรักใคร่ชอบพอคนคนนั้นเลย  ต่อให้เขาเพียรทำดีกับเจ้าอย่างไร เจ้าอาจจะรักเขาได้ในสักวัน  แต่ถ้าหากว่าไม่รักล่ะ  ความหวังดีของข้าจะกลายเป็นการทำร้ายพวกเจ้าในทันที  เจ้าทั้งสองคนจะไม่มีโอกาสได้พบใครที่พวกเจ้ารักและเขาก็รักเจ้า  ต้องจมปรักอยู่กับชีวิตคู่ที่ข้าเลือกให้เพราะความเหมาะสม  ความรักมันบังคับไม่ได้  จะดีจะร้ายอย่างไรเราก็สมควรเป็นผู้เลือกมันเอง  จะผิดจะถูก จะมีสุขหรือไม่มีอย่างไรก็จะได้รู้ว่าเราเป็นผู้เลือกมันด้วยตัวเอง  "

 

 

     " เพ่ยเพ่ยเข้าใจคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ "

 

 

      สาวใช้เมื่อได้ฟังก็หน้าจ๋อยและรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม  ทว่ากลับเข้าใจเหตุผลและความรู้สึกของนายสาวมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

 

 

       "  เพราะฉะนั้นอย่าได้ทำอีกเพ่ยเพ่ย  อย่าคิดหรือตัดสินแทนคนอื่นว่าสิ่งนี้ดี หรือควรจะรักใคร  ความสุขของคนเราน่ะไม่เหมือนกัน  บางครั้งคนที่เราคิดว่าไม่เหมาะสมกับเรา  แตกต่างจากเรา ก็อาจจะเป็นผู้เติมเต็มในสิ่งที่เราขาดหายไปก็ได้  "

 

 

        จางซูหนี่ว์พูดออกไปเช่นนั้นก็จริง  แต่จะใช่เหตุผลเดียวกับที่นางเผลอมีใจให้กับจวิ้นอ๋องหน้ายักษ์นั่นหรือไม่ก็สุดจะรู้ได้  จะหาเหตุผลอะไรกับคำว่ารักกัน...

 

 

       หญิงสาวเอ่ยบอกให้สาวใช้ที่นั่งคุกเข่าต่อหน้านางนั้นลุกขึ้น  ด้วยเห็นว่าจวิ้นอ๋องนั้นได้เดินมายังทิศทางที่นางและเพ่ยเพ่ยยืนรออยู่  แต่นางก็ยังคงแสร้งตีหน้าขรึมใส่เพ่ยเพ่ยอยู่  หายโกรธง่ายไปเดี๋ยวได้ใจ

 

 

       เรื่องเคืองสาวใช้ก็จัดการไปแล้ว  แต่สำหรับบุรุษเจ้าเล่ห์ที่เดินส่งยิ้มมาให้นางแต่ไกลนั่น ก็คงต้องมีการว่ากล่าวกันบ้างล่ะ  ไอ้เรื่องทำให้ผู้อื่นเข้าใจนางผิดนี่ถนัดนักนะ  หมั่นไส้....

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 843 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,484 ความคิดเห็น

  1. #6169 K-muk (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 13:05
    รำคาญเพ่ยเพ่ย เจ้ากี้เจ้าการนัก เรื่องของเค้าของนายเนี่ย
    #6,169
    0
  2. #5984 pemipond (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 07:55
    หากข้าเป็นท่านอ๋อง ข้าจะสั่งคนอุ้มอิ่สาวใช้นี่ไปให้พ้นๆ
    #5,984
    1
    • #5984-1 เถียนเถียน / ลักษมณ์(จากตอนที่ 38)
      23 ตุลาคม 2561 / 09:39
      กาลข้างหน้าอาจจะสงสารเพ่ยเพ่ยก็ได้นะคะ ใจเย็นๆ 555
      #5984-1
  3. #5485 nonamejack (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 16:17
    เสี่ยวแดรก
    #5,485
    0
  4. #4986 mayar (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 23:17
    อ้อนแบบนี้ พ่อบ้านใจกล้ามาเลยยย
    #4,986
    0
  5. #4985 mayar (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 23:17
    อั้ยย๊ะ แม่ของลูก ชูป้ายสูงให้เฮียเลยป้ายใหญ่ไฟกระพริบ พระรองขัดจังหวะทำม๊ายยย
    #4,985
    0
  6. #4862 gamnunnapat (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 09:49
    งื้ออ ท่านอ๋องขี้อ้อน ขี้อ่อยไปล่ะ5555
    #4,862
    0
  7. #4394 Phasuk Nyffenegger (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2560 / 13:38
    สนุกมากค่ะ
    #4,394
    0
  8. #4282 เมมฟิส (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 10:28
    ท่านอ๋องน่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก...
    ท่านอ๋องรีบไปจัดการเรื่องสาวอุ่นเตียงด่วนเลย
    #4,282
    1
    • #4282-1 เถียนเถียน(จากตอนที่ 38)
      16 ธันวาคม 2560 / 10:54
      เฮียรีบกลับมาจัดการแทบไม่ทันเลยทีเดียว 5555
      #4282-1
  9. #4080 Fonvipz (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 05:45
    แหม่ท่านอ๋องงงงงง แหม่
    #4,080
    0
  10. #3973 Peenbonee Aaffy (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 09:31
    ที่ให้เพ่ยเพ่ยออกไปเพราะกลัวไม่เหมาะไม่งาม แต่เปิดสถานเริงรมย์ ออกมาเต้นร่ายรำนี่ มันก็ไม่น่าจะกลัวว่าไม่งามแล้วนะ (สำหรับคนจีนสมัยก่อนถือเรื่องการออกมาให้ผู้คนภายนอกดูมากเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เรื่องนี้ก็เป็นไปตามแต่ผู้แต่ง แค่เห็นว่ามันไม่สอดคล้องกัน) คหสต
    #3,973
    0
  11. #3952 Numtanthitiya (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 21:29
    ท่านอ๋องงงงเนียนนนเชียวว
    #3,952
    0
  12. #3942 Anchaleeice (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 03:32
    ขอบคุณมากๆค่ะสนุกมาก
    #3,942
    0
  13. #3941 Anchaleeice (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 03:32
    ขอบคุณมากๆค่ะสนุกมาก
    #3,941
    0
  14. #3914 150221 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 14:50
    สมน้ำหน้าคุณชายต้วนนะ
    #3,914
    0
  15. #3911 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 13:22
    ขอบคุณจริงๆนะคร้าาาาที่อุตสาหะเขียนให้ได้อ่านสนุกค่ะ ชอบค่ะชอบ.
    #3,911
    0
  16. #3904 AirrUtai (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 08:55
    สนุกมากค่ะไรท์ ...
    #3,904
    0
  17. #3851 คุณชายแว่น (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 18:49
    อร้ายยย ตอนนี้ฟินมากระดับร้อย ติดตามเรื่องนี้มานาน เข้ามาส่องทุกวันแต่ยังไม่ได้เม้นอะไรเลย อยากบอกว่าชอบเรื่องนี้มากค่ะไรท์ ชอบที่ทุกตัวละครและน้ำหนักของเรื่องมีความสมเหตุสมผลดี ทุกอย่างค่อยๆเป็นค่อยๆไป ความสัมพันธ์ของตัวละครก็ไม่เร่งรีบ คาแรคเตอร์ชัดเจนดีค่ะไม่มีขัดแย้ง 

    ท่านอ๋องก็จะซึนๆหน่อย ชอบความตรงๆของนาง555 รักก็บอกว่ารักไปและบางมุมก็มีความเป็นผู้ใหญ่(ตามอายุ)  ส่วนหนูหนี่ว์ของเรา ชอบที่นางเป็นคนคิดเป็น อาจจะที่ว่าเคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อนพอมาอยู่ในร่างเด็ก(สาว) ก็ยังมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ในหลายๆมุม ได้ใจรีดไปเลยค่ะ

    และก็พี่ใหญ่ รอติดตามค่ะ (แอบเสียดาย เค้ารักคนนี้TT ไม่อยากให้หญิงใดครอบครอง)

    ส่วนพี่ไรท์นี่ รีดเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ เอาไปล้านกำลังใจเลย 

    #3,851
    2
    • #3851-1 เถียนเถียน / Miss Smiles(จากตอนที่ 38)
      5 ธันวาคม 2560 / 21:38
      ขอบคุณมากๆคร้าบบบผมมม

      ดีใจที่มีคนชอบและติดตามค่ะ ชอบที่มีคนอ่านและวิจารณ์ตัวละครนะ มันอาจจะถูกใจใครหลายคน และไม่ถูกใจใครบ้าง แต่ว่าคนเรามันมีหลายอารมณ์ความรู้สึกในคนคนเดียว ไม่มีใครโง่ หรือฉลาดตลอดเวลา ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ ย่อมมีผิดมีพลาดกันได้

      ไรต์จึงไม่เขียนให้คนหนึ่งคนเพอร์เฟ็คสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ นางเอกเองบางทีก็เก่งในบางเรื่อง โง่ในบางเวลาเหมือนกัน 55555

      ทั้งนี้ก็ขอให้อ่านอย่างมีความสุขและสนุกไปกับทุกตัวละครนะคะ ไรต์ดีใจที่รี้ดชอบ สัญญาว่าจะอัพให้เรื่อยๆสม่ำเสมอ (แม้ส่ามันจะเหนื่อยมากก็ตาม แต่ก็คุ้มค่าและมีความสุข)
      #3851-1
    • #3851-2 นักอ่านเงา (จากตอนที่ 38)
      29 ธันวาคม 2560 / 22:13
      กดlikeทั้งรีดและไรท์เม้นท์นี้ค่ะ แต่บทจีบเลี่ยนนิดหน่อยนะเจ้าคะ
      #3851-2
  18. #3850 DgKookkik (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 18:43
    เค้าจูบกันแล้วอะ-////-
    #3,850
    0
  19. #3842 cartihcus (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 17:59
    หมั่นไส้พระเอกจริงๆๆ 5555
    #3,842
    0
  20. #3820 หลันซี (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 15:56
    มาซ้อมแล้วก็หนีไป5555
    #3,820
    1
  21. #3819 janeker (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 15:14
    สนุกมากค่ะ
    #3,819
    0
  22. #3817 Jutabird (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 14:52
    น่ารักอะ
    #3,817
    0
  23. #3814 NuReader (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 14:30
    เฮียหมิงได้ไปฟินแลนด์แล้วววว
    #3,814
    0
  24. #3810 eeg12345 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 13:40
    สนุกมากกกก เลอค่าาา สู้ๆนะค๊าไรท์ (รีดรออยู่อิอิ) รักนะชุ้บชุ้บ😍😘
    #3,810
    0
  25. #3808 natsinee2512 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 13:10
    ขอบคุณมากค่ะ แบบนี้ก็ดีค่ะ น้ำซึมพื้นทราย
    #3,808
    1