ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 23 : เจ้าตำราเมืองโส่ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 385
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    1 ก.ย. 63

 

 

สองวันต่อมา ณ สำนักลมทะเล

ยามซวี (20.59 น.) เจ้าสำนักหลิวนั่งอ่านตำรายุทธ์อยู่บนบัลลังก์ภายในห้องโถงใหญ่ รัตติกาลฟ้ามืดไร้แสงจันทร์ ศิษย์ในสำนักล้วนพักผ่อนหมดแล้ว แว่วเสียงหมาเห่าหอนมาเป็นปกติ อากาศคืนนี้ค่อนข้างร้อนอบอ้าว

ฟิ้วววว! ฉึก!… เสียงคล้ายวัตถุของแข็งกระทบขอบหน้าต่าง หลิวอี้คังเงยหน้าจากตำรา ขมวดคิ้วฉงน ลุกเดินมา ก้าวผ่านธรณีประตูที่เปิดกว้าง เหลียวซ้ายแลขวาไม่พบเงาคนหรือที่มาของเสียง แต่บนขอบหน้าต่างปักมีดสั้นใบแหลมคมเล่มหนึ่ง ปลายด้ามมีกระดาษผูกด้ายแดงไว้ เจ้าสำนักแกะออกอ่าน ถึงกับอึ้งไปวูบ

 

“พี่ใหญ่ กำลังเปรี้ยวปากใช่ไหม ลาภปากมาหาแล้วววว”

หลิวอี้คังนั่งสงบอยู่บนบัลลังก์ ขณะศิษย์เอกเดินหิ้วสุราสองไหเข้ามา

“คืนนี้ มีกะใจมาดื่มสุรากับข้า หรือว่าจะอ้อนขออะไร”

ผู้เปรียบเสมือนอาจารย์ยังนั่งนิ่ง ปากไถ่ถาม แววตาเอ็นดู

“วิชายุทธ์ของท่านถูกข้าสูบมาจนหมดเกลี้ยง ยังร่ำเรียนสิ่งใดได้อีก”

ศิษย์ทะเล้นตอบหน้าตาเฉย กวาดข้าวของบนโต๊ะออก วางไหสุรา หงายจอกชา

หลิวอี้คังยิ้มหึๆ “อ้อ ศิษย์ที่ดี พรุ่งนี้จะไปเป็นหมอแล้ว ก็เลยมากราบเท้าขอตัดขาดสำนัก?”

หลงชู่นั่งลง เทสุราลงจอก “ไม่เนรคุณอย่างนั้นหรอก สอนวิชาวันเดียวเป็นอาจารย์ชั่วชีวิต ท่านเป็นคนสำคัญของข้า ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร หรือว่าอยู่กับใคร ใจของข้าคงนับถือท่านเป็นอันดับสองเสมอ”

“อันดับสอง?”

“หม้อดินน้อยคือคนสำคัญอันดับหนึ่ง… มาเถอะ คืนนี้ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน ร่ำสุราเคล้าแสงจันทร์ ไม่สิ คืนนี้ไม่มีพระจันทร์ ร่ำสุราเคล้าเสียงหอนละกัน ฮ่าฮ่าฮ่า" 

คืนนี้ หลงชู่คึกคักแจ่มใส ร่าเริงเป็นพิเศษ เพราะสามวันมานี้ ร่ำเรียนวิชาปรุงยาจากน้องสาว แถมมีสหายสนิทเคียงข้าง เรียนเล่นกินนอนอยู่ด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่เบิกบาน มีความสุข

เจ้าสำนักลุกจากเก้าอี้เดินมานั่งลงตรงข้าม

“ก่อนจะเมามาย ข้าต้องมอบหมายเจ้าก่อน”

“มีงานให้ข้าทำอีกแล้วเหรอ”

หลิวอี้คังนิ่งไปอึดใจ หลุบตาต่ำมองจอกสุรา

“หลงชู่ เมืองอี๋เชิญนักปรุงยาจากอีกสามเมืองไปพบกัน ระหว่างเกาหลินหยางเดินทาง จงลอบสังหารเขาซะ!”

หลงชู่ยกจอกชะงักค้าง กลอกตา ก่อนวางลง 

“ข้อแรก คนที่ไปอาจไม่ใช่เกาหลินหยาง ข้อสอง ทำไมต้องเร่งรัดเวลาด้วย”

“ทุกทีเวลารับงานมา เจ้าทำสำเร็จในสามวัน ครั้งนี้ ข้าเข้าใจว่า เพราะสอบเข้าวิหารโอสถมีความยุ่งยาก แต่ว่าตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์เขาแล้ว มีโอกาสลงมือทุกเวลา” หลิวอี้คังกล่าวเรียบๆ เนิบๆ จริงจังแต่ไม่ถึงกับกดดัน

“เพราะข้าเป็นคนของวิหารโอสถแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ"

“แค่พรางตัว คลุมหน้า ก็ไม่มีใครรู้จัก"

“ข้างกายข้ามีหวังชีเอ่อ หากข้าหายตัวไปจากวิหารโอสถตอนเกาหลินหยางตาย อาจถูกเพ่งเล็งสงสัย”

“สมควรแล้ว สมควรแล้ว ข้าก็ลืมไป นักฆ่ามือหนึ่งกำลังจะกลายเป็นหมอผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ ย่อมหักใจกระทำได้ลำบากยิ่ง!”

หลิวอี้คังยกมือคารวะ ประชดให้อย่างหมั่นไส้ เพราะเห็นศิษย์รักเถียงแย้งมากเรื่องอย่างไม่เคยเป็น

หลงชู่ระบายยิ้มขบขัน ยกจอกสุราชูขึ้น “มา พี่ใหญ่ ขอคารวะท่านหนึ่งจอก” 

 

จากหนึ่งจอกเป็นร้อยจอก ครึ่งชั่วยามผ่านไป สองศิษย์อาจารย์ซดสุราหมดสองไห พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ

“หลงชู่ ทำไมถึงอยากเป็นหมอ”

หลิวอี้คังยังครองสติได้ดี เมามายเพียงเล็กน้อย จิบสุราต่อได้เรื่อยๆ ถามมาอย่างชวนคุย

“ครายยยบอกกก ข้าม่ายยยยอยากกกเป็น”

ต่างกับหลงชู่ที่เมาปลิ้น ทรงตัวไม่อยู่ นั่งโอนไปเอนมาไม่มั่นคง แต่มือยังถือจอกเหล้าไม่วาง

“งั้นทำไมถึงรู้วิชาแพทย์”

“เอิ๊กกกก ครายยยครายยยก็รู้ ตำราแพทย์ขายกันเกลื่อนถนน พี่หญ่ายยยย ข้าไปแล้ว ฝากดูแลหม้อดินน้อยด้วย แวะเวียนไปดูนางบ่อยๆ นางม่ายยยมีครายยย" 

“ไม่ต้องห่วง น้องสาวเจ้าก็เหมือนน้องสาวข้า”

“พี่หญ่ายยยย ข้าาาจาาาเป็นหมอ…"

…เสียงขาดหายไป เด็กหนุ่มซบหน้าลงกับวงแขนที่พาดขอบโต๊ะ นิ่งสนิทไม่ไหวติง บ่งบอกว่าเข้าสู่ภาวะหลับไหลไปแล้ว

“ยินดีด้วย” หลิวอี้คังพึมพำแผ่วเบา ก่อนกระดกจอกสุดท้ายเข้าปาก 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ กระท่อมหลังน้อย หมู่บ้านหยง

“พี่รอง กำหนดวันที่ชัดเจนได้ไหม ข้าจะได้ออกมารอท่านที่หน้าบ้าน"

ไป่ชิงถิงพยายามกลั้นเสียงสะอื้นและน้ำตา ไม่ให้ไหลมารบกวนจิตใจพี่ชาย

“ข้าจะส่งเงินมาให้และหมั่นเขียนจดหมายมา ถ้าเหงาก็ไปเที่ยวในเมือง แต่อย่าขึ้นเขาเด็ดขาด ช่วงนี้ป่าท้ายหมู่บ้านมีเสืออาละวาด ถ้ามีอะไรไปหาอาจารย์ข้าที่สำนักลมทะเล”

หลงชู่จับบ่าน้องสาว แววตาอ่อนโยนคู่นั้นเหมือนซ่อนประกายแดงๆ 

“ข้าจำขึ้นใจแล้ว”

“หลงชู่…” เสียงร้องเรียกมา เขาหันไป รถม้าคันหนึ่งจอดอยู่นอกรั้วบ้าน หวังชีเอ่อโผล่หน้าจากม่านมาโบกมือ

“อ้อ พี่รอง ถ้าท่านเจอผู้อาวุโส ฝากจดหมายของข้าให้ท่านด้วย และถุงหอมอบสมุนไพรใบนี้ ไว้ให้พี่ดูต่างหน้า แก้วิงเวียนก็ได้ แต่ถ้าเลยหนึ่งเดือนแล้ว กลิ่นมันก็จะระเหยหมดไป"

หลงชู่รับจดหมายมาสอดในอกเสื้อ ที่ทำให้สะอึก ตื้อตันในอก คือ ถุงหอมสีแดงลายผ้าปักรูปหม้อดินเผาที่เด็กสาวทำให้กับตน เห็นได้ชัดว่าตั้งใจทำอย่างดี แม้นรอยด้ายไม่เป็นระเบียบบ้างเพราะความไม่ชำนาญและเร่งรีบ

ดึงตัวน้องสาวมากอดไว้ ไม่กล้าเอ่ยวาจา เพราะกลัวหลุดเสียงสั่นเครือ…

พี่ชายหันหลังกลับ ลำตัวสะพายย่าม กลางหลังพาดกระบี่ ก้าวฉับๆ จากไปอย่างใจแข็ง…

“พี่รอง ข้าจะรอท่านกลับมาสอนข้า”

เสียงตะโกนไล่หลังมา หลงชู่ไม่หยุดเดิน ตรงไปขึ้นรถม้า สารถีคือพ่อบ้านตระกูลหวัง หลงชู่มุดเข้าไปอยู่หลังม่าน พ่อบ้านลงแส้ ม้าขยับเดินลากรถจากไปช้าๆ

ไป่ชิงถิงยกมือปาดหยดน้ำที่ไหลมาด้วยความปลาบปลื้มตื้นตัน ยิ้มทั้งน้ำตา 

“พี่รอง ท่านต้องเป็นหมอที่ดีแน่”

 

รถม้าเคลื่อนผ่านป่ารกข้างทางไปอย่างไม่เร่งรีบ

หลงชู่นั่งชิดฝั่งซ้าย เลิกม่านหน้าต่างมองน้องสาวที่ยืนอยู่ห่างไกล โบกมืออำลา

“ทำไมไม่พาชิงถิงไปอยู่เมืองหยางด้วยกันล่ะ”

คุณชายหวังนั่งอยู่ฝั่งขวา เข้าใจความรู้สึก

“น้องสาวข้าเป็นคนแกร่ง นางไม่ยอมจากบ้านที่นางรักไป”

หลงชู่ทำใจได้แล้ว แต่ยังถอนสายตาไม่ได้ หวังชีเอ่อถอนหายใจ

“น่าเสียดาย หากชิงถิงเป็นลูกคนมีฐานะ ด้วยความสามารถอย่างนาง ต้องได้รับเชิญให้ศึกษาในวิหารโอสถ”

คุณหนูหวังนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองหนุ่ม หลับตาเหมือนเข้าสมาธิ เผยอปากเอ่ยว่า 

“ใช่ว่าคุณหนูทุกคนที่สนใจแพทย์จะถูกเชิญให้ศึกษาวิหารโอสถ ข้า…คนเดียว"

น้องชายอ้าปากค้าง กระพริบตาปริบๆ หลงชู่ละสายตามามองนางแวบหนึ่ง

“วิหารโอสถช่างตาถั่วจริงๆ!” พึมพำก่อนขยับหันข้าง เลิกม่านหน้าต่างอีกด้าน ในความคิดของหลงชู่ มองทิวทัศน์ข้างทางยังรื่นรมย์กว่าสาวงามเป็นไหนๆ!!

 

เดินทางมาหนึ่งชั่วยาม ทั้งหมดแวะพักข้างทาง พ่อบ้านจูงม้าไปกินหญ้า

“ท่านพี่ ดื่มน้ำก่อน”

หวังชีเอ่อขึ้นมาจากลำธาร มอบถุงน้ำให้พี่สาวที่นั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ นางดึมไปอึกใหญ่ 

“หลงชู่นี่เก่งจริงๆ เลย เมื่อกี้มีงูจะฉกข้า เขาตาไวชักกระบี่ทีเดียวชะตาขาด เฉี่ยวหัวข้าไปนิดเดียว”

หวังหยีหมิ่นหรี่ตามองสหายร่วมทางที่ก้มๆเงยๆ อยู่ริมลำธาร

“ชีเอ่อ เจ้าไม่ควรสนิทสนมกับเขามากไป”

“ข้ารู้ ท่านพี่ไม่ชอบเขา เพราะเขาเป็นคนโผงผาง ไม่เอาใจ”

“เขาเป็นนักฆ่า ที่เข้าวิหารโอสถอาจจะมีเบื้องหลัง พี่ไม่อยากให้เจ้าเดือดร้อน”

ฉึก!… หวังชีเอ่อไม่ทันถาม กระบี่ยาวพุ่งมาปักพื้น เฉียดปลายขาไปนิดเดียว ถึงกับสะดุ้งตกใจ

“เฮ้ อะไรเนี่ย!”

หลงชู่ยืนเท้าสะเอว ส่งยิ้มมา “มาเล่นแก้เบื่อกัน"

…คุณหนูหวังมองสองหนุ่มเล่นฟาดฟันกระบี่อยู่ริมลำธาร ไม่ได้ปริปากห้าม กลับนั่งเท้าคางมอง น้องชายนางไม่เป็นวรยุทธ์ ปกติ เสพสุขสบายในคฤหาสน์ บิดาเข้มงวดกวดขันมาก พอมาพบหลงชู่ ตัวตนเหมือนถูกปลดปล่อย นางเพิ่งเห็นน้องชายมีความสุขเช่นนี้เป็นครั้งแรก ก็ไม่รู้ว่าการได้รู้จักกับหลงชู่จะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่!?

 

เดินทางต่อมาอีกหนึ่งชั่วยาม ถึงบริเวณทุ่งหญ้ากว้าง

ทุ่งฉางหลินเป็นเส้นทางสายหลักของห้าเมืองใหญ่แดนกว่างหลง ไม่ว่าจะมุ่งตรงไปยังเมืองใด ทุกคนจะต้องมาเริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน ยามบ่ายกว่าๆ แดดเริ่มเบาบาง รถม้าเลี้ยวผ่านเชิงเขามา พบเบื้องหน้ามีการต่อสู้กลุ่มใหญ่

ขบวนเกวียนม้าบรรทุกสินค้าจอดอยู่ ธงที่ปักอักษร “โส่ว” ตกอยู่บนพื้น ถูกฝ่าเท้าเหยียบย่ำไม่ใยดี กลุ่มคนแต่งกายคล้ายโจรป่าห้าสิบกว่าคน ถือดาบถือขวานฟาดฟันกับพวกทหารคุ้มกัน มีนอนจมกองเลือดแล้วเป็นสิบ ยังมีกลุ่มชายแต่งกายคล้ายบัณฑิตอีกห้าหกนายยืนเกาะกลุ่มกันด้วยท่าทางหวาดกลัว แต่บุรุษผู้หนึ่งวัยเพียงยี่สิบหก หน้าตาเกลี้ยงเกลา มีท่วงท่าสง่า ยืนอยู่หน้าสุด กางแขนป้องกันพวกพ้องไว้ มองดูสถานการณ์อย่างใจเย็น

“แย่แล้ว! พ…พวกโจรป่า”

หลงชู่นั่งสัปหงกอยู่ข้างสารถี ได้ยินเสียงพ่อบ้านจึงตื่น

หวังหยีหมิ่นเลิกม่านขึ้น เพ่งมอง ก่อนอุทานตกใจ

“นั่นเจ้าตำราเมืองโส่ว มีพี่ชุยปิงอยู่ด้วย”

ทำท่าจะขยับลงจากรถ หลงชู่เอื้อมมือกดไหล่นาง

“อยู่คุ้มกันพวกเขา ข้าคนเดียวเหลือเฟือ"

ชุยปิง เจ้าตำราขั้นหนึ่งแห่งเมืองโส่ว ตะลึงมองลำแสงกระบี่ที่สาด เฟี้ยวเฟี้ยว… อย่างเกรี้ยวกราด ทุกทิศทางที่บุรุษวัยเยาว์ผู้นั้นผ่านไป พวกโจรป่าแตกกระเจิง มีแต่เสียงกรีดร้อง เจ้าตำราชุยอ้าปากจะทัดทานว่าอย่าเข่นฆ่าหมด พวกโจรป่าเหล่านั้นก็พากันทิ้งหีบของ วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต หลงชู่ไม่ไล่ตาม เดินกลับมา พร้อมกับสองพี่น้องตระกูลหวังวิ่งมาถึง 

“พี่ชุยปิง ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”

ชุยปิงหายจากตกใจ รีบยกมือคำนับ “คุณหนูหวัง คุณชายหวัง โชคดีที่เจอพวกท่าน"

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย” หวังชีเอ่อกวาดมองทั่วบริเวณ เต็มไปด้วยคราบโลหิต

ชุยปิงไม่ตอบ กลับหันมาบอกสหายร่วมเมืองด้านหลัง “ทุกท่านแยกย้ายกันดูคนเจ็บก่อน”

 

ภายหลังขุดหลุมฝังศพผู้ที่ตายแล้ว ชุยปิงสั่งเคลื่อนขบวนห่างออกมาเล็กน้อย 

ชุยปิง หวังหยีหมิ่น หวังชีเอ่อ และหลงชู่ นั่งล้อมวงสนทนาบนขอนไม้ริมลำธาร ส่วนเจ้าตำราเมืองโส่วอีกห้าคนตรวจสอบหีบสัมภาระอยู่ที่ขบวนเกวียน เจ้าตำราชุยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนกล่าวสรุปว่า

“…โจรป่าพวกนั้น มิใช่โจรตามพื้นเพ แต่เป็นอดีตชาวบ้านที่ได้รับความลำบากจากภัยโรคระบาด ส่วนหนึ่งคือพวกที่หลบหนีออกจากเมืองเหอทันก่อนที่จะมีการสร้างเขตกักกัน รวมถึงพวกที่ตกงาน ไร้บ้าน ยากจน จากเมืองต่างๆ เจ็ดเดือนแล้วที่ชาวบ้านทั้งสี่เมืองไม่ไปมาหาสู่ ไม่ติดต่อค้าขายกัน พวกที่ทำอาชีพพึ่งพาคนต่างเมืองจึงได้รับผลกระทบ ยิ่งเมืองไหนไม่มีการบริหารจัดการดูแลปากท้องประชาชนให้ดี พวกเขาก็จะกลายมาเป็นมิจฉาชีพ หรือโจรป่าดักปล้นตามหุบเขา”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้” แม่นางหวังพึมพำแล้วเงียบไป คล้ายสลดกับความจริงที่พบเจอ 

“พวกเขาอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ เห็นขบวนของเราผ่านมาคงนึกว่ามีของล้ำค่าหรืออาหาร แต่ที่พวกเรานำมาล้วนเป็นยาสมุนไพรหายากของเมืองโส่ว ข้าพูดแล้วแต่พวกเขาไม่ฟัง แต่ละคนหิวโหย บ้าคลั่ง เพราะพวกมากจึงสังหารทหารเมืองเราได้มากมาย หากพวกท่านไม่มาช่วย สมุนไพรคงได้รับความเสียหาย และพวกเราเหล่าเจ้าตำราเมืองก็คงไม่รอด”

“น่ากลัวจริงๆ…” คุณชายหวังขนลุกเกรียว “…ขนาดว่าคุมอยู่ ผู้คนยังเดือดร้อนถึงเพียงนี้ หากโรคลมดำกระจายไปทั้งสี่เมือง กว่างหลงคงไม่ต่างกับแดนนรก!”

“พี่ชุยปิง ตอนนี้ขบวนท่านไม่มีทหารอารักขา หากพบโจรป่าอีกจะอันตราย อย่างไรไปเมืองหยางกับเราก่อน ค่อยออกเดินทางพร้อมกัน ท่านเห็นว่าอย่างไร" 

หวังหยีหมิ่นเสนอความเห็น ชุยปิงมองหน้านาง หวังชีเอ่อ และหลงชู่ ก่อนจะพยักหน้า “อย่างนั้นก็ได้”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น