ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 40 : ลอบฆ่าระหว่างทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 271
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    22 ต.ค. 63

 

รุ่งเช้าวันต่อมา 

หลงชู่หาบตะกร้าสมุนไพร ออกเดินทางพร้อมกับซุนฟู่หรง ตามเกาหลินหยางไปตรวจสุขภาพราษฎรในเขตชนบทห่างไกล โดยจะมีหลายฝ่ายจากวิหารโอสถออกเดินทางในเวลาเดียวกัน แต่แบ่งอาณาเขตกันรักษาตามพื้นที่ต่างๆ ของเมืองหยาง

บนรถม้าคันเดียวกัน มีหีบยาหนึ่งใบวางอยู่ อาจารย์เกานั่งสงบสำรวม หลับตาทำสมาธิ คุณชายซุนนั่งอยู่ด้านข้าง ส่วนหลงชู่ทำหน้าที่เป็นสารถีก่อนในการเดินทางช่วงแรก หวดแส้ควบม้าผ่านทุ่งหญ้าไปอย่างไม่เร่งร้อนนัก

เกือบครึ่งชั่วยาม แสงตะวันสาดส่องลงมา ขณะรถม้าเคลื่อนผ่านเชิงเขา แสงเงาวาววับสะท้อนเข้าตาหลงชู่ หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงนึกว่าเป็นเงาสะท้อนจากแสงแดด แต่ผู้ฝึกยุทธ์อย่างมันจำแนกออกว่า นั่นเป็นแสงที่กระทบเนื้อกระบี่!

นักฆ่าเมืองเยี่ยนหันขวับไปทางซ้ายมือ ด้านบนเชิงเขาต้นไม้ขึ้นหนาทึบ มองผาดๆ เห็นแต่หน้าผากับพุ่มไม้ สายตาคมกริบและปราดเปรียวเป็นพิเศษของหลงชู่ ถึงกับแยกแยะเงาสะท้อนออกว่าหลังพุ่มไม้กี่จุดบ้างซุกซ่อนคนถือกระบี่อยู่!?

หลงชู่นิ่งสงบ ไม่แสดงอาการว่ารู้ตัวใดๆ กระทั่งรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ซอกหุบเขา เจอก้อนหินใหญ่ตั้งขวางทางอย่างผิดธรรมชาติ “หยุดดดด…” หลงชู่กระตุกบังเหียนม้าและรอคอยอย่างเยือกเย็น ผู้ดักซุ่มถือดาบจำนวนสิบคนกระโดดออกจากหลืบหินมายืนขวางหน้า ด้านหลัง ผู้พกพากระบี่อีกสิบคนวิ่งเรียงหน้ากระดานมาดักข้างหลัง

ซุนฟู่หรงเปิดม่านออกดู เห็นเหตุการณ์ต้องกระตุกคิ้ว “หลงชู่…!”

“คุ้มครองอาจารย์เกา ข้าคนเดียวพอ"

สหายหลงตอบทระนง ชักกระบี่พาดหลังช้าๆ พร้อมกันทั้งสองมือ… 

เหินทะยานลงกลางสนามรบ ดั่งมังกรหกเหิน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงไม่หยุดนิ่ง สองแขนราวกับโบยบิน กวาดไปทางใด ลมปราณกระแทกออก ผู้คนปลิวว่อน แต่ยังดาหน้าหนุนเนื่อง ทั้งทรหดและมีฝีมือ แสดงถึงชนชั้นไม่ต่ำทราม

“เหตุใดถึงมีคนร้าย เจ้าไปช่วยหลงชู่เถอะ” 

เกาหลินหยางบอก ซุนฟู่หรงยังนิ่ง ประเมินแล้วว่าคู่ต่อสู้แม้นตึงมือ สหายหลงยังมิเพลี่ยงพล้ำ คนร้ายไม่แน่ชัดว่ามุ่งหมายชีวิตผู้ใด มิอาจวางใจออกไปได้

หลงชู่ยามนี้เหมือนม้าคึก ยิ่งโลดโผนยิ่งแกร่งกล้า นับแต่เป็นศิษย์วิหารโอสถ มือไม้เฉื่อยชาไม่ใคร่ได้ออกกำลัง จู่ๆ มีชนชั้นยอดฝีมือมาส่งเสริมถึงที่ ตัวมันไม่สนหนักเบา ต่อสู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ละร่างทยอยทอดลงกับพื้นราวใบไม้ร่วง ธรณีเริ่มแปดเปื้อนโลหิต แดงฉานเป็นหย่อมๆ ความเหี้ยมอำมหิตยามลงมือนี้ แม้แต่คนเลือดเย็นอย่างซุนฟู่หรงยังยอมรับว่ามิเทียมเท่า

มิทันต้องตัดสินใจว่าจะออกไปช่วยจัดการเพื่อกระชับเวลา สามในสิบกว่าคนที่เหลืออยู่ลอยตัวมาพร้อมกันเสือกกระบี่เข้าหาประตูรถม้า!

โครมมมม!! ซุนฟู่หรงหิ้วแขนอาจารย์เกาพุ่งหนีทางหลังคา หลงชู่หันมองแวบหนึ่ง เห็นสหายซุนหนีบเกาหลินหยางเตะฝ่าอากาศไป ลงยังพื้นเบื้องล่าง ก่อนผลักออกให้ไปอยู่ข้างหลัง ตนโบกสะบัดแขนเสื้อปัดกระบี่ที่แทงมา

บนลานหญ้าในตรอกหุบเขา กลายเป็นสนามประลองฝีมือ ระหว่างชายฉกรรจ์สิบกว่าคนไม่ทราบสังกัด กับสองศิษย์ผู้นำแห่งวิหารโอสถ โดยมีหัวหน้าหอสดับชีพเป็นประจักษ์พยาน ความเยี่ยมยุทธ์และความห้าวหาญของทั้งสองช่างน่าชื่นชมยิ่ง เกาหลินหยางยืนหลังพิงฝา แม้นตกใจแต่ยังครองสติอยู่ ซุนฟู่หรงอยู่เบื้องหน้าห่างไปไม่ไกล…

หลงชู่เร่งมือดุดัน สังหารพวกมันล้มตายลงเรื่อยๆ ซุนฟู่หรงก็ช่วยจัดการอีกสาม พวกที่เหลือเห็นเพื่อนทยอยทอดร่างเป็นศพ เหลือเพียงสามคนก็เกิดกริ่งเกรง เห็นทีไม่อาจจบชีวิตอีกฝ่ายจึงล่าถอยหนีไป

“ไม่ต้องตาม” สหายซุนร้อง ก่อนเดินมาสมทบ

“คนพวกนี้มุ่งสังหารเราทั้งสามคน!” หลงชู่พูดตามสถานการณ์ ซุนฟู่หรงเห็นด้วย 

“ในเมืองหยางเรามีศัตรูอยู่ไม่มากนักหรอก เจ้าให้ตำราเขาไปแล้ว หมดประโยชน์จะหายใจต่อ”

ประโยคหลังออกแนวประชด เพราะไม่เห็นด้วยกับการนำตำราไร้ชื่อไปมอบให้คนชั่วง่ายดายอย่างนั้น หลงชู่ก้มหน้าพึมพำ ไม่ได้โกรธเคืองวาจา “ฆ่าพวกเราพอเข้าใจได้ แต่ทำไมต้องฆ่าเกาหลินหยาง?” ซุนฟู่หรงเดินจากไปก่อนไม่ทันได้ยิน หลงชู่ฉุกคิดได้ “หรือว่า…คนจ้างวานฆ่าอาจารย์เกา คือ ถางโป๋หมิง สำนักเดียวกันก็ไม่เว้นหรือนี่”

“หลงชู่ ไปได้แล้ว” สหายซุนตะโกนร้องมา เมื่อรับเกาหลินหยางมาขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว…

 

ช่วงบ่าย เดินทางมาถึงหมู่บ้านหนง หมู่บ้านชาวนา เขตทุรกันดาร

เกาหลินหยางไม่พักผ่อน ไม่รอช้า และไม่เสียขวัญจากการถูกตามฆ่าระหว่างทาง นำหีบยาไปออกตรวจชาวบ้านตามกระท่อมทันที หลงชู่และซุนฟู่หรงก็แยกย้ายกันไปดูแลตามบ้าน เพราะพิสูจน์แล้วว่ามีฝีมือการรักษาพอตัว

“ท่านลุง ท่านป้า ข้าเป็นหมอจากวิหารโอสถ ขอตรวจสุขภาพของพวกท่านสักหน่อยเถิด… ไม่ต้องเสียเงินทอง หากพบโรคข้ารักษาให้ท่านแบบเปล่าๆ เลย เชิญพวกท่านนั่งก่อน ข้าจะตรวจทีละคน" 

หมู่บ้านหนง ชาวบ้านยากจน ความเป็นอยู่อัตคัด หาเช้ากินค่ำ มิได้มีเวลาใส่ใจกับสุขภาพ ไม่ต้องพูดถึงเจ้าตำรา แม้แต่หมอสมุนไพรพื้นบ้านยังหามีไม่ หลงชู่นั้นพอได้มาสัมผัสกับชีวิตจริงของผู้แร้นแค้นที่ขาดแคลนหยูกยาและการเข้าถึงการรักษาที่ดี ตัวมันได้นำวิชาที่ร่ำเรียนมาเยียวยาปัญหาสุขภาพชีวิตของชาวบ้าน จ่ายยา ต้มยา และพูดคุยไถ่ถามอาการ ด้วยใจที่มีจิตเมตตาสงสาร

…ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม งานที่หมู่บ้านหนงก็จบสิ้น อาจารย์เกาจึงชักชวนกันกลับ ขากลับนั้น ซุนฟู่หรงสับเปลี่ยนมาเป็นสารถีบ้าง หลงชู่นั่งพักในรถม้ากับเกาหลินหยาง

“หลงชู่ ข้ามีเรื่องจะถาม”

เกาหลินหยางเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น 

“เชิญท่านว่ามา” หลงชู่กำลังนั่งเหม่อลอย หันหน้ากลับมา

“ที่เจ้าเข้าวิหารโอสถ เพราะเหตุบังเอิญ หรือเพราะเหตุอันใด”

น้ำเสียงเหมือนชวนคุยทั่วไป แต่สำหรับคนมีชนักปักหลังอย่างหลงชู่กลายเป็นอึดอัดใจยิ่ง

“เอ่อ… ใช่แล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจเข้าวิหารโอสถ มิเคยคิดเป็นหมอเลย แค่ความคึกคะนอง รักสนุกเท่านั้น”

เกาหลินหยางนิ่งมองด้วยประกายตาลึกซึ้ง “อย่างนั้นตอนนี้ ยังคิดว่าเป็นเรื่องสนุกเหมือนเดิม หรือ…มีความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว?” 

หลงชู่นิ่งไปครู่ “ท่านถามแบบนี้ ข้าก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร”

“ตอบตามใจของเจ้าเถิด”

“…ข้าเป็นชาวยุทธจักร โลดโผนรักอิสระ ไม่ได้ฝักใฝ่เรื่องตำรา ไม่เคยสนใจเรื่องการแพทย์ แต่พอเข้าเรียนในวิหารโอสถ พอได้รักษาโรคให้ผู้คน ข้ารู้สึกว่า… ข้าเหมือนไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่ได้ถึงกับชอบมากมาย เพราะทุกครั้งที่รักษาคน ข้าเหนื่อยมากและเหมือนแบกอะไรไว้บนบ่าตลอดเวลา พอสำเร็จแล้วถึงรู้สึกปลดเปลื้องออกไป ความรู้สึกตอนนั้นข้าก็บอกไม่ถูกเช่นกัน… ข้าอาจพูดเข้าใจยาก ท่านอย่าได้หัวเราะเยาะเลย”

เกาหลินหยางมิเพียงไม่หัวเราะในคำตอบกำกวม วกไปวนมาของศิษย์ใหม่ แววตาที่มองหลงชู่มีนัยประหลาด แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อมาอีก ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องรถม้า จนกระทั่ง กลับสู่จุดหมายปลายทาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น