ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 31 : หนีอย่างไรก็ไม่พ้น..วัง (รีไรต์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66,663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 763 ครั้ง
    19 ก.พ. 61


          หญิงสาวกลับมาถึงจวนสกุลจางในช่วงค่ำ  หลังจากที่ได้สั่งการให้ผู้ช่วยของนางดูแลความเรียบร้อยเรื่องต่างๆภายในหอซือซิงในคืนนี้แทนนาง  ระยะหลังนางมักจะค้างที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง ด้วยสะดวกกว่าเดินทางกลับจวนในยามค่ำคืน  ถึงแม้ครานี้บิดาของนางจะจัดเตรียมผู้คุ้มกันมากฝีมือให้คอยดูแลนางก็เถิด  แต่นางก็รู้สึกเกียจคร้านและเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะไปกลับได้ในทุกวัน  สองถึงสามวันจึงกลับจวนเสียหนึ่งครั้ง

 

 

          หากแต่เมื่อกลางวันมารดาของนางให้คนมาแจ้งว่าคืนนี้ให้นางกลับไปที่จวน  ด้วยมีธุระสำคัญจะบอกกล่าวแก่นาง  

 

 

          " ท่านแม่ของข้าล่ะ อยู่ที่ใด "

 

 

          หญิงสาวหันไปถามสาวใช้ที่อยู่บริเวณนั้นทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในเรือนใหญ่  

 

 

          " กำลังดูแลให้สาวใช้จัดโต๊ะมื้อค่ำอยู่ด้านในเจ้าค่ะ "

 

 

          สาวใช้เอ่ยตอบคุณหนูของจวน

 

 

          " อืม..เจ้าไปได้แล้ว "

 

 

          นางพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันไปหาเพ่ยเพ่ย ที่เดินตามนางมาทางด้านหลัง  และยื่นเจ้ากระต่ายน้อยที่นางอุ้มอยู่ในขณะนี้ ให้อีกฝ่ายเป็นผู้ดูแลต่อ

 

 

          " จัดการให้อาหารซือซือแทนข้าทีนะเพ่ยเพ่ย "

 

 

          เมื่อกล่าวจบจึงเดินไปอีกทาง จุดมุ่งหมายคือห้องอาหาร สถานที่ที่มารดาของนางอยู่ในตอนนี้

 


 

          " ท่านแม่เจ้าคะ "

 

 

          จางซูหนี่ว์เดินเข้าไปสวมกอดมารดาทันทีที่ได้พบหน้าอย่างอ้อนๆ  

 

 


          " คิดถึงท่านแม่เหลือเกินเจ้าค่ะ "

 

 

          " หึ  ทำเป็นกล่าวประจบแม่เสียมากกว่านะหนี่ว์เอ๋อร์  หากไม่ให้บ่าวไปตามเจ้ากลับมา วันนี้ก็คงมิได้พบหน้าเจ้าเช่นนี้หรอก "

 

 

          จางฮูหยิน แสร้งทำเป็นน้อยใจใส่บุตรสาว

 

 

          " โธ่ ท่านแม่ก็...หอซือซิงนั้นเปิดมาได้เพียงไม่นานนัก  ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงปรับตัว กิจการภายในยังไม่คงที่ ลูกจึงยังต้องคอยดูแล ด้วยไม่อยากวางมือให้ผู้ช่วยดูแลแต่ฝ่ายเดียว ช่วงนี้เริ่มเป็นที่รู้จัก จึงอาจจะยังฉุกละหุกอยู่บ้าง แต่คิดว่าราวสามถึงสี่เดือน ทุกอย่างน่าจะลงตัวแล้วเจ้าค่ะ "

 

 

          จางซูหนี่ว์เอ่ยให้มารดาสบายใจ ด้วยนางก็ทราบดีว่ามารดาของนางนั้นเป็นห่วงนางมากเพียงใด ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกาย และเรื่องการเดินทางยามในวิกาลอีกด้วย แม้ว่าจะมีผู้คุ้มกันและเดินทางกลับไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เถิด

 

 

          " เอาเถิดๆ เอาเป็นว่าแม่เข้าใจเจ้า ไม่ต้องกล่าวอะไรเสียยืดยาวนัก เพราะก็รู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไร เจ้าก็คงยังไม่วางมือปล่อยให้ผู้อื่นช่วยดูแลทุกเรื่องในเร็ววันนี้หรอก "

 

 

          จางฮูหยินตัดบท  ด้วยยามที่กล่าวเรื่องนี้ทีไร  บุตรสาวก็จะหาเหตุผลมาอ้างเสียทุกครั้งไป 

 

 

          "  ท่านแม่เตรียมอาหารเสียเยอะแยะ  วันนี้พี่ใหญ่กับพี่รองอยู่ด้วยหรือเจ้าคะ " 

 

 

          หญิงสาวได้แต่ยิ้มแก้เก้อไปที่มารดานั้นรู้ทัน และชวนเปลี่ยนเรื่องคุย เมื่อเห็นสาวใช้ลำเลียงนำอาหารมาจัดวางบนโต๊ะหลากหลายอย่าง

 

 

          " ใช่  นานครั้งที่ครอบครัวเราจะได้อยู่พร้อมหน้ากันบนโต๊ะอาหาร  ต่างคนต่างก็มีหน้าที่ต้องกระทำ  พี่ใหญ่เจ้านั้นก็ต้องติดตามจวิ้นอ๋องไปเกือบทุกที่ ส่วนฮุ่ยเฟิงก็ต้องดูแลการค้า ปัญหามีให้แก้ไขอยู่เรื่อย มิค่อยอยู่ที่จวนสักเท่าไร  เมื่อก่อนมีเจ้าร่วมโต๊ะกินข้าวกับแม่และท่านพ่อของเจ้าทุกวัน  บัดนี้เจ้าก็มิค่อยมีเวลาเสียอีกคนหนึ่ง จวนสกุลจางจึงเงียบเหงาไม่น้อย "

 

 

          ผู้เป็นมารดาอดที่บ่นบุตรสาวออกมาอีกไม่ได้  

 

 

          นั่นไง เข้าตัวอีกจนได้...จางซูหนี่ว์ได้แต่ทำหน้าปุเลี่ยน ไม่ว่าจะพูดกล่าวสิ่งใดก็ดูเหมือนจะเข้าตัวเสียอย่างนั้น  มิใช่ว่านางไม่สงสารมารดาหรอกนะ  ทว่าด้วยอุปนิสัยของนางแต่เดิม ก็มิใช่ว่าจะเป็นคนอยู่เฉยไปวันๆ นางชอบที่จะออกไปพบปะผู้คนตามสายอาชีพของนาง  

 

 

          แต่กระนั้นด้วยประโยคเมื่อสักครู่ก็ได้สะกิดบางสิ่งบางอย่างในใจนางขึ้นมา...คำว่า ครอบครัว ผุดขึ้นมาในความคิด  ครอบครัว คือ สิ่งที่นางโหยหามาตลอดมิใช่หรือ   เมื่อนางเป็นคนในครอบครัวนี้มีบิดามารดาที่รักนางยิ่งกว่าสิ่งใด  มีพี่ชายทั้งสองที่คอยห่วงใย  แม้บางครั้งจะดูเหมือนมิค่อยใส่ใจนางเท่าใดก็ตามเถิด  

 

 

            และถึงแม้ว่าต่างคนต่างมีเวลาว่างที่ไม่ตรงกันนัก แต่ครอบครัวนี้ก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น น่ารัก สามัคคี รักใคร่กลมเกลียวกันดี  แล้วเหตุใดนางจึงมิถนอมความรู้สึกของคนในครอบครัวให้มาก  เพราะสนุกและหลงไปกับการทำงาน  จนมิทันได้เฉลียวใจว่าได้ทิ้งคนที่รักนางให้เงียบเหงาอยู่ที่จวน 

 

 

มองมารดาที่มีใบหน้าขรึมลง  แววตาเจือเศร้าเล็กน้อยด้วยคงจะน้อยใจลูกๆอยู่เป็นแน่  จึงเข้าไปโอบกอดและคลอเคลียผู้เป็นมารดาอย่างต้องการออดอ้อนง้องอน

 

 

          " จากนี้ไปหนี่ว์เอ๋อร์จะกลับมาที่จวนบ่อยขึ้น  วันเว้นวันดีหรือไม่เจ้าคะ  ท่านแม่จะได้มิเหงา "

 

 

          " เจ้าพูดจริงนะ  ห้ามคืนคำด้วยล่ะ "

 

 

          จางฮูหยินค่อยมีสีหน้าดีขึ้นมาบ้าง  พลางหันมากล่าวกับบุตรสาวอย่างต้องการสัญญา

 

 

          " หนี่ว์เอ๋อร์พูดจริงเจ้าค่ะ  เพราะว่าหนี่ว์เอ๋อร์ก็คิดถึงท่านแม่เช่นเดียวกัน คิดถึงมากๆด้วยเจ้าค่ะ "

 

 

          หญิงสาวยังกอดประจบต่อไปเรื่อยๆ

 

 

          " เอ้า  กอดแม่แน่นเพียงนี้ ประเดี๋ยวก็หายใจไม่ออกกันพอดี "

 

 

          นางอดที่จะยิ้มและเอ็นดูกับความขี้อ้อนของบุตรสาวมิได้  ต่อให้เติบโตขึ้นมากเพียงใด เป็นเจ้าของกิจการดูแลคนเกือบร้อยชีวิตในหอซือซิง  หากแต่เมื่อกลับมาที่จวนจางซูหนี่ว์ก็ยังเป็นบุตรสาวที่น่ารักขี้ประจบของนางเสมอ  ให้โกรธหรือน้อยใจบุตรสาวเพียงใด เมื่อนางออดอ้อนผู้เป็นมารดาก็ใจอ่อนให้ทุกทีไป

 

 

          " ก็หนี่ว์เอ๋อร์รัก หนี่ว์เอ๋อร์คิดถึงนี่เจ้าคะ...ว่าแต่วันนี้ที่ท่านแม่ให้คนไปตามหนี่ว์เอ๋อร์กลับมาที่จวนมีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ "

 

 

          หญิงสาวขยับอ้อมแขนกอดมารดาแน่นกว่าเดิมอีกนิดเป็นการหยอกเย้า  หากแต่ก็คิดถึงเรื่องที่ว่ามารดานั้นมีธุระกับตนขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามออกไป..

 

 

          " วันนี้เฟิ่งหวงกุ้ยเฟยส่งคนมาบอกกับแม่ว่า พรุ่งนี้ให้แม่เข้าไปพบพระนางที่ตำหนักด้วย "

 

 

          " แล้ว? "

 

 

          จางซูหนี่ว์ฟังมารดากล่าวก็ไม่เข้าใจเท่าใดนัก แล้วมันเกี่ยวกับนางตรงไหนกัน...

 

 

          " แล้วพระนางยังบอกว่าให้พาเจ้าไปเข้าเฝ้าพระนางด้วยน่ะสิ "

 

 

          จางฮูหยินกล่าวถึงจุดประสงค์ที่นางต้องให้คนไปตามบุตรสาวให้กลับมาที่จวนในวันนี้

 

 

          " ลูกหรือเจ้าคะ "

 

 

          หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เข้าเฝ้า?? ทำไมกัน

 

 

          " ท่านแม่พอจะทราบหรือไม่เจ้าคะ ว่าพระนางทรงมีธุระใดกับลูก "

 

 

          " แม่ก็ไม่รู้ได้  พรุ่งนี้เข้าเฝ้าก็คงจะรู้เองนั้นล่ะ ส่วนเรื่องชุดและเครื่องประดับที่จะใส่เข้าวังนั้น แม่ให้คนจัดเตรียมเอาไว้ให้เจ้าแล้ว กลัวไม่ถูกใจเจ้าจึงเตรียมไว้หลายชุด เจ้าก็ไปเลือกเองก็แล้วกัน  "

 

 

          ผู้เป็นมารดากล่าวกับบุตรสาว

 

 

          " เจ้าค่ะ "

 

 

          นางส่งยิ้มกลับไปให้ผู้เป็นมารดา  หากแต่ในใจนั้นกลับครุ่นคิดถึงสาเหตุการเข้าวังหลวงในวันพรุ่งนี้อย่างฉุกละหุก  เพราะปกติหากเฟิ่งหวงกุ้ยเฟยจะให้มารดาของนางเข้าเฝ้าก็จะส่งคนมาแจ้งก่อนล่วงหน้าสองถึงสามวัน  เผื่อมารดาของนางติดกิจธุระใด จะได้เตรียมตัวเข้าเฝ้าอย่างไม่ติดขัดสิ่งใด  แต่ครั้งนี้ก็นับว่าแปลกนัก  ทั้งยังบอกให้นางเข้าเฝ้าอีกด้วย...

 

 

          หลังจากรับประทานมื้อค่ำพร้อมหน้ากันเสร็จเรียบร้อย ก็มีพูดคุยกันภายในครอบครัวอยู่สักพักจากนั้นจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน

 

 

          " พี่ใหญ่ อย่าเพิ่งไปเจ้าค่ะ "

 

 

          นางเรียกจางฮุ่ยหรานเอาไว้  หลังจากที่เขาเตรียมจะหมุนกายกลับไปยังห้องนอนของตนเองเพื่อพักผ่อนบ้าง  ด้วยบิดาและมารดานั้นแยกตัวไปได้สักครู่แล้ว  เป็นเหตุให้จางฮุ่ยเฟิงที่กำลังจะเดินออกไปนั้นหยุดชะงักและหันกลับมาด้วยอีกคน

 

 

          " มีอะไรหรือ "

 

 

          จางฮุ่ยหรานเอ่ยถามน้องสาวคนเล็ก

 

 

          " ท่านรู้หรือไม่ ว่าเฟิ่งหวงกุ้ยเฟยทรงเรียกข้าเข้าไปที่ตำหนักด้วยเรื่องใด "

 

 

          จางซูหนี่ว์ลองเลียบเคียงถามผู้เป็นพี่ชาย เผื่อว่าจะทราบความใดบ้าง  ก็ในครอบครัวแล้วนอกจากท่านพ่อที่เข้าไปยังวังหลวงอยู่เป็นประจำ  ก็มีจางฮุ่ยหรานนี่ล่ะที่เข้าไปบ่อยที่สุด  

 

 

          " ข้าไม่รู้หรอก ตำหนักเฟิ่งหวงกุ้ยเฟยน่ะ ตั้งอยู่ภายในส่วนของวังหลังนะหนี่ว์เอ๋อร์ ถ้าหากว่าไม่ได้ประทานอนุญาตใครจะเข้าออกได้โดยง่ายกัน "

 

 

          " ก็ใช่แหะ.."

 

 

          นางก็ลืมนึกไป วังของจวิ้นอ๋องนั้นตั้งอยู่นอกกำแพงวังหลวง ส่วนตัวเขาเองนั้นก็มิได้เข้าเฝ้าพระมารดาทุกวันเสียเมื่อไร  หากจวิ้นอ๋องไม่เข้าเฝ้า พี่ชายนางที่คอยติดตามก็ไม่ได้เข้าไปยังวังหลวงด้วยเช่นกัน

 

 

          " แน่หรือพี่ใหญ่ "

 

 

          จางฮุ่ยเฟิงเอ่ยพลางเหล่ตามองผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าใดนัก  พี่ชายของเขานั้นเดาอารมณ์ยากนัก เก็บความลับก็เก่ง การจะงัดถ้อยความใดออกจากปากพี่ชายนั้นยากยิ่งกว่า  แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนด้วยเป็นน้องชายที่เติบโตด้วยกันมา ไยจะไม่รู้ว่ายามใดที่ต้องโกหกสิ่งใด พี่ชายมักทำหน้านิ่ง  ทว่ากลับเนียนหลบสายตาไปทางอื่นอยู่บ่อยครั้ง 

 

 

          " ข้าจะโกหกไปทำไมกัน "

 

 

          " ก็เห็นว่าติดตามจวิ้นอ๋องดั่งเงาจะไม่รู้อะไรเชียวหรือ  จวิ้นอ๋องก็เป็นโอรสของเฟิ่งหวงกุ้ยเฟย พระมารดาจะไม่กล่าวสิ่งใดให้พระองค์ฟังเลยเชียวหรือ "

 

 

          จางฮุ่ยเฟิงยื่นหน้าเข้ามาใกล้พี่ชาย พลางคาดคั้นด้วยความอยากรู้เช่นเดียวกับน้องสาว

 

 

          " พวกเจ้าจะถามข้าให้ได้สิ่งใดขึ้นมา ไม่รู้ก็คือไม่รู้  เดี๋ยวพรุ่งนี้เจ้าเข้าเฝ้าก็รู้เองนั่นล่ะ "

 

 

          จางฮุ่ยหรานมองน้องชายและน้องสาวที่ต่างพากันขยับเข้ามาใกล้ พลางจ้องหน้าตนดั่งว่ากำลังสอบสวนสิ่งใด  นี่เขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเสียหน่อย..

 

 

          " อันที่จริงข้าก็เพียงผู้ติดตาม ส่วนคนที่จวิ๋นอ๋องทรงให้ความสนิทสนมด้วยนั้น น่าจะรู้ดีกว่าข้าเสียอีก "

 

 

          ผู้เป็นพี่ใหญ่เอ่ยโต้กลับไปบ้าง ทำทีเป็นมองไปยังน้องสาว คล้ายกำลังบอกเป็นนัยๆว่าเจ้านั่นล่ะ

 

 

          " ข้าไม่รู้ "

 

 

  จางซูหนี่ว์เห็นพี่ชายมองนางด้วยสายตาเช่นนั้นก็ร้อนใจขึ้นมา กล่าวแก้ตัวออกไปทันควัน

 

 

          " ข้าก็ยังมิได้กล่าวเลยว่าเป็นเจ้า ไยต้องร้อนตัว หรือยอมรับแล้วว่าสนิทสนมอยู่กับจวิ้นอ๋อง "

 

 

          จางฮุ่ยหราน ได้ทีเอ่ยสัพยอกน้องสาว

 

 

          " พี่ใหญ่!! "

 

 

          ท่านมันร้าย หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกไล่ต้อนให้จนมุมด้วยคำพูดอย่างไรก็ไม่ทราบได้  พี่ใหญ่ของนางปกติไม่ใช่คนพูดมากเท่าใด  แต่บทจะพูดก็อย่างที่เห็น...ชักจะเหมือนนายของท่านเข้าไปทุกทีสินะ

 

 

          " ถ้าจะสนิทสนมกับจวิ้นอ๋อง  ข้าก็ว่านางสนิทสนมกับองค์ชายห้าด้วยเช่นกัน เพราะองค์ชายห้าเองก็ออกจะมาหานางบ่อยอยู่ไม่น้อย "

 

 

          จางฮุ่ยเฟิงเอ่ยขัดขึ้นบ้าง  รู้มาตั้งนานแล้วว่าพี่ชายของเขานั้นสนับสนุนจวิ้นอ๋องกับหนี่ว์เอ๋อร์  ก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ  หากแต่เขากลับชอบองค์ชายห้ามากกว่า หากทั้งสองพระองค์นั้นพึงพอใจน้องสาวของเขา  เขาก็ว่าองค์ชายห้านั้นเหมาะสมกับหนี่ว์เอ๋อร์มากกว่าจวิ้นอ๋องนัก

 

 

          กล่าวอะไรกัน...คนละเรื่องกับที่นางอยากจะรู้แล้ว  นางอยากรู้ว่าเฟิ่งหวงกุ้ยเฟยเรียกนางเข้าไปทำไม  ไม่ได้ให้มาคุยกันถึงเรื่องว่านางสนิทสนมกับใครทั้งนั้น  แล้วที่พูดกันนี่ลืมไปหรือไม่ว่าน้องสาวก็ยืนอยู่ทั้งคน  จางซูหนี่ว์ได้แต่ยืนมองพี่ชายทั้งสอง ที่กำลังใช้สายตาปะทะกันอยู่เงียบๆ 

 

 

....วันถัดมา ณ ตำหนักเฟิ่งหวงกุ้ยเฟย....

 

 

          หญิงสาวก้าวเท้าตามมารดาเข้าไปยังตำหนักที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม และใหญ่โตสมพระเกียรติ  ซึ่งตัวนางนั้นเคยเข้ามาเยือนเมื่อหลายเดือนก่อน ตั้งแต่ครั้งนั้นก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้กลับมาเยือนอีกครั้ง  เพราะตั้งใจจะไม่ทำสิ่งใดอันนำพาตัวเอง ให้เข้าไปเฉียดกรายใกล้วังหลวงเด็ดขาด 

 

 

          หากแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด  ยิ่งถอยห่าง ก็เหมือนยิ่งขยับเข้าใกล้ขึ้นทุกที  

 

 

          นางและมารดา ยอบกายถวายบังคมผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าอันได้แก่ เฟิ่งหวงกุ้ยเฟย  จวิ้นอ๋อง  และองค์หญิงเหลียนฮวา ซึ่งคนสุดท้ายนั้นเมื่อหันมาเห็นนางก็พาลทำหน้าบึ้งตึงเสียอย่างนั้น  

 

 

          ไม่รู้ว่านางไปทำสิ่งใดให้หนักหนา  ครั้งก่อนที่เจอจนกระทั่งครานี้เห็นหน้านางทีไรเป็นได้ทำอาการหน้างอคอหักเช่นนั้น  จางซูหนี่ว์เห็นแล้วก็นึกหมั่นไส้เป็นน้องเป็นนุ่งเสียหน่อยมิได้จะเขกกะโหลกให้สักที  แต่ก็คงได้เพียงคิดอยู่ภายในใจ อย่างไรเสียเด็กสาวหน้างอตรงหน้าก็เป็นถึงองค์หญิงของแคว้น

 

 

          " ตามสบายเถิด ซูฉี  ซูหนี่ว์ "

 

 

          " ขอบพระทัยเพคะ "

 

 

          นางและมารดาเอ่ยขอบพระทัยเฟิ่งหวงกุ้ยเฟย  จากนั้นจึงเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่ถูกเตรียมเอาไว้ให้

 

 

          " เจ้าสบายดีหรือไม่ซูฉี ช่วงหลังนี้ไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไรเลย "

 

 

          เฟิ่งหวงกุ้ยเฟยเอ่ยถามผู้เป็นสหายกันมา  ตั้งแต่ก่อนที่พระนางจะเข้าวังหลวงเสียด้วยซ้ำ  และนับว่าเป็นสหายเพียงคนเดียวกระมัง ที่พระนางสนิทและไว้ใจมากที่สุด จนสามารถที่จะระบายเรื่องราวบางเรื่องที่อัดอั้นภายในใจให้สหายรับฟังได้ โดยที่มิเกรงว่ามันจะรั่วไหลถูกนำไปเล่าต่อในภายหลัง

 

 

          มิตรแท้เพียงหนึ่ง  ย่อมดีกว่าสหายนับร้อยแต่หาความจริงใจมิได้

 

 

          " หม่อมฉันสบายดีเพคะ  แล้วพระนางทรงพระเกษมสำราญดีหรือไม่เพคะ "

 

 

          จางฮูหยินทูลถามสหายผู้สูงศักดิ์ที่กำลังส่งยิ้มละไมมาให้นางอยู่ในขณะนี้

 

 

          " ก็อย่างที่เจ้าเห็นนั่นล่ะ  อยู่ในวังหลวงนั่งๆนอนๆ มีอะไรก็ทำไป เป็นเช่นนี้อยู่ทุกวัน  หากเบื่อนัก...ก็ปักผ้า หรือไม่ก็เล่นไพ่ เล่นหมากรุก หาสิ่งใดทำแก้เบื่อไปวันๆ "

 

 

          " แค่ได้ยินว่าพระนางทรงแข็งแรงดี มิได้ประชวรใดใด หม่อมฉันก็ดีใจแล้วเพคะ...แล้วเรื่องที่พระนางให้บุตรสาวของหม่อมฉันเข้าเฝ้า ทรงต้องการให้นางรับใช้สิ่งใดหรือเพคะ "

 

 

          จางฮูหยินทูลถามเข้าเรื่อง ด้วยก็อยากรู้ถึงจุดประสงค์ที่ให้นางและบุตรสาวเข้าเฝ้าในวันนี้ไม่น้อย

 

 

          " เป็นอย่างไรบ้าง ซูหนี่ว์ ไม่ได้เจอกันนานสบายดีหรือไม่ "

 

 

          เฟิ่งหวงกุ้ยเฟย หันไปเอ่ยกับบุตรีของผู้เป็นสหาย

 

 

          " หม่อมฉันสบายดีเพคะ "

 

 

          หญิงสาวเอ่ยตอบอย่างนอบน้อมและสำรวมกิริยา 

 

 

          " เปิ่นกงได้ยินมาว่าเจ้าเปิดกิจการหอเริงรมย์หรือ ชื่อว่าอะไรนะ..."

 

 

          " หอซือซิงพ่ะย่ะค่ะ "

 

 

          ยังไม่ทันที่นางจะได้ทูลตอบสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า  บุรุษผู้นั้นก็กล่าวแทรกนางขึ้นมา ทั้งชิงเป็นผู้ตอบคำถามเสียเอง...เหอะ ได้ยินว่าพระมารดาของท่านเอ่ยถามข้านะ

 

 

          " กิจการของหม่อมฉันเพิ่งเปิดได้ไม่นานเพคะ ต้องผ่านไปอีกสักระยะอะไรหลายๆสิ่งจึงจะเข้าที่เข้าทาง "

 

 

          หญิงสาวเอ่ยขยายความให้เฟิ่งหวงกุ้ยเฟยได้ทรงทราบ ต่อจากที่จวิ้นอ๋องได้เอ่ยนามไปแล้ว

 

 

          " เก่งจริงนะ  "

 

 

          เฟิ่งหวงกุ้ยเฟย ยังกล่าวมิทันจบกลับมีเสียงของสตรีน้อยนางหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมา

 

 

          " ท่านแม่ทรงให้ลูกมาเข้าเฝ้า เพื่อให้มาฟังท่านเอ่ยถึงสารทุกข์สุกดิบผู้อื่นหรือเพคะ "

 

 

          มู่หรงเหลียนฮวา เอ่ยขึ้นอย่างนึกรำคาญด้วยไม่ชอบหน้าสตรีผู้นี้เป็นทุนเดิม แล้วไยพระมารดาของนาง จึงได้เรียกนางเข้ามาพบเจอด้วยเล่า 

 

 

          " ฮวาเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท ผู้อื่นที่เจ้ากล่าวถึง คือ สหายของแม่ ถึงแม้เจ้าเป็นองค์หญิงมากด้วยยศศักดิ์ ก็ควรรู้ว่าสิ่งใดควรหรือมิควร ความอ่อนน้อมถ่อมตนต้องมี "

 

 

          เฟิ่งหวงกุ้ยเฟย หันไปดุพระธิดาองค์เล็ก  พระนางนั้นให้อ่อนพระทัยเหลือเกิน  สั่งสอนก็แล้ว ดุก็แล้ว แม้กระทั่งกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในตำหนัก  หากแต่ก็แก้นิสัยเอาแต่ใจของนางไม่ได้  ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเพราะสาเหตุใด แม้นพยายามขัดขวางไม่ให้เหลียนฮวาไปหาสตรีผู้นั้น  แต่ก็เป็นคนของเราเองที่ดิ้นรนไปหาเขาอยู่บ่อยๆ ยิ่งเจริญวัยขึ้นก็ยิ่งห้ามยาก 

 

 

          คงผิดตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่เหลียนฮวายังเด็กนัก สตรีผู้นั้นเข้ามาหาพระนางที่ตำหนักอยู่บ่อยครั้ง  ทั้งยังหยอกล้อและเอ็นดูเหลียนฮวาเป็นอย่างมาก  ผิดที่พระนางคิดว่าความใสซื่อบริสุทธิ์ประดุจผ้าขาวนี้ คงช่วยให้สตรีผู้นั้นลดความโกรธแค้นต่อพระนางลง  ยิ่งตอกย้ำความคิดก็เมื่อสตรีผู้นั้นเอ่ยขอองค์หญิงน้อยไปเล่นที่ตำหนักของนางอยู่บ่อยๆ  

 

 

          หากแต่นานวันเข้าพระธิดาองค์น้อยก็มีนิสัยที่เปลี่ยนไปทุกทีๆ จนกระทั่งวันหนึ่งพระนางทรงไปรับองค์หญิงน้อยที่ตำหนักนั้นด้วยพระองค์เอง  จึงทันได้ยินคำสอนผิดๆหลายอย่างที่สตรีผู้นั้นค่อยๆฝังเข้าไปในความคิดของเด็กน้อยตรงหน้า นับจากนั้นพระนางก็หาทางขัดขวางในทางอ้อมมาโดยตลอด  หากแต่ก็อย่างที่กล่าวคนของเรานั้นเลือกที่จะฟังผู้อื่นมากกว่าพระนาง ผู้เป็นมารดาแท้ๆ....

 

 

          " ลูก...."

 

 

          มู่หรงเหลียนฮวา ตั้งท่าจะแย้งด้วยความเสียหน้าที่ถูกพระมารดาดุต่อหน้าสตรีทั้งสอง  หากแต่สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นสายตาดุของผู้เป็นพี่ชายซึ่งนั่งฝั่งตรงข้าม จึงจำต้องสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นเคืองและเงียบไป

 

 

      ท่านพี่ของนางนั้นยามพระทัยดีก็ดีมาก ยามโมโหก็น่ากลัวไม่น้อย  เมื่อครั้งยังเด็กนางเผลอปาของใส่นางกำนัลที่ขัดใจด้วยความโมโหจนศีรษะแตก ท่านพี่มาเห็นเข้าจึงถูกดุ  และตีมือนางเป็นการลงโทษไปเสียหลายที จากนั้นนางจึงไม่กล้าใส่อารมณ์ใดใดกับพี่ชายเท่าไรนัก

 

 

          " ที่เรียกเจ้ามาร่วมฟังด้วย ก็เพราะจะกล่าวถึงเรื่องงานฉลองวันคล้ายวันประสูติของไทเฮา ที่ใกล้จะเวียนมาถึงในเดือนหน้านี้แล้ว คงยังมิลืมหรอกนะ "

 

 

          เฟิ่งหวงกุ้ยเฟยกล่าวกับพระธิดาของพระนาง จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับสตรีอีกนางที่พระนางทรงเรียกให้เข้าพบ

 

 

          " เปิ่นกงต้องขออภัยพวกเจ้าแทนเหลียนฮวาด้วยนะ  และอย่างที่กล่าวไปเมื่อครู่ ว่าใกล้จะถึงงานฉลองวันคล้ายวันประสูติของไทเฮาแล้ว  หย่งหมิงบอกว่าหอซือซิงของเจ้านั้นกำลังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง  ด้วยการแสดงที่สนุกสนานและมีเรื่องราวแปลกใหม่ชวนน่าติดตาม  เปิ่นกงจึงอยากให้เจ้านั้นทำการแสดงต่อหน้าพระพักตร์ในวันนั้น เพื่อเป็นของขวัญจากเปิ่นกงและลูกๆให้แก่ไทเฮา เจ้าจะว่าอย่างไรซูหนี่ว์ จะปฏิเสธเปิ่นกงหรือไม่ "

 

 

          พระนางกล่าวพลางทอดสายพระเนตรยังสตรีนางนั้น  ผู้ที่พระโอรสของพระนางนั้นมักจะเอ่ยถึงอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นความคิดของมู่หรงหย่งหมิงอีกเช่นกัน  

 

 

       คราแรกก็คิดอยู่นานว่าจะหาสิ่งใดมอบให้แก่ไทเฮาในวันนั้นดี  สิ่งของเลอค่าก็มีมากแล้ว ด้วยทุกปีแต่ละคนก็ไม่พ้นเครื่องใช้ เครื่องประดับสูงค่าอันวิจิตรต่างๆ  ปีนี้เปลี่ยนมาเป็นการแสดงแปลกใหม่บ้างก็ดีไม่น้อย

 

 

          " หม่อมฉันยินดี...และถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพคะ "

 

 

          จางซูหนี่ว์นั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ เฟิ่งหวงกุ้ยเฟยทรงรับสั่งขอร้องด้วยพระองค์เอง จะปฏิเสธก็คงเป็นการเสียมารยาทและน่าเกลียดแย่ ด้วยมารดาของนางก็เป็นสหายกับสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ด้วย  

 

 

        หากจะว่าไปงานฉลองนี้เป็นงานใหญ่ ทั้งยังแสดงต่อหน้าพระพักตร์เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง และขุนนางระดับสูงด้วย  ถ้าแสดงออกมาดีย่อมต้องเพิ่มชื่อเสียงให้โด่งดังยิ่งขึ้น ใช้เป็นการตลาดได้ว่าหอซือซิงนั้นเคยแสดงต่อหน้าพระพักตร์มาแล้ว  คิดได้แบบนี้นางย่อมมีกำลังใจที่จะทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด  ในที่สุดจึงเอ่ยตกลงออกไป...

 

 

          เฟิ่งหวงกุ้ยเฟย หันไปสบสายตากับพระโอรสก็เห็นว่าฝ่ายนั้นแอบยกยิ้มที่มุมปากอยู่ในที เจ้าเล่ห์ เจ้าแผนการเหลือเกินนะ แล้วยังลากมารดาเข้ามาเกี่ยวอีกต่างหาก...

 

 

...ณ อุทยานหลวง....

 

 

          มู่หรงหย่งหมิง เดินทอดน่องไปเรื่อย ดั่งว่ากำลังรื่นรมย์ในการชมสวนไม้ดอกไม้ประดับที่กำลังบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมรวยรินอยู่ในยามนี้  ใบหน้านั้นแต้มรอยยิ้มอยู่ไม่จาง  ข้างกายนั้นมีจางซูหนี่ว์เดินอยู่เคียงข้าง

 

 

          พระมารดาของเขานั้นให้เขาพานางออกมาเดินเล่นเที่ยวชมอุทยาน  และสถานที่ต่างๆภายในวังเป็นการฆ่าเวลาแก้เบื่อ  ด้วยพระมารดาของเขากับมารดาของนางนั้นมีเรื่องพูดคุยกัน  คงอีกสักพักเขาจึงจะพานางกลับไปคืนมารดาของนาง

 

 

          ต่างคนต่างเดินเคียงข้างกันไปเงียบๆ ในความคิดของหญิงสาวในขณะนี้นั้นกำลังระดมความคิดที่มีอยู่ในสมองอย่างหนักว่าจะทำการแสดงเรื่องใดดี รูปแบบควรเป็นเช่นไร หากตัดเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ตอนนี้จะทันการณ์หรือไม่  จะฝึกเพิ่มการร่ายรำท่วงท่าใหม่ๆกี่ท่าดี  คิดกระทั่งว่าต้องลงทุนไปเท่าไร และจะได้กำไรคืนเมื่อไร

 

 

          นางเดินเหมือนเหม่อลอยจมอยู่กับความคิดของตนเอง บุรุษข้างกายพาเดินไปทางใดก็เดินตามไปอย่างนั้น ไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขาเอามือเข้ามาสอดประสาน  และเป็นฝ่ายเดินจับจูงมือนางตลอดทางมาสักครู่แล้ว

 

 

          หญิงสาวชะงักสติหลุดออกมาจากความคิดที่นางคิดมาตลอดทาง  พลางมองไปยังจวิ้นอ๋องที่อยู่ๆก็หยุดเดิน ทั้งยังเอื้อมมือไปเด็ดดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆดอกหนึ่ง ซึ่งนางก็ไม่ทราบว่าเป็นดอกอะไรเช่นกัน รู้แต่ว่ามีกลิ่นหอมอ่อนๆรวยรินมาให้ได้กลิ่น  เขานำมันไปแตะที่จมูกพลางสูดกลิ่นหอม ก่อนที่จะขยับเข้ามาใกล้นางทีละนิดๆ

 

 

          จางซูหนี่ว์ขยับกายจะถอยห่าง หากแต่ก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ามืออีกข้างนั้นถูกเขากอบกุมมืออยู่ 

 

 

          " จะทรงทำอะไรน่ะเพคะ "

 

 

          " อยู่เฉยๆเถิดน่ะ เปิ่นหวางมิทำสิ่งใดเจ้าหรอก "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิง ค่อยๆนำดอกไม้ในมือนั้นไปแซมที่ผมของนาง จากนั้นจึงเอื้อมมือจัดปอยผมที่หลุดร่วงลงมานั้นไปทัดไว้ที่ข้างหู เขาบรรจทำอย่างอ่อนโยนที่สุด เท่าที่มือหยาบคู่นี้จะทำได้ มือที่เคยจับแต่กระบี่ ดาบ ทวน หรือไม่ก็พู่กัน

 

 

          ดอกไม้ดอกแรกที่เขาจับขึ้นมาถือและมอบให้สตรี ก็คือดอกไม้ในแจกันที่อยู่ในจวนของนาง

 

 

          ดอกไม้ดอกที่สอง ก็คือ ดอกไม้ที่เขาเพิ่งเด็ดมันออกมาจากต้น และส่งผ่านรอยจูบนั้นลงบนกลีบสีขาวอันบอบบางของมันไปถึงสตรีตรงหน้า  จากนั้นจึงค่อยๆบรรจงแซมมันลงบนเรือนผมของนาง

 

 

          " ดอกไม้นี่ถือว่าทดแทน ดอกที่เปิ่นหวางเอาจากในแจกันที่จวนของเจ้าในวันนั้น "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยขึ้น พลางมองหน้าของสตรีตรงหน้าที่ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยออกจะเชิดเล็กน้อยตามบุคลิกที่นางชอบกระทำ  หากแต่ที่ผิดไปจากเดิมก็คือริ้วแดงๆที่ปรากฏอยู่บนใบหน้างามนั้น ไม่อาจปิดบังอาการได้เลย  เขาเห็นดังนั้นก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ น้อยครั้งที่จะเห็นนางเขินอายออกมาบ้างสักครา ในวันนี้เขาก็ได้เห็นเสียที...

 

 

          " ทรงยิ้มอะไรเพคะ "

 

 

          ยิ้มอะไร ยิ้มอยู่ได้ แล้วนี่นางจะเขินทำไม ไม่สินางต้องไม่เขิน ไม่เขิน แต่ใบหน้ากลับร้อนผ่าวเสียอย่างนั้น

 

 

          " มีความสุขก็ต้องยิ้ม เปิ่นหวางผิดหรือ "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงยังคงวางท่าทางนิ่ง หากแต่ก็ยังคงยิ้มไม่หุบ

 

 

          " ปล่อยมือหม่อมฉันเพคะ ใครมาเห็นจะว่าอย่างไร "

 

 

          " เปิ่นหวางว่า ใคร ที่เจ้าว่าน่ะ คงเห็นกันหมดแล้วล่ะ...จับจูงมาตั้งนานแล้วไม่รู้สึกตัว มัวแต่เหม่อลอย "

 

 

          " แล้วจะทรงจับจูงมือหม่อมฉันทำไม หม่อมฉันก็เดินเองได้"

 

 

          " กลัวหลง เดี๋ยวล้ม "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงกล่าวหน้าตาย 

 

 

          จางซูหนี่ว์ตั้งท่าจะโต้ตอบวาจากับบุรุษตรงหน้า  หากแต่สายตากลับปะทะเข้ากับร่างบอบบางของสตรีนางหนึ่ง หากแต่รูปโฉมนั้นงดงามมากทีเดียว

 

 

          "  องค์ชายรอง  "

 

 

          เสียงนุ่มนวลอ่อนหวานนั้นเอื้อนเอ่ยออกมา พร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงชะงักไปเพียงนิด เมื่อได้ยินเสียงของสตรีนางหนึ่งจากทางด้านหลัง  ที่นานมาแล้วเขาเคยคุ้นกับน้ำเสียงอ่อนหวานนี้กว่าใคร  จึงค่อยๆหันกลับไปมองยังต้นเสียงนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 763 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,484 ความคิดเห็น

  1. #6458 1988yongsi (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 12:56
    ขายอ้อยเข้าไปท่านอ๋องเดี๋ยวน้องก็ใจอ่อน
    #6,458
    0
  2. #6070 FerinFern (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 13:50
    สมควรจับน้องเหลียนฮวาให้นางเอกดัดนิสัยซักเดือนนึง
    #6,070
    0
  3. #6020 baby-m2 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 15:14
    อิคนเห็นแกตัวไท่จือเฟยอะไรนั่นแน่นอน!! องค์หญิงก็รีบๆๆรู้ตัวว่าโดนหลอกใช้สักทีเถอะ ถ้านางรู้อาจจะนิสัยดีกว่านี้ก็ได้นะ อย่าเอาแต่ใจ!! จัมม
    #6,020
    1
  4. #5858 Sistel2 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 12:06

    ตบมัน นังแพศยา!!! ถถถถ ขออภัยที่หยาบคาย ตัวข้านั่นมิชอบนางผู้นี้เลย

    #5,858
    0
  5. #5812 MC_B (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 01:15
    อยากให้เหลียนฮวากลับตัวกลับใจได้อ่า รู้สึกว่าถ้านิสัยดีจะต้องน่ารักมากแน่ๆเลบอ่ะ
    #5,812
    0
  6. #4968 mayar (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 22:29
    ชูธงอ๋องเจ้าค่ะ
    #4,968
    0
  7. #4752 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 20:12
    จวิ้นอ๋องน่ารักก
    #4,752
    0
  8. #3978 pupypop (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 17:52
    โอ้ยน่าร้ากกก
    #3,978
    0
  9. #3919 รินหัวใจใส่ลาเต้ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 15:59
    ตอนนี้ มากันหมดเลยทั้งอดีต เก่าๆและคนใหม่ๆ อย่าให้ผู้มาก่อเหตุละ เตรียมตัวป้องกันไว้หรือยังอาจมีผู้ประสงค์ไม่ดีในวังมาป่วนงาน
    #3,919
    0
  10. #3507 Pandanus23233 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 19:34
    หุบยิ้มกับตอนนี้ไม่ได้เลย คริๆๆๆ
    #3,507
    0
  11. #3219 ลืมชื่อที่ใช้ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 07:33
    จบแล้วเรือลำอื่น ฝ่ายหญิงให้ใจไปแล้ว ถ้ามีใจให้ใครเขาจะทำอะไรเราก็หวั่นไหว กับอีกคนที่ไม่มีใจเขาทำอะไรให้เราก็จะคิดว่าะป็นเพียงน้ำใจ สร้อยกับปิ่นต่างกันจริงๆ เขาสั่งให้ใส่ก็ใส่ ความคิดส่วนตัวนะ ผู้หญิงชอบถูกผู้ชายบังคับ เพราะรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของมั้ง ขอคิดต่างนะไม่ชอบอ๋องนี่เลย รู้สึกว่าถูกวางตัวเป็นพระเอกไม่ต้องทำอะไรมีป้ายห้อยว่าพระเอกอ่ะ นางเอกยังไงก็ต้องเป็นของอ๋องไม่มีสิทธิจะไปมองเห็นความดีของใคร ไม่ต้องลุ้นเลย แค่สมุนไพรถ้ามีน้ำใจ ไม่ต้องรอให้ชอบให้ในฐานะน้องของเพื่อนก็ได้ป่ะ ขอโทษนะไรต์ชอบเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ทำไมไม่ชอบพระเอก อคติกับผู้ชายแบบนี้ ถ้าไม่เคยรักใครมาก่อนจะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ซึนๆ น่ารัก แต่บังเอิญอ๋องมีคนที่รักมากอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าก็แค่ผู้ชายที่ถูกใจผู้หญิงคนนึง ส่วนหนึ่งที่เราทำใจไม่ได้เพราะอ๋องทุ่มเทให้คนรักเกินไป ถ้าเกลียดคนรักจะดีกว่านี้ แต่นี่เหมือนรักมากเลยเป็นฝ่ายหลบไปเพื่อให้คนรักมีความสุข ดูรักษาความรู้สึกคนรักเกิน เราเลยไม่อินที่อยู่ๆอ๋องจะมารักนางเอกได้ไง และไม่ชอบที่บังคับนางเอกตลอด แต่นางเอกดันชอบนี่สิ เฮ้อ ผู้หญิง ถ้าไม่มีใจไม่ใส่สร้อยหรอกแม้เขาขู่ก็เถอะ แค่รู้สึกว่ามันรวดเร็วจนกับต้องไม่ได้ ขอโทษจริงๆ พยายามแล้ว
    #3,219
    3
    • #3219-2 คนเดิม (จากตอนที่ 31)
      28 พฤศจิกายน 2560 / 10:37
      เป็นแค่ความรู้สึกที่อ่านมาถึงตอนนี้ แต่ก็รู้ว่าจะค่อยๆมีเรื่องราวต่างๆทำให้เข้าใจพระเอกมากขึ้น ( เพียงแต่คิดว่านางเอกเฟอร์เฟคมากนางน่าจะเป็นอิสระจากกรอบของผู้หญิงในสมัยนั้น ไม่น่าโดนรวบจากอ๋องแบบนี้ แล้วยังเปิดใจให้อีกกับเรื่องพื้นฐาน อ๋องให้สมุนไพร นางประทับใจ ชายห้ารักษานางเฉยๆเพราะเป็นหน้าที่ของหมอ นางมาจากปัจจุบัน ครอบครัวแตก คู่หมั้นหลงมารยา รู้สึกไม่เมกเซ้น เอาจริงๆคนที่เจอกับรักไม่สมหวังขนาดนี้ น่าจะมองอ๋องแบบติดลบด้วย แบบตั้งป้อมไว้ก่อนว่ากำลังหลอกล่อเหยื่อ รู้สึกนางง่ายไป ตั้งแต่ไปนอนกับอ๋อง จูบกันขัดไม่ได้แต่ก็ควรมีความรู้สึกไม่ชอบบ้างสิ ยุคปัจจุบันมันคือคุกคาม ล่วงละเมิดนะ ดูยังไงนางก็มีใจอ่ะ ไม่ได้ว่าอะไรนะแต่แค่มันขัดๆ ถ้าตัดเรื่องยุคปัจจุบันกับปมครอบครัวแตกไป ก็จะโอเคเพราะเรื่องคู่หมั้นนางไม่ได้รัก พอเอาปมนั้นมาแต่กลับไม่มีการดำเนินความรู้สึกจากปมนั้นเลย อารมณ์สะดุดอ่ะ คาแรกเตอร์นางไม่ใช่คนที่มาจากปัจจุบันเลย)มาอธิบายเพิ่ม รอติดตามต่อไป
      #3219-2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  12. #3170 รอง (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 13:14
    ขอบคุณไรท์ค่ะ
    #3,170
    0
  13. #3164 MoonlightMeow (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 09:14
    ท่านอ๋องปากแข็งนิด ๆ ซึนหน่อย ๆ น่ารักดีค่ะ
    #3,164
    1
  14. #3161 เซฟีเลีย (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 07:54
    ขอบคุณมากคะ มีความน่าร้ากกกกกกกอะ มุ้งมิ้งมากในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าสมุนไพรของใครอิๆๆๆ #เชียร์ท่านอ๋องสุดใจ
    #3,161
    1
  15. #3149 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 04:01
    ขอบคุณมากคร้าไรท์ สองคนนี้เข้าใจความรู้สึกของตัวเองช้าาา เฮียสองอย่าเก็กมากพูดมากแทนดิน้องหนี่ว์จะได้รู้ไง.
    #3,149
    0
  16. #3143 Chiniji308 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 00:32
    ไรท์ไหนบอกให้เตรียมมะม่วงมาจิ้มน้ำปลาหวาน....ไหนนนนนน

    ไม่เห็นหวานเลยอะ มีความเด็กน้อยแง่งอนมากกว่า เอามะม่วงมาฟรีเลย

    ไรท์จ้ากลับมาลงน้ำปลาหวานเร็ว.....มะม่วงเขาคอยอยู่เดียวเหี่ยวหมด

    เอาหวาน หวานนะจ้าเขาคอยอยู่นะตะเอง
    #3,143
    0
  17. #3141 WK_BM (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 23:55
    เกลียดความบิดาของลูกเจ้า มารดาของลูกเจ้านี่จริงๆ เก็บไว้เรียกตอนมีลูกจริงๆบ้างเถอะเพคะท่านอ๋อง มองบน 5555
    #3,141
    0
  18. #3140 Narus Ferres (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 23:54
    ให้ปิ่นแบบนี้ไม่นับเป็นการขอหมั้นเรอะ หรือถ้าจะขอต้องให้ปิ่นวันปักปิ่น เขิน
    #3,140
    0
  19. #3139 Mai_nipaporn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 23:54
    ฟินนนถึงจะเล็กๆน้อยชอบที่นางเอกฉลาด 55555
    #3,139
    0
  20. #3135 S'Mild (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 23:03
    อ๊ายยย รู้สักทีลุ้นใจจะขาดว่าเมื่อไรจะรู้ว่าจวิ้นอ๋องเป็นคนให้สมุนไพร
    #3,135
    0
  21. #3134 ning :3 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 22:57
    เเน่ะะะะ
    #3,134
    0
  22. #3132 Mook.mook (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 22:38
    กะ กะ กรี้ดดดดดดดดดดด
    #3,132
    0
  23. #3131 Mook.mook (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 22:38
    กะ กะ กรี้ดดดดดดดดดดดเดเ
    #3,131
    0
  24. #3130 JubJujube (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 22:36
    แอบยิ้มกันทำไม ยิ้มหวานสิ
    #3,130
    0
  25. #3129 Kasegawa Run (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 22:25
    ใกล้แล้วว..วว...ว..ว
    #3,129
    0