ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 11 : แผนของถางโป๋หมิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    3 ส.ค. 63

 

ถ้ำลับ หลังอารามอู่ถัง

“แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก…”

เสียงไอแหบๆ ดังสะท้อนอยู่ภายในถ้ำ เมื่อสาวน้อยนักปรุงยายกถ้วยชามเข้ามา นั่งลงบนพื้นหินเรียบ เบื้องหน้าของผู้เฒ่าเคราขาว อาภรณ์สีเทาอมม่วง สภาพร่างกายโรยรา ที่นั่งขัดสมาธิอยู่

“อาวุโส ยามู่เซียงมาแล้ว ท่านบอกว่าสมุนไพรนี้บำรุงหัวใจวิเศษนัก โชคดีที่ป่าแถวนี้มีต้นมู่เซียงอยู่ด้วย อ้อ ข้าต้มสมุนไพรซาเหรินเผื่อไว้ด้วย เพราะช่วงนี้ท่านไอบ่อยไปแล้ว แต่ก่อนอาศัยอยู่ในถ้ำ ยามนี้ก็อยู่ในถ้ำอีก ปอดได้รับความชื้นนานๆ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ มาค่ะ ดื่มอุ่นๆ”

สาวน้อยเป่าถ้วยยา ก่อนยกป้อนถึงปาก คนชราไร้กำลัง ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงยกแขน หรือขยับตัว ไม่ต่างจากคนพิการ …ช่วงหลายเดือนที่ผ่าน ไป่ชิงถิงคอยปรนนิบัติดูแลด้วยความเมตตา ชายแก่นิรนามผู้ไร้ที่มาที่ไป!

“ฝีมือปรุงยาของเจ้าดีขึ้นมาก”

ผู้เฒ่าเอ่ยชมเบาๆ เด็กสาวยิ้มแก้มป่อง

“แน่นอน หกเดือนมานี้ ข้าตั้งใจศึกษาอย่างดี ย่อมไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง”

เผลอพลั้งปากเรียก “อาจารย์” ต้องก้มหน้าลอบเขินอาย

“ถิงเอ๋อร์ ตำราไร้ชื่อล่ะ”

“อ้อ อยู่นี่ค่ะ” นำออกมาจากแผ่นหลัง ยื่นส่งให้ ผู้เฒ่ามองเหม่อ ก่อนทอดถอนใจ

“ตำราเล่มนี้…มันขาดไปครึ่งเล่ม…เพราะว่าไม่สมบูรณ์ จึงยากที่สอนเจ้าในระดับสูงต่อไปได้ แม้ความจำของเจ้าไม่ดี แต่ว่ามีความตั้งใจ แน่วแน่ น่าเสียดาย… ข้าควรจะมีผู้สืบทอด…” ประโยคท้าย พึมพำแผ่วเบา

“อาวุโสอย่าเสียใจไปเลย เรียนจากตำราเล่มไหนก็เหมือนกัน" ไป่ชิงถิงบอกไร้เดียงสา

“ได้ยินพวกแม่ชีพูดกันว่า ใกล้ถึงวันสอบวิหารโอสถแล้ว ข้าอยากจะไปดูสักครั้งจัง หากพี่รองอยู่ด้วย อย่างน้อยด้วยฝีมือในการตรวจชีพจรที่สูงส่งของเขา น่าจะพอสอบเข้าหอสดับชีพได้ ถึงไม่ได้ แค่ไปสอบเอาสนุกก็ยังดี”

ภายหลังจากป้อนยาเสร็จแล้ว สาวน้อยนั่งอ่านตำราเล่นอยู่ข้างๆ ก็ได้เปรยลอยๆ ออกมา ไม่ทันระวังตัว ว่าประโยคหนึ่งไปสะดุดหูของผู้เฒ่าเข้า

“หลงชู่…”

 

ณ วิหารโอสถ

หัวหน้าหอปรุงยา ถางโป๋หมิง กำลังนั่งอ่านตำราสมุนไพรอยู่บนเตียง ภายในห้องหับของตน ยามนั้นเอง บุรุษชุดขาว วัยยี่สิบ ผิวเข้ม ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ท่วงท่าสง่า ก็ก้าวผ่านประตูที่เปิดกว้างมายืนเบื้องหน้า น้อมกายคำนับ 

“คารวะ อาจารย์ เหวินเจี๋ยกลับมาแล้วครับ”

ที่แท้ คือ เกาเหวินเจี๋ย หลานชายของเกาหลินหยาง

“อ้อ เจ้ากลับมาได้เวลาพอดี ครั้งนี้ ข้าอยากให้เจ้าลงสอบด้วย”

ถางโป๋หมิงปิดตำรา กล่าวเข้าประเด็นทันทีใบหน้าเรียบขรึมจริงจัง เกาเหวินเจี๋ยงงงันวูบ

“อาจารย์ ข้าเป็นศิษย์เอกของวิหารโอสถ เข้าสอบเมื่อสองปีที่แล้ว ได้ตำแหน่งเจ้าตำราขั้นสอง แม้ไม่ผ่านด่านชีพจร แต่ก็นับว่าผ่านสามด่านมหาโหดมาได้อย่างสวยงาม แล้วเหตุใดท่านจึงจะให้ข้ากลับไปสอบใหม่อีก”

“เจ้าคงรู้เรื่องที่ซุนฟู่หรงมาสอบที่วิหารโอสถ”

หัวหน้าหอปรุงยาหน้าเครียด ศิษย์หลานยังไม่เข้าใจ

“เรื่องนี้โด่งดังทั่วดินแดนกว่างหลง ผู้ใดไม่ทราบ แล้วเขาเกี่ยวข้องอันใด"

อาจารย์ผู้เคารพ ลุกเดินมาที่หน้าประตู มองซ้ายมองขวา ทำท่าลับๆล่อๆ ก่อนปิดประตูลง

“ท่านเจ้าเมือง…ไม่ต้องการ…ให้ซุนฟู่หรง…สอบติดวิหารโอสถ!”

“เพราะเหตุใด”

ถางโป๋หมิงเดินกลับมา ใบหน้าครุ่นคิดเคร่งขรึม ซ่อนความนัย

“ซุนฟู่หรง มีพรสวรรค์และความสามารถ หากเขาสอบผ่านทุกด่าน ความมั่นคงของวิหารโอสถจะสั่นคลอน เมืองเหอเกิดทุพภิกขภัย คนตายมากมาย เหลือชาวบ้านเพียงหยิบมือ คนเหล่านั้นถูกกักให้อยู่ในค่ายทองดำตามข้อพันธะสัญญาของทั้งสี่เมือง ไม่นานมานี้ มีชาวบ้านบางคนพยายามจะหลบหนีออกจากค่าย จึงได้ถูกลูกธนูสังหาร ตายไปหลายศพ”

“ผู้ใดกันฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์!" เกาเหวินเจี๋ยโพล่งตกใจ

ถางโป๋หมิงถอนหายใจ ทรุดนั่งลงที่เดิม 

“ซุนฟู่หรงสงสัยในตัวท่านเจ้าเมือง เขาเก็บความเคียดแค้นไว้ในใจ ต่อหน้าทำเป็นเจียมเนื้อเจียมตัว ลับหลังลอบรวมไพร่พล หวังจะกอบกู้เมืองเหอ เขามีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ เพราะโรคลมดำ ทำให้ทั้งสี่เมืองตัดขาดกับเมืองเหอ ยังไม่นับเรื่องข่าวลือที่ว่ามีคนจากต่างเมืองมาแพร่เชื้อโรคระบาดในเมืองเหอ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่ฉลาดอย่างซุนฟู่หรง มีหรือจะไม่อยากสืบหาความจริง และผูกใจเจ็บพวกเราทั้งสี่เมืองอยู่ในใจ"

เกาเหวินเจี๋ยขมวดคิ้วครุ่นคิดตาม แล้วกล่าวว่า

“ภายนอกร่ำลือว่า ทายาทเมืองเหอ ลี้ภัยโรคลมดำ มาอยู่เมืองหยาง หมายสร้างหลักปักฐาน ที่แท้ กลับมีความคิดเช่นนี้”

ถางโป๋หมิงกล่าวต่อว่า “ตัวเขายามนี้ไม่ต่างจากคนสิ้นไร้ไม้ตอก อยู่ในกว่างหลง ไร้ซึ่งอำนาจ ที่มาสอบเข้าวิหารโอสถก็เพื่ออาศัยเป็นสะพาน หากเขาสอบได้ตำแหน่งสูง ก็จะส่งผลเสียต่อเมืองหยางเรา ฉะนั้น ข้าอยากให้เจ้าเข้าไปสอบและตีสนิทกับเขา หนึ่ง เพื่อสืบว่า ซุนฟู่หรงจะเดินแผนการอย่างไร สอง เพื่อสืบว่าเขามีความสามารถลึกซึ้งแค่ไหน ในด่านสอบสมุนไพร ต่อหน้าเจ้าวิหารและเกาหลินหยาง หากว่ามันเกิดตอบได้ ข้าก็ยากจะแก้ไข จำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม” 

ศิษย์หลานผู้ภักดีอึ้งไปชั่วครู่ กล่าวอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ ต่อให้ซุนฟู่หรงสอบตกด่านสมุนไพร แต่หากสอบได้คะแนนเต็มในด่านความรู้และด่านชีพจร เขาก็ได้อยู่ต่อ ท่านลุงเป็นคนสัตย์ซื่อ ถือความถูกต้อง ดูความสามารถไม่เคยกีดกันใคร หากซุนฟู่หรงทำให้เขาพึงพอใจ ก็ยากที่เราสองคนจะทำอะไรได้”

“ไม่ว่าเก่งแค่ไหนย่อมมีจุดอ่อน เหลืออีกห้าวัน เจ้าต้องพยายามให้มากแล้ว”

ถางโป๋หมิงมอบหมายงานมา เป็นเชิงให้ตัวศิษย์หลานคิดหาวิธีเอาเอง เกาเหวินเจี๋ยผู้มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักปรุงยาผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าหอปรุงยา แต่สอบไม่ผ่านด่านชีพจร ยังมีอาการลังเลค่อนข้างหนักใจ

ถางโป๋หมิงเห็นอาการแล้ว ลุกมาโอบไหล่ ใช้ไม้อ่อนโน้มน้าว “พยายามจนถึงที่สุด ผลลัพธ์แล้วแต่ฟ้า ถึงกระนั้นก็จงอย่าลืมว่า ข้าให้ความสำคัญกับเจ้ามากที่สุด สอบใหม่ครานี้ ต้องทำให้ดีกว่าเดิม ผ่านด่านชีพจรมาให้ได้ ตำแหน่งนักปรุงยารอเจ้าอยู่"

ศิษย์หลานผู้ทะเยอทะยาน มีกำลังใจฮึกเหิมขึ้น คำนับกล่าว “ข้าจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง”

 

เทศกาลการสอบวิหารโอสถแห่งเมืองหยาง หนึ่งปีมีหนึ่งครั้ง เปิดประตูต้อนรับเหล่าผู้เก่งกาจทางการแพทย์จากทั่วทุกสารทิศเข้ามาประลองปัญญา ยกเว้นผู้มีตำแหน่งนักปรุงยาแล้ว นอกนั้นล้วนสามารถเข้าสอบได้ และสอบซ้ำได้หนึ่งครั้ง การสอบพื้นฐานมีทั้งหมดสามรอบ คือ สอบความรู้ สอบสมุนไพร และสอบจับชีพจร หากสอบตกหนึ่งด่าน อีกสองด่านต้องสอบได้คะแนนเต็มทั้งหมดถึงจะผ่าน และเมื่อผ่านทั้งสามด่าน จะได้ตำแหน่งเจ้าตำรา ส่วนจะอยู่ระดับขั้นไหนก็ตามผลคะแนนที่ออกมา และเข้าสู่การสอบขั้นสูง คือ สอบฝังเข็ม และสอบปรุงยา หากสอบผ่านทั้งหมด จึงจะได้ตำแหน่งนักปรุงยา

ตำแหน่ง “เทพโอสถ” ของหนานฉือ คือ ผู้อยู่ฐานะสูงสุด แต่มิได้มีทำเนียบในวิหารโอสถ แม้นว่าจะถูกวางไว้เป็นตำแหน่งที่สูงกว่านักปรุงยา แต่ก็เป็นอิสระ เป็นผู้มีเกียรติ แต่ไม่มีอำนาจใดๆ เปรียบเทียบในโลกของชาวยุทธ์ ก็คือ ผู้บรรลุแล้วซึ่งมรรควิถี ไม่พาตัวลงมาเกลือกกลั้ว แปดเปื้อน ดำรงอยู่อย่างสันโดษ ตั้งตนอยู่ในระดับปรมาจารย์

หลังการหายสาบสูญของหนานฉือ ผู้มีความรู้ลึกล้ำเหนือกว่านักปรุงยาทั้งปวง ดินแดนกว่างหลงก็ไร้เทพโอสถ…

ก่อนวันสอบห้าวัน ซุนฟู่หรงเก็บตัวเงียบกริบอยู่เรือนเมฆน้อย ไม่ออกมาพบปะผู้ใด แขกคนสุดท้ายที่ประตูเปิดต้อนรับคือ เกาเหวินเจี๋ย… เช่นเดียวกับที่เรือนจอมปราชญ์ ผู้เข้าสอบคร่ำเคร่งทวนวิชาอยู่ในห้อง ไร้เสียงคึกคักเหมือนวันแรกๆ ทุกผู้คนล้วนมีสมาธิจดจ่อกับตำรา ไม่ไปมาหาสู่กัน… หวังชีเอ่อถูกพี่สาวบังคับให้แยกจากหลงชู่ และถูกขังไว้ในห้อง หวังหยีหมิ่นคอยยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู ไม่ให้ผู้อื่นรบกวน… ส่วนหลงชู่ หลังถูกจับแยก หลายวันแล้วก็ไม่ได้มาหาหวังชีเอ่ออีก และไม่ได้กลับเรือนจอมปราชญ์ด้วย หวังหยีหมิ่นไม่ทราบว่าหลงชู่คิดจะทำอะไร สำหรับนางแล้วคิดเพียงช่วยเหลือน้องชายให้ประสบความสำเร็จ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น