ชายาอ๋องกระดูกเหล็ก (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 30 : บทเพลงรัก ฤ ไฉนจึงเศร้านัก (รีไรต์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60,238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 607 ครั้ง
    19 ก.พ. 61


          หนึ่งนางเคียงข้างสองบุรุษผู้สูงศักดิ์  ย่อมเป็นที่สนใจของผู้คนที่มารอชมการแสดง  บางคนตื่นเต้นที่ได้พบและเข้าเฝ้าเชื้อพระวงศ์อย่างใกล้ชิด บางคนสนใจในความสัมพันธ์ของจวิ้นอ๋องกับคุณหนูสกุลจาง  บางคนสนใจในตัวองค์ชายห้าด้วยจำได้ว่า คือ คนเดียวกับท่านหมอมู่ที่มารักษาผู้ป่วยในตลาดอยู่บ่อยครั้ง จนถึงความสัมพันธ์ของสองบุรุษกับหนึ่งสตรีที่ก้าวเข้ามาภายในหอซือซิง ว่ามีความสัมพันธ์ฉันใดกันแน่

 

 

         ' เจ้าเห็นนั่นหรือไม่..เหตุใดนางจึงรู้จักกับเชื้อพระวงศ์ตั้งสองพระองค์แน่ะ '

 

          ' ดูหน้านางสิ..เชิดเสียอย่างนั่น  หมั่นไส้จริง '

 

          ' องค์ชายห้าที่เจ้าว่า ใช่คนเดียวกับท่านหมอที่มารักษาคนป่วยในตลาดบ่อยๆหรือไม่ '

 

          ' ข้าอิจฉานางจริงๆ ได้อยู่ใกล้จวิ้นอ๋องด้วย '

 

        ' ข้าว่านางต้องยั่วยวน จวิ้นอ๋องกับองค์ชายห้าแน่ๆเลย คงได้เคล็ดวิชายั่วยวนบุรุษมาจากนางรำพวกนี้เป็นแน่

 

          ' นั่นน่ะสิ แล้วตกลงนางจะเลือกผู้ใดกัน องค์ชายพี่ หรือ องค์ชายน้อง '

 

          ' เคียงข้างสองบุรุษเช่นนั้น  ช่างไร้ยางอายเสียจริง '

 

 

          เสียงซุบซิบนั้นมีแว่วเข้ามาให้นางได้ยินในขณะที่เดินผ่าน มนุษย์หนอช่างมีพรสวรรค์ในการนินทาเสียจริง  ระยะเผาขนเสียด้วยสิ โดยเฉพาะอิสตรีด้วยกันยิ่งแล้วใหญ่ 

 

 

          ภายในใจนางตอนนี้นั้นเดือดปุดๆ ทว่าก็ต้องอดทนให้ได้ ท่องไว้ๆ ลูกค้าๆๆ  หากแต่ในมโนภาพตอนนี้นางก็เปรียบดั่งก้อนเนื้อชิ้นหนึ่ง ที่กำลังโดนแร้งหลายตัวรุมจิกรุมทึ้ง ต่างกันคือ เป็นการจิกทึ้งด้วยคำพูดพล่อยๆของพวกนางขี้อิจฉาเหล่านี้ต่างหาก  หากเป็นผู้อื่นโดนนินทาเช่นนี้บ้างอาจจะมีการวิวาทกันแล้วเป็นแน่แท้ 

 

 

          แต่สำหรับจางซูหนี่ว์ผู้นี้เหมือนจะติดนิสัยมาจากการเป็นนักแสดงหรือไม่ ยิ่งมีคนนินทาเท่าไร ยิ่งต้องยิ้มเข้าไว้ แม้ว่าในใจจะนึกรังเกียจเพียงใดก็ตาม  ว่าแล้วนางจึงหันกลับไปยิ้มให้พวกนางๆเหล่านั้นที่กำลังนินทานางอยู่  ยิ้มน้อยๆเชิดๆ ให้พวกนางกระอักความอิจฉาของตัวเองไปเสีย แล้วจึงเดินผ่านพวกนางไป เสมือนนางพญาเดินผ่านจอมปลวก 

 

 

          นั่นแหละใช่เลย..คิดแบบนี้ค่อยสบายใจขึ้นมามากทีเดียว

 

 

          เค่อเหยียนเหว่ย มองสตรีที่เดินผ่านหน้าเขาไปพร้อมกับบุรุษสูงศักดิ์ทั้งสอง ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองนั้นจะโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้  ทิ้งอัญมณีเม็ดงามด้วยมือของเขาเองอย่างไร้ค่า  ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอัญมณีถูกเจียระไนจนส่องแสงแวววาวเลอค่า ต้องตาต้องใจผู้ที่ได้ยล

 

 

            หากแต่เขากลับทำได้เพียงแค่มอง  แม้อยากเอื้อมมือออกไปไขว่คว้ามันนั้นกลับมาเป็นของตนเองเท่าใดก็ไม่สามารถกระทำได้  เพราะเป็นบุรุษด้วยกันเขาจึงดูออกว่า ผู้ที่ต้องตาต้องใจอัญมณีเม็ดนั้น คือ บุรุษผู้สูงศักดิ์ถึงสองคน ที่เขาไม่อาจเทียบเคียงได้เลย ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ชาติกำเนิด ฐานะ ยศศักดิ์ 

 

 

          และที่สำคัญเขาทำผิดต่อจางซูหนี่ว์เอาไว้อย่างแสนสาหัสเหลือเกิน  เท่าที่นางกล่าววาจาดีด้วย และไม่ได้คิดเคืองแค้นจนตัดขาดคนในสกุลเค่อทั้งหมดนั้นก็ถือว่าดีเพียงใดแล้ว 

 

 

           ยิ่งนานวันที่เขาอยู่กับม่านฉิงเซียง ก็ยิ่งพบว่านางไม่ได้มีนิสัยอ่อนหวาน อ่อนโยน ดั่งเช่นตอนแรกที่รู้จักกัน ยิ่งทำให้เขาเกิดข้อเปรียบเทียบกับอดีตคู่หมั้นในกาลก่อน  แม้ว่านางจะจืดชืดไปเสียหน่อย  ทว่าอยู่ใกล้แล้วกลับรู้สึกสบายใจมากกว่าอยู่กับผู้เป็นภรรยาของเขาในตอนนี้  ก็ได้แต่เสียดายเหลือเกิน.....

 

 

          การแสดงในเรื่องโฉมงามกับองค์ชายอสูร นั้นเริ่มต้นแสดงได้สักครู่แล้ว  หญิงสาวลอบสังเกตปฏิกิริยาของผู้ที่นั่งชมโดยรอบ  ก็เห็นว่าให้ความสนใจกับเนื้อเรื่องแปลกใหม่ และการแสดงที่สมจริงทั้งดูจะชื่นชอบและมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปกับตัวแสดงด้วยซ้ำ  ถือว่าการที่นางฝึกซ้อมการแสดงให้กับนางรำและนักแสดงเหล่านี้มิเสียเปล่า  ใช้หัวใจในการแสดงและถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้ผู้คนรับรู้

 

 

          เหลือบสายตาไปมองจวิ้นอ๋องนั้นทรงประทับ ณ ที่นั่งที่นางได้จัดแยกเอาไว้ให้ ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัวอยู่มาก  ด้วยทราบแต่แรกแล้วว่าอาจจะเสด็จมา ก็เห็นว่าเขาให้ความสนใจการแสดงนั้นอยู่ไม่น้อย อันที่จริงนางก็แอบเปรียบจวิ้นอ๋องผู้นี้ กับ เจ้าชายอสูรอยู่เหมือนกัน  เพราะคราแรกที่เจอก็ไม่ต่างจากจอมอสูรเท่าไรเลย โหด เถื่อน เจ้าเล่ห์ เอาแต่ใจ ชอบฉวยโอกาส หากแต่ตอนนี้......

 

 

          ส่วนองค์ชายห้านั้นประทับเยื้องจากผู้เป็นพี่ชายลงมาเพียงนิด  ซึ่งนางก็ได้ให้คนเข้าไปจัดที่ประทับเพิ่มให้องค์ชายห้าอย่างสมพระเกียรติเช่นกัน

 

 

          แปะ แปะ แปะ

 

 

          เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วภายในหอซือซิง หลังจากที่การแสดงได้จบลง  ผู้ชมส่วนใหญ่นั้นพูดคุยกันถึงการแสดงที่เพิ่งจบไปอย่างออกรสออกชาติ  ซึ่งเสียงวิจารณ์ส่วนมากนั้นเป็นไปในแง่ชื่นชมเกือบทั้งหมด   ลูกค้าบางส่วนนั้นทยอยกลับบ้างแล้ว  และบงส่วนนั้นก็รอส่งเสด็จเชื้อพระวงศ์เสียก่อน

 

 

          " เจ้าเป็นผู้ควบคุมการแสดงทั้งหมดเลยหรือ ซูหนี่ว์ "

 

 

          มู่หรงหยางเฉิง หันไปเอ่ยกับสตรีที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก

 

 

          " เพคะ  ในเรื่องของการแสดงตามบทบาทต่างๆหม่อมฉันจะเป็นผู้ฝึกสอน  หากเป็นเรื่องการขับร้องและร่ายรำ ก็จะมีผู้ฝึกสอนเฉพาะด้านช่วยดูแลอีกสองสามคน แล้วหม่อมฉันก็จะคอยดูแลในภาพรวมอีกที เพคะ "

 

 

          หญิงสาวเอ่ยตอบออกไป 

 

 

          " ดีจริง  เจ้าเก่งมากนะ  การแสดงชุดนี้น่าสนใจและชวนให้น่าติดตามมาก  ทุกคนแสดงได้ดั่งว่าเป็นคนๆนั้นตามบทบาทเลยทีเดียว  ทั้งเนื้อหาก็แปลกใหม่  เช่นนี้แล้วคงจะดึงดูดผู้คนให้อยากเข้ามาชมการแสดงได้มากโข "

 

 

          มู่หรงหยางเฉิงกล่าวจากใจจริง ในวังหลวงนั้นการแสดงร่ายรำอันวิจิตรและสวยงามมากมาย แต่ก็ไม่มีการแสดงใดเหมือนกับการแสดงที่สตรีตรงหน้าคิดขึ้นมาเลย

 

 

          " ขอบพระทัยเพคะ เป็นเพราะความทุ่มเทของทุกคนเพคะ การแสดงจึงออกมาสมบูรณ์เช่นนี้...จะว่าไปเมื่อวันก่อนตอนที่ทรงรักษาเด็กคนหนึ่ง แล้วเด็กคนนั้นร้องไห้ หม่อมฉันเห็นองค์ชายทรงเป่าขลุ่ยปลอบโยนเด็กผู้นั้น เป็นท่วงทำนองบทเพลงอะไรหรือเพคะ  หม่อมฉันไม่เคยได้ยิน ทว่าไพเราะเหลือเกิน "

 

 

          จางซูหนี่ว์เอ่ยถามบ้าง ด้วยเมื่อวันก่อนมีโอกาสได้ฟังโดยบังเอิญแล้วนางชอบท่วงทำนองมาก อ่อนหวาน นุ่มนวล ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มไม่น้อย  หากมีเนื้อร้องใส่ลงไปด้วยคงไพเราะยิ่งขึ้น  อีกอย่างหากว่าคนตรงหน้าไม่หวง  นางอาจจะขอมาใช้เพื่อประกอบการร่ายรำบ้าง

 

 

          " เปิ่นหวางแต่งทำนองเพลงนี้เอาไว้เป่าเล่นในยามว่างเท่านั้น  ทั้งยังไม่ได้ตั้งชื่อเสียด้วยสิ จึงมิรู้จะบอกเจ้าว่าอย่างไร "

 

 

          มู่หรงหยางเฉิงกล่าวพลางยิ้มละมุน ที่อย่างน้อยนางก็ใส่ใจและจดจำเรื่องของเขาได้อยู่มิน้อย  ความจริงแล้วบทเพลงนั้นเขาเพิ่งแต่งได้ไม่นาน  ขณะที่แต่งท่วงทำนองเขานั้นนึกถึงใบหน้าของนางไปด้วยเสมอ และมันก็ออกมาเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองอ่อนหวานเช่นนี้  

 

 

          หากแต่นางผู้เป็นแรงบันดาลใจของบทเพลงนี้คงไม่รู้ตัวแม้สักนิด ถึงอย่างนั้นเมื่อนางได้ฟังและชื่นชอบมัน  เขาก็รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ  เพราะอย่างน้อยก็ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงนี้ให้นางได้ฟัง

 

 

          " เช่นนั้นแล้ว ทรงบรรเลงเพลงนั้นประทานให้หม่อมฉัน และทุกคนได้ฟังสักครั้งจะได้หรือไม่เพคะ "

 

 

          หญิงสาวเอ่ยคะยั้นคะยอ

 

 

          " ย่อมได้สิ "

 

 

          มู่หรงหยางเฉิงมองไปรอบๆ เห็นทุกคนนั้นมองมาที่เขาด้วยความสนใจ หากแต่ความสนใจนั้นไม่ได้มีค่าต่อเขาเท่าความสนใจของสตรีตรงหน้าในตอนนี้เลยสักนิด  เขาจึงหยิบขลุ่ยประจำตัวที่ชอบพกไปในที่ต่างๆขึ้นมา

 

 

         จากนั้นจึงเดินออกไปด้านหน้า ทว่าเมื่อเตรียมจะเป่าบทเพลงนั้นก็มีเสียงสตรีนางหนึ่งขัดขึ้นมาเสียก่อน

 

 

          " ประเดี๋ยวก่อนเพคะ  หม่อมฉันม่านฉิงเซียงขอประทานอภัยที่ขัดจังหวะเพคะ "

 

 

          ม่านฉิงเซียงเอ่ยขัดขึ้นมา

 

 

          " เจ้าขัดจังหวะองค์ชายห้าทำไมกันฉิงเซียง "

 

 

          จางซูหนี่ว์เอ่ยขึ้น ทั้งมองอาการจีบปากจีบคอกล่าวพลางยิ้มของม่านฉิงเซียง  สีหน้านางดูมีเลศนัยเช่นนี้แล้วคงมิได้คิดการดีเป็นแน่  

 

 

        หญิงสาวนึกรำคาญและเบื่อหน่ายสตรีนางนี้เหลือทน  ไม่รู้ว่าจางซูหนี่ว์คนก่อนนั้นทนคบกับนางอสรพิษผู้นี้ไปได้อย่างไรเป็นสิบปี โดยดูไม่ออกเลยสักนิดว่านางไว้ใจไม่ได้ 

 

 

        เป็นนางหน่อยไม่ได้คงได้จับแม่สหายตัวดีนี่โขกพื้นให้สมองเท่าเม็ดถั่วนั้นกลับตาลปัตร เผื่อสมองด้านดีจะได้ทำงานเสียบ้าง

 

 

          " โธ่...ฟังข้าก่อนสิซูหนี่ว์ อย่าเพิ่งใจร้อนนักเลย  ข้าก็เพียงอยากให้การบรรเลงเพลงขลุ่ยขององค์ชายห้านั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็เท่านั้นเอง  มิได้ต้องการขัดจังหวะอันใดเลย "

 

 

          ม่านฉิงเซียง ฉีกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เมื่อหันไปกล่าวกับจางซูหนี่ว์  ในใจนั้นออกจะนึกหยันคนตรงหน้าอยู่มากด้วยแผนการที่นางเพิ่งจะคิดได้เมื่อครู่นั้นอาจทำให้จางซูหนี่ว์นั้นได้อับอายเป็นแน่

 

 

          " เจ้ามีสิ่งใดก็รีบกล่าวมาเถิด  อย่ามัวอมพะนำอยู่นักเลย  ไม่เห็นหรือว่าองค์ชายนั้นทรงรอฟังความอยู่  มิเกรงใจข้าและคนอื่นๆ ก็เกรงพระทัยจวิ้นอ๋อง และองค์ชายห้าบ้าง "

 

 

          จางซูหนี่ว์ตัดบทด้วยความรำคาญ

 

 

          " ข้าเพียงแต่เห็นว่าการแสดงเมื่อสักครู่กับการร่ายรำต่างๆนั้นงดงามนัก  และได้ยินว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกสอนพวกนางเหล่านี้  ก็คงมีฝีมือการร่ายรำไม่ธรรมดา  ประจวบเหมาะกับที่องค์ชายห้าจะทรงบรรเลงเพลงขลุ่ย ข้าก็เห็นว่าอาจจะดูเงียบเหงาไปสักหน่อย  อันว่าเสียงดนตรีนั้นย่อมเคียงคู่กับการร่ายรำจึงจะนับว่าสมบูรณ์ "

 

 

          ม่านฉิงเซียง หันไปกล่าวกับทุกคนให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานทั้งรอยยิ้มประดับบนใบหน้า  ก่อนจะหันไปทางองค์ชายห้า และจวิ้นอ๋องที่ทรงประทับอยู่เบื้องหลัง

 

 

          " หม่อมฉันจึงเห็นควรว่าในระหว่างที่ทรงบรรเลงเพลงขลุ่ยนั้น หากมีนางรำออกมาร่ายรำไปด้วยคงเป็นภาพที่งดงามมากเป็นแน่  และคนที่จะมาร่ายรำได้สมพระเกียรติขององค์ชาย จะให้เป็นนางรำทั่วไปก็กระไรอยู่  ไยเจ้าไม่ออกมาแสดงฝีมือร่ายรำให้ทุกคนได้ยลกันสักคราเล่าซูหนี่ว์ "

 

 

          นางกล่าวออกไปตามแผนการที่วางเอาไว้ในใจ  ม่านฉิงเซียงผู้นี้เติบโตมาพร้อมกับจางซูหนี่ว์ ไยจึงไม่ทราบว่าฝีมือการร่ายรำของอดีตสหายอยู่ในระดับใด   ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดีเทียบเท่ากับนาง  แล้วจะเป็นไปได้เชียวหรือว่าจางซูหนี่ว์จะเป็นผู้ฝึกสอนนางรำทั้งยังช่วยคิดท่ารำใหม่อันวิจิตรแปลกตาขึ้นมามากมาย  

 

 

          นางคิดว่าอดีตสหายนั้นกล่าวอ้างเอาดีเข้าตัวเสียมากกว่า  หากนางออกมาร่ายรำจริงๆคงได้ขายหน้าเป็นแน่ เพราะทุกคนจะได้เห็นฝีมือรายรำที่แท้จริงของนางว่าไม่ได้ดีเด่นอะไรเลย

 

 

          จางซูหนี่ว์มองม่านฉิงเซียงนิ่ง  ทั้งสองนั้นกำลังปะทะกันด้วยสายตาหาใช่คำพูด

 

 

          " ย่อมได้  เรื่องเพียงนี้เอง..."

 

 

          หญิงสาวเอ่ยตอบ  เหตุใดข้าจะมิรู้เท่าทันเจ้า คงวางแผนอยากเห็นข้านั้นขายหน้าต่อธารกำนัลเป็นแน่   อุบายตื้นเขินนักสมองเมล็ดถั่วของเจ้าคงคิดได้เพียงเท่านี้  ผู้คนภายนอกนั้นมิรู้ความนั้นก็ช่างเถิด  หากแต่คนภายในครอบครัวสกุลเค่อนั้นรู้ดีว่าซูหนี่ว์(คนเก่า) นั้น มิถนัดการร่ายรำเช่นนั้นแล้วเจ้าคิดว่าแผนของเจ้าจะหลอกคนเหล่านั้นได้หรือ  เป็นสะใภ้ที่ไม่ถูกโปรดปรานจากบิดามารดาของสามีก็นับว่าแย่แล้ว  ยังคิดหาเรื่องใส่ตัวอีก....

 

 

          หญิงสาวปรายตาไปมองยังตำแหน่งที่สกุลเค่อนั่งอยู่  ก็เห็นว่าสายคาของเค่อเหยียนเป่าและเค่อฮูหยินนั้น  มองไปทางศรีสะใภ้อย่างมิชอบใจอยู่ในที  ไม่เว้นแม้กระทั่งเค่อเหยียนเหว่ยผู้เป็นสามีที่มองภรรยาด้วยสีหน้ามึนตึงขึ้นเรื่อยๆ 

 

 

          จางซูหนี่ว์หันไปมององค์ชายห้า ก็เห็นว่ากำลังยืนส่งยิ้มละมุนมาให้นางอยู่ดั่งให้กำลังใจ จึงส่งยิ้มกลับไปให้  จากนั้นก็อดที่จะเหลือบไปมองบุรุษสูงศักดิ์อีกคนไม่ได้  หากแต่นางก็ได้พบกับสายตาสงบนิ่งของเขาเป็นการตอบแทน เป็นสายตาที่นางมิอาจคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจ 

 

 

          แล้วเพราะอะไรถึงรู้สึกว่าจิตใจของนางนั้นกำลังรู้สึกแปลกๆ นางคาดหวังอะไรจากเขากัน ความสนใจ กำลังใจ หรือ รอยยิ้มละมุนละไม ดั่งเช่นที่องค์ชายห้ามีให้...

 

 

          เสียงขลุ่ยในท่วงทำนองอ่อนหวานค่อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน  เป็นบทเพลงที่ไม่เคยมีใครได้ยิน ทุกคนนั้นนิ่งสงบปล่อยใจไปความสุนทรียภาพทางเสียง  ซาบซึ้งไปกับท่วงทำนองที่เริ่มจากแผ่วเบาราวขนนกอันลอยละล่อง  ค่อยๆไต่ระดับในท่วงทำนองให้เร็วขึ้นอีกนิด

 

 

       ทว่ายังคงความอ่อนหวาน และ ละมุนละไม  มันคล้ายบทเพลงรักที่บุรุษนั้นพึงมอบให้สตรีอันเป็นดวงใจ

 

 

          หญิงสาวหลับตาพริ้มเพื่อเรียกสมาธิ  และปลดปล่อยใจตัวเองให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสียงดนตรีแว่วหวานนั้น  ก่อนจะลืมตาขึ้นใบหน้างามประดับรอยยิ้มเบาบาง ร่างบางทว่างามสง่านั้นเคลื่อนกายไปยังพื้นที่ว่างตรงกลาง เริ่มกรีดกรายร่ายรำไปพร้อมกับท่วงทำนอง  ชายผ้าสีชมพูกลีบบัวที่นางสวมใส่นั้นสะบัดไปมาตามการเคลื่อนไหว  บทเพลงอ่อนหวาน ร่ายรำอ่อนช้อย ได้ยลย่อมสร้างความสุขความชื่นฉ่ำในจิตใจไม่น้อย

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงมองดูภาพการร่ายรำของจางซูหนี่ว์ กับการบรรเลงขลุ่ยของผู้เป็นน้องชาย ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอย่างใช้ความคิดก่อนจะยกยิ้มออกมาเพียงน้อย  ซึ่งหากจางซูหนี่ว์ได้ทันเห็นเข้า นางก็คงจะกล่าวว่าเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อีกเป็นแน่...

 

 

          นางร่ายรำพลางสะบัดชายผ้าไปทางด้านหลัง  ทว่าอยู่ๆมือของนางกลับถูกใครบางคนนั้นจับเอาไว้และดึงเข้าหาตัว  เมื่อหันไปมองกลับพบว่าเป็นบุรุษสูงศักดิ์ที่นั่งหน้าเฉยเมยใส่นางเมื่อสักครู่  บัดนี้เขายืนอยู่ใกล้ชิดกับนางอยู่มากทีเดียว  ทันได้เห็นเขาส่งสัญญาณไปทางองค์ชายห้าที่บรรเลงเพลงสะดุดไปชั่วขณะ ให้บรรเลงเพลงต่อไปจนจบ ก่อนเอ่ยบอกกับทุกคนว่า....

 

 

          " การแสดงนี้หากขาดเปิ่นหวางร่วมด้วย คงมิอาจสมบูรณ์ได้ "

 

 

          การร่ายรำของหนึ่งสตรีงดงามกับหนึ่งบุรุษสูงศักดิ์ เริ่มขึ้นพร้อมๆกับท่วงทำนองที่บรรเลงโดยหนึ่งบุรุษที่สูงด้วยศักดิ์มิต่างกัน  ทว่าครั้งนี้ความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงนั้นกลับเจือไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่มากกว่าอ่อนหวาน  มันแฝงไปด้วยความเศร้า  ความน้อยใจ ตามความรู้สึกของผู้บรรเลง...

 

 

        งดงามอ่อนหวานแลเย้ายวน ชวนหลงไหลตราตรึงราวภาพฝัน  

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงเคลื่อนไหวตามทิศทางที่สตรีร่างบางนี้เป็นผู้นำ  บ้างกรีดกรายดูเย้ายวน มือเรียวของนางเคลื่อนเข้าหาใบหน้าของเขาราวลูบไล้ ชวนเคลิบเคลิ้มหากแต่ก็สะบัดมือออกด้วยท่วงท่าร่ายรำ  ก่อนหันกลับมาสอดประสานฝ่ามือพลางหมุนกายพลิ้วไหวตามท่วงทำนอง

 

 

          หนุ่มสาวร่ายรำเคล้าเคียงกัน ท่ามกลางแสงตะเกียงส่องสว่างกระจ่างตา  ประหนึ่งว่าใต้หล้ามีเพียงข้าและเจ้าหามีใคร

 

 

          ท่วงทำนองสุดท้ายของบทเพลงจบลง  พร้อมกับการร่ายรำของจางซูหนี่ว์และจวิ้นอ๋องที่จบลงด้วยท่วงท่าที่สวยงามเช่นกัน  จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงปรบมือที่ดังขึ้นจากหลายคนที่ทั้งสองก็หลงลืมไปชั่วขณะ 

 

 

          " บทเพลงช่างไพเราะ และการร่ายรำก็งดงามยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ "

 

 

          เสนาบดีจางกล่าวขึ้นหลังจบการบรรเลงเพลงและการร่ายรำของคนทั้งสาม  

 

 

          " เปิ่นหวางคงต้องมอบความดีความชอบให้องค์ชายห้า กับบุตรสาวของท่านต่างหาก ตัวเปิ่นหวางนั้นด้อยความสามารถในด้านนี้ เพียงอยากร่วมสนุกในการแสดงครั้งนี้ด้วยก็เท่านั้น "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิงเอ่ยยิ้ม พลางมองไปยังจางซูหนี่ว์  ที่มิได้กล่าวสิ่งใดออกมาเลยตั้งแต่จบการร่ายรำ

 

 

          จางซูหนี่ว์ที่บัดนี้กลับมายืนอยู่ข้างกายผู้เป็นมารดา  ให้รู้สึกแปลกกับความรู้สึกเมื่อครู่ยิ่งนัก  ความเผลอไผลยามที่สบตาและใกล้ชิดกับจวิ้นอ๋องนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน 

 

 

       ความรู้สึกวูบไหวยามที่ได้สัมผัสต้องกายกัน นางเผลอไผลจนแทบจะลืมไปว่าระหว่างร่ายรำนั้นมีผู้อื่นอยู่ด้วย มิใช่มีเพียงเขาและนาง 

 

 

       ต้องเป็นเพราะบรรยากาศแน่ๆ ที่ทำให้นางเป็นได้ถึงเพียงนี้ แต่อาการใจหวิวๆนี่คืออะไร หรือว่าโรคหัวใจนางจะกำเริบกัน อดที่จะเอามือขึ้นมาทาบที่ตรงตำแหน่งหัวใจไม่ได้

 

 

          " เป็นอะไรหรือ หนี่ว์เอ๋อร์ "

 

 

          จางฮูหยินเห็นอาการนิ่งเงียบของบุตรสาว พลางมีท่าทีเช่นนั้นก็นึกเป็นห่วง เกรงว่านางจะเหนื่อยจนเกินไปและอาการป่วยกำเริบขึ้นมาอีก

 

 

          " ป่ะ เปล่าเจ้าค่ะ ลูกอาจจะเหนื่อยเล็กน้อย "

 

 

          นางตอบปัดมารดาไปเสียอีกทาง  

 

 

          " ถ้าเหนื่อยก็พักเถิดหนี่ว์เอ๋อร์  เปิ่นหวางคงต้องขอตัวกลับเสียที  แล้วเจ้าล่ะอยางเฉิง "

 

 

          มู่หรงหย่งหมิง แม้จะอยากพูดคุยกับนาง หากแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนเยอะแยะเพียงนี้ จึงเห็นว่าไม่ค่อยสะดวกเท่าไร คิดว่าภายหลังค่อยกลับมาหานางน่าจะดีกว่า หากแต่จะกลับไปเพียงคนเดียวก็กระไรอยู่ อย่างไรก็ต้องพ่วงเอาน้องชายต่างมารดาผู้นี้กลับไปพร้อมกันให้ได้  

 

 

มิได้คิดกันท่าอะไรผู้เป็นน้องชายหรอกนะ เพียงอยากให้จางซูหนี่ว์นั้นได้กลับไปพักผ่อนเร็วขึ้นก็เท่านั้น....

 

 

          " พ่ะย่ะค่ะ  หม่อมฉันก็เห็นควรว่าสมควรกลับเสียที "

 

 

          มู่หรงหยางเฉิงที่ละสายตาจากจางซูหนี่ว์ หันมาเอ่ยกับพี่ชายหลังจากนิ่งเงียบมานาน ความรู้สึกปวดหนึบที่ใจยามที่เห็นภาพการร่ายรำของทั้งคู่นั้น  ทำให้เขาอยากจะออกไปจากตรงนี้เสียนานแล้ว  ก็รู้แก่ใจดีว่าผู้เป็นพี่ชายต่างมารดานั้นคงมีใจให้จางซูหนี่ว์  แต่เขาก็ยังปลอบใจและคิดเข้าข้างตนเองอยู่บ้าง  ด้วยนางนั้นที่ผ่านมาก็มิได้แสดงท่าทีใดต่อพี่ชายของเขามากนัก  หากแต่คืนนี้บางอย่างในสายตาของทั้งคู่ที่ฉายชัดออกมาให้เขาได้เห็นนั้น  กลับตอกย้ำว่าความพ่ายแพ้กำลังมาเยือนเขาในเวลาอันใกล้นี้....

 

 

          หลังจากที่ส่งเสด็จบุรุษสูงศักดิ์ทั้งสองเป็นที่เรียบร้อย  นางจึงกลับเข้ามาด้านในอีกครั้งพอดีกับที่สกุลเค่อนั้นกำลังร่ำลาบิดามารดาของนาง  จางซูหนี่ว์สบสายตากับม่านฉิงเซียงที่ใบหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม ด้วยทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้  เหตุใดนางจึงเป็นสตรีที่ขี้อิจฉาริษยาได้ถึงเพียงนี้  จางซูหนี่ว์นึกสมเพชเวทนาอยู่บ้าง  ชีวิตนี้ม่านฉิงเซียงจะหาความสุขอย่างแท้จริงได้ไหมหนอ

 

 

          ม่านฉิงเซียงจ้องมองจางซูหนี่ว์ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง  แผนการทำให้นางผู้นี้ขายหน้านั้นพังไม่เป็นท่า  ซ้ำยังทำให้นางได้รับคำชื่นชมอีกมากมาย  สำคัญคือเสียงซุบซิบที่นางได้ยินจากเหล่าสตรีที่มาร่วมชมการแสดงเมื่อครู่  เอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างจางซูหนี่ว์กับจวิ้นอ๋อง ถึงตำแหน่งจวิ้นหวางเฟยที่อาจจะเป็นของนางเป็นแน่  ก็ทำให้นางเกิดความรู้สึกชิงชังอดีตสหายยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

          เหตุใดนางผู้นี้จึงได้ดีไปเสียทุกเรื่อง  นางอุตส่าห์ยั่วยวนจนได้แต่งเข้าสกุลเค่อแทนนางผู้นี้  แต่ก็หามีความสุขไม่  กระนั้นก็คิดมาโดยตลอดว่านางเป็นผู้ชนะและเหนือกว่าจางซูหนี่ว์ที่ไม่มีใครต้องการ  แต่เวลาผ่านไปชีวิตของจางซูหนี่ว์กลับรุ่งเรืองและโดดเด่น ทั้งมีบุรุษสูงศักดิ์นั้นหมายปองให้ความสนใจ  ผิดจากนางที่นานวันสามีก็ยิ่งห่างเหิน เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน  ม่านฉิงเซียงได้แต่เจ็บใจ....

 

 

          " เห็นทีข้าคงต้องขอตัวกลับจวนเสียที ครั้งหน้าเมื่อมีโอกาสข้าจะมาอุดหนุนชมการแสดงที่หอซือซิงของเจ้านะหนี่ว์เอ๋อร์ "

 

 

          " หนี่ว์เอ๋อร์ยินดีต้อนรับท่านลุงท่านป้าเจ้าค่ะ "

 

          นางตอบกลับ คหบดีเค่อและเค่อฮูหยิน พลางคารวะบุคคลทั้งสองที่ยิ้มและเดินผ่านไป ก่อนจะทันได้สบตากับเค่อเหยียนเหว่ยที่มองนางอยู่ก่อนแล้ว เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนส่งยิ้มมาให้นางจากนั้นจึงเดินตามบิดามารดาของเขาออกไปเช่นกัน  

 

 

          ม่านฉิงเซียงที่ตั้งท่ากำลังจะเดินตามผู้เป็นสามีไปติดๆ หันไปมองจางซูหนี่ว์ด้วยสายตาชิงชังอย่างเปิดเผยเพราะไม่มีใครทันสังเกต ด้วยเห็นผู้เป็นสามีส่งยิ้มให้สตรีผู้นี้เมื่อสักครู่ ก็ยิ่งเพิ่มความชิงชังในใจนางยิ่งขึ้นไปอีก ก่อนจะสะบัดหน้าและเดินตามสามีออกไป ทว่า......

 

 

          ว๊ายยยย

 

          ตุ๊บบบบ

 

 

          เสียงอุทานของม่านฉิงเซียงดังขึ้นพอสมควร และเมื่อทุกคนหันกลับมามองทางต้นเสียงก็พบว่าสะใภ้สกุลเค่อ ได้ลงไปกองอยู่ที่พื้นเป็นที่เรียบร้อย

 

 

          " โธ่...ฉิงเซียง เมื่อครู่ข้าก็เตือนเจ้าแล้ว ว่าเดินให้ระวังและมองทางเสียบ้าง พื้นข้างหน้านั้นต่างระดับประเดี๋ยวจะล้มเอาได้ เจ้าก็ไม่ฟัง "

 

 

          จางซูหนี่ว์ที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบเข้าไปประคองสตรีตรงหน้า หึ..ล้มลงไปแรงเช่นนั้นคงเจ็บน่าดูเชียวล่ะ

 

 

          " เจ้า "

 

 

          ม่านฉิงเซียงได้แต่กัดฟันกรอด นางมิได้ไม่มองทาง แต่นางถูกจางซูหนี่ว์ขัดขาจนล้มลงไปต่างหาก  แล้วนางยังมีหน้ามามารยาต่อหน้าผู้อื่นอีก  ทั้งจุกทั้งเจ็บแปลบที่ข้อเท้าจนน้ำตาปริ่ม หากเจ็บใจนั้นมีมากกว่า

 

 

          " อยู่ในที่ในทางของเจ้า อย่ามาหาเรื่องข้าอีก มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน "

 

 

          จางซูหนี่ว์กระซิบบอกให้ม่านฉิงเซียงได้ยิน  ในขณะที่นางทำทีก้มลงไปช่วยอดีตสหายให้ลุกขึ้นมา  พลางแสร้งส่งสายตาแข็งกร้าวไปให้  ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนเป็นความห่วงใย เมื่อเค่อเหยียนเหว่ยเข้ามาช่วยประคองม่านฉิงเซียงแทน

 

 

          ม่านฉิงเซียงได้แต่อึ้งไปกับถ้อยคำและท่าทีของจางซูหนี่ว์ที่เปลี่ยนไปมาก  สายตาเช่นนั้นดูแข็งกร้าวนัก และทำให้นางนึกกลัวไม่น้อย  ดูจากที่ขัดขานางจนล้มลงไปที่พื้นอย่างแรง แล้วยังมีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ดูเป็นผู้บริสุทธิ์ได้อย่างแนบเนียน  อีกทั้งผู้คนก็ต่างหลงเชื่ออีกด้วย  อดีตสหายของนางในตอนนี้ประมาทไม่ได้เสียแล้ว

 

 

          จางซูหนี่ว์มองตามเค่อเหยียนเหว่ยที่ประคองม่านฉิงเซียง  ซึ่งเดินขากระเผลกออกไปอย่างช้าๆ  เมื่อสักครู่นางนึกสมเพชเวทนาม่านฉิงเซียงก็จริง  หากแต่ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่เอาคืนเสียเมื่อไร  

 

 

      คนอย่างสตรีนางนั้นต้องถูกกำราบเอาไว้เสียบ้าง  มิเช่นนั้นจะได้ใจ  ต่อไปหากม่านฉิงเซียงคิดจะกลั่นแกล้งอะไรนางก็คงต้องคิดให้ดีเชียวล่ะ

 



สงสารชายห้าจุง ฮืออออออ






         เป็นเพียงภาพประกอบการร่ายรำเท่านั้น  เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่อิมเมจพระเอกนางเอกนะคะ


เถียนเถียนเองค่ะ

    

         ต่อไปก็เดินระวังๆนะจ๊ะ ฉิงเซียงงง  เดินไม่ดูทางระวังจะเจอตอ(เบ้อเร่อ) 5555

 

          ส่วนนาทีนี้ไรต์สงสารองค์ชายห้ามาก แต่งเพลงรักหวานละมุนให้สาว แต่กลับต้องมาบรรเลงให้นางเต้นรำกับชายอื่นแทน  ตำตาตำใจมากกกก  น้ำตาตกในได้อีกกก เศร้าจริงไรจริง

 

     ปล. ในบทแรกๆเลย ไรต์ได้เขียนเอาไว้ว่านางเอกเรียนบัลเลต์ตั้งแต่เด็กๆ จนเป็นนักแสดงล่าสุดก็มาเข้าคอร์สเรียนร่ายรำแบบจีนอย่างจริงจัง เป็นเวลาแรมเดือนก่อนเปิดกล้องภาพยนต์ บอกไว้เผื่อใครสงสัย

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 607 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,484 ความคิดเห็น

  1. #6477 gigi_Thewitch (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 23:31

    สงสารองค์ชายห้ามากๆ
    #6,477
    0
  2. #6475 Miss roseapple (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 22:32
    องค์ชายห้ามาเป็นของข้าเถอะ(♥ω♥*)
    #6,475
    0
  3. #6457 1988yongsi (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 12:07
    เหอะๆเบรกแทบไม่ทันดีน่ะไรท์บอกเป็นเพียงภาพปลากอบไม่ใช่อิมเมจจริง
    #6,457
    0
  4. #5978 pemipond (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 21:09
    ร้องเลยองค์ชาย โถถถถ
    #5,978
    0
  5. #5862 ' ✚PLOY : poiz,, ☆ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 17:01
    สงสารองค์ชายห้า อันนี้เจ็บจริงค่ะ T^T แต่ยังอยู่ทีมโฉมงามกับเจ้าชายอสูร อิอิ
    #5,862
    0
  6. #5857 Sistel2 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 10:41

    ตัดใจซะเถอะ องค์ชายห้า

    #5,857
    0
  7. #5807 Earthkid (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 09:53
    ใช่สงสารชายห้าจัง
    #5,807
    0
  8. #5781 Aprilllzzz (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:14
    สงสารองค์ชายห้าจุง 
    รับสมัครคนดามใจมั้ยคะ ^^
    #5,781
    1
  9. #5107 4447 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 20:00
    ศัตรูเยอะจัง
    #5,107
    1
    • #5107-1 เถียนเถียน / A.C.E(จากตอนที่ 30)
      6 มกราคม 2561 / 20:02
      หลักๆ ร้ายมีแค่สองค่ะ หนึ่งฮองเฮา ส่วนอีกคนให้เดาว่าใคร...นอกนั้นก็นางอิจฉาล้วนๆ 555
      #5107-1
  10. #4967 mayar (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 22:21
    ฮองก็พาลมั่วๆ หมูน้อยก็เขาไม่เอาน้องๆนะ อดีตก็รำลึกอะไรเลือกอำนาจทิ้งคนแล้วยังเสียดาย แต่ละราย บทตัวประกอบทั้งนั้น
    #4,967
    0
  11. #4944 PuiPui--r (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 13:27
    ฮองเฮานี่คือชั่วแพ้แล้วพาล ไท่จื่อเฟยนี่คือเห็นแก่ตัวแอบแหลนิดๆ ส่วนองค์หญิงคือโง่แล้วให้เขาสนตะพายแล้วดันทะนงตัวเป็นองค์หญิงดีๆไม่ชอบถูกเขาหลอกไปไถนา
    #4,944
    1
    • #4944-1 เถียนเถียน / ลักษมณ์(จากตอนที่ 30)
      3 มกราคม 2561 / 15:56
      คนเรามักมองไม่เห็นความผิดของตัวเอง มักไม่มองว่าตัวเองร้าย ว่ามั้ย...^^
      #4944-1
  12. #4906 aezaa2 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 23:24
    ไท่จื่อเฟย เพคะ ต้องมั่นหน้าแค่ไหนถึงคิดว่าท่านอ๋องลืมไม่ลง
    #4,906
    0
  13. #4749 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 19:46
    จะมีดราม่าจสกไท่จืาอเฟยอีกไหม
    #4,749
    0
  14. #4510 Grisaia (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 11:17
    พวกมนุษย์อย่างพวกตระกูลต้วน(รวมองค์หญิงด้วย)ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้าย อ่อนแอ และโง่งมเสียจริง รากเหง้าแห่งปมปัญหา และความวุ่นวายอันเกิดขึ้นทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากความอยุติธรรมยอมรับความจริงไม่ได้จนต้องเอาความแค้นไปลงกับผู้มีพระคุณของตน ถ้าฮองเฮามันนำไปคิดซักนิด ปัญหาคงจบไปนานแล้ว ส่วนหวงกุ้ยเฟยนี่ก็เป็นแม่ประสาอะไรถึงยอมให้ลูกสาวไปอยู่ในเงื้อมมือฮองเฮาจนกลายเป็นวัวเป็นควายให้ฮองเฮาจูงจมูกไปไถ่นาเป็นว่าเล่นซะอย่างนั้น ดูมันดิ วิจารณญาณของมันบิดเบี้ยวจนห่างไกลจากเด็กธรรมดาๆ นี้ไปไกลแล้ว
    #4,510
    1
    • #4510-1 เถียนเถียน(จากตอนที่ 30)
      23 ธันวาคม 2560 / 14:18
      ใจเย็นๆเน้อ...กับคนบางคนต่อให้เอาความจริงมาวางตรงหน้า หรือรู้ทั้งรู้แก่ใจดีว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่อยากจะยอมรับ ทำใจไม่ได้ ปิดหูปิดตา เอาความผิดทุกอย่างโยนไปที่ผู้อื่น เพื่อลดทอนความเสียใจและความสูญเสียของตัวเอง คนประเภทนี้มีให้เห็นเยอะแยะค่ะ

      ส่วนหวงกุ้ยเฟยกับจวิ้นอ๋องก็ใช่ว่าจะไม่ขัดขวางเหลียนฮวา แต่นางก็โตแล้วและไม่ใช่เด็กอ่ะเนอะที่จะกักขังได้ ทั้งเตือนก็แล้ว กักบริเวณก็แล้ว แต่เป็นตัวเหลียนฮวาเองต่างหากที่พอใจจะเชื่อฮองเฮา
      #4510-1
  15. #4490 อาวุธไร้ตา (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 23:28
    บางทีอ่านนิยายหรือดูหนังแล้วเจออะไรขัดใจก็จะหงุดหงิด แต่ก็เข้าใจว่าชีวิตจริงคนเราก็แบบนี้ไม่มีไรง่ายดั่งใจหวัง แล้วเราก็ไม่ได้รู้ธาตุแท้ของทุกคนที่เราต้องพบเจอหรือข้องเกี่ยวเหมือนเวลาที่เราเป็นคนดู...
    #4,490
    0
  16. #4234 เมมฟิส (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 22:21
    ยัยจิวอิงทุเรสโทษคนอื่นไม่เคยโทษตัวเอง คนแบบนี้น่าเกลียดสุดๆ
    เหลียนฮวาโดนฮองเฮาหลอกใช้ทำสิ่งร้ายๆแน่เลย
    #4,234
    0
  17. #3918 รินหัวใจใส่ลาเต้ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 15:46
    เบื่อน้องสาวท่านอ๋องวะ มารดาแท้ๆตัวเองก็มีแต่ไม่เชื่อฟัง ยังมาให้นังฮองเฮาหลอกใช้ไร้เรียงสาโง่งมซะจริงๆ โดนดีสักครั้งแล้วจะรู้จักชีวิตดีขึ้นว่าใครเค้าจริงใจ แล้วมาบังคับพี่ชายให้ชอบเพื่อนตัวเอง ยังมองไม่ออกหรือไงว่าใครอยู่ฝั่งไหน
    #3,918
    0
  18. #3633 Nunticha2540 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 22:51
    ลำไยน้องบัว ไรท์หาอะไรมาถ่วงหูนางหน่อย เบาเหลือเกิน ฮึ่ม...
    #3,633
    0
  19. #3581 woonwai!! (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 20:03
    รักกันไปรักกันมา รักสามเศร้า สี่เศร้า มีตัวแจมเยอะจริงน๊า ท่านอ๋องเน่
    #3,581
    0
  20. #3086 FahSida (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 15:48
    องค์หญิงนี่ตกไกลต้นจนน่าตกใจจริงๆ พี่กับแม่ออกจะฉลาดล้ำน้องดันโง่งมซะได้
    #3,086
    0
  21. #3085 FahSida (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 15:48
    องค์หญิงนี่ตกไกลต้นจนน่าตกใจจริงๆ พี่กับแม่ออกจะฉลาดล้ำน้องดันโง่งมซะได้
    #3,085
    0
  22. #3082 pommys (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 13:47
    คำผิด
    ริบหรี่ ใช้ ร.เรือ
    #3,082
    1
  23. #3063 นู๋ฝ้าย จร๊าาาาา (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 07:29
    หนูต้วนเขาอยากมีผะรัวหล่อคะ!!
    #3,063
    0
  24. #3049 เปี๊ยกเฉื่อย (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 23:18
    ขำหนูต้วน ว่าเขารูปไม่งาม แล้วเธอล่ะ... 55555555+
    #3,049
    0
  25. #3048 Killer.P (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 22:29
    ไม่เข้าใจองค์หญิงเหมิอนกัน รักฮองเฮายังไง ก็ต้องรักแม่ที่ให้กำเนิดมากกว่าสิ ยังไงก็ต้องมีความรู้สึกเข้าข้างแม่ให้กำเนิดมากกว่าอยู่แล้ว งง
    #3,048
    0