ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 22 : คู่หูตัวแสบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 431
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    30 ส.ค. 63

 

ณ จวนเจ้าเมืองเยี่ยน

“รู้ข่าวเมืองอี๋แล้วใช่ไหม”

ภายในห้องทำงาน เจ้าเมือง หวังชงเหมิน นั่งอยู่หลังโต๊ะ เอ่ยถามนักปรุงยาขั้นหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยน ภายในนั้นไร้บุคคลอื่น หวังหยีหมิ่นเดินอ่านตำราแพทย์ผ่านหน้าห้อง ได้ยินเสียงคนสนทนาเล็ดลอดออกนอกประตู จึงหยุดชะงักฟังอย่างสนใจ

“ชนกลุ่มน้อยหลบหนีจากค่ายทองดำ จนแพร่เชื้อให้ชาวเมืองอี๋ ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเหตุบังเอิญ”

หยางตงจั๋วยืนลูบเครา พูดอย่างใช้ความคิด

“ข่าวหลุดออกมาว่า จากติดเชื้อแค่สาม ตอนนี้ กลายเป็นสิบคนแล้ว แม้จะถูกกักอยู่ชิงซานจ้าย(ค่ายเขาเขียว) แต่โรคนี้น่ากลัวมาก ติดกันง่ายและตายเร็ว มีข่าวลือว่า เชื้อพัฒนาไปอีกขั้นจนยากจะรับมือไหว”

เสียงของบิดามีความวิตก คุณหนูหวังเห็นเป็นการเสียมารยาท ทำท่าจะเดินจากไป แต่ประโยคต่อมาทำให้ชะงักอีก

“หากเป็นโจวผิง คงรีบขับไล่ออกนอกเมืองไปแล้ว คนที่ออกความคิดให้กักบริเวณคงเป็นโจวหย่วน”

น้ำเสียงของท่านลุงหยางคล้ายมีเลศนัย ครานี้ หวังหยีหมิ่นขยับเข้ามาใกล้ประตูมากกว่าเดิม เงี่ยหูฟัง

“ท่านพูดถูกเลย” หวังชงเหมินกล่าว หยิบเทียบแดงบนโต๊ะส่งให้ หยางตงจั๋วรับไปอ่าน เป็นเทียบเชิญจากเมืองอี๋

“เฮอะ โจวหย่วนคิดจะเลียนแบบหนานฉือในอดีต กักกันยับยั้งโรคระบาด ประเมินตัวเองสูงจริงๆ!”

หยางตงจั๋วอ่านเนื้อความแล้วแค่นเสียง ยิ้มหยัน หวังหยีหมิ่นที่เบื้องนอกรู้สึกประหลาดใจ ครุ่นคิดขึ้น 

เหตุใดท่านลุงหยางต้องเยาะหยัน ดูถูก? ท่านลุงโจวแห่งเมืองอี๋ก็นับว่าเป็นผู้เก่งวิชาแพทย์คนหนึ่ง

“ไม่เพียงเท่านั้น ยังดึงนักปรุงยาอีกสามเมืองไปร่วมปรึกษาหารือเพื่อคิดค้นยารักษา เขาเอาอะไรมามั่นใจว่า จะสามารถผลิตยาได้ ทั้งที่แม้แต่เทพโอสถยังพ่ายแพ้ต่อมัน แบบนี้เรียกว่าหาภัยใส่ตัวชัดๆ”

หวังชงเหมินก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกับหยางตงจั๋ว คือ ไม่ศรัทธาในตัวของนักปรุงยาเมืองอี๋

“ตั้งแต่เกิดโรคระบาด ก็มีเพียงวิหารโอสถ กับ หอหมื่นทิพย์ ของโจวหย่วน ที่คิดค้นศึกษาวิธีปรุงยาปราบโรคลมดำขึ้น แต่ก็ยังไม่พบกับความสำเร็จ โจวหย่วนกล้าออกหน้าเช่นนี้ แปลว่ามีความมั่นใจ คนอื่นอาจไม่ไป แต่เกาหลินหยางต้องไปแน่”

หยางตงจั๋วพูดอย่างเชื่อมั่น สีหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

“หากเมืองเยี่ยนไม่ส่งคนไปเลย ก็จะดูน่าเกลียด” หวังชงเหมินเปรย

“แน่นอน ถึงเสี่ยงแต่ข้าขอไปดูให้เห็นกับตา ว่าโจวหย่วนมีทีเด็ดอะไร”

หยางตงจั๋วพูดอย่างรู้ใจ เจ้าเมืองเยี่ยนพยักหน้าพอใจในคำตอบนั้น ก่อนเอ่ยกำชับเสียงหนักแน่นว่า

“เกาหลินหยางหรือใครไปเมืองอี๋ข้าไม่ว่า แต่ว่า บุตรชายบุตรสาวของข้า…ต้องอยู่เมืองหยางเท่านั้น!”

หยางตงจั๋วยิ้มพลางประสานมือน้อมรับ “ความห่วงใยของท่านเจ้าเมืองข้าทราบดี วางใจได้”

หวังหยีหมิ่นรับฟังจนจบ อึ้งไปวูบที่มีชื่อของตนเองกับน้องชายอยู่ในบทสนทนาด้วย ก่อนจะขยับ เดินจากไปเงียบๆ 

 

ณ หมู่บ้านหยง เมืองเยี่ยน

“ท่านน้า นั่งก่อนนะคะ ท่านเป็นอะไรมา"

หน้ากระท่อมหลังน้อยท้ายหมู่บ้าน มีผู้คนเข้าออกอย่างคึกคัก ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ ต่างก็เป็นผู้เจ็บป่วยที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหยง ที่ไม่ออกไปหาเจ้าตำรารักษา เพราะล้วนแต่ยากจน เงินไม่พอจ่าย ไป่ชิงถิงรักษาชาวบ้านคิดเพียงเศษเงิน บ้างก็ไม่คิดเลย เพราะพืชสมุนไพรที่นางมี บางชนิดเก็บตามป่าเขา บางชนิดนำเมล็ดมาปลูกเอง ลงทุนลงแรงก็เพียงหยาดเหงื่อแรงกาย แต่ได้ความสุขทางใจ เพราะผู้ป่วยเหล่านั้นดื่มยาต้มของนางแล้วหายจากโรค

ก่อนจะพบผู้อาวุโสผู้มาพร้อมตำราแพทย์สูงส่ง ไป่ชิงถิงสู้เก็บเงินซื้อหนังสือแพทย์ที่วางขายอยู่ในท้องตลาด เพื่ออยากสั่งสมวิชาความรู้ ปรากฎว่า รักษาผิดๆถูกๆ จนสูญเสียกำลังใจไปมาก เฝ้าโทษว่าตนเองอ่อนประสบการณ์ พอได้เจอกับอาวุโสและได้อ่านตำราไร้ชื่อ จึงพบว่า ที่แท้แล้ว หนังสือแพทย์ที่วางขายอยู่ดาษดื่นนั้นมิได้เขียนมาอย่างถูกต้อง บ้างเขียนผิด บ้างเขียนตกหล่น บ้างเขียนสลับ แสดงถึงเจ้าตำราพวกนั้นสนใจแต่ผลิตผลงานเพื่อเงินทอง มิได้มีความรู้มากพอ ก่อเกิดเป็นงานหยาบๆ ชุ่ยๆ พอไป่ชิงถิงได้ศึกษาตำราแพทย์ของจริง เหมือนเปิดหูตาสว่าง เปิดโลกทัศน์กว้าง หกเดือนหลังจากนั้นมา นางมิเคยวินิจฉัยโรคหรือปรุงยาผิดพลาด ยกเว้นจับชีพจรที่นางไม่ถนัด 

“พี่รอง นี่เป็นยาบำรุงร่างกาย จำได้รึเปล่าคะ"

พอสอบถามอาการคนไข้จนรู้โรค ก็ยกถาดยาสมุนไพรมาให้พี่ชาย ที่ยืนอยู่หน้าเตาไฟกับหม้อดินเผา

“ฮื่อ จำได้ ยาบำรุงร่างกาย ต้องใช้ไฟอ่อนเคี่ยวเป็นเวลานานเพื่อให้สารออกฤทธิ์ในตัวยาออกมาจนหมด หลังราไฟแล้วต้มยาต่อไป 2เค่อ(30นาที) ในการต้มน้ำแรก และต้มยาต่อไปอีก 2 เค่อ ในการต้มน้ำที่สอง เมื่อครบแล้วปิดไฟยกหม้อลงจากเตา รินน้ำกรองเศษกากยาแล้วพักไว้”

พี่ชาย (ผู้มาเป็นผู้ช่วย ทำหน้าที่ปรุงยา) พยักหน้าแล้วตอบฉาดฉาน ไม่ผิดสักคำเดียว

“เยี่ยมมาก” น้องสาวยิ้มแย้มชมเชย ก่อนกลับออกไป หลงชู่เริ่มกระบวนการปรุงยา… 

“เฮ้ ข้ามาแล้ว…” เสียงร้องทักทายดังผ่านรั้วบ้าน สองพี่น้องเงยหน้ามอง

“ชีเอ่อ เจ้ามาได้ไงกัน แล้วนี่…ขนอะไรมามากมาย” 

หลงชู่รีบออกมาต้อนรับ หวังชีเอ่อนั่งหน้ารถม้าข้างคนขับ กระโดดลงมา ด้านหลังเขามีเกวียนบรรทุกลังไม้อีกสามคัน ทยอยผ่านเข้ารั้วบ้านที่เปิดกว้าง 

“อะไรกัน เห็นข้าเป็นเพื่อน แต่ไม่เชิญเพื่อนเข้าบ้านเหรอ ข้าอุตส่าห์ถามทางคนต้องนาน ในที่สุดก็หาบ้านพวกเจ้าเจอ”

คุณชายหวังตบแขนหลงชู่ กล่าวสัพยอก ไป่ชิงถิงผละจากคนไข้วิ่งมาหา

“หม้อดินน้อย นี่สหายสนิทของข้า หวังชีเอ่อ… นี่ ชิงถิง น้องสาวข้า” พี่ชายโอบไหล่น้องสาวแนะนำมา

“พี่รองเล่าเรื่องท่านให้ฟังบ่อยๆ ท่านหน้าตาอย่างนี้เอง” เด็กสาวยิ้มตาหยี 

“คือ หน้าตาหล่อเหลาเหมือนที่เจ้าวาดภาพไว้ใช่ม๊าา” คนทะเล้นชี้หน้าตัวเอง

หลงชู่หันหน้าไป ทำเสียงคลื่นไส้ ไป่ชิงถิงหัวร่อคิก รู้สึกถูกชะตา เอียงคอบอก “ก็…น่ารักดีนะ”

“ไปดูคนไข้ของเจ้าเถอะ” ไล่น้องสาวไปแล้ว คนขับเกวียนเข้ามาถามอย่างนอบน้อม

“นายน้อย จะให้พวกข้าวางไว้ตรงไหนขอรับ”

“ตรงไหนว่างก็วางไปสิ นี่ หลงชู่ เจ้ามาดู"

คุณชายหวังจูงมือเพื่อนเดินมาที่หีบบนเกวียนหลังหนึ่ง ปลดเชือดที่มัดหีบออก แล้วเปิดฝา…

ที่อยู่ในหีบแรก คือ ยาสมุนไพรประเภทหิน แร่ กระดูก ฟัน เล็ก กระดอง เขาจากสัตว์ และพวกเปลือกหอยต่างๆ หลงชู่หยิบขึ้นมาชมอย่างตื่นตะลึง

“นี่ อะไรกันเนี่ย”

“ยังมีอีกนะ” สหายหวังยิ้มภูมิใจ พามาที่หีบใบที่สอง หลงชู่ตกใจกว่าเดิม… ภายในบรรจุด้วยสมุนไพรหายากและมีราคาสูงมากมาย อาทิเช่น เหรินเซิน ซีหยางเซิน หลิงหยางเจี่ยว เส้อเซียง ลู่หรง

“พี่รอง… พี่รองมาดูเร็วเข้า!”

หลงชู่เดินมาหาน้องสาวที่กำลังหยิบของจากหีบใบที่สามขึ้นมาด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก

“นี่ตังฉั่งแห่เช่า โสม แล้วก็เขากวางอ่อน… สมุนไพรพวกนี้น่ะมีแต่ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ พวกนักปรุงยาขั้นสูงเขาใช้กัน ข้าไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้สัมผัส”

“เจ้าตาถึงมาก และต่อจากนี้ไปนะ เจ้าไม่แค่ได้สัมผัส ยังจะได้ใช้ปรุงยารักษาคนไข้อีกด้วย”

หวังชีเอ่อกล่าวยิ้มแย้ม ไป่ชิงถิงเบิกตาโต ใจเต้นแรง

“จริงๆ เหรอคะ”

“ชีเอ่อ…” หลงชู่หันมาทางสหาย พูดโดยไม่ลังเล “…ของหายาก ราคาสูงเช่นนี้ พวกเรารับไม่ได้ ข้ารู้ว่าครอบครัวเจ้ามั่งคั่ง สรรหาสมุนไพรได้มากมาย แต่เราสองพี่น้องไม่มีผลงานอะไร ไม่มีสิทธิ์รับของล้ำค่าพวกนี้”

หม้อดินน้อยได้ยินพี่ชายกล่าวดังนั้น รีบวางกล่องโสมในมือใส่หีบไว้ตามเดิม หวังชีเอ่อหัวร่อ กล่าวร่าเริง

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ขอเงินท่านพ่อไปกว้านซื้อมา สมุนไพรพวกนี้มาจากคฤหาสน์ของท่านลุงหยาง วันนั้น เจ้ากับพี่ข้าแข่งกันรักษาคน ถึงเจ้าแพ้แต่ท่านลุงหยางคงมองเห็นบางอย่าง… จึงได้มอบของเหล่านี้ให้ข้า ฝากให้ข้านำมาให้เจ้า รู้ไหม ข้าอิจฉาเจ้ามากนะ ขนาดพี่สาวข้ายังไม่เคยได้รับของมากมายเช่นนี้ และท่านลุงหยางก็ไม่เคยมอบให้กับใคร หลงชู่ ข้าว่านะ ท่านลุงหยางถูกชะตาเจ้า อาจจะอยากรับเจ้าเป็นศิษย์ เสียดายรู้จักกันช้าเกินไป เจ้าดันเป็นคนของวิหารโอสถแล้ว”

หวังชีเอ่อถอนใจเหมือนเสียดาย ก่อนหันไปทางบ่าวรับใช้ในจวนที่ยืนรออยู่

“นี่ รีบมาขนเข้าไปสิ ชิงถิง เจ้าเลือกเองเลยนะ อยากให้เขาไว้ตรงไหนก็สั่งเลย"

เด็กสาวเม้มปาก เหล่มองพี่ชาย เห็นยืนหน้ามึนเหมือนคิดอะไรอยู่ ไม่ได้เอ่ยปากห้าม จึงตอบรับเสียงใส “ขอบคุณค่ะ คุณชายหวังรูปหล่อใจดีที่สุด” ก่อนวิ่งตามพวกคนใช้ที่พากันแบกหีบไปหน้ากระท่อม คุณชายหวังยิ้มหน้าระรื่น ถูกอกถูกใจในคำชม

“นี่ ท่าทางบ้านเจ้าน่าสนุกดีนะ มีอะไรให้ข้าช่วยบ้าง” หันมองไปรอบๆ

หลงชู่ได้สติกลับคืน เห็นคนขนหีบเข้าไปหมดแล้วก็เลยตามเลย ยกมือกอดอก

“งานก็พอมี แต่ว่าคุณชายอยู่ดีกินดีอย่างเจ้า จะทนตากไฟหน้าดำได้รึเปล่าน่ะซี"

“ไม่มีปัญหา” สหายคนรวยยืดอกตอบ

“งั้นก็ตามมา” หลงชู่ลอบยิ้มขำ ก่อนเดินนำเข้าไปในห้องครัว

 

ภายหลังหมกตัวในห้องครัว ปรุงยาสมุนไพรจนมอมแมม สองสหายรักก็มาเดินเที่ยวผ่อนคลายในตลาด

“ไปเลย ออกไปจากบ้านข้า ต่อไปนี้ ไม่ต้องมาอีกนะ”

เสียงเอะอะโวยวายจากหน้าบ้านหลังหนึ่ง สองหนุ่มที่กำลังเดินคุยเล่น ชะงักเท้า หันมอง เห็นติงเจ๋อผู่ผลักหญิงนางหนึ่งเกือบตกบันได

“ไม่มาแล้ว หมอกระจอกอย่างเจ้า ใครจะกล้ารักษา ข้าไปให้เด็กผู้หญิงที่หมู่บ้านหยงรักษายังดีซะกว่า”

หญิงกลางคนเกรี้ยวกราด ท่าทางไม่พอใจ หวังชีเอ่อกับหลงชู่สบตากันแล้วหัวร่อขบขัน

“หนอย! ตาต่ำแล้วยังจะปากดีอีก” ติงเจ๋อผู่โกรธจนหนวดกระดิก ชี้หน้าว่า 

“นางพูดถูกแล้ว เป็นเจ้าตำราประสาอะไร สอบวิหารโอสถก็ไม่ผ่าน เลื่อนขั้นก็ไม่ได้ รักษาก็ไม่หาย ดีแต่หลอกขายยา ขายตำราไปวันๆ ไปเขียนหนังสือดีกว่ามั้ง อย่ามาเป็นหมอเลย” 

หนึ่งในชาวบ้านที่มุงดูตะโกนขึ้น เรียกเสียงปรบมือเห็นด้วย ชาวบ้านหลายคนในเมืองเคยถูกเขาขูดรีดค่ารักษาแพงๆ แต่โรคก็ไม่หาย ติงเจ๋อผู่เป็นเจ้าตำราชื่อดังแห่งเมืองเยี่ยน แต่ความสามารถต้อยต่ำเป็นที่ประจักษ์

“พวกเจ้า! ใครเจ็บป่วยอย่ามาให้ข้ารักษานะ ไสหัวไปให้หมด”

ชาวบ้านสลายตัวไป ศิษย์เอกสำนักลมทะเลถอนใจดัง กอดอก หันมาบอกเพื่อน 

“ชีเอ่อ เจ้าดูไว้นะ โตขึ้นอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะอับอายขายหน้าเมืองอื่นเขา”

“หลงชู่ เจ้าก็พูดเกินไป ข้าจะเทียบกับเจ้าตำราติงได้ยังไง ข้าสอบเข้าวิหารโอสถได้ แถมทำได้แต่ข้อสอบ เขียนหนังสือแพทย์ไม่เป็น ขายยาไม่เป็น ยังไงเราก็คนละชั้นกันนะ” หวังชีเอ่อช่วยเหยียบย่ำ

“ก่อนไปสอบมีคนบอกข้าว่า หมอจากวิหารโอสถไม่คบค้ากับหมอชั้นต่ำด้วยล่ะ"

“เฉียดใกล้ไปเดี๋ยวจะเสื่อมเสียเกียรติของวิหารโอสถ งั้นกลับทางเดิมดีกว่าเนอะ"

“ฮ่าฮ่าฮ่า…” สองหนุ่มสอดรับเป็นปี่เป็นขลุ่ย ก่อนหันหลังเดินกลับ หัวร่อครื้นเครงเป็นที่สนุกสนาน

เด็กหนุ่มสองคนที่เคยถูกตัวมันหัวร่อเยาะถากถาง มาบัดนี้ เอาคืนอย่างเจ็บแสบ ติงเจ๋อผู่ได้แต่ยืนกำหมัดขุ่นแค้น มองตามไปด้วยสายตาอาฆาต

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น