ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 9 : งานเลี้ยงหมู่ตึกอำพัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 809
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    2 ส.ค. 63

 

ณ เรือนเมฆน้อย ถนนโบตั๋น

“ให้นางตอบกลับทันที ข้าจะรออยู่ที่นี่”

หน้าประตู หลงชู่ยื่นจดหมายให้คุนเซียว คุนเซียวรับมา สอดใส่อกเสื้อ ใบหน้าเฉยชา โดดขึ้นหลังม้า แล้วควบจากไป นักฆ่าสำนักลมทะเลยิ้มเจ้าเล่ห์ วิ่งไปที่ต้นไม้ด้านหลังกำแพง ปลดเชือกออก แล้วควบม้าตามไปทางเดียวกัน

 

หลงชู่ควบม้าติดตามมา เว้นระยะห่างพอประมาณ

คุนเซียวไม่ได้เหลียวมอง ควบม้าอย่างไม่เร่งรีบ ผ่านถนนหลักมาถึงชายป่า พอถึงสามแยกก็หักเลี้ยวซ้ายโดยไม่ลังเล จากไปไม่นาน ม้าดำของหลงชู่ก็โผล่พ้นพุ่มไม้มา พอถึงทางแยก ก้มมองเห็นรอยเท้าม้าบนพื้น รั้งบังเหียนกำลังจะเบนหัวไปทางซ้าย สิบยอดนักสู้ก็โดดออกมาจากป่าข้างทาง เรียงหน้ากระดานขวางไว้

“คุณชายหลง โปรดกลับไปรอที่เรือนเมฆน้อยจะดีกว่า”

หลงชู่จ้องนิ่งไปครู่ ไม่พูดจาโต้ตอบ ก่อนวกหัวม้ากลับ ย้อนกลับทางเดิม…

ชั่ววูบเดียวที่หลงชู่จากไป คุนเซียวควบม้ากลับมา “กลับไปจับตาดูไว้” สั่งการแล้ววกม้าเปลี่ยนทิศทางไปทางแยกทางขวา สิบยอดนักสู้พากันลอบสะกดรอยตามนักฆ่าเมืองเยี่ยนอย่างไม่คลาดสายตา

หารู้ไม่ว่า พอทุกคนแยกย้ายจากไปหมดแล้ว ชายผู้หนึ่งซึ่งยืนกอดอกอยู่หลังต้นไม้ใหญ่นานเนิ่น โผล่ออกจากที่ซ่อน หันซ้ายหันขวา ก่อนวิ่งไล่ตามม้าของคุนเซียวไป คนผู้นั้นก็คือ หวังชีเอ่อ!

 

ณ เรือนจอมปราชญ์

“อารามอู่ถัง!”

หลงชู่ลุกพรวดขึ้นยืน โพล่งจนผู้เข้าสอบซึ่งนั่งอ่านตำราอยู่บริเวณสวนดอกไม้หลังเรือนนั้น หันมอง

“ใช่แล้ว ข้าเห็นเจ้านั่นเข้าไปข้างในกับตา สักพักก็กลับออกมา ไม่ได้แวะที่ไหนอีก”

“มันพาหม้อดินน้อยไปขังไว้ในอารามเนี่ยนะ”

ที่แท้ เป็นแผนการของหลงชู่ พอหวังชีเอ่อตามออกมา สนทนารู้ใจจนตกลงคบหาเป็นสหาย ต้วมันก็ขอความร่วมมือทันที หลงชู่ทำเป็นติดตามคุนเซียวอย่างเปิดเผย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ รู้อยู่แล้วว่า คุนเซียวระวังตัวต้องแสร้งไปทางผิด จึงให้หวังชีเอ่อมารับช่วงต่อ

“นี่ รอข้าด้วย!”

คุณชายหวังวิ่งตามสหายหลงไป หวังหยีหมิ่นโผล่จากหลังเสา มองตามด้วยความสงสัย

 

หลงชู่ กับ หวังชีเอ่อ ยังไม่ทันพ้นออกประตู

ตู้ฟู เจ้าหน้าที่คุมสอบ นำทหารเข้ามา พร้อมสมุดเอกสาร ป่าวประกาศว่า

“ผู้เข้าสอบกลุ่มที่สาม เตรียมฟัง แปดรายชื่อที่เข้าร่วมงานถกเสวนาวันนี้ ได้แก่…”

เปิดสมุดบอกรายชื่อ ขณะที่ผู้เข้าสอบวิ่งมารวมตัวกัน สีหน้าตื่นเต้น ยินดี

ที่แท้ ธรรมเนียมปฏิบัติก่อนการสอบแข่งขันวิหารโอสถ คือ การคัดกลุ่มเข้าร่วมเสวนาวิชาการแพทย์กับผู้ทรงความรู้ เป็นความใฝ่ฝันของผู้เข้าสอบทุกคน เพราะจะได้มีโอกาสแสดงความสามารถ ไปเตะตาบุคคลสำคัญ 

“…คนที่ 7 บุตรชายเจ้าเมืองเยี่ยน หวังชีเอ่อ… คนที่ 8 ศิษย์สำนักลมทะเล หลงชู่… ให้ทั้งแปดคนเตรียมตัว อีกหนึ่งเค่อ ติดตามข้า เข้าหมู่ตึกอำพัน!”

 

หมู่ตึกอำพัน ถนนวิหค

ผู้เข้าสอบวิหารโอสถทั้ง 8 เดินเรียงแถวตามตู้ฟูมุ่งสู่เคหาสน์โอ่อ่า สถานที่พักรับรองของแขกชั้นสูงเมืองหยาง

“นี่ เจ้ากับซุนฟู่หรงมีเรื่องไรกันแน่ ไหนเขาลือกันว่า เจ้าเป็นสหายของคุณชายซุน”

หวังชีเอ่อขึ้นหน้ามากระซิบกระซาบ สหายร่วมเมืองเดินกอดอก สีหน้าเบื่อหน่าย อารมณ์หงุดหงิด เพราะถูกขัดจังหวะตามหาน้องสาว

“ใช่แล้ว สหายที่รักมาก ว่างๆ ข้าจะแนะนำเจ้าให้รู้จัก”

ตอบประชด แล้วเดินเร็วขึ้นหน้า ไม่พูดว่ากระไรอีก

 

ภายในหมู่ตึกอำพัน

“เรียน ท่านโจว ผู้เข้าสอบกลุ่มที่สามมาแล้ว”

ตู้ฟูน้อมกายรายงาน บนแท่นที่นั่งตำแหน่งประธาน โจวหย่วน นักปรุงยาแห่งเมืองอี๋ กำลังนั่งสนทนาออกรสกับแขกคนสำคัญ ซ้ายมือ คือ หัวหน้าหอสดับชีพ เกาหลินหยาง ขวามือ คือ ตัวเต็งผู้เข้าสอบวิหารโอสถในปีนี้ ซุนฟู่หรง

“ฮ่าฮ่าฮ่า… ดี เชิญเข้ามาเลย” ผู้เฒ่าเคราขาวกล่าวอย่างอารมณ์ดี

ผู้เข้าสอบวิหารโอสถ ทยอยก้าวเข้ามา ภายในห้องโถงยาวแห่งนั้น แยกย้ายกันนั่งลงบนพื้นหลังโต๊ะน้ำชา ในจำนวนนั้นมี ติงเจ๋อผู่ เจ้าตำราแห่งเมืองเยี่ยน อยู่ด้วย การสอบวิหารโอสถถือเป็นขั้นสูงสุดของกว่างหลง แต่ละเมืองแม้มีการจัดสอบของตนเอง แต่ระดับของวิหารโอสถนั้นเหนือกว่าทุกเมือง ผู้ที่สอบได้ตำแหน่งในเมืองเกิด ยังมุ่งหมายมาสอบที่นี่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เช่น ติงเจ๋อผู่ ในเมืองเยี่ยน คือ เจ้าตำราขั้นหนึ่ง แต่ในเมืองหยาง เทียบประเมินจากระดับคะแนน ตำแหน่งแค่ขั้นสาม

หลงชู่ถึงกับชะงักเท้า จ้องมองซุนฟู่หรง หวังชีเอ่อสะกิดให้เดินหน้า จึงมานั่งลงบนเบาะแถวสามฝั่งซ้าย ส่วนหวังชีเอ่อนั่งลำดับถัดมา

“คารวะอาจารย์โจว อาจารย์เกา” เหล่าผู้เข้าสอบต่างประสานมือ กล่าวพร้อมเพรียงกัน 

“เกาหลินหยาง!” หลงชู่ละสายตาจากซุนฟู่หรง มามองชายวัยกลางคน ผู้มีใบหน้าเปี่ยมเมตตาการุณย์

“หัวข้อเสวนาวันนี้ คือ ยิน-หยาง สัมพันธ์กับโรคอย่างไร เชิญทุกท่านแสดงความเห็นอย่างเต็มที่"

นักปรุงยาโจว ผู้ผ่านการสอบจากวิหารโอสถ เปิดนำ

“ปรัชญาความคิดเกี่ยวกับยิน-หยางนั้น เกิดจากการนำปรากฏการณ์ต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์โรค โดยมีแนวคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในพิภพล้วนประกอบด้วยด้านสองด้านที่ตรงกันข้าม ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ เช่น เกิดกับตาย มืดกับสว่าง ร้อนกับเย็น” ต้วนปี้ เจ้าตำราแห่งเมืองโส่วกล่าว

“มนุษย์เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้น ก็เพราะความสมดุลของยิน-หยางในร่างกายถูกทำลาย วิธีการรักษาโรค จึงเป็นการปรับยิน-หยางในร่างกายให้กลับสู่สภาพสมดุล เมื่อยิน-หยางสมดุล ร่างกายก็จะปกติ” อู่ฝ่าน เจ้าตำราแห่งเมืองอี๋กล่าว

โจวหย่วนลูบเครา พยักหน้าเห็นพ้อง กล่าวว่า “จะลองยกตัวอย่างได้หรือไม่”

“อะฮึ่ม… ตัวอย่างของอาการป่วย เช่น ตัวร้อน หน้าแดง หงุดหงิด กระวนกระวาย กระหายน้ำ ท้องผูก ปัสสาวะเหลืองข้น จัดอยู่ในอาการหยาง(ร้อน) การรักษาจึงควรใช้ยายิน(เย็น) เพื่อทำให้หยางลดลง แต่ถ้าแขนชาเย็น มีอาการกลัวหนาว ไม่มีไข้ ไม่กระหายน้ำ อุจจาระหยาบเหลว ปัสสาวะมากและใสแสดงว่ามีอาการยิน(เย็น) การรักษาก็ต้องใช้ยาหยาง(ร้อน)”

ติงเจ๋อผู่กล่าวเสียงดังกว่าผู้อื่น คล้ายอยากเป็นจุดสนใจ

“ทุกสิ่งในธรรมชาติเกี่ยวพันกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างดินฟ้าอากาศกับแม่น้ำ เมื่อดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงก็จะมีผลกระทบต่อน้ำในแม่น้ำ เช่นลมจะทำให้น้ำในแม่น้ำเป็นระลอกหรือเป็นคลื่น อากาศหนาวจะทำให้น้ำแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง”

หัวหน้าหอสดับชีพกล่าวเพิ่มอรรถรส 

“ในธรรมชาติ แม่น้ำเป็นเส้นชีวิตที่หล่อเลี้ยงสิ่งต่างๆ ส่วนในร่างกายมนุษย์นั้น เส้นเลือดเป็นเส้นทางที่นำเอาอาหารและสิ่งที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากการทำงานของอวัยวะหนึ่งอวัยวะใดภายในร่างกายผิดปกติ ก็จะมีผลกระทบต่อการเต้นของชีพจร ทำให้ชีพจรผิดปกติ”

ซุนฟู่หรงเสริมมา เกาหลินหยางพยักหน้า กล่าว “ถูกต้อง ดังนั้น วิธีการวินิจฉัยโรคอย่างหนึ่งที่สำคัญและขาดเสียมิได้ คือการตรวจชีพจร ลักษณะของชีพจรและตำแหน่งต่างๆ ยังสามารถแบ่งเป็นยิน-หยาง ได้อีกด้วย"

โจวหย่วนมิได้ถามต่อ หรือพูดตอบ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าสอบมีส่วนร่วมเสวนา

“ข้าทราบ… ข้าทราบ…” หวังชีเอ่อผู้จดจำมาดี มีตัวตนขึ้นมาบ้าง 

“ลึก ช้า ไม่มีแรง ตำแหน่งชุ่น(นอก) เป็นยิน… ตื้น เร็ว มีแรง ตำแหน่งฉื่อ(ในสุด) เป็นหยาง”

“ถูกต้อง คุณชายสามารถจดจำได้แม่นยำ ลึกซึ้ง มีคุณสมบัติเป็นผู้ตรวจชีพจรที่ดี” 

หวังชีเอ่อยิ้มหน้าบานเพราะได้รับคำชมจากเกาหลินหยาง ใครต่อใครต่างผลัดกันพูดขึ้นมาอีก การที่หัวหน้าหอสดับชีพมานั่งอยู่ในที่นี้ด้วย เป็นเหมือนใบเบิกทางชั้นดีเยี่ยม หลายคนคิดว่า หากแสดงความเห็นและความรู้เป็นที่ประทับใจ ก็อาจส่งผลดีสืบเนื่องไปถึงการสอบ 

…สอบจับชีพจรของเกาหลินหยาง เป็นด่านที่ท้าทายความสามารถของผู้เข้าสอบทุกคน

ยกเว้นก็แต่หลงชู่ผู้เดียวเท่านั้น ที่นั่งซึม เหม่อ ใจลอย นิ่งเงียบไม่ปริปาก มัวแต่คิดถึงน้องสาวจนเสียสมาธิ!

 

“โชคดีอะไรเช่นนี้ วันนี้ได้เจออาจารย์เกา ข้าถูกชื่นชมต่อหน้าทุกคนด้วย”

เมื่อออกจากงานเลี้ยงแล้ว หวังชีเอ่อยังไม่สร่างความปลาบปลื้ม ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ 

“เฮอ เฮอ คำตอบเมื่อครู่นี้ ผู้ใดก็ตอบได้ เจ้าอย่าหลงลำพองไปหน่อยเลย”

ติงเจ๋อผู่ตามมาเยาะเย้ยถากถาง คุณชายหวังเขม่นมองมัน ก่อนหัวร่อขบขัน

“ก็ถูก คนอื่นอาจจะตอบได้ แต่คงไม่ใช่ท่านเจ้าตำราติงแน่ เพราะข้าจำได้ว่าท่านยังเล่นเกมทายชีพจรแพ้ข้าอยู่เลย”

“เจ้า…! ฮึ่ย… เด็กเมื่อวานซืน แล้วได้รู้กันวันสอบ" ติงเจ๋อผู่หน้าแตก สาวเท้าจากไป

“ข้าจะรอดูท่านตกรอบแรก” หวังชีเอ่อตระโกนไล่หลัง แลบลิ้นใส่ พลันรู้สึกตัวว่าสหายเมืองเยี่ยนที่เดินด้วยกันมา หายตัวไปแล้ว! 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น