ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 26 : ความปั่นป่วนในเมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 360
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    4 ก.ย. 63

 

ณ หมู่บ้านหยง เมืองเยี่ยน

“ท่านป้า รักษาสุขภาพดีๆ ช่วงนี้อย่าเพิ่งตากลมอาบน้ำเย็น อย่าลืมทานยาให้ครบนะคะ”

เช้านี้ ไป่ชิงถิงรักษาคนไข้ เป็นปกติเหมือนทุกวัน บนลานดินที่หน้ากระท่อม มีชาวบ้านหยงที่เจ็บป่วยมาต่อแถวให้นางรักษาอยู่หกคน หลังจากหายตัวไปแล้วกลับมา เด็กสาวมีลักษณะท่าทางมั่นใจในการตรวจวินิจฉัยโรคมากขึ้น เพราะถูกกักตัวที่อารามอู่ถัง ได้ใช้เวลาว่างศึกษาตำรา และฝึกต้มยา จนแตกฉานขึ้นอีกระดับ บวกกับยาสมุนไพรชั้นดีที่หวังชีเอ่อมอบให้มา ไป่ชิงถิงเวลานี้ จึงปฏิบัติการรักษาได้อย่างคล่องแคล่ว มั่นใจ ไม่มีติดขัดงงงวยเหมือนแต่ก่อน ดั่งเป็นหมอมืออาชีพก็ไม่ปาน

“ขอบใจมากนะ อ่ะ นี่ค่ารักษาของเจ้า”

แม้เป็นเพียงเศษเงินไม่กี่อีแปะ ไป่ชิงถิงยิ้มภูมิใจ เพราะได้ช่วยเหลือผู้คน

“เชิญคนต่อไปเลยค่ะ”

ผู้ป่วยหนุ่มเพิ่งนั่งลง ประตูผุพังก็ถูกกระแทกออกจนเกือบหลุด ทุกสายตาหันมามอง รวมถึงไป่ชิงถิง…

เจ้าตำรา ติงเจ๋อผู่ เดินนำเจ้าหน้าที่ของทางการเข้ามา ทำท่าขึงขัง แววตาอำมหิต ชี้ไปที่เด็กสาว 

“ใต้เท้า นางนี่แหล่ะ จับตัวไปเลย!”

เด็กสาวตะลึงวูบ มิทันได้ขยับตัว ทหารสองนายก็มาขนาบซ้ายขวา หิ้วตัวนางออกจากโต๊ะมา

“ท…ทำอะไรน่ะ ปล่อยข้านะ ปล่อยสิ!” ไป่ชิงถิงดิ้นรนขัดขืน แต่แรงเด็กมิอาจสู้ผู้ใหญ่ไหว

“นี่ จะทำอะไรน่ะ”

“อย่าทำร้ายหมอของพวกเรานะ”

ชาวบ้านพยายามเข้ามาช่วย แต่ก็ถูกพวกทหารกันเอาไว้

“หมอเหรอ! เฮอะ เป็นแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หนังสือหนังหาก็ไม่ได้เรียน ริตั้งตัวเป็นหมอเถื่อน ใต้เท้า ท่านดู ยาที่นางใช้ล้วนแต่เป็นพืชผักสกปรก ขุดจากรากดินรากไม้ สกปรกเปรอะเปื้อน ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่านกระบวนการรับรอง ใต้เท้าจะปล่อยให้นังเด็กคนนี้ ทำอาชีพหลอกลวงประชาชน จ่ายยาไม่ได้คุณภาพกระนั้นรึ”

เพราะเจ็บแค้นที่ถูกหลงชู่กับหวังชีเอ่อเยาะเย้ยถากถาง ติงเจ๋อผู่จึงตั้งใจมาทำลายไป่ชิงถิงโดยเฉพาะ!

นายอำเภอฉง ได้รับสินบนจากเจ้าตำราติงมาแล้ว ย่อมแสดงสมบทบาท

“ไป่ชิงถิง เจ้าเด็กน้อยบังอาจ! กล้าตั้งโรงหมอ หลอกเงินค่ารักษา ไม่ลงโทษเป็นเยี่ยงอย่าง ผู้อื่นจะทำตาม ทหาร จับตัวไปอำเภอ”

“ช้าก่อน!”

เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู ทุกคนหันขวับมา

“พี่อี้คัง!” ไป่ชิงถิงร้องอย่างดีใจ มีความหวัง

“หลิวอี้คัง ชาวยุทธ์ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า” 

นายอำเภอฉงรีบข่ม หลิวอี้คังกอดกระบี่เดินเข้ามา พร้อมศิษย์ตามหลังอีกสี่คน ยิ้มอ่อนๆ

“ไป่ชิงถิงเป็นน้องสาวของศิษย์ข้า ข้าเห็นทีไม่ยุ่งจะไม่ได้ นายอำเภอฉงคงจะว่างจัด เจ้าตำราในเมือง โกงค่ารักษา ขึ้นค่าตำรา ไม่เห็นท่านจัดการ กลับมาจับหมอสมุนไพรแห่งหมู่บ้านหยง ที่ช่วยรักษาผู้คนจนหายป่วยแลกกับเศษเงินเท่าขี้ตา ท่านคงยังไม่ทราบซีนะว่า หลงชู่สอบเข้าวิหารโอสถ สร้างชื่อเสียงให้เมืองเยี่ยน ท่านเจ้าเมืองถึงกับลั่นวาจาในงานเลี้ยง อนุญาตให้น้องสาวของเขาเปิดโรงหมอ ถ้าท่านไม่เชื่อ ไปพบเจ้าเมืองกับข้าก็จะทราบความจริง"

นางอำเภอฉงชะงักงันไป อึกอักพูดไม่ออก คำพูดนี้ฟังแล้วไม่เกินจริง เจ้าเมืองเยี่ยนจัดงานเลี้ยงรับรองหลงชู่คนรู้กันทั้งเมือง หากเป็นความจริง ไป่ชิงถิงก็ไม่ใช่คนที่จะแตะต้องได้

“ใต้เท้า อย่าไปเชื่อมัน มันเป็นอาจารย์ของหลงชู่ ก็ต้องช่วยเหลือศิษย์” ติงเจ๋อผู่พูดยุแยง

“อย่างนั้น ท่านมาดูนี่…” เจ้าสำนักลมทะเลเดินนำมายังหีบสมุนไพรที่วางอยู่หน้ากระท่อม

“สมุนไพรชั้นสูงเหล่านี้ พวกท่านคงรู้จัก นักปรุงยาขั้นหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยน หยางตงจั๋ว เป็นคนประทานให้ไป่ชิงถิง หมอหญิงแห่งหมู่บ้านหยงมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ พี่ชายของนางก็สร้างความชอบแก่เมืองเยี่ยน นายอำเภอฉง เมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้แล้วท่านว่า… หม้อดินน้อยสมควรถูกจับหรือไม่ถูกจับดี"

นายอำเภอฉงกลืนน้ำลายลงคอ ท่าทีเปลี่ยนไปในบันดล น้อมตัวพินอบพิเทา

“แหะ แหะ… แหม ข้าน้อยหลงผิดไปชั่ววูบ คุณหนูไป่ทั้งเก่ง ทั้งคุณธรรมสูงส่ง ช่วยชีวิตคนเหมือนเป็นพระโพธิสัตว์ คนแบบนี้ควรยกย่องสรรเสริญ ประกาศเกียรติคุณให้เกริกไกร เอ่อ… งั้นข้าจะสั่งทำป้ายชื่อร้านให้กับนาง ถือว่าเป็นรางวัลส่งเสริมความดีของนาง ดีไหมท่าน”

“ก็แล้วแต่…”

แผนแก้แค้นล้มเหลว ติงเจ๋อผู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระทืบเท้าจากไป 

 

ภายหลังเหตุการณ์ร้ายผ่านพ้น ไป่ชิงถิงเชิญเจ้าสำนักลมทะเลมานั่งในกระท่อม

“เชิญรับประทานค่ะ” นำอาหารสองสามอย่าง กับ น้ำชามาเลี้ยง

“อื้อ เจ้าทำอาหารได้อร่อยจริงๆ หลงชู่เคยชมบ่อยๆ ข้ายังไม่เชื่อ”

หลิวอี้คังหยิบตะเกียบคีบผักเข้าปาก เอ่ยชมมา เด็กสาวยิ้มเขิน

“แค่อาหารพื้นๆ พี่อี้คังอย่ายอเลย ว่าแต่ ท่านมาหาข้าหรือคะ”

“อ๋อ ใช่แล้ว ข้าไปเที่ยวในเมือง บังเอิญนึกถึงเจ้า เลยซื้อตลับแป้งมาฝาก”

ไป่ชิงถิงรับตลับแป้งสีขาวนวลมา “โอ้โห ข้าไม่เคยมีตลับแป้งใช้มาก่อนเลย”

“จะได้ยังไงกัน เจ้ากำลังโตเป็นสาว แถมเป็นหมอด้วย ต้องแต่งหน้าแต่งตัว คนจะได้เข้าร้านเยอะๆ เอาอย่างนี้นะ ต่อไปถ้าข้าว่าง จะมาช่วยเป็นลูกมือเจ้าบ่อยๆ และจะสอนเจ้าฝึกยุทธ์ด้วยดีไหม" 

“ขอบคุณพี่อี้คัง พี่อี้คังดีต่อชิงถิง แต่ว่า ชิงถิงไม่อยากเรียนยุทธ์ ชิงถิงแค่อยากรักษาคนให้ได้มากๆ เก็บเงินเยอะๆ จะได้ไปหาพี่รองที่เมืองหยาง”

หลิวอี้คังขยี้หัวเด็กน้อยอย่างเอ็นดู “เด็กดี ข้าสัญญา ถ้าหนึ่งเดือนหลงชู่ยังไม่กลับ จะพาเจ้าไปเมืองหยาง”

“จริงนะคะ ขอบคุณพี่อี้คัง” เป็นวันที่ไป่ชิงถิงมีความสุขมากที่สุด หลังจากพี่ชายจากไป

 

คณะเดินทางสู่เมืองอี๋ เดินทางมาไกลสองชั่วยามแล้ว จึงได้แวะพักที่เพิงน้ำชาข้างทาง

ทั้งร้านมีห้าโต๊ะ สี่โต๊ะเล็กถูกยึดครองเต็ม ศิษย์วิหารโอสถสองโต๊ะ เจ้าตำราเมืองโส่วหนึ่งโต๊ะ เกาหลินหยาง หยางตงจั๋ว ชุยปิง ซุนฟู่หรง และหลงชู่ นั่งรวมกันอีกหนึ่งโต๊ะ บนโต๊ะมีน้ำชา หมั่นโถว และอาหารกินเล่นอีกสามอย่าง

“อีกห้าลี้จะถึงหน้าประตูเมืองอี๋แล้ว ขอทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อม แม้ภายในเมืองจะไม่มีคนติดเชื้อ แต่เราก็ต้องป้องกันไว้ก่อน" 

ชุยปิงเปรย เกาหลินหยางพยักหน้าแล้วเอ่ยต่อ

“น่าจะมีทหารมารับเราที่หน้าประตูเมือง แต่นี่ก็จะเย็นแล้ว เราคงยังไม่ได้ไปชิงซานจ้ายในวันนี้”

“แบบนี้น่าจะเหมาะแล้ว พวกเราเดินทางมากไกล สภาพร่างกายเหน็ดเหนื่อย ไม่พร้อมดูแลคนไข้ หากสุขภาพไม่แข็งแรงพอ อาจจะทำให้ติดเชื้อได้” หยางตงจั๋วกล่าวอย่างมีเหตุผล 

“ข้าขอตัวไปทำธุระหน่อย” หลงชู่บอกแล้วลุกเดินไป ไม่มีใครสนใจตัวมัน…

…หลงชู่เดินดุ่มๆ เข้าป่าข้างทางมา ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หญิงสาวชุดรัดกุมสีน้ำตาลนั่งแทะผลไม้ประทังหิว

“จะเข้าเมืองอยู่แล้ว ถ้าเจ้าไม่ยอมมารวมกลุ่ม คงได้ถูกทิ้งข้างนอก!”

ชายหนุ่มยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่ด้านหลังนาง เอ่ยลอยๆ 

หวังหยีหมิ่นผู้แอบสะกดรอยติดตามมา ไม่แสดงทีท่าตกใจที่ถูกพบเห็น ยังนั่งแทะสาลี่เฉย

“ตามใจเจ้า ข้าแค่แวะมาปลดทุกข์ ไม่รู้ไม่เห็นด้วยก็แล้วกัน”

หลงชู่พูดหน้าตาเฉย แล้วเดินกลับไปโดยไม่สนใจ 

…เมื่อคณะเตรียมตัวจะออกเดินทางกันแล้ว หวังหยีหมิ่นก็จูงม้าเดินออกมาจากป่าข้างทาง ลักษณะที่นางแต่งกายคล้ายบุรุษทำทุกคนอึ้ง แม่นางหวังพยายามวางหน้าเฉย ใจดีสู้เสือ หลงชู่บนหลังม้าแอบยิ้มขัน

“หยีหมิ่น นี่เจ้า!” หยางตงจั๋วทำท่าจะว่ากล่าว แต่ก็ได้แค่ถอนหายใจ

“เดินทางเถอะ” เกาหลินหยางเป็นผู้ใหญ่ เมื่อนางมาไกลถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องเลยตามเลย

หวังหยีหมิ่นจึงโดดขึ้นหลังม้า ควบตามหลังคณะไปอย่างร่าเริง…

 

หน้าประตูเมืองอี๋

จวนตะวันตกดินแล้ว เมื่อคณะเดินทางมาจนเกือบถึงหน้าประตูเมือง ทั้งขบวนต้องหยุดชะงักเพราะมีการจราจลเกิดขึ้น ทหารยืนเรียงหน้ากระดานกำลังใช้ทวนกั้นพวกชาวบ้านที่สะพายห่อผ้า ทำท่าเหมือนว่าจะหนีออกไป เสียงเกรียวกราวเอ็ดตะโร คุนเซียวยกมือขึ้นเป็นเชิงให้ทุกคนเตรียมตัว แต่ละคนจึงล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาคาดจมูกปกปิดไว้ครึ่งหน้า หวังหยีหมิ่นที่คลุมผ้าแพรสีขาวกระตุกม้าขึ้นหน้ามาขนาบคุนเซียว มองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น

“ข้าจะไปดูลาดเลา ให้ทุกคนนิ่งไว้”

คุนเซียวรับคำ คุณหนูหวังควบม้าไปข้างหน้าคนเดียว ซุนฟู่หรงกับหลงชู่สบตากัน…

“ประชาชนเมืองอี๋โปรดฟัง…!” เสียงดังกังวานของแม่นางหวัง สะกดให้ชาวบ้านเหล่านั้นชะงักการยื้อยุดกับทหาร

“ที่อยู่ต่อหน้าพวกท่าน คือ เกาหลินหยาง หมออันดับหนึ่งแห่งเมืองหยาง หยางตงจั๋ว นักปรุงยาแห่งเมืองเยี่ยน เรานำสมุนไพรวิเศษหายากของเมืองโส่วมาด้วย จุดมุ่งหมายของเรา คือ คิดค้นยารักษาโรคลมดำ ข้ารู้ว่าพวกท่านหวาดกลัวผู้ติดเชื้อในเมืองอี๋ แต่ขอให้พวกท่านมั่นใจ เมื่อคนเก่งมากมายมารวมกันอยู่ ณ ที่นี้ โรคระบาดจะต้องถูกกำจัด แดนกว่างหลงจะกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม ขอให้ทุกท่านกลับบ้านไปรอคอยด้วยความหวัง เปิดโอกาสให้พวกเราได้ทำงานด้วย”

คำพูดของหวังหยีหมิ่น สร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ชาวบ้านเมื่อรับรู้ว่า เกาหลินหยางแห่งเมืองหยางมาถึงต่างก็รู้สึกมีความหวัง ค่อยๆ ชักชวนกันกลับบ้าน เหตุการณ์ปั่นป่วนสงบลง ทหารสองฝั่งแหวกทางตรงกลางให้ขบวนผ่านไป…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น