ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 34 : ในห้วงความเป็นตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    9 ต.ค. 63

 

ณ หอสดับชีพ วิหารโอสถ

“…ความหมายของชีพจรซึมลึก (伏脉) แสดงถึงการเต้นของชีพจร เมื่อกดนิ้วมือลงไป ต้องกดนิ้วให้หนักจนจมลงไปถึงกระดูก จึงจะสัมผัสชีพจรได้ เพราะชีพจรหลบอยู่ที่ซอกกระดูก แสดงว่า โรคนั้นหลบซ่อนอยู่ภายในอวัยวะ”

หัวหน้าหอสดับชีพ เกาหลินหยาง มือขวาถือพู่กัน มือซ้ายถือตำรา ยืนทำการสอนปากเปล่าวิชาจับชีพจรอยู่เบื้องหน้าห้อง น้ำเสียงกังวาน น่าฟัง เหล่านักเรียนต่างนั่งฟังอย่างตั้งใจ พลางจดบันทึกไปด้วย เพราะทฤษฎีความรู้อันลึกล้ำนั้นไม่มีขายในตำราแพทย์ตามท้องตลาด 

อนึ่ง ตำราแพทย์ที่ถูกยกย่องว่าเป็น บันทึกรวบรวมวิชาแพทย์ทุกแขนงครอบคลุมอย่างแท้จริงนั้น ทั่วดินแดนกว่างหลง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีเพียง ตำราไร้ชื่อ ที่จารึกโดยเทพโอสถ หนานฉือ ผู้เดียวเท่านั้น เพราะเทพโอสถหายสาบสูญแถมไร้ผู้สืบทอด ยอดปรารถนาของเด็กรุ่นหลังที่ใฝ่ฝันอยากอ่านเป็นบุญตา จึงเป็นเพียงแค่ความฝัน

“คุณชายหวัง ถ้าไม่ไหวก็กลับไปนอนพักเถอะ”

เกาหลินหยางเห็นหวังชีเอ่อผู้ยังไม่สร่างเมา นอนหลับคาโต๊ะ ก็เอ่ยทักมา ด้วยน้ำเสียงมิใช่ตำหนิ จนสหายหันมามองแทบทั้งห้อง หวังชีเอ่อคล้ายไม่ได้ยิน ยังฟุบหน้าอยู่ในอิริยาบถเดิม “ขออนุญาตครับ อาจารย์ ข้าพาเขาไปเอง” เกาเหวินเจี๋ยลุกขึ้นบอก ก่อนหิ้วปีกประคองหวังชีเอ่อผู้สะลึมสะลือออกไป

“มีใครอธิบายได้ว่า ชีพจรนิ่ม(濡脉) มีลักษณะอาการอย่างไร และแสดงถึงโรคใด”

อาจารย์เกาถามต่อ หลงชู่อ้าปากจะตอบ กลับถูกสะกิดแขนไว้ หันมาเห็นซุนฟู่หรงปรามด้วยสายตา

เกาหลินหยางไม่แสดงอาการแปลกใจ เมื่อไม่มีลูกศิษย์คนไหนตอบคำถามได้

“ชีพจรนิ่ม เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการเต้นแบบชีพจรลอย เมื่อกดนิ้วมือลงไปเบาๆ จะรู้สึกว่าชีพจรนั้นเล็กและนิ่ม แสดงว่า ผู้ป่วยมีความร้อนในร่างกายปนกับความชื้น…"

หัวหน้าหอสดับชีพกล่าวสอนต่อไป หลงชู่นิ่งเงียบ แต่ในใจครุ่นคิด

“ความรู้ด้านการจับชีพจรของเกาหลินหยาง สมกับเป็นหนึ่งในแผ่นดิน เทพหนานฉือแม้นรอบรู้กว้างขวาง หากแข่งเฉพาะด้านนี้ ไม่รู้ว่า จะเอาชนะเกาหลินหยางได้รึเปล่า… ซุนฟู่หรงไหวพริบดี สะกิดเตือนเราไว้ก่อน ขืนรู้ในเรื่องไม่ควรรู้มากไป รังแต่จะเป็นภัยใส่ตัว"

“แย่แล้ว! แย่แล้ว! อาจารย์เกาช่วยด้วย!!" จู่ๆ เกิดเสียงร้องขึ้นที่ด้านนอกประตู

“เกิดอะไรขึ้น”

ลูกศิษย์คนหนึ่งของวิหารโอสถ วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอก

“คุณหนูหวัง กับ คุณหนูโจว ได้รับบาดเจ็บ ล้มอยู่หน้าวิหารขอรับ!!”

สิ้นคำนั้น เหล่านักเรียนไม่สนขออนุญาต ลุกฮือกันออกมาจากห้อง เพราะสองสาวที่มาจากเขตแดนของผู้ติดเชื้อ เข้าเมืองหยางบุกวิหารถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สองคนที่วิ่งนำหน้าพวกลูกศิษย์ไปก่อน คือ หลงชู่ กับ ซุนฟู่หรง…

 

หลงชู่มาถึงก่อน แหวกร่างพวกที่มุงอยู่ห่างๆ เข้าไป…

“พี่สาว… พี่สาว…!" รีบประคองร่างโชกเลือดของหวังหยีหมิ่นขึ้นมาไว้บนตัก ด้วยอาการตกใจ เขย่าเรียกร่างไร้สตินั้น ฟากซุนฟู่หรงนั่งยองๆ ข้างตัวโจวจิ่งอี้ที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ บนร่างกายมีรอยบาดแผล ยื่นมือแตะชีพจรก่อนตามสัญชาตญาณ

“พวกเจ้า… ไม่กลัวติดโรคกันรึยังไง!” ศิษย์วิหารโอสถที่ยืนดูอยู่โพล่งขึ้น หลงชู่หันมอง หลายคนมีสีหน้ารังเกียจปนกลัว บางส่วนถึงกับถอยห่างไปอีก ทั้งที่คนเหล่านั้นล้วนเป็นศิษย์ต้นๆ ของสำนักการแพทย์อันดับหนึ่ง

“กลัวนัก ก็กลับไปซุกหัวใต้เตียงแม่เจ้าเถอะ!” หลงชู่ตวาดอย่างเดือดดาล

“เจ้า…!” กำลังจะเกิดการทุ่มเถียงกันขึ้น เกาหลินหยางก็พาลูกศิษย์จำนวนหนึ่งเดินทางมาถึง ชะงักกับภาพที่เห็น

“อาจารย์เกา สองคนนี้มาจากหุบเขางู จู่ๆ ก็มาล้มลงหน้าวิหารโอสถ อาจเป็นไปได้ว่าติดเชื้อลมดำแล้ว เราไม่ควรรับเขาเข้าไป” เจ้าคนที่กำลังจะต่อปากต่อคำกับหลงชู่ รีบหันมาคารวะและพูดกับเกาหลินหยาง

เจิ้งไข่ซุ่น นักปรุงยาขั้นสองแห่งวิหารโอสถ พาลูกศิษย์เดินเร็วรี่มาจากอีกทาง รับได้รับรายงาน

“เหลวไหลที่สุด! หุบเขางูเป็นสถานที่สุ่มเสี่ยงติดโรคลมดำ ปล่อยให้คนในพื้นที่นั้นบุกเข้าเมืองหยางโดยไม่กักตัว มาถึงวิหารโอสถได้ยังไง ถ้าเกิดอะไรขึ้น ใครจะรับผิดชอบ รีบแจ้งต่อกรมทหาร! ให้นำสองคนนี้ไปขังไว้"

“ช้าก่อน…!” เกาหลินหยางโพล่งขัด ก่อนก้าวเข้ามาหาทั้งคู่ “…คุณชายซุน อาการของแม่นางทั้งสอง…”

ซุนฟู่หรงผู้ตรวจสภาพร่างกายเบื้องต้นของโจวจิ่งอี้ ซุบซิบพูดคุยกับหลงชู่สองสามคำเพื่อไถ่ถามอาการ ก่อนเงยหน้าตอบ

“พวกนางมิได้ถูกพิษ แต่ถูกทำร้ายจากอาวุธ แม่นางหวังสูญเสียเลือดมาก ส่วนแม่นางโจวมีบอบช้ำภายใน ทั้งสองต้องรับการรักษาโดยเร่งด่วน”

“อาการของผู้ติดเชื้อลมดำไม่แน่ชัด แค่นี้ ไม่สามารถระบุได้ว่าพวกนางไม่ติดเชื้อ"

เจิ้งไข่ซุ่นพูดเสียงแข็ง แสดงท่าทียืนกรานเต็มที่ว่าไม่ต้องการรับสองทายาทเจ้าเมืองไปรักษา

“ติดเชื้อก็ช่าง ไม่ติดก็ช่าง เห็นคนใกล้ตายไม่ช่วย ยังถือตัวเป็นหมออีกเหรอ”

หลงชู่โพล่งเสียงกร้าว ท่าทางหงุดหงิดพลุ่งพล่านเต็มที่แล้ว มันเคยนึก หมอในวิหารโอสถสูงส่งเหนือกว่าหมอทั่วไป คาดไม่ถึง จะพบเจอเหตุการณ์ “ขี้ขลาดตาขาว” เช่นนี้

“หัวหน้าเกา ท่านไม่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ ควรรอให้ท่านเจ้าวิหารกลับมาจัดการ”

เจิ้งไข่ซุ่นพูดดัก เมื่อเกาหลินหยางขยับตัว ทำท่าจะกระทำบางอย่าง หลงชู่หมดความอดทน วางร่างคุณหนูหวังแล้วผุดลุกขึ้นยืน…

“ยามนี้เจ้าวิหารไม่อยู่ แต่ได้มอบหมายให้ข้าเป็นผู้สั่งการแทน แม่นางทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส ปล่อยทิ้งไว้คงได้อันตรายถึงชีวิต เมื่อข้าออกหน้า ก็ขอรับผิดชอบความปลอดภัยของทุกคน… คุณชายหลง คุณชายซุน นำแม่นางทั้งสองไปไว้ที่เรือนนกยูง ข้าจะลองรักษา”

กิริยาองอาจ วาจาฉาดฉาน จากผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ แสดงถึงความเด็ดขาดกล้าหาญและเปี่ยมเมตตาการุณย์ ทำให้เจิ้งไข่ซุ่นที่ฐานะไม่เทียมเท่าถูกตอกกลับจนสีหน้าปั้นยาก หลงชู่ที่เกือบตอบโต้นักปรุงยาเจิ้ง ยืนอึ้งไปครู่ กระทั่งซุนฟู่หรงโอบอุ้มแม่นางโจวขึ้นมาแล้ว ตัวมันจึงได้อุ้มแม่นางหวังขึ้นมา สองหนุ่มเดินตามหลังเกาหลินหยางไป เจิ้งไข่ซุ่นขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กลอกตาขวางขุ่น ก่อนหันมาตะคอกใส่ลูกศิษย์ข้างกาย

“ยืนอึ้งอยู่ทำไม รีบแจ้งข่าวแก่หัวหน้าถาง!”

 

เรือนนกยูง คือ บ้านพักของเกาหลินหยาง

อยู่ในอาณาเขตเมืองหลวง แต่ห่างจากวิหารโอสถไม่ถึงห้าลี้ ลักษณะคล้ายกระท่อมไผ่เขียวของเทพโอสถ ติดกับน้ำตก บรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี ที่นี่ไม่มีคนดูแล หลงชู่กับซุนฟู่หรงจึงถูกขอให้อยู่ช่วยเป็นลูกมือ… ที่ข้างเตียงฝั่งขวา อาจารย์เกาจับชีพจรและตรวจสภาพอาการของหวังหยีหมิ่น ก่อนลุกเดินมาบนเตียงฝั่งซ้าย กระทำเช่นเดียวกันกับโจวจิ่งอี้ สองหนุ่มยืนลุ้นอย่างเอาใจช่วย โดยเฉพาะหลงชู่ ค่อนข้างร้อนใจเพราะมีความผูกพันกับสองนางมากกว่า เกาหลินหยางสีหน้าไม่สู้ดีนัก ผละห่างออกมาแล้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงเครียดขรึม

“แม่นางหวังมีสภาพปอดอุดกั้น ส่วนแม่นางโจวอาการหนักกว่า ม้ามและตับเสียหาย!”

“พวกนางถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ!! ใครกันเหี้ยมโหดเช่นนี้” หลงชู่กำหมัดร้องอย่างคับแค้นใจแทน

“ต้องต้มยาสูตรใด อาจารย์เกาโปรดสั่ง ข้าจะรีบไปทำ” ซุนฟู่หรงควบคุมสติได้ดีกว่า

อาจารย์เกาส่ายหน้า “ช้าเกินไป! สภาพของพวกนางยามนี้ ต้องรักษา…ด้วยวิธีฝังเข็ม!”

“อย่างนั้นท่านรีบลงมือเถอะ” หลงชู่พูดโดยไม่ทันตระหนัก ซุนฟู่หรงหวนคิดขึ้นมาได้ในทันที

“ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มที่สุดในแดนกว่างหลง คือ ท่านเจ้าวิหาร แต่ว่าท่านไม่อยู่ที่นี่”

“หมายความว่า… อาจารย์เกา ท่านรอบรู้กว้างขวาง เป็นไปได้ที่ไม่สามารถฝังเข็ม?”

หลงชู่ตื่นตระหนกตกใจยิ่ง เกาหลินหยางถอนใจเบา “ฝังเข็มนั้นได้ แต่ว่า ข้ามิอาจแยกร่างไปรักษาทั้งสองในเวลาเดียวกัน พวกเจ้าล้วนต่างไม่เคยเรียนวิชาฝังเข็ม หมอในวิหารโอสถก็ไม่แน่ว่าจะยอมมา ที่ข้าเกรงคือ… หากพวกนางคนใดคนหนึ่งทนรอไม่ไหว…”

คุณชายซุนยืนอึ้ง คิดวิตกตาม แต่คุณชายหลงโพล่งทันทีอย่างไม่มีลังเล “ข้าฝังเข็มเอง!!” 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น