ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 32 : ก็แค่รักแรก (รีไรต์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60,623
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 708 ครั้ง
    19 ก.พ. 61


          เจิ้งจิวอิงนั้นฝืนที่จะส่งยิ้มไปให้บุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้า บุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยมีความรู้สึกอันดีต่อกัน  ความรักที่เขามอบให้นางแม้จะเป็นเพียงระยะเวลาอันสั้น หากแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ  ทว่านางก็เป็นผู้ที่ทำลายมันไปด้วยตัวนางเอง 

 

 

      เพราะความเหลิงไปกับอำนาจและยศศักดิ์ที่มีผู้หยิบยื่นมาให้  หลงคิดไปว่านางนั้นช่างเป็นสตรีที่โชคดียิ่งนัก  จะมีสตรีใดในแคว้นหวงหรงสามารถเลือกที่จะแต่งให้กับบุรุษหนึ่งในสอง ซึ่งเป็นที่หมายปองของสตรีทั้งแผ่นดินได้เช่นนางบ้างเล่า ในตอนนั้นด้วยความคิดชั่ววูบจึงทำให้ตัดสินใจผิดพลาดลงไป

 

 

          ภาพเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทำให้ภายในหัวใจของนางปวดหนึบยิ่งนัก...หนึ่งบุรุษอันเคยรักและยังคงรัก  กับสตรีที่แน่ใจนักว่ามิเคยพานพบกันมาก่อน  กำลังแสดงกิริยาที่ดูอย่างไรก็สนิทสนมกัน  ไม่อยากคิดเกินเลยแต่ชั่ววูบหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามานั้น มันบอกนางว่าเหมือนคู่รัก... 

 

 

          แม้จะรู้ตัวว่าตัวนางนั้นไม่มีทางที่จะหวนกลับคืนไปหาบุรุษผู้นั้นได้อีก  แต่ความรู้สึกนั้นยากยิ่งที่จะหักใจ  ความรู้สึกเหมือนถูกตรึงให้อยู่ตรงนั้น  มองทั้งสองหยอกล้อกัน  น้ำตานั้นก็พานจะไหลหากแต่ก็ต้องฝืนกล้ำกลืนมันลงไป  

 

 

          บุปผางามในมือเขานั้นหรือ ไฉนกาลก่อนเขาจึงไม่มอบมันให้แก่นางบ้าง  เขาดีกับนางแต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนเท่ายามนี้ที่อยู่กับสตรีผู้นั้น  เท้าที่ควรจะก้าวออกไปให้ไกลจากภาพที่กำลังทำร้ายหัวใจในตอนนี้  ทว่ามันกลับพานางเดินเข้าไปหาทั้งสองเสียอย่างนั้น  ดั่งที่ความรู้สึกลึกๆของนางปรารถนา...

 

 

          " ไท่จื่อเฟย..มิได้พบกันเสียนาน ทรงสบายดีหรือพ่ะย่ะค่ะ "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิง เอ่ยถามออกไป

 

 

          " หม่อมฉัน..."

 

 

          เจิ้งจิวอิงรู้สึกจุกแน่นดั่งมีบางสิ่งบางอย่างจุกอยู่ที่อก จนไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกไปได้  เมื่อได้ฟังเพียงคำพูดประโยคแรกที่นางได้ยินจากปากของบุรุษตรงหน้าในรอบหลายปี  

 

 

      พบเจอกันบ้างนานๆครั้งในงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ  พบแต่ไม่ทักทาย ไม่พูดคุย ไม่มีคำพูดใดออกจากปากของเขาที่เอ่ยกับนางแม้สักคำ  ทว่าประโยคแรกที่ได้ฟังกลับห่างเหินยิ่งนัก 

 

 

          " ทรงเรียกหม่อมฉันว่า อิงเอ๋อร์ ดั่งแต่ก่อนก็ได้เพคะ "

 

 

          " ทรงเป็นถึงไท่จื่อเฟย มีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของเปิ่นหวาง จะให้เปิ่นหวางเรียกเช่นนั้นคงมิเป็นการสมควร "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงกล่าว ทั้งที่มือของเขานั้นยังมิยอมคลายมือออกจากสตรีอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกาย หากแต่กระชับมันแน่นขึ้นมาเล็กน้อย

 

 

          นางได้ฟังเช่นนั้น ความรู้สึกน้อยใจบุรุษตรงหน้าที่ฝืนเก็บเอาไว้เมื่อครู่ ก็ค่อยๆทลายกำแพงที่ขวางกั้นไหลซึมออกมาทีละน้อย รู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆที่เอ่อคลออยู่ที่หน่วยตา  แม้เพียงเอ่ยนามของนางเท่านั้น เขายังไม่ยอมเอ่ยให้ได้ยิน...

 

 

          พี่สะใภ้เช่นนั้นหรือ ช่างเป็นคำพูดที่เสียดแทงใจนางยิ่งกว่าสิ่งใด  หากแต่ก็ต้องฝืนทนจะกล่าวโทษผู้ใดได้ ในเมื่อนางเป็นผู้เลือกเอง  ใบหน้าของบุรุษตรงหน้านั้นเรียบเฉยหาได้มีรอยยิ้มอ่อนโยนดั่งแต่ก่อนที่เคยมีให้นาง  สายตาพลันเลื่อนมองไปยังมือของเขาที่กระชับกอบกุมมือของสตรีนางนั้นมิยอมปล่อย  แม้นอยู่ต่อหน้านางในยามนี้  

 

 

          หรือนี่จะเป็นคุณหนูสกุลจาง  ที่นางเคยได้ยินต้วนฮองเฮาและสตรีไร้สมองทั้งสองคนนั้นเอ่ยถึง...ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้ามาในความรู้สึก  ถ้านางไม่ตัดสินใจผิดพลาดในวันนั้น คนที่จวิ้นอ๋องจะทรงกอบกุมมืออยู่ในตอนนี้ มิใช่เจ้าแต่เป็นข้าต่างหากเล่า...

 

 

          จางซูหนี่ว์ได้ยินคนข้างกายเอ่ยเรียกสตรีตรงหน้าด้วยชื่อตำแหน่งว่าไท่จื่อเฟย  จึงพยายามดึงมือของนางออกจากการกอบกุมของบุรุษข้างกาย  เขายืนนิ่งเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทว่าความเป็นจริงกลับยื้อยุดมือของนางเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยตามความประสงค์ของนาง  จนกระทั่งนางเหลือบไปมองเขาด้วยสายตาขุ่นมัว จึงได้คลายมือออกจากนาง

 

 

          " หม่อมฉันถวายพระพร ไท่จื่อเฟย เพคะ "   

 

 

          หญิงสาวยอบกายถวายบังคมสตรีที่สูงศักดิ์กว่านางมาก  ในใจนั้นคิดไปถึงสิ่งที่มารดาของนางเคยเล่าให้นางฟัง เมื่อแรกที่นางได้รู้จักกับจวิ้นอ๋อง 

 

 

           ไท่จื่อเฟยผู้นี้ก็คงจะเป็นสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับจวิ้นอ๋อง ก่อนที่จะเลือกแต่งให้องค์ไท่จื่อ และดำรงตำแหน่งเป็นไท่จื่อเฟยในปัจจุบันเป็นแน่

 

 

          สตรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่บุรุษข้างกายนางนั้นรัก รักครั้งแรกสินะ...

 

 

          " เจ้าคือ... "

 

 

          " หม่อมฉันมีนามว่าจางซูหนี่ว์เพคะ "

 

 

          นางเอ่ยตอบ  สตรีตรงหน้าส่งยิ้มมาให้นางเล็กน้อย  

 

 

          " เปิ่นไท่จื่อเฟย เพียงผ่านมาทางนี้พอดี มิคิดว่าจะขัดจังหวะส่วนตัวของเจ้ากับจวิ้นอ๋องแต่อย่างใด "

 

 

          เจิ้งจิวอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หากแต่แอบหยั่งเชิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่  แม้ว่าภาพที่เห็นนั้นบอกได้ดีถึงความสัมพันธ์ หากแต่ก็อยากจะได้ฟังจากปากทั้งคู่อยู่ดี  เพื่ออะไรนั้นหรือนางก็ไม่เข้าใจตนเองเช่นกัน

 

 

          ที่ผ่านมาล้วนคิดอยู่เสมอว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง ต้องมีสตรีอื่นมาดำรงตำแหน่งจวิ้นหวางเฟย  หากแต่ลึกๆ นางก็แอบดีใจในท่าทีของจวิ้นอ๋องที่ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องอิสตรีเท่าใดนัก  นั่นเป็นเพราะว่าในใจของเขายังลืมนางไม่ได้เป็นแน่  

 

 

          และถึงจะรู้ว่าเรื่องราวระหว่างนางและจวิ้นอ๋องจะไม่มีทางเป็นไปได้  แต่หากว่าจำเป็นต้องมีจวิ้นหวางเฟย  นางก็เชื่อว่าจวิ้นอ๋องนั้นคงมิได้เต็มใจนักหรอก  เช่นนั้นนางก็คงพอจะทำใจได้บ้าง เพราะรู้ดีว่าในหัวใจของเขามีนางเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว  

 

 

          แม้นางไม่ได้...ผู้อื่นก็อย่าได้หวังจะแทนที่นางอย่างมีสุข 

 

          ผู้เป็นสามี  มิได้รักและเอาใจใส่ ห่างเหินเย็นชาต่อผู้เป็นชายา

 

          สิ่งเหล่านี้ที่นางพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน..สตรีผู้นั้นก็คงมิต่างกัน

 

          ที่ต่างอยู่เพียงประการเดียว...คือหัวใจรักของจวิ้นอ๋องนั้นยังอยู่ที่นาง

 

          นั่นคือสิ่งที่นางคิดมาโดยตลอด จนกระทั่งพบกับภาพเหตุการณ์เมื่อครู่

 

 

          " หาได้เป็นเช่นนั้นเพคะ "

 

 

          " ไม่เป็นไร "

 

 

          จางซูหนี่ว์ หันกลับไปมองจวิ้นอ๋องที่กล่าวขึ้นมาพร้อมๆกับนาง แต่สิ่งที่เขาเอ่ยออกมานั้นต่างจากนางทีเดียว คำว่า  'มิเป็นไร มันไม่ใช่ประโยคปฏิเสธนะท่านอ๋อง   

 

 

          ไท่จื่อเฟยกล่าวว่าขอโทษที่มาขัดจังหวะเวลาส่วนตัว นางนั้นเอ่ยปฎิเสธว่าสิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด  แต่บุรุษข้างกายกลับบอกว่าไม่เป็นไร

 

 

           ย่อมตีความหมายได้เพียงอย่างเดียว  นั่นคือ ก่อนหน้านั้นเขาและนางกำลังมีเวลา(ส่วนตัว)อยู่ด้วยกันจริงๆ  แล้วชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานใช้เวลา(ส่วนตัว)ด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็คือ คู่รัก.....

 

 

          ท่านมันร้ายนักนะ...นั่นคนที่ท่านเคยรักมิใช่หรือ  แล้วการกล่าวโดยไม่ถนอมน้ำใจสตรีเช่นนี้คืออะไรกัน  นางลอบมองใบหน้าของไท่จื่อเฟยก็เห็นว่ามีสีหน้าเจื่อนลงไปมาก  ดูเหมือนจะมีน้ำตาคลออยู่ด้วย ก็นึกสงสารอยู่บ้าง  หากแต่ว่าเพราะเหตุใดกันลึกๆ นางจึงรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก 

 

 

          บุรุษข้างกายนางตอนนี้ใบหน้าเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความรู้สึก  แต่กลับไม่ได้มีแววตาวูบไหวหรือเศร้าใจ เหมือนบุรุษที่อกหักรักคุดยามที่ต้องกลับมาพบกับคนรักเก่า  เช่นที่นางเคยจินตนาการแต่แรกว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ 

 

 

           ก็มารดาของนางเล่าให้ฟังว่าทรงเสียพระทัยจนพาตัวเองปลีกวิเวกไปอยู่แถบชายแดนบ่อยๆ เท่าที่เห็นในตอนนี้ อาการมันก็ไม่ได้หนักหนาถึงเพียงนั้นนี่นา เอ..หรือนางเข้าใจอะไรผิดไป

 

 

          " หากแต่หม่อมฉันใคร่เตือนสติจวิ้นอ๋องเพียงสักนิดจะได้หรือไม่  อันว่าชายหญิงไม่ควรอยู่ใกล้กันมากนัก  จากเหตุการณ์เมื่อสักครู่ หากเป็นผู้อื่นนั้นเห็นเข้าจะมองไม่ดีเอาได้ "

 

 

          เจิ้งจิวอิงที่รู้สึกจุกไปกับประโยคเมื่อสักครู่ เขาไม่ปฏิเสธทั้งยังยอมรับอีกต่างหากว่ากำลังมีช่วงเวลาส่วนตัวที่พิเศษกับสตรีข้างกาย  หากแต่เมื่อตั้งสติได้นางจึงฝืนปั้นยิ้มอ่อนหวานไปให้ทั้งคู่ พลางเอ่ยโต้ตอบออกไปอย่างใจคิด...

 

 

          " ขอบพระทัย ไท่จื่อเฟยที่ทรงเป็นห่วง เอาเป็นว่าครั้งหน้าเปิ่นหวางจะระวัง ไม่ให้ผู้ใดเห็น "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงกล่าวออกไปหน้าตาเฉย

 

 

          หากแต่คนที่หน้าเหวอเช่นจางซูหนี่ว์ ต้องรีบหันกลับมามองบุรุษข้างกายอีกครั้ง...ปากท่านหรือนั่น สมควรกล่าวว่าจะระวังไม่กระทำอีก  มิใช่ว่า..จะระวังไม่ให้ใครเห็น  ต้องให้นางตีความหรือไม่ว่ามันหมายความเช่นไร  หากแต่เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็ให้รู้สึกใบหน้าร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างประหลาด

 

 

          เจิ้งจิวอิง สะอึกไปอีกหนึ่งคำรบ เหตุใดเขาจึงเฉยชากับนางเช่นนี้  ที่ผ่านมาหลบหน้านาง  ไม่ยอมพบหน้านางมาตลอดหลายปี มิใช่ว่ายังตัดใจจากนางไม่ได้หรอกหรือ  หรือนางคิดไปเองอยู่เพียงฝ่ายเดียว...

 

 

          " หึ  ดูท่าทางตำแหน่งจวิ้นหวางเฟยคงไม่แคล้วเป็นของสตรีผู้นี้สินะ เพคะ "

 

 

          สตรีสูงศักดิ์กลั้นใจถามออกไป ทั้งยังวางสีหน้ายิ้มน้อยๆประหนึ่งการเอ่ยเย้า  หากแต่ผู้ใดจะรู้ว่ามันเป็นการกระทำที่ฝืนจิตใจของนางอย่างยิ่งยวด  

 

 

          จางซูหนี่ว์มองอากัปกิริยาของสตรีตรงหน้า แม้จวิ้นอ๋องนั้นนางจะเดาความคิดเขามิค่อยออก แต่กับไท่จื่อเฟยนั้น บัดนี้มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม หากแต่วูบหนึ่งที่นางเห็นแววตาไม่พอใจถูกส่งมาให้นาง 

 

 

          เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วดั่งว่าสตรีผู้นี้กำลังเก็บซ่อนอารมณ์บางอย่างอยู่ และประโยคคำพูดเมื่อครู่ก็ทำให้นางพอจะเห็นอะไรลางๆขึ้นมาบ้าง  เฮ้อ..การแสดงของท่านเกือบเนียนแล้วนะเพคะไท่จื่อเฟย   บางทีความร้ายกาจก็มาในคราบความอ่อนหวานนุ่มนวลได้เหมือนกัน 

 

 

         เอาความสงสารของนางเมื่อสักครู่กลับคืนมาได้หรือไม่

 

 

          " เปิ่นหวางก็รอคนที่ยืนข้างๆตอนนี้ตกลงอยู่เช่นกัน "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยตอบเจิ้งจิวอิง   พลางหันไปส่งสายตาเป็นเชิงถามหญิงสาวข้างกาย ว่าเมื่อไรจะใจอ่อนเสียที  ดูเอาเถิดเขายืนคุยกับสตรีอื่นเช่นนี้  นางจะมีอาการหึงสักนิดก็ไม่มี  

 

 

            น่าแปลกที่แม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดเรื่องอดีตกับเจิ้งจิวอิงแล้วก็ตาม หากแต่ที่ผ่านมาเขาก็ไม่รู้ว่าจะวางหน้าเช่นไรมากกว่ายามต้องเผชิญหน้า  แต่พอได้พบเจอกันในตอนนี้ ได้พูดคุย ถึงจะมีความรู้สึกจะแปลกๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ตรงกันข้ามความคิดของเขากลับวนเวียนอยู่กับสตรีข้างกายมากกว่า 

 

 

          ที่เห็นเขานิ่งไปนั้น เพราะในใจมัวแต่คิดว่าจางซูหนี่ว์จะหึงหวงเขาหรือไม่ เกรงว่านางจะเข้าใจผิดๆ ก็ไม่รู้ว่านางจะรู้เรื่องราวในอดีตของเขากับเจิ้วจิวอิงหรือไม่  สำหรับเขานั้นอดีตก็คืออดีต...ถึงแม้ว่ากว่าจะก้าวผ่านอดีตนั้นมาได้ก็เถิด  หากแต่เมื่อเลือกจะปล่อยก็คือปล่อย  นางไม่ได้เลือกเขาแต่แรก ย่อมหมายถึงว่านางมิได้มีใจรักเขามากพอ ปล่อยนางไปก็ถือเป็นสิ่งที่ดี...

 

 

          แต่ดูเหมือนว่าเขาจะกังวลอยู่เพียงฝ่ายเดียวทั้งนั้น  อีกคนนั้นหรือกลับมีท่าทางปกติ ห่างไกลจากคำว่าหึงหวงหรือปฏิกิริยาไม่พอใจแต่อย่างใด นั่นควรเป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ  หากแต่ลึกๆเขาก็แอบหวังให้นางแสดงอาการใดออกมาบ้างก็ยังดี  

 

 

               มันเป็นสิ่งที่อธิบายยาก...เขาอยากให้นางหึง และไม่อยากให้นางหึงในเวลาเดียวกัน ไม่สิ เขาอยากให้นางหึง เพราะนั่นหมายถึงว่านางเองก็มีความรู้สึกใดกับเขาอยู่บ้าง  หากอีกใจก็ไม่อยากให้นางเข้าใจในตัวเขาผิด จึงแสดงท่าทางเฉยเมยต่อเจิ้งจิวอิงออกไปเช่นนี้

 

 

          จางซูหนี่ว์มองจวิ้นอ๋องที่หันมามองหน้านางเช่นนั้น  เหตุใดจะไม่รู้ความหมายทางสายตาที่เขาส่งมาให้  ต่อหน้าคนอื่นก็ไม่เว้นช่างกล่าวออกมาได้ไม่อาย   นางจะทำอย่างไรกับบุรุษผู้นี้ดี  ว่าก็แล้ว ตบก็แล้วไม่เคยสลด  ยิ่งนางถอยห่าง เขาก็ยิ่งหน้ามึนเข้าใส่

 

 

          เจิ้งจิวอิงมองทั้งคู่ที่กำลังสบสายตากันอยู่ในตอนนี้  ประหนึ่งว่าไม่มีนางยืนอยู่ตรงนี้ได้แต่กำมือแน่นเป็นการระบายอารมณ์  กระทั่งในที่สุดไม่อาจที่จะฝืนทนอยู่ตรงนี้ต่อไปได้อีก เอ่ยขอตัวออกมาจากตรงนั้นด้วยความเจ็บปวด

 

 

          คล้อยหลังไท่จื่อเฟยไปไม่นาน หญิงสาวหันไปมองทางบุรุษสูงศักดิ์ข้างกาย อย่างคิดจะเอาเรื่องทันที  หากแต่ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อคนที่ทำหน้าเฉยเมยเมื่อสักครู่มีใบหน้าที่ขรึมลงอย่างเห็นได้ชัดและมีอาการเงียบไป

 

 

          หรือว่าเมื่อสักครู่เป็นเพียงการแสดงของเขา  ที่แท้เขายังมีความรู้สึกใดให้กับสตรีที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่  ที่ทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาสิ่งใดก็เพื่อปกปิดความอ่อนแอในจิตใจของเขาเท่านั้น  

 

 

          จวิ้นอ๋องนั้นยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมโดยไม่เอ่ยสิ่งใดแม้สักคำ  คราแรกจากที่ตั้งใจจะเอาเรื่องก็กลับเป็นนางที่ทำไม่ลง หากแต่ลึกๆความรู้สึกหวิวๆที่ใจของนางมันคืออะไร  เพียงแค่คิดว่าเขายังมีใจให้กันอยู่ แล้วเขาจะมาเกี้ยวนางทำไม   จริงอยู่ที่ไท่จื่อเฟยไม่สามารถกลับมาครองรักกับจวิ้นอ๋องได้แล้ว  แต่การที่เขาคิดจะเกี้ยวสตรีอื่นในขณะที่ตัวเองยังลืมอดีตไม่ได้นั้น มันช่างเป็นการเห็นแก่ตัวยิ่งนัก

 

 

          " รักแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ลืมเลือนได้ยากยิ่ง หม่อมฉันเข้าใจดี หากแต่ก็ไม่เห็นต้องทำเช่นนี้เลยเพคะ "

 

 

          จางซูหนี่ว์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

 

 

          " เปิ่นหวางทำสิ่งใด? "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิง เอ่ยพลางขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่นางกล่าว

 

 

          " ก็ทรงรู้แก่พระทัยดี ว่าทำสิ่งใดลงไป ไยจึงต้องถามเหตุผล "

 

 

          เห็นนางเป็นตัวอะไรกันนะ  เขาจึงหลอกใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

 

        " ที่เปิ่นหวางบอกว่ารอเจ้าตกลงเป็นจวิ้นหวางเฟยน่ะหรือ "

 

 

      เขาเอ่ยถามนาง ก็ในเมื่อพูดความจริงแล้วนางจะมาขัดเคืองเขาเรื่องใด

 

 

      " ทุกเรื่องเพคะ  ในเมื่อทรงลืมอดีตไม่ได้แล้วจะเข้าใกล้สตรีอื่นทำไม หม่อมฉันมิใช่ตัวแทนของผู้ใด "

 

 

          ทำไมนางยิ่งพูดอารมณ์ก็ยิ่งมาด้วยก็ไม่รู้ได้ ไม่เข้าใจในตัวเองจริงๆ

 

 

          " เดี๋ยวนะ ใครบอกเจ้าว่าเปิ่นหวางเห็นเจ้าเป็นตัวแทนของผู้ใด "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงยิ่งงงหนักเข้าไปอีก

 

 

        "  ก็ที่ทรงนิ่งเงียบ ไม่ใช่ว่ากำลังเศร้าอยู่หรอกหรือเพคะ  ตัดพระทัยไม่ได้ ลืมไม่ได้ แล้วจะมาข้องเกี่ยวกับหม่อมฉันทำไมกัน "

 

 

          " หนี่ว์เอ๋อร์ "

 

 

          " บอกว่าจะทำให้หม่อมฉันรัก ทำให้หม่อมฉันเห็นความจริงใจของพระองค์ แล้วไหนล่ะเพคะ ความจริงใจ "

 

 

          " หนี่ว์เอ๋อร์ "

 

 

          " รักครั้งแรก มันลืมยาก หม่อมฉันเข้าใจ แต่ถ้ายังลืมรักแรกไม่ได้ก็ไม่ควรไปเอ่ยปากบอกรักสตรีอื่น ทรงเห็นแก่ตัวเกินไปหรือไม่เพคะ "

 

 

          " เจ้ากำลังหึง "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยขึ้นพลางอมยิ้ม กับอาการของสตรีตรงหน้า นางจะทันรู้ตัวหรือไม่นั่น และเมื่อเขากล่าวเช่นนั้นออกไปก็ได้ผลนัก  หญิงสาวที่ได้ยินประโยคเมื่อสักครู่นั้นชะงักค้างคำพูดที่เตรียมจะกล่าวออกมาราวน้ำไหลนั่นทันที

 

 

          " หึงหรือ? "

 

 

          นางจะหึงได้อย่างไร นางยังไม่ได้รักเขาด้วยซ้ำ  เอ๊ะ หรือไม่ใช่...จางซูหนี่ว์ไม่เข้าใจในความรู้สึกของตัวเองนัก  

 

 

          " เจ้าบอกว่าเปิ่นหวางเงียบเพราะยังตัดใจไม่ได้  แต่เปล่าเลย  ที่เปิ่นหวางยืนเงียบ เพราะเปิ่นหวางกำลังคิดอยู่ว่าต้องทำอย่างไร เจ้าถึงจะรักเปิ่นหวางเสียที "

 

 

          " ไม่ได้เศร้า? "

 

 

          " ไม่ได้เศร้า...แล้วจะบอกอะไรเจ้าเอาไว้นะหนี่ว์เอ๋อร์  รักแรกไม่สำคัญเท่าไรนักหรอก หากว่ามันมิใช่รักแท้  รักสุดท้ายที่เข้าใจและเคียงข้างไปด้วยกันต่างหากเล่าสำคัญกว่า เปิ่นหวางคิดว่านั่นคือรักแท้ "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยตอบ พลางขยับเข้าไปใกล้หญิงสาว ยื่นหน้าพลางกระซิบประโยคถัดไป

 

 

          " อ้อ...ไม่เศร้าก็ไม่เศร้าสิเพคะ เป็นใครมาเห็นก็เข้าใจผิดด้วยกันทั้งนั้น "

 

 

          จางซูหนี่ว์เอ่ยแก้เก้อ สองแก้มนวลนั้นปรากฏริ้วสีแดงขึ้นด้วยความเขิน  ทั้งไม่รู้จะวางสีหน้าอย่างไรดี  โอ๊ยย..นางกล่าวอะไรออกไปบ้างเนี่ย  

 

 

          " ใครเข้าใจอย่างไรนั้นไม่สำคัญ  เท่าที่เจ้าเข้าใจเปิ่นหวางอย่างไรหรอก  แต่ที่แน่ๆ เปิ่นหวางเข้าใจว่าเจ้าหึง "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิง เอ่ยขึ้นมาพลางส่งยิ้มกรุ้มกริ่มไปให้นาง

 

 

          " เปล่าหึงเพคะ "

 

 

          หญิงสาวกล่าวพลางเดินหนีออกมาด้วยใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ หากแต่ก็ทันได้ยินคนที่เดินตามมาทางด้านหลังเอ่ยขึ้นให้ได้ยิน

 

 

          แค่ได้รู้  ได้เห็น ว่าเจ้าหึงหวงเปิ่นหวางก็ดีใจนัก...

 

เถียนเถียนเองค่ะ

          สำหรับน้องหนี่ว์หมือนจะไม่หึง สบายๆใช่ไหม ก็เพราะตอนแรกพระเอกทำเฉยใส่คนรักเก่านางถึงได้เฉยๆ แต่พอพระเอกนิ่งขรึมไป นางก็เริ่มนอยด์ เริ่มคิดล่ะ เอ๊ะหรือเขายังตัดไม่ขาด ยังรักอยู่ อ้าวรักเขาอยู่แล้วมาจีบฉันทำไม ทำให้ฉันรู้สึกดีด้วยทำไม (ซึ่งอันนี้นางอาจจะยังไม่รู้ตัวเท่าไร ต้องเข้าใจนางไม่เคยมีแฟน ไม่เคยรัก ผช.มาก่อนอารมณ์ก็จะ เอ๊ะ แล้วฉันเป็นอะไรประมาณนี้) 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 708 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,484 ความคิดเห็น

  1. #6459 1988yongsi (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 13:16
    ท่านอ๋องขายอ้อยเก่งแต่น้องบทบาทการแสดงในโลกเดิมเอามาแสดงบ้างก็ได้น่ะอย่าเล่นตัวนัก
    #6,459
    0
  2. #6039 Benzz Zaza Chokrom (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 13:47
    รำคาณนางเอกได้มั้ย

    แบบเล่นตัวจริงง เป็นเรานะจะแสดงความรักให้แม่นางรักแรกจองท่านอ๋องอกแตกตายไปเลย หึๆ
    #6,039
    0
  3. #5970 kulyasalin2 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 18:13

    ได้ดั่งใจรีดจริงๆ
    #5,970
    0
  4. #5859 Sistel2 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 12:34

    ม้วนต้วนนนน. เขิลลลลล ถถถ

    #5,859
    0
  5. #5365 Maioctober (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 14:00
    ไปกอดปลอบองค์ชายห้าก่อน
    #5,365
    1
  6. #4969 mayar (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 22:39
    หมอคะ คู่หมอไรท์คงจัดเต็มให้ค่ะ
    #4,969
    0
  7. #4753 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 20:29
    องค์ชายหมอจะไม่ร้ายใช่ไหมใฮืออกลัวใจ
    #4,753
    0
  8. #4303 Tangmo1570 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 17:05
    ฮือ!!TTเจ็บปวดแทนองค์ชายห้า
    #4,303
    0
  9. #4237 เมมฟิส (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 22:46
    เชียร์ท่านอ๋อง ท่านอ๋องเท่านั้น
    #4,237
    0
  10. #4236 เมมฟิส (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 22:45
    กลัวว่ายัยฉิงจะโดนคนหลอกใช้ให้กำจัดหนี่ว์เอ๋อร์จัง
    #4,236
    0
  11. #3900 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 07:59
    ขอบคุณมากกกค่ะไรท์. ถถถถถชายห้าคนดีตัดใจแต่เนิ่นๆเถิดเพคะ เดี๊ยวไรท์ก็หาคนที่เหมาะสมมาดามใจให้เองแหละเพคะะะ.
    #3,900
    0
  12. #3769 _Draci_ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 00:11
    เอิ่ม เป็นราชวงศ์แต่มาแสดงแบบนี้มันขัดๆนะ แบบเหมือนอยากทำไรก็ทำ ทุกคนรู้ว่ามีสถานะเป็นอะไร แต่ไม่ให้เกียรติภาพลักษณ์ของตัวเอง #คหสต. อย่าคิดมาก แต่เอาไปคิดหน่อยก็ดีนะคะไรท์ แต่ติดตามอยู่นะคะ
    #3,769
    0
  13. #3583 woonwai!! (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 20:20
    องชายห้าาาาาาา สงสาร ออกมาก่อนที่จะลึกกว่านี้เถอะ มาๆ ซบอกหม่อนฉันนี่เถอะ ^_^
    #3,583
    0
  14. #3461 kimurakung (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 19:13
    สงสารองค์ชานห้าจัง # เอาคืนเล็กๆ ให้พอสะใจเบาๆ
    #3,461
    0
  15. #3456 Emmymartin (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 17:51
    สงสารองค์ชายห้าพระรองผู้แสนดี
    #3,456
    0
  16. #3341 Jittima_pook (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 19:42
    ทำไมอยากให้พระเอกเป็นองค์ชาย5มากกว่านะรู้สึกเคมีเข้ากันมากกว่า
    #3,341
    0
  17. #3254 JubJujube (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 00:35
    น้องห้าน่าสงสาร ดูเขาสบตากัน
    #3,254
    0
  18. #3223 water05 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 09:01
    สงสารองค์ชายห้า หาสาวงามมาดามอกให้หน่อยสิไร้ท์
    #3,223
    0
  19. #3216 K-Kwanzz (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 02:15
    นั่นมันพระรอง ฉู่เฉียวนี่นา 5555
    #3,216
    0
  20. #3214 chanchan123 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 22:51
    ตอนแรกนึกว่าจวิ้นอ๋องจะนั่งเป็นใบ้อย่างเดียวที่ไหนได้เฮียแกแย่งซีนเฉยเลย แต่ชอบ 555+
    #3,214
    1
  21. #3206 ROSALENE (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 20:55
    ทำไมพอพูดถึงรำด้วยกันแล้วเรานึกแต่ภาพท่านอ๋องตั้งวงจับจีบ...555555
    นาทีนี้ขอยืนไว้อาลัยในความนกของชายหมอ มาหาเราได้นะคะ เราว่าง
    #3,206
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #3206-2 เปี๊ยกเฉื่อย(จากตอนที่ 32)
      27 พฤศจิกายน 2560 / 22:27
      นึกภาพตามแล้วลั่นเลยค่ะ
      #3206-2
  22. #3203 nawa-apo (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 19:28
    แล้วจวิ๋นอ๋องไม่เคยฟังเพลงมาก่อนยังจะไปร่วมเวทีเค้าอีก คืออัลไร
    #3,203
    3
    • #3203-2 赵诗兰(จากตอนที่ 32)
      27 พฤศจิกายน 2560 / 21:24
      นี่อาจจะเป็นสกิลของพระเอก
      #3203-2
    • #3203-3 เถียนเถียน / ลักษมณ์(จากตอนที่ 32)
      27 พฤศจิกายน 2560 / 21:32
      คือความแถของเฮียค่ะ ^^
      #3203-3
  23. #3196 melikbaykara2121 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 18:50
    บทเพลงรักไฉนจึงเศร้านัก ไม่เศร้าได้ไง จวิ้นอ๋องแย่งซีนขนาดนั้น องค์ชายห้าไม่ได้กล่าว รีดกล่าวเอง เหอะๆ
    #3,196
    1
    • #3196-1 เถียนเถียน / ลักษมณ์(จากตอนที่ 32)
      27 พฤศจิกายน 2560 / 20:09
      บทนี้ก่ะให้องค์ชายห้าเด่นล่ะนะ อิอ๋องแย่งซีนเฉยเลย ถถถถ สงสารชายห้าไปช่วยซับน้ำตาแพพ
      #3196-1
  24. #3195 melikbaykara2121 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 18:47
    สงสารองค์ชายห้า จวิ้นอ๋องแย่งซีนอ่ะ
    #3,195
    0
  25. #3194 l'hiver (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 18:43
    อ่าาา ชื่อตอนนี่พูดถึงชายห้าสินะเจ้าคะ วงวารนางอ่ะ แต่ให้ท่านพี่ของเจ้าไปเถอะ~!
    #3,194
    1